หน้าเว็บ

==>>ค้นหาข้อมูลในเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ลองกอง

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta
ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Sapindales

วงศ์ Meliaceae

สกุล Lansium

สปีชีส์ L. domesticum

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lansium domesticum Corrêa
ลักษณะโดยทั่วไป

ลองกอง เป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ดังนั้นสภาพอากาศที่ปลูกลองกองควรมีอากาศร้อนและชุ่มชื้น อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส ความชื้นในอากาศ 70-80% ปริมาณน้ำฝน 2000-3000 มิลลิเมตรต่อปี ระดับความสูงน้อยกว่า 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดินควรเป็นดินร่วนปนทรายมีอินทรียวัตถุสูง มีการระบายน้ำดี และต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอที่จะให้กับลองกองตามเวลาที่ต้องการ

การปลูก
ลองกองสามารถปลูกด้วยต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดโดยตรง หรือต้นกล้าที่เปลี่ยนยอดแล้ว การเปลี่ยนยอดทำได้หลายวิธี คือ การเสียบยอด การเสียบข้าง การทาบกิ่ง และติดตา ก่อนปลูกลองกอง ควรเตรียมพื้นที่วางระบบน้ำ และปลูกพืชให้ร่มเงาให้เรียบร้อย

การเตรียมต้นกล้า
ต้นกล้าที่ใช้ควรมีอายุตั้งแต่ 1 ปี สมบูรณ์แข็งแรง ใบยอดคู่สุดท้ายแก่เต็มที่ ก่อนปลูกค่อย ๆ งดน้ำและปุ๋ย และเพิ่มแสงให้มากขึ้นทีละน้อย

การปรับพื้นที่
ควรขุดตอและรากไม้เก่าออกให้หมด ไถตากดินไว้ 10-15 วัน แล้วปรับพื้นที่ให้เสมอ

การวางระบบน้ำ
การปลูกลองกองเป็นการค้า จำเป็นต้องมีระบบน้ำ ควรใช้ระบบพ่นฝอย (มินิสปริงเกลอร์)

ระยะปลูก
ถ้าปลูกแซมกับพืชอื่นระยะปลูกที่ใช้ขึ้นกับพืชหลัก (พืชประธาน) ถ้าปลูกเป็นพืชเดี่ยว ควรใช้ระยะระหว่างต้น 4-6 เมตร และระหว่างแถว 6-8 เมตร พืชที่ให้ร่มเงา
ปลูกในสวนที่ปลูกลองกองพืชเดี่ยว เช่น กล้วย ยอป่า ทองหลาง แคฝรั่ง และสะตอ เป็นต้น และควรมีพืชบังลม เช่น กระถิน ไผ่ และสน รอบ ๆ สวนด้วย การเตรียมหลุมปลูก ขึ้นกับสภาพของดิน และการวางระบบน้ำ
- กรณีที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ การขุดหลุมไม่จำเป็นต้องทำ หลังจากกำหนดแนวและจุดปลูกแล้วให้โรยหินฟอสเฟต 500 กรัม (ประมาณ 1.5 กระป๋องนมข้น) พรวนคลุกกับหน้าดินให้เข้ากัน
- ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรขุดหลุม
ขนาด กว้าง ลึก และยาว ด้านละ 50 ซม. ใส่ปุ๋ยคอก 1 ปี๊บ และหินฟอสเฟต 1.5 กระป๋องนมข้น คลุกกับดินที่ขุดหลุมแล้วกลบคืนลงในหลุม 2ใน3 ของหลุม ฤดูปลูก
ควรปลูกต้นฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) แต่ถ้ามีน้ำรดเพียงพอก็สามารถปลูกในฤดูร้อนได้

การดูแลรักษา

การปฏิบัติดูแลหลังจากปลูก
หลังจากปลูกควรมีวัสดุคลุมโคน เช่น ฟางข้าว แกลบ ใบกล้วย หรือทางมะพร้าว และทำร่มเงาโดยใช้ตาข่ายพรางแสง ทางมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน

การให้น้ำ
ควรให้อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ฝนทิ้งช่วง

การใส่ปุ๋ย
ควรใส่ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี หว่านปุ๋ยบริเวณใต้ทรงพุ่มโดยรอบ ห่างจากโคนต้นประมาณ 20-30 ซม. และพรวนดินกลบ และใส่หลังจากตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืช ปริมาณที่ใส่ขึ้นกับอายุและขนาดของต้น
ปีที่ 1: ใส่ปุ๋ยคอก 5 กก./ต้น ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 150-200 กรัม/ต้น
ปีต่อ ๆ ไป (ยังไม่ให้ผลผลิต) ใส่ 2 ครั้ง/ปี ต้นและปลายฤดูฝน โดยใส่ปุ๋ยคอก 15-50 กก./ต้น/ครั้ง และปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 0.5-3.0 กก./ต้น/ครั้ง โดยใช้ระยะจากโคนต้นถึงชายพุ่ม 1.0 เมตร ใส่ปุ๋ย 1.0 กก.
ระยะที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 3-5 กก./ต้น แต่ถ้าการแตกใบอ่อนไม่สม่ำเสมอ หรือแตกช้า ควรพ่นด้วย 46-0-0 อัตรา 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร.

การตัดแต่งกิ่ง
ควรตัดแต่งกิ่งแห้ง เป็นโรค และกิ่งกระโดงออก

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การกำจัดวัชพืช
ควรใช้วิธีการตัด หรือถาก ขุด หรือถอน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี
แมลง
- หนอนชอนใต้เปลือกผิว ป้องกันกำจัดโดย
1. ใช้ไส้เดือนฝอยพ่น ความหนาแน่น 2,000 ตัว/น้ำ 1 มล. จำนวน 3-5 ลิตร สำหรับต้นเล็ก และ 5-7 ลิตร สำหรับต้นใหญ่ ต้องพ่นตอนเย็น (หลัง 5 โมงเย็น) และพ่นน้ำเปล่าให้ต้นลองกองเปียกก่อนจึงจะพ่นไส้เดือนฝอย
2. ขุดผิวเปลือกออก แต่ต้องเป็นบริเวณที่ไม่มีตาดอก
3. ใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น มดง่าม กระแต กระรอก และตัวห้ำ
- แมลงวันทอง ป้องกันกำจัดโดยใช้สารฟีโรโมนล่อ พ่นสารยีสต์โปรตีนไฮโดรไลซีส ใช้กับดักกาวเหนียว และการห่อผล เป็นต้น
- ผีเสื้อมวนหวาน เข้าทำลายเมื่อผลลองกองสุก แก้ไขโดยใช้หลอดไฟล่อแมลง กรงกับดัก การรมควันไล่ และการห่อผล เป็นต้น
- เพลี้ยแป้ง ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยไวท์ออย


โรคที่สำคัญ ได้แก่
- โรคราดำ เกิดจากเชื้อรา เชื้อราจับที่ผลทำให้ผลมีสีดำ คล้ายเขม่าติดอยู่ ระบาดมากในสภาพอากาศแห้ง และเย็น ป้องกันกำจัดโดย พ่นด้วยกำมะถันผง หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ และเมื่อผลโตพ่นด้วยคาร์เบนดาซิม
- โรคราแป้ง ระบาดในสภาพอากาศชื้น เชื้อราปกคลุมบริเวณขั้วผล และกระจายไปทั่วผล คล้ายแป้งสีขาว ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยกำมะถันผง และคาร์เบนดาซิม
- โรคราสีชมพู ทำให้ใบและยอดแห้งตาย มีราสีขาวแกมชมพูเจริญรอบกิ่งที่ตายและเปลือกล่อนจากกิ่งป้องกันกำจัดโดย ตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ และกิ่งที่ตายออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง แล้วพ่นด้วย แมนโคเซป หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์

การตัดแต่งช่อดอก
ควรทำในระยะที่ช่อดอกยาว 5-10 ซม. (สัปดาห์ที่ 3-5) ตัดให้เหลือ 1 ช่อต่อหนึ่งจุด (โดยให้แต่ละช่อห่างกัน 10-15 ซม.) แล้วเลือกตัดช่อบริเวณปลายกิ่งที่มีขนาดเล็ก (เส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 3 ซม.) ช่อที่ชี้ขึ้นบน ช่อที่สั้นและไม่สมบูรณ์ออก จำนวนช่อต่อต้นขึ้นกับขนาดทรงพุ่ม อายุ ความสมบูรณ์ ของต้น

การตัดแต่งช่อผล
ควรทำเมื่อผลมีอายุ 2-3 สัปดาห์ หลังดอกบานตัดช่อที่มีผลร่วงมาก ช่อที่ผลเจริญเติบโตช้า และควรตรวจช่อผลถ้าหากมีผลแตก หรือผลที่แคระแกร็นควรเด็ดออก เพื่อให้ผลในช่อมีขนาดสม่ำเสมอ






กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...