ค้นหาข้อมูล พืชผัก พืชสมุนไพรไทย ต่างๆ ที่นี่ ฟรี !!

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไผ่หวานหม่าจู

หากเอ่ยถึง อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ต้องขอบอกไว้เลยว่า ไกลปืนเที่ยงจริงๆ เพราะเท่าที่สังเกตดู เกือบจะทุกพื้นที่ยังมีปัญหาในเรื่องของไฟฟ้า น้ำประปา ที่ยังไปไม่ถึง ระยะทางเดินรถไม่สะดวก เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง เนื่องจากที่ผ่านมามีฝนตกหนักน้ำท่วมบ่อยๆ กว่าจะถึงที่หมายแต่ละแห่งก็ต้องผ่านป่าเขา เข้าไปลึกพอสมควร อย่างบ้านของเกษตรกรท่านหนึ่งที่ชื่อว่า คุณพินิจ จิตรพิโรจน์ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 10 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โทร. (01) 741-9107 (01) 250-3105

คุณพินิจ ออกมาต้อนรับคณะผู้มาเยือนด้วยอาการที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับสมาชิกในครอบครัว แนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อย พร้อมกับแจ้งความประสงค์ที่จะเข้ามาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกไผ่หม่าจูของคุณพินิจ คุณพินิจจึงเริ่มเล่าที่มาที่ไปว่า ทำไม ถึงได้มาปลูกไผ่หม่าจู ที่บริเวณด้านหลังบ้านแทนการปลูกไผ่ศรีปราจีนเหมือนอย่างเกษตรกรท่านอื่น

คุณพินิจ เล่าว่า ตนมีที่ทั้งหมด 50 ไร่ แต่เดิมเคยปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง ขนุน และไผ่ศรีปราจีน ฯลฯ มาก่อน แต่ประสบปัญหาการตลาดและไผ่ศรีปราจีนก็ออกดอกตายหมด เช่นเดียวกับเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อปี 2528 ตนจึงต้องตัดไผ่ศรีปราจีนทิ้งทั้งหมด และได้คิดหาพืชผักและไม้ผลชนิดอื่นๆ มาปลูกทดแทน

ประมาณ ปี 2544 ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามามอบไผ่พันธุ์ใหม่ให้กับคุณพินิจ ไผ่พันธุ์ใหม่ที่ว่านี้เขาเรียกกันว่า "ไผ่หม่าจู" ที่มาของแหล่งพันธุ์ไผ่ชนิดนี้มาจากประเทศไต้หวัน

ช่วงแรก คุณพินิจได้รับกิ่งพันธุ์ไผ่หม่าจูจากกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 33 ต้น นำมาปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ต่อมาได้มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก 7 ไร่ โดยใช้วิธีการทาบกิ่งไผ่เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวน 500 ต้น ขั้นตอนการปลูกไผ่หม่าจูก็ไม่แตกต่างกับไผ่พันธุ์อื่นๆ โดยปลูกในระยะประมาณ 2x2 เมตร หลุมลึก 20 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยแกลบและปุ๋ยขี้ไก่

ปีแรก เป็นการปลูกไผ่เพื่อเลี้ยงลำไผ่เอาไว้เพื่อขยายพันธุ์เพิ่ม ซึ่งการปลูกระยะแรกๆ จะให้น้ำเกือบทุกวัน ถ้าวันไหนดินมีความชื้นอยู่แล้วจะไม่ต้องให้น้ำอีก พอไผ่ตั้งตัวได้แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นให้น้ำ 3 วัน ต่อครั้ง ผ่านไปประมาณสัก 7 เดือน ก็จะเริ่มเห็นหน่อไผ่แทงออกมาจากดิน ช่วงนี้แหละที่จะต้องเลี้ยงลำเอาไว้ก่อน อย่างไผ่หม่าจู 1 กอ จะให้หน่อได้มากกว่าไผ่ชนิดอื่นๆ ถึง 30-40 หน่อ

การเลี้ยงลำไผ่

จะเลี้ยงลำอย่างนี้ไปประมาณ 1 ปี ขึ้นไป พอเข้าปีที่สองจึงเริ่มขยายพันธุ์ไผ่โดยการตอนกิ่ง การตอนกิ่งหรือทาบกิ่งเวลาที่เลือกกิ่งตอนจะเลือกกิ่งไผ่ที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป จากนั้นจะนำขุยมะพร้าวผสมกับน้ำยาเร่งรากมาห่อหุ้มกิ่งไผ่เอาไว้ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะเห็นว่ามีรากงอกออกมา และรออีกสัก 25 วัน ถึงค่อยตัด โดยใช้เลื่อยตัดออกมาใส่ถุงดำขนาดเล็กที่เตรียมเอาไว้ ประมาณอีก 3 สัปดาห์ รากไผ่จะเดินเต็มถุง จึงสามารถจำหน่ายกิ่งพันธุ์ได้ ไผ่หม่าจูที่ได้จะมีขนาดความสูง 1.5 เมตร ขายราคา 150 บาท

คุณพินิจยังบอกอีกว่า ไผ่หม่าจูแตกต่างจากไผ่พันธุ์อื่นๆ คือให้ผลผลิตเร็ว เนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานกรอบ มีรสขื่นน้อย และเมื่อเข้าฤดูฝนประมาณเดือนเมษายน-พฤศจิกายน ต้นไผ่หม่าจูก็จะเริ่มให้หน่อเรื่อยๆ พอช่วงฤดูหนาวก็จะมีการพักต้น ประมาณ 3 เดือน

การผลิตไผ่หม่าจูนอกฤดูจะเริ่มประมาณเดือนมกราคม-เมษายน ช่วงนี้จึงควรให้น้ำเพิ่ม 3 วัน ต่อครั้ง และตัดแต่งกิ่งเก่าออก พร้อมกับเติมปุ๋ยคอกบริเวณโคนต้นไผ่ (ปุ๋ยขี้ไก่) ใส่ปีละ 3 ครั้ง ใส่ปุ๋ยน้ำหมัก ปุ๋ยพืชสด รออีกประมาณ 1 เดือน ขึ้นไป ต้นไผ่ก็จะเริ่มให้หน่อ แต่หน่อของไผ่หม่าจูจะออกน้อยกว่าช่วงเวลาปกติ

คุณพินิจ บอกว่า ไผ่หม่าจู จะสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง เช่น กาบใบของใบไผ่ที่ห่อหุ้มอยู่ที่ลำไผ่มีขนาดใหญ่กว่าไผ่ปกติประมาณเกือบ 2 เท่า ของใบไผ่ธรรมดา สามารถที่จะขายส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเป็นกล่องโฟม เพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม ส่วนใบของมันยังนำไปห่อทำเป็นบ๊ะจ่าง ขนมสามเหลี่ยมที่ใส่ในน้ำหวาน และถ้าเป็นหน่อไผ่สดจะขายได้กิโลกรัมละ 20-80 บาท ชนิดที่เขาอบแห้งขายกิโลกรัมละ 200 บาท

ด้านการตลาด ไผ่หม่าจู มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะตลาดกิ่งพันธุ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก แต่ยังผลิตขายได้น้อย หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากทราบเกี่ยวกับไผ่หม่าจู ก็สามารถติดต่อขอข้อมูลจากคุณพินิจได้ตามที่อยู่ข้างต้น รับประกันความผิดหวัง

วิธีปลูก เพื่อเก็บหน่อขายเป็นอาชีพเริ่มจากขุดหลุมลึกและกว้าง 1 คูณ 1 เมตร ปลูกห่างกัน 4 คูณ 4 เมตร หลังจากนำต้นลงปลูกระยะแรกให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเช้าเย็น พร้อมบำรุงปุ๋ยจำพวกขี้วัวหรือขี้ควายแห้งสลับกับปุ๋ยคอกกลบฝังดินรอบโคนต้น เดือนละครั้ง พอต้นเริ่มแตกกิ่งใหม่ให้เห็นแสดงว่าต้นเคยดินและลากแข็งแรงเดินหาอาหารได้ แล้ว คอยพรวนดินรอบโคนต้นประจำ พร้อมเก็บวัชพืชอื่นๆที่ขึ้นอยู่ทิ้งให้หมด ประมาณ 6-7 เดือน หลังปลูก "ไผ่หวานหม่าจู" จะเริ่มแทงหน่อขึ้นเหนือดินให้เห็น ให้สังเกตว่าหน่อมีขนาดใหญ่สูงประมาณ 1 ฟุตเศษ สามารถเก็บเกี่ยวหน่อได้และบำรุงปุ๋ยให้ต้นทันที ถ้าลำไผ่ต้นไหนอายุนาน 1.5 ปี ให้ตัดโคนเอาลำไผ่ ไปใช้ประโยชน์หรือขายได้ เพื่อจะสร้างหน่อหรือต้นใหม่ขึ้นมาแทน และพยายามให้ต้นไผ่แตกกออยู่ในวงพอดี ไม่ควรให้กระจายกว้างเกินไป ปฏิบัติเช่นนี้เป็นวัฏจักรจะทำให้ "ไผ่หวานหม่าจู" มีหน่อให้เก็บกินและเก็บขายได้เกือบทั้งปี

ประโยชน์อื่นๆ ชาวจีนใช้ ใบของ "ไผ่หวานหม่าจู" หมักเป็นเหล้าธรรมชาติเรียกว่า "เหล้าจู๋-เย้ชิง" ใบกับรากต้มรวมกันดื่มเป็นน้ำชารักษาโรคมดลูกอักเสบ ขจัดระดูขาวและประจำเดือนไม่ปกติในสตรี ขับปัสสาวะ รักษาไตได้ อีกด้วย

ไผ่ หวานหม่าจู หรือ DEND-ROCA LAMUS LATIFLERUS มีชื่อสามัญว่า TAIWAN GIANT BAMBOO ปัจจุบันมีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง "คุณหลงคุณก็อต" ตรงกันข้ามโครงการ 15 ราคาสอบถามกันเอง ถิ่นกำเนิดประเทศไต้หวันและประเทศจีน เนื้อของหน่อมีรสชาติอร่อย ไม่ขม สามารถปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง


ที่มา :http://www.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=0503011147&srcday=2004/11/01&search=no และไทยรัฐ

ภาพ ไทยรัฐ 

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไผ่หวาน

ไผ่หวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Bambusa Sp.

ชื่อวงศ์ Gramineae

ชื่อพื้นเมือง ไผ่หวาน ไผ่บงหวาน

ลักษณะทั่วไป เป็นไผ่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะกอเป็นหุ้มแน่น ลำอ่อนมีสีเขียวใบไม้ ลำแก่จะมีสีเขียวแก่ ลำต้นมักมักมีลักษณะคดงอ มีการแตกกิ่งจำนวน 2-5 กิ่งตลอดลำ ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-5 ซม. สูงประมาณ 5-8 เมตร บริเวณเหนือข้อเล็กน้อยจะเห็นเป็นแถบวงแหวนสีขาวรอบลำชัดเจน และมีรากอากาศอยู่รอบ ๆ ข้อ ลักษณะที่สังเกตง่ายที่สุด คือ ครีบกาบทั้งสองข้างของกาบหุ้มลำจะมีขนาดไม่เท่ากัน และมีรูปทรงต่างกัน ซึ่งปกติครีบกาบของไผ่ชนิดอื่นจะมีขนาดเท่ากันหรือเหมือนกัน

ใบ ใบขนาดกลาง

ผล หน่อมีสีเขียว หนักประมาณ 200-300 กรัม

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ ขึ้นในป่าผสมผลัดใบ (เบญจพรรณ) ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมากที่จังหวัดเลย

การขยายพันธุ์และการปลูก การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า โดยการแยกเหง้าหรือเพาะเมล็ด

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูก

ดิน ควรปลูกในดินร่วนปนทราย ดินลึกมีการระบายน้ำดี

ความชื้น ต้องการความชุ่มชื้นมาก

การปลูกดูแลบำรุงรักษา

การคัดเลือกพื้นที่และเตรียมพื้นที่ ควรเตรียมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ฤดูแล้ง ซึ่งจะทำงานได้สะดวกสามารถลงมือปลูกได้ทันในต้นฤดูฝน โดยในพื้นที่ที่เป็นแอ่ง ที่ลุ่มน้ำขัง มีเนิน หรือมีตออยู่ในพื้นที่ต้องไถบุกเบิก กำจัดตอออกให้หมด ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ราบอยู่แล้ว แค่ไถพรวนกำจัดวัชพืชอย่างเดียวก็พอ ในแหล่งที่สามารถให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ก็สามารถปลูกไผ่ได้ตลอดปีเช่นกัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรปลูกตั้งแต่ฝนเริ่มตก จนถึงปลายเดือนมิถุนายน หากฝนทิ้งช่วง ควรให้น้ำช่วย หลุมที่ปลูกไผ่ตงควรมีขนาด กว้างxยาวxลึก ไม่น้อยกว่า 50x50x50 เซนติเมตร ให้ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต 1 กระป๋องนม (ประมาณ 300-500 กรัม) ต่อหลุม ผสมปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้ว 1 บุ้งกี๋ (ประมาณ 1 กิโลกรัม) และยาฆ่าแมลงฟูราดาน 1-1.5 ช้อนแกง (10-15 กรัม) คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วแล้วกลบกลับคืนลงไปในหลุม ให้ระดับดินสูงกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อสำหรับดินยุบตัวภายหลัง

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม


ระยะเวลาที่เหมาะต่อการปลูกไผ่อยู่ในช่วงฤดูฝน คือ ระหว่างเดือนพฤษภาคม - กันยายน เนื่องจากช่วงระยะที่เริ่มปลูกไผ่ต้องการน้ำมาก การปลูกในช่วง ฤดูฝนจึงลดค่าใช้จ่ายในการรดน้ำลงได้มาก และเป็นระยะที่ไผ่มีการเจริญเติบโตดีที่สุดด้วย สำหรับ ระยะปลูกและจำนวนกล้าไผ่ต่อพื้นที่ ควรมีระยะปลูกประมาณ 8 x 8 เมตร หรือประมาณ 25 กอต่อไร่ หลุมที่ปลูกมีขนาดประมาณ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร

โรคและแมลง มีโรคแมลงและศัตรูธรรมชาติ เหมือนกับโรคแมลงและศัตรูธรรมชาติของไผ่เลี้ยง

อัตราการเจริญเติบโต มีอัตราการเจริญเติบโต เหมือนกับอัตราการเจริญเติบโตของไผ่เฮียะ

ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะ

การที่ไม้ไผ่มีอายุขัยในการออกดอกและผลิตเมล็ดยาวนาน ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ มีอายุขัยในการออกดอกแตกต่างกัน บางชนิดใช้เวลานาน 30-50 ปี ในขณะที่บางชนิดใช้เวลานานกว่า ร้อยปี อายุขัยในการออกดอกที่ยาวนานและไม่สม่ำเสมอเช่นนี้ เป็นอุปสรรคในการเก็บหาและรวบรวม ตัวอย่างที่จำเป็นในการจำแนกพันธุ์อย่างยิ่ง และข้อเสนอแนะ การทำสวนไผ่นั้นใช้เวลานานถึง 3 ปี จึงจะตัดหน่อได้ ช่วงเวลาที่ยังไม่ได้ตัดหน่อ พื้น ที่ว่างอาจปลูกพืชแซมเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ฟัก แฟง มันเทศ พริก มะเขือ หรือพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ และ ยังเป็นการเพิ่มธาตุอาหารแก่ดินอีกด้วย หลังจากไผ่ให้หน่อแล้วภายในสวนอาจร่มครึ้มมากขึ้น จึง เหมาะสำหรับปลูกไม้ประเภทต้นเตี้ยที่ขึ้นได้ดีในที่ร่ม เช่น กระชาย หรืออาจปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น สมุนไพรจำพวกเร่วและกระวานลงในสวนได้ หรือปลูกควบกับไม้ผลอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น กระท้อน ขนุน ส้มโอ เป็นต้น


จาก http://www.dnp.go.th/EPAC/bamboo_rattan/bamboo27.htm

blogger social network ฟังเพลงสากล Billy1

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไผ่เลี้ยง


พันธุ์ไผ่เลี้ยง

1.พันธ์หนัก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตหน่อได้ปกติในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน – สิงหาคม) แต่ถ้าจะผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูหรือต้นฤดูฝน ผลผลิตที่ได้จะไม่คุ้มกับทุน 2.พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่สามารถให้หน่อไผ่ ตกในช่วงฤดูฝน และสามารถผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูได้ดีมาก เพราะมีลักษณะเด่น คือ ถ้าได้น้ำ ได้ปุ๋ยแล้วจะให้หน่อทันที ถ้าเกษตรกรปลูกมีการบำรุงรักษาดี ผลผลิตก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ที่จะปลูกไผ่เลี้ยงขายหน่อ ควรปลูกพันธุ์เบา

การคัดเลือกพื้นที่ปลูกสวนไผ่

สภาพพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกไผ่เลี้ยง ควรมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียว ดินโคกลูกรัง การเจริญเติบโต และการให้หน่อจะไม่ดี

การเตรียมดินปลูก

-ไถครั้งแตกด้วยรถไถผาน 3 ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืช
-ไถครั้งที่ 2 ด้วยรถไถผาน 7 เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืช ระยะปลูก
สามารถปลูกได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้เครื่องมือในการจัดการแปลงหลังปลูก
1.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 2 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น
2.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น
3.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 6 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 66 ต้น
ที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรทั่วไป ควรปลูกระยะ 4 x 4 ม.
การปลูก
1.ปลูกด้วยตอชำถุง (มีค. – กค.) ขุดหลุ่มขนาด 50 50 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 1 ปุ้งกี๋ คลุกเคล้าเข้ากับดินลงในหลุมปลูก ฉีกถุงดำออกอย่าให้ดินแตก นำลงหลุมกลบดินให้แน่น แล้วรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ถ้าฝนไม่ตก)
2.ปลูกด้วยเหง้า หรือตอไผ่ที่ไม่ได้ชำถุง โดยขุดเหง้าหรือตอไผ่ แล้วนำไปปลูกทันทีด้วยการขุดหลุมเฉพาะ ไม่ต้องรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปลูกแล้วกลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วงที่เหมาะสมในการปลูกโดยวิธีนี้ คือ เดือน มค. – เมย. เหมาะสำหรับผู้ที่มีแหล่งน้ำและสะดวกในการให้น้ำ

การดูแลรักษา
-ถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
-กำจัดวัชพืชทำความสะอาดแปลงอย่าปล่อยให้หญ้าคลุม
-เมื่อไผ่ปลูกได้ 7 เดือน ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออกให้เหลือไว้แต่ต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง 3 – 5 ซม. แล้วพรวนดินรอบกอ ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5 – 10 กก. คลุมโคนด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง หรือฟางข้าว เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดิน ถ้ามีน้ำในไร่นาควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต
-เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไป ก็จะสามารถให้หน่อและเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป


เทคนิคการตัดแต่งกอและกิ่งไผ่
-หลักสำคัญในการตัดแต่งกิ่งไผ่ อยู่ที่ปีที่ 2 ซึ่งจะต้องตัดต้นที่แก่และยู่ชิดกันออก โดยใช้เลื่อยตัดแต่งกิ่งเฉพาะ จะสะดวกให้เหลือจำนวนต้นไว้ในแต่ละกอ ไม่เกิน 12 ตัน ต่อไป (การตัดแต่งควรตัดทุกปีอย่างต่อเนื่อง ปีละ 1 ครั้ง)
-ฤดูกาลที่เหมาะสมในการตัดแต่งกิ่ง คือเดือน ธค. – มค.
-หลังตัดแต่งเสร็จให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15 – 20 กก. แล้วให้น้ำทันที เพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตหน่อไผ่ช่วงต้นฤดู ซึ่งขายได้ราคาสูง
-ถ้าจะเร่งการออกหน่อ และเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้น ให้เสริมด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ 46-0-0 กอละประมาณ 2 กำมือ โดยใส่รอบๆ กอ แล้วจึงกลบด้วยปุ๋ยคอกแล้วให้น้ำทันที ถ้าไม่มีน้ำให้ก็ต้องรอเก็บผลผลิตในฤดูฝนตามปกติ แต่ผลผลิตก็จะได้มากกว่า สวนที่ไม่มีการตัดแต่งใส่ปุ๋ยอย่างแน่นอน

การเก็บผลผลิตหน่อไผ่
-ขนาดความยาวของหน่อไผ่ที่เหมาะสม 40 – 50 ซม. หรือ ถ้าเห็นหน่อไผ่พ้นดินขึ้นมาให้รออีก 4-6 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้
-ช่วงเดือนสิงหาคม ควรคัดเลือกหน่อที่มีลักษณะสมบูรณ์และแตกหน่อออกอยู่ห้างกอไว้เป็นลำต้นต่อไป
-ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,700 กก.
-รายได้เฉลี่ย 17,000 บาท/ไร่

การขยายพันธุ์ไผ่
การขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง ทำได้ 2 ลักษณะ

1.ขยายพันธุ์โดยการขุดเอาเหง้าของลำต้นไผ่ที่มีอายุ 1 ปี แต่ไม่ควรเกิน 1 ปีครึ่ง เมื่อขุดออกมาแล้วควรตัดให้เหลือตอไว้ประมาณ 40 ซม. และตัดแต่งรากออกพอประมาณ เพื่อสะดวกในการปักชำ ถุงที่เหมาะสมควรเป็นถุงดำขนาด 5 x 11 นิ้ว ขึ้นไป ส่วนผสมของดินบรรจุถุง คือ หน้าดิน 1 ส่วน และแกลบดำ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้า แล้วใส่ลงในถุงนำเหง้าไผ่ที่เรียมไว้ลงถุงกลบดินแกลบให้แน่น ตั้งถุงเรียงไว้กลางแจ้ง รดน้ำให้พอชุ่มอยู่ตลอดประมาณ 15 วัน ก็จะเริ่มแตกแขนง
ครบ 2 เดือน นำไปปลูกได้ ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ตามแบบที่ 1 คือ เดือน กพ. – พค.

2.ขยายพันธุ์โดยการใช้เหง้า จากส่วนที่เป็นเหง้าของหน่อที่ถูกตัดไปขาย แล้วเหลือตอติดดินไว้แตกแขนงขึ้นมารอให้แขนงที่แตกมาใหม่ มีใบแก่ (แตกใบขิง) จึงขุดเหง้าพร้อมแขนงนี้มาชำถุง แต่ต้องตัดกิ่งแขนงส่วนบนออกให้เหลือติดเหง้าขึ้นไปยาวประมาณ 30 – 40 ซม. ใช้วัสดุชำเหมือนกับการขยายพันธุ์แบบที่ 1 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชำแบบที่ 2 คือ ตั้งแต่เดือน พย. – พค.


จาก http://www.trytodream.com/index.php?topic=5310.0

blogger social network ฟังเพลงสากล Billy1

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตะขบ

ชื่อสามัญ (Common Name) : Governor plum

ชื่อพฤกษศาสตร์ (Scientific Name) : Flacourtia cataphracta, Roxb.

ชื่อวงศ์ (Family name) : Flacourtiaceae

ชื่ออื่นๆ (Other Name) : มะเกว๋นควาย ครบ

ลักษณะทั่วไป ตะขบไทยเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาที่ยอด ใบลักษณะกลมคล้ายใบพุทรา ผลกลม โตเท่าลูกพรุทรา ผลสุกสีแดงอมดำ

การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ดปลูก

ประโยชน์ทางสมุนไพร


ราก ใช้เป็นยาขับเหงื่อ ยาขับเสมหะ
เนื่อไม้ ใช้ปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด มูกเลือดน้ำตะขบไทย ใช้เป็นยาขับเหลื่อ แก้ท้องร่วง และรักษาโรคผิวหนัง

ส่วนผสม


•ตะขบไทยสุก 1ถ้วย
•น้ำต้มสุก 1ถ้วยครึ่ง
•น้ำเชื่อม 1/4ถ้วย
•เกลือ 1/3ช้อนชา

วิธีทำ

เลือกตะขบไทยที่สุกงอม ล้างน้ำให้สะอาดใส่ผ้าขาวบางขยำ เติมน้ำต้มสุกคั้นกรองเอาเปลือกและเมล็ดออก
เติมน้ำเชื่อม เกลือ ชิมรสตามชอบใจ จะได้น้ำผลไม้สีชมพุอมม่วงมีกลิ่นหอมรสเปรี้ยวอมหวาน เค็มเล็กน้อย


จาก http://nantiya2007.multiply.com/photos/album/1298

blogger social network ฟังเพลงสากล Billy1

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ต้นเสี้ยว

ต้นเสี้ยว ( ชงโค , เสี้ยวดอกแดง )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia pottsii G. Don var. docipiens K & S. Larson , Bauhinia purpurea

ลักษณะนิสัย ออกดอกเดือน พ.ค. – มิ.ย. ติดฝักเดือน ก.ค. ผลัดใบ หมดทั้งต้น

ลักษณะพิเศษของพืช ให้ร่มเงาดี ทำฟืน ออกผลเป็นฝัก คล้ายฝักถั่วลันเตา

บริเวณที่พบ ที่ราบป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้งทั่วทุกภาคของไทย ประเทศ เขมร ลาว พม่า

จาก http://school.obec.go.th/huakhuann/prusa.htm

blogger social network ฟังเพลงสากล Billy1

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปลูกผักกูดขาย

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักผักกูดกันก่อน


ผักกูด(Diplazium esculentum(Retz.)Swartz)


ชี่ออื่น ผักกูดขาว(เชียงใหม่) ผักกูด (กลาง)


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์


ต้น เป็นไม้จำพวกเฟิร์น เป็นเหง้าตั้งตรง สูงมากกว่า 1 เมตร มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มขอบดำ ขอบเกล็ดหยักซี่ฟัน


ใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แผ่นใบมีขนาดต่างกัน มักยาวกว่า 1เมตร ก้านใบยาว70 ซ.ม. กลุ่มใบย่อยคู่ล่าง มักลดขนาด ปลายเรียวแหลมโคนรูปกึ่งหัวใจ หรือรูปติ่งหู ขอบหยักเว้าลึกเป็นแฉก เกือบกึ่งเส้นกลาง


ใบย่อย แฉกปลายมน ขอบหยักซี่ฟันแผ่นใบบาง กลุ่มอับสปอร์อยู่ตามความยาวของเส้นใบย่อย มักเชื่อมกับกลุ่มอับสปอร์ ที่อยู่ในแฉกติดกันซึ้งมีเส้นใบมาสานกัน


การขยายพันธุ์ สปอร์และเหง้า


ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์ ฤดูฝน


สภาพแวคล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ขึ้นหนาแน่นตามชายป่ามีแดดส่องถึง ตามบริเวณลำธารหรือบริเวณต้นน้ำ ปลูกได้ตามชายคลอง ห้วยหนองต้นจะแห้งเฉาในฤดูแล้ง และแตกหน่อใหม่ในฤดูฝน ผักกูดชอบความชื้นสูง บริเวณดินแฉะ


การใช้ประโยชน์


ทางอาหาร ใบอ่อน และช่ออ่อน มาจอผักกูด(แกงผักกูด) แกงกับปลาสด และนำมาลวกหรือสดนำมารับประทานเป็นผักจิ้มร่วมกับน้ำพริกแดง น้ำพริกปลาร้า หรือนำมาแกงแคร่วมกับผักชนิดต่างๆ


ทางยา ใบ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับปัสสาวะ


ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูฝน


แหล่งข้อมูลจาก : ผักกูด


มีเรื่องของชาวบ้านที่ ปลูกผักกูดขาย จาก หนังสือพิมพ์บ้านเมือง เล่าว่า


การนิยมบริโภคพืชผักพื้นบ้านในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะผักพื้นบ้านบางชนิดจะให้คุณค่าทางอาหารด้านโปรตีนและคุณค่าทางด้าน สมุนไพรสูง นอกจากนี้ผักพื้นบ้านที่บริโภคกันส่วนใหญ่ยังเป็นผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ยิ่งเป็นผักที่สามารถขึ้นงอกงามได้เองตามป่าธรรมชาติแล้ว จะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป


ผักกูดเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคนิยมเก็บมาปรุงเป็นอาหาร และมีขึ้นงอกงามได้เองตามพื้นที่ลุ่มริมน้ำในหลายๆ จังหวัดของภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ริมคลองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง นราธิวาส และจังหวัดยะลา ผักกูดเป็นพืชตระกูลเฟิร์นที่ผู้คนในพื้นที่รู้จักเก็บมารับประทานกันมา ตั้งแต่อดีต เมื่อมีการนิยมบริโภคพืชผักพื้นบ้านเพิ่มขึ้น ผักกูดจึงกลายเป็นผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมสูง ชาวบ้านได้อาศัยผักกูดจากริมน้ำที่ขึ้นงอกงามอยู่ตามป่าธรรมชาติ ริมห้วยหรือหนองน้ำในหมู่บ้านมาวางขายได้ราคาดี กก.ละ 13 บาท แต่ปัจจุบันความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น ผักกูดหาได้ตามแหล่งธรรมชาติมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ชาวบ้านจึงหันมาลงทุนปลูกผักกูดกันอย่างจริงจัง และสามารถเก็บออกไปขายสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวตลอดปี


นาง เผียน ฤทธิ์ศักดิ์ อายุ 67 ปี ราษฎรบ้านเลขที่ 184 หมู่ 8 ต.บ้านนา กิ่ง อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ได้อาศัยเก็บผักกูดจากแหล่งธรรมชาติขายมีรายได้มาเลี้ยงครอบครัว แต่ผักกูดที่เก็บได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่มีเพิ่มขึ้นทุกวัน จึงรวบรวมสมาชิกผู้ปลูกผักกูดในหมู่บ้าน จำนวน 16 ครอบครัว ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากโครงการพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ (ซีอีโอ) สนับสนุนงบประมาณให้กับกลุ่มผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ ตั้งกลุ่มปลูกผักกูดกันอย่างจริงจัง เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกผักกูดในที่ลุ่มริมน้ำ ก็แนะนำให้ขยายพื้นที่ปลูกให้มากขึ้น ส่วนผู้ที่มีที่ดินเป็นป่าสวนยางอยู่ริมป่าไม่เหมาะสมกับการปลูกผักกูดแบบ ธรรมชาติ ก็ใช้เงินลงทุนสร้างโรงเรือน ปรับปรุงระบบน้ำนำมาใช้ปลูกผัก ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ผักกูดที่ปลูกในโรงเรือนก็ออกยอดให้ผลผลิตสูงเช่นกัน


นางเผียน กล่าวว่า ได้ลงทุนสร้างโรงเรือนปลูกผักกูดบนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ดินข้างบ้าน ใช้ไม้ปักเป็นเสาและสร้างร่มเงาด้วยตาข่ายพลาสติก (ซาแลน) กรองแสงประมาณ 60% และติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ นำหน่อผักกูดพันธุ์พื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นผักกูดพันธุ์คลองหาหูน พันธุ์ห้วยลำทับหรือพันธุ์คลองเขาคราม แต่ละสายพันธุ์ก็สามารถหาได้จากริมคลองข้างบ้าน ปลูกในพื้นที่โรงเรือนไร่ละ 8,300 ต้น ใช้เวลาบำรุงรักษาด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 4 เดือน ผักกูดก็จะออกยอดและเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้ประมาณ 60-70 ยอด/กิโลกรัม ในราคาที่พ่อค้ามารับซื้อถึงแปลง กก.ละ 13 บาท และสามารถเก็บผักกูดขายได้ครั้งละ 100 กิโลกรัม ต้องเก็บขายวันเว้นวัน


การลงทุนสร้างโรงเรือนปลูกผักกูดนั้น จะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแซมในสวนผลไม้และสวนยางพารา ประมาณ 40% การดูแลบำรุงรักษาก็ไม่ยุ่งยาก ใช้แรงงานในครอบครัวคอยให้น้ำให้ปุ๋ยอินทรีย์เพราะต้นผักกูดจะไม่ตอบสนองต่อ ปุ๋ยเคมีและสารเคมี กำจัดวัชพืชและตบแต่งโคนต้นให้สมบูรณ์ ผักกูดก็จะออกยอดให้เก็บอย่างสม่ำเสมอ เริ่มลงทุนจากเงินงบประมาณสนับสนุนจากงานยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด ปีงบประมาณ 2548 จำนวน 160,000 บาท เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2548-พฤษภาคม 2549 รวมเวลาเก็บผักกูด 1 ปี ได้ผลผลิตประมาณ 16 ตัน ส่งขายได้ประมาณ 2 แสนบาทเศษ และที่สำคัญการลงทุนปลูกผักกูด เมื่อได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้สมบูรณ์ ก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตลอดไป โดยไม่ต้องลงทุนรอบใหม่เหมือนกับลงทุนปลูกผักชนิดอื่น และในพื้นที่กิ่งอำเภอศรีนครินทร์ มีเกษตรกรลงทุนปลูกผักกูดเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้แล้วประมาณ 70 ไร่


นายสุรศักดิ์ สุวรรณวงศ์ เกษตรจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า สภาพดินบริเวณเชิงเขาบรรทัดตลอดแนวของจังหวัดพัทลุง มีความเหมาะสมที่จะลงทุนปลูกผักกูดเป็นอาชีพเสริมและอาชีพหลัก เนื่องจากมีแหล่งน้ำจากธรรมชาติเพียงพอและที่สำคัญบริเวณเชิงเขามีห้วยหนอง คลองบึงจะเป็นดินร่วนปนทราย เป็นป่าโล่งแจ้งที่มีน้ำชื้นแฉะตลอดปี ถือเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างไกลจากมลพิษและสถานที่ปนเปื้อนสารเคมี เพื่อพัฒนาส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรปลูกพืชผักสร้างรายได้ ทางจังหวัดพัทลุง มีแผนพัฒนาอาชีพปลูกพืชผักปลอดภัยจากสารพิษหลายโครงการ โดยเฉพาะการปลูกผักกูดในโรงเรือน ปลูกในที่ลุ่มริมคลองและปลูกแซมในสวนยางพาราสวนผลไม้ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมของเกษตรกรในอำเภอกงหรา ตะโหมด และกิ่ง อ.ศรีนครินทร์ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณของผลผลิตที่เก็บออกมาขายได้ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ทางจังหวัดจะได้สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่หลายอำเภอที่อยู่บริเวณ เชิงเขาบรรทัดปลูกผักกูดเพิ่มขึ้น ซึ่งอนาคตจังหวัดพัทลุงจะมีพืชผักส่งออกไปขายต่างจังหวัดได้อีกชนิดหนึ่ง


ไสว รุยันต์/พัทลุง


blogger social network ฟังเพลงสากล billy1

ฮังหนาม

ฮังหนาม ( ขี้หนู , เปาหนาม )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Bridelia pierre Gagnep

ลักษณะนิสัย ออกดอกเดือน ก.ค. – ส.ค. ติดผลเดือน ก.ย. – ต.ค. ผลัดใบหมดทั้งต้น

ลักษณะพิเศษของพืช ให้ร่มเงา ทำฟืน ดอกกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลสุกกินได้รสหวาน

บริเวณที่พบ ป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น ป่าผลัดใบภาคอีสานของไทย


จาก http://school.obec.go.th/huakhuann/prusa.htm

blogger social network ฟังเพลงสากล Billy1

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ต้นชาด

ชื่อพื้นเมือง ต้นชาด ( ซาก , พันซาด , ตะแบง , ซาด )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Erythrophlejum succirubrum Gagnep , Erythrophleum teysmannii Kurz

ลักษณะนิสัย ผลัดใบหมดทั้งต้น แล้วแตกใบ ออกดอก เดือน พ.ย. – ม.ค. ติดผลเดือน ก.พ. – มี.ค.

ลักษณะพิเศษของพืช ไม้เนื้อแข็ง ทำเครื่องเรือน ทำฟืน เผาถ่าน ถ่าน เป็นยาแก้โรคเด็ก แก้อาการซึม แก้พิษไข้ และถ่านให้ไฟแรงดี

บริเวณที่พบ ป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้งภาคอีสานของไทย

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ต้นแดง

ชื่อพันธุ์ไม้ แดง

ชื่อสามัญ Iron Wood

ชื่อวิทยาศาสตร์ Xylia sylocarpa Var. kerrii (Craib & Hutch.) I. Nielsen
วงศ์ LEGUMINOSAE

ชื่ออื่น กร้อม (ชาวบน-นครราชศรีมา), ไคว (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), คว้าย (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่, กาญจนบุรี), ไคว เพร่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), จะลาน จาลาน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), แดง (ทั่วไป), ตะกร้อม (ชอง-จันทบุรี), ปราน (ส่วย-สุรินทร์) ไปรน์ (ศรีษะเกษ), ผ้าน (ละว้า-เชียงใหม่), เพ้ย (กะเหรี่ยง-ตาก), สะกรอม (เขมร-จันทบุรี)
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้น สูง 15–30 เมตร กิ่งก้านและยอดอ่อนมีขนละเอียดสีเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นเรียงสลับ ประกอบด้วย 2 ช่อ ใบแตกออกเป็น 2 ง่าม ใบย่อย 4–5 คู่รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ออกดอกเป็นช่อทรงกลมคล้ายดอกกระถิน ที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาว ผล เป็นฝักรูปไต แบน แข็ง
ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม สภาพดินที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ต้องการแสงแดด
ถิ่นกำเนิด เป็นไม้หลักของป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งทั่วๆ ไป








วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กะบก (บก,กระบก,หมักบก)

ชื่อพื้นเมือง กะบก ( บก , กระบก , หมักบก )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Irvingia malayanaoliv. Exa. Benn.

ลักษณะนิสัย ผลัดใบหมดทั้งต้น ออกดอกเดือน มกราคม – มีนาคม ติดผลเดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน ผลสุกเดือน สิงหาคม – กันยายน

ลักษณะพิเศษของพืช เนื้อไม้แข็ง หนัก ให้ร่มเงา ทำฟืน เผาถ่าน ทำ เครื่องเรือน งานก่อสร้างภายใน เนื้อในเมล็ด
กินได้ รสมัน

บริเวณที่พบ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยตามป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง





วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หมากค้อ

ชื่อวิทยาศาสตร์

Schleichera oleosa (Lour.) Oken.

ลักษณะนิสัย

ผลัดใบหมดทั้งต้น ออกดอกเดือน มี.ค.-เม.ย. ผล

สุกเดือน ก.ค.-ส.ค.

ลักษณะพิเศษของพืช

ให้ร่มเงาดี ทำฟืน เผาถ่าน ถ่านให้ไฟแรงดี ผลสุกกกิน

ได้ จิ้มเกลือรสหวานอมเปรี้ยว

บริเวณที่พบ

ป่าผลัดใบ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณภาคเหนือ อีสาน


วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หมักแงว

หมักแงว SAPINDACEAE
Nephelium hypoleucum Kurz

ชื่ออื่น คอแลน (ภาคเหนือ ภาคกลาง) ไม้ขาวลาง มะแงว หมักงาน มะแงะ หมักแวว (ภาคตะวันออก) คอแลนตัวผู้ ลิ้นจี่ป่า (ภาคตะวันออกเฉียงใต้) กะเบน คอรั้ง สังเครียดขอน (ภาคใต้)

หมักแงวเป็นไม้ต้น สูง 10–30 ม. เปลือกค่อนข้างเรียบสีน้ำตาล ใบ ประกอบแบบขนนกเรียงสลับ มีใบย่อย 1–4(–5) คู่ เรียงตรงข้าม หรือเยื้องกัน บางครั้งสลับ แผ่นใบย่อยรูปไข่ถึงรูปรี กว้าง 2–8 ซม. ยาว 6–30 ม. ปลายป้านถึงแหลม โคนมนถึงแหลม ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนคล้ายไหม ดอก เล็ก สีขาว เหลืองอ่อน หรือเขียวอ่อน กลิ่นหอม มีต่อมน้ำหวานมาก ออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้ยอด ผล รูปกลมรี กว้าง 1–3 ซม. ยาว 2–3 ซม. มีตุ่มสีแดง เปลือกหนา เมล็ดมีเยื่อหุ้ม

หมักแงวมีการกระจายพันธุ์ในป่าดิบและป่าเบญจพรรณ ทั่วทุกภาคของประเทศ ความสูงตั้งแต่ระดับทะเลปานกลางถึง 1,200 ม. ในต่างประเทศพบที่พม่า และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ออกดอกเดือนธันวาคม–มีนาคม ผลแก่เดือนกุมภาพันธ์–มิถุนายน

เยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวานอมเปรี้ยวกินได้ เนื้อไม้ละเอียดเหนียวและแข็ง สีแดงหรือน้ำตาลแดง ใช้ทำเครื่องมือทางการเกษตร ฟืนและถ่าน

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...