ค้นหาข้อมูล พืชผัก พืชสมุนไพรไทย ต่างๆ ที่นี่ ฟรี !!

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มะระหวาน

มะระหวาน

ลักษณะทั่วไปของมะระหวาน (ฟักม้ง) เป็นไม้เถาเลื้อย สามารถเจริญเติบโตในสภาพอากาศเย็นและชุ่มชื้นเป็นพืชข้ามปี ลักษณะคล้ายพืชตระกูลแตง ลำต้น ใบ ยอดและมือจับคล้ายแตงกวาผสมกับฟักเขียว ลักษณะดอก เกิดที่ขั้วระหว่างต้นกับก้านใบเป็นชนิดดอกช่อ (Inflorescence) ส่วนดอกเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect flower) กล่าวคือ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย จะอยู่คนละดอก แต่อยู่ในต้นเดียวกัน (Monoecious plant )ผลเป็นผลเดี่ยว (Simple fruit) เนื้อของผลเจริญมาจากฐานรองดอกที่ขยายใหญ่ไปหุ้มเมล็ดไว้ มีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวในผล เหมือนกับผลมะม่วง มะปราง ซึ่งถือว่าเป็นข้อแตกต่างของพืชตระกูลแตงที่เราพบเห็นโดยทั่วไป

มะระหวาน เป็นพืชที่แมลงรบกวนไม่มาก ยกเว้น ราแป้งและเพลี้ยไฟ จะมีระบาดในบางฤดูกาลเท่านั้น ยอดมีลักษณะเช่นเดียวกับยอดของฟักทองและตำลึง ปัจจุบันเป็นที่นิยมของเกษตรกรและผู้นิยมบริโภคผักปลอดสารพิษทั่วไป ซึ่งยอดมะระหวาน จะมีรสชาติหวานกรอบ มะระหวานเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็นและมีความต้องการน้ำมาก ในการช่วยการเจริญเติบโต


การเตรียมดิน

การเตรียมดินปลูก ทำได้ง่ายๆเพียงขุดหลุมขนาด กว้าง X ยาวX ลึก ประมาณ 20 – 50 ซม. แล้วคลุกเคล้าดินในหลุมด้วยเศษพืชและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก


การปลูก

1)ปลูกเพื่อเก็บยอดอย่างเดียว ระยะปลูกระหว่างต้น ระหว่างแถวประมาณ 1 x 1 หรือ1 x 2 เมตร ปลูกเป็นหลุมๆเรียงเป็นแถวติดต่อกันไป ตามสภาพของพื้นที่และไม่ต้องทำค้าง หรือจะทำค้าง ซึ่งส่วนใหญ่จำทำค้างลักษณะทรงสามเหลี่ยม เพื่อให้ยอดเกาะกิ่งไม้ขึ้นไป สะดวกในการเก็บยอด
2) ปลูกเพื่อเก็บยอดและผล ใช้ระยะปลูก 2 x 3 เมตร หรือ 3 x 3 เมตร และจะต้องทำค้างให้เถายึดเกาะ โดยความสูงขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และจะต้องสูงพอที่จะเดินเข้าไปเก็บผลได้


การเตรียมต้นพันธุ์

การปลูกมะระหวาน จำเป็นต้องเตรียมต้นพันธุ์ โดยจะต้องนำผลสดที่แก่เต็มที่ พร้อมที่จะปลูก ลักษณะของผลจะมีรอยแตก นำมาชำในที่ร่มชื้นหรือชำในถุงชำ จนกระทั่งเริ่มแตกยอดอ่อนจึงนำไปปลูก หรือทิ้งผลที่แก่จัดไว้กับต้นปลายผลจะเกิดรอยแตกและงอกต้นอ่อน ก็สามารถนำไปปลูกได้เช่นเดียวกันฟักม้ง สามารถปลูกได้ตลอดปี การปลูกโดยการนำผลแก่จัดและงอกต้นอ่อนแล้ว วางลงกลางหลุมปลูกที่เตรียมไว้กลบดิน 3 ใน 4 ของผล เหมือนการปลูกมะพร้าว เสร็จแล้วคลุมด้วยหญ้าแห้ง ฟางข้าวหรือเศษพืชรดน้ำให้ชุ่ม


การดูแลรักษา

เมื่อปลูกลงดินแล้ว รดน้ำวันละ 1 – 2 ครั้ง คอยกำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ยคอกบ้างเป็นระยะ จนอายุประมาณ 2 เดือน ก็สามารถเก็บยอดจำหน่ายได้ แต่ถ้าปล่อยให้เจริญเติบโตต่อไปบนค้าง จนอายุประมาณ 4 – 5 เดือน จะเก็บผลผลิตได้ทั้งยอดและผลเมื่อปลูกและเก็บผลได้ระยะหนึ่ง ต้นและใบจะเริ่มโทรมลง ให้เด็ดใบแก่ที่มีสีเหลือง ใบแห้ง ใบที่เป็นโรคออกให้หมด เติมปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ ยูเรีย รดน้ำและกำจัดวัชพืช ก็จะสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อีกประมาณ 3-4 ปี หลังจากเก็บผลผลิตเป็นที่พอใจแล้วหรือเห็นว่าโทรมมากหรือเข้าสู่ฤดูแล้ง ให้ตัดต้นเหนือดินออกให้หมดทิ้งให้พักตัว ถ้าต้องการได้ต้นใหม่ให้ใส่ปุ๋ยคอก พรวนดินรอบๆและรดน้ำ ก็จะเจริญงอกเป็นต้นขึ้นมาได้อีกโดยไม่ต้องปลูกใหม่ ตลอดระยะเวลาของการเจริญเติบโต อาจมีศัตรูพืชรบกวนบ้าง แต่ไม่มากนัก ศัตรูพืชที่สำคัญคือ เพลี้ยไฟ แมลงวันผลไม้เจาะผลอ่อนและโรคราแป้ง ซึ่งเกิดที่ใบ ป้องกันได้ด้วยการใช้กับดักกาวเหนียว เพื่อดักตัวแก่และคอยเก็บใบที่เป็นโรคหรือแสดงอาการผิดปกตินำไปเผา ไม่จำเป็นจะต้องใช้สารเคมี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...