แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระถิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระถิน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กระถิน

ชื่อพื้นเมือง : กระถิน กระถินไทย กระถินบ้าน (ภาคกลาง), กะเส็ดโคก กะเส็ดบก (ราชบุรี), ตอเบา สะตอเทศ สะตอเบา (ภาคใต้), ผักก้านถิน (เชียงใหม่), ผักหนองบก (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leucaena leucocephala (Lamk.) de Wit

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE

ชื่อสามัญ : White Popinac, Lead Tree


ลักษณะทั่วไป กระถินเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 เมตร ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา ใบ ประกอบแบบ ขนนกสองชั้น เรียงสลับ ก้านแขนงสั้น มีขน ใบย่อย เรียงตรงข้าม รูปแถบหรือรูปขอบขนานแกมรูปแถบ ปลายแหลม โคนเบี้ยว ขอบมีขน ท้องใบสีนวล ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอกออกแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามง่ามใบ ช่อเป็นฝอยนุ่มมีกลิ่นหอมเล็กน้อย ผล เป็นฝัก ฝักออกเป็นช่อแบนยาว เห็นเมล็ดเป็นจุดๆ ในฝักตลอดฝัก

ประโยชน์ : ใบหมักเป็นปุ๋ย ใบ ยอด ฝัก และเมล็ดอ่อนใช้เป็นอาหารของวัว ควาย แพะ แกะ ไก่ ฯลฯ ยอดอ่อนและฝักอ่อนใช้กินเป็นผักได้ เมล็ดนำมาทำเป็นเครื่องประดับหลายชนิด เช่น สายสร้อย เข็มกลัด เข็มขัด ฯลฯ เปลือกให้เส้นใยสั้นใช้ทำกระดาษได้ แต่คุณภาพไม่ดี พันธุ์ที่ปรับปรุงใหม่เรียกว่ากระถินยักษ์ มีลำต้นสูงกว่าพันธุ์เดิม ปลูกเพื่อกันลมและบังแดดให้แก่พืชที่ปลูก เช่น ชา กาแฟ และใช้ทำฟืน

สรรพคุณทางยา

ดอก รสมัน บำรุงตับ
ราก รสจืดเฝื่อน ขับลม ขับระดูขาว และเป็นยาอายุวัฒนะ
เมล็ด ใช้ถ่ายพยาธิตัวกลม (ascariasis)

โทษ : สัตว์กระเพาะเดียวที่กินใบกระถินในปริมาณสูงจะทำให้ขนร่วง เป็นหมัน เนื่องจากมีสารพวก leucenine ซึ่งเป็นพิษ แต่ไม่มีรายงานของการเป็นพิษเนื่องจากการกินกระถินเกิดขึ้นในคน มีรายงานว่ากระถินเป็นพืชที่ดูดธาตุซีลีเนียมจากดินมาสะสมไว้ได้มาก จึงทำให้เกิดพิษเนื่องจากธาตุนี้ได้อีก

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กระถินเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia farnesiana Willd.

ชื่อวงศ์ MIMOSACEAE

ชื่อสามัญ Cassie Flower. Sponge Tree

ชื่ออื่นๆ คำใต้ ดอกคำใต้ กระถินหอม (ภาคเหนือ), กระถินเทศ กระถิน (ภาคกลาง), ถิน (ภาคใต้) , บุหงาชียม (มลายูภาคใต้), บุหงาอินโดนีเซีย (กรุงเทพฯ), บุหงาละสะมะนา (ปัตตานี), มอนคำ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), เกากรึนอง (กาญจนบุรี), อะเจ๋าฉิ่ว (จีน-แต้จิ๋ว)

ประเภทไม้ ไม้พุ่ม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น มีลักษณะเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อม สูงประมาณ 2-4 เมตร ลำต้นมีหนาม ต้นกิ่งก้านจะมีสีคล้ำน้ำตาล

ใบ ใบมีสีเขียวแก่ เป็นใบประกอบเรียงตัวลักษณะคล้ายขนนก 2 ชั้น ยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร มีใบย่อย 10-20 คู่ หูของใบจะมีหนามยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร

ดอก ดอกเป็นช่อมีลักษณะเป็นพุ่มกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีขนสั้นๆคลุมอยู่ มีสีเหลืองเข้มจะมีกลิ่นหอม กลีบดอกเป็นหลอด ส่วนปลายจะมี 5 กลีบ รังไข่ยาวเป็นหลอด มีเกสรตัวผู้มาก ปลายก้านเกสรตัวเมียงอ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร

ผล มีลักษณะเป็นฝักยาวกลมตรงหรือโค้งเล็กน้อย ยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร

แหล่งที่พบ พบได้ทั่วไปทุกภาค

ประโยชน์และความสำคัญ


เป็นพืชสมุนไพรโดยใช้เปลือกเป็นยาฝาดสมาน แก้ไอ และริดสีดวงทวาร รากใช้แก้โรคไขข้ออักเสบ ทำให้อาเจียน ใช้พอกแก้บวม ต้มรวมกับขิงใช้อมบ้วนปากแก้เหงือกอักเสบและมีเลือดออก ดอกใช้เป็นยาแก้เกร็งและเป็นยาฆ่าแมลง ใบใช้เป็นยาพอกแผล ยางที่ได้จากลำต้นมีคุณภาพดีนำมาใช้ทางด้านเภสัชกรรมเป็นสารแขวนลอย ฝักนำมาใช้เป็นสีย้อมแบบการใช้น้ำฝาดและทำหมึก น้ำมันดอกกระถินเทศใช้แต่งกลิ่นอาหาร เครื่องดื่ม ขนมหวาน และลูกกวาด แต่ต้องใช้ในปริมาณต่ำ



จากเว็บ http://www.trytodream.com/topic/5559
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...