แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชสมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชสมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

กล้วยไข่ (Kluai Khai)

กล้วยไข่ (Kluai Khai)
กล้วยไข่ (Kluai Khai)จัดเป็นพืชที่อยู่ในเขตร้อนสามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย กล้วยไข่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เพราะในแต่ละปีสามารถส่งขายต่างประเทศนำรายได้เข้าประเทศได้อย่างมาก

กล้วยไข่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Musa sapientum, Linn. ‘Kluai Khai’ เป็นพืชในวงศ์ Musaceae

ลักษณะของกล้วยไข่  ลำต้นจะมีทั้งลำต้นแท้และลำต้นเทียม ลำต้นแท้จะอยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่พ้นดินออกมาคือลำต้นเทียมซึ่งจะมีกาบซ้อนกันจนหนา กาบด้านในสุดจะมีสีชมพูแดง กาบด้านนอกเป็นสีขาวปนเหลือง ใบจะมีสีเขียวปนเหลือง ใบไม่นวล ก้านใบจะมีสีเขียวอมเหลือง แผ่นใบ 2 ด้านมีความกว้างไม่เท่ากัน กลางใบเป็นร่องกว้าง แผ่นใบขยายใหญ่ ดอก เป็นดอกรวมเรียกว่าปลี เกสรดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันโดยเพศเมียจะอยู่ด้านบนเพศผู้อยู่ด้านล่าง ตรงกลางเป็นดอกกะเทยซึ่งดอกกระเทยจะมีน้อย ก้านช่อดอกจะมีขนอ่อนปกคลุม ใบประดับดอกจะยาวรีเป้นรูปไข่ปลายแหลมม้วนงอขึ้น ด้านท้องใบเป็นสีแดงอมม่วง ด้านหลังใบสีจะซีดกว่าด้านท้องใบ ผลจะมีลักษณะทรงกระบอกสั้นปลายมนไม่แหลมมากจะอยู่เรียงกัน 10-14 ผล เรียกว่าหวี  กล้วย 1 ต้น จะมีประมาณ 7-10 หวี ซึ่งรวมกันจะเรียกว่า เครือ เปลือกผลจะบาง ยังไม่สุกจะมีผลสีเขียวเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและอาจมีจุดดำเล็กๆกระจายอยู่ทั่วผิวเปลือก เนื้อกล้วยไข่จะมีสีครีมอมส้ม เนื้อแน่น รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมน่ากิน

สรรพคุณของกล้วยไข่
- ช่วยรักษาอาการท้องผูก เพราะกล้วยไข่มีปริมาณเส้นใยและกากอาหารจำนวนมากช่วยในการขับถ่ายและแก้ท้องผูกได้ดี
-  ป้องกันโรคโลหิตจาง เพราะกล้วยไข่มีธาตุเหล็กสูง ธาตุเหล็กจะช่วยกระตุ้นการสร้างฮีโมโกลบินในเลือด
- บำรุงสมอง เนื่องจากโพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยไข่นั้นสามารถทำให้ร่างกายมีการตื่นตัวอยู่เสมอ
- แก้อาการเสียดท้อง ในกล้วยไข่มีกรดที่มีผลต่อร่างกายช่วยลดการเสียดท้องได้
- ช่วยลดอันตรายจากความดันโลหิตสูงได้ และช่วยลดอันตรายที่เกิดจากโรคความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก
- ช่วยรักษาแผลในลำไส้  เพราะเนื้อกล้วยไข่อ่อนนุ่มเหมาะกับผู้ป่วยโรคลำไส้และกล้วยไข่เองมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรดไม่ระคายเคืองทางเดินอาหารแถมยังช่วยเคลือบผนังลำไส้ได้อย่างดี
- ป้องกันโรคซึมเศร้า กล้วยไข่มีโปรตีน Try Potophan เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนชนิดนี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็น Rerotonin ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น

ข้อควรระวัง ไม่ควรกินกล้วยไข่ช่วงเช้าหลังตื่นนอน เพราะท้องกำลังว่าง เมื่อกินกล้วยไข่ซึ่งอุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ ปวดท้องได้   และอย่ากินกล้วยไข่มากเกินไปเพราะจะทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานมากเกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการ

ประโยชน์ด้านอื่นๆ ใบตองกล้วยไข่ สามารถนำไปห่อขนม หรือทำห่อหมกทำกระทงอาหารได้ กาบกล้วยสามารถนำมาทำเป็นเชือกรัดของได้ ส่วนต้นก็สามารถนำไปทำเป็นเยื่อกระดาษได้

การขยายพันธุ์  สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการใช้เหง้าพันธุ์หรือแยกหน่อก็ได้

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562

ข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม

ข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม
ข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม  เป็นพืชไร่จัดเป็นไม้ล้มลุกจำพวกเดียวกันกับหญ้า เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีอายุ 1 ฤดูกาล มีลักษณะพิเศษคือทั้งต้นจะเป็นสีม่วงแดง แม้กระทั่งฝักและเมล็ดก็เป็นสีม่วงแดง รสชาติดี เหนียวนุ่ม สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

ลักษณะของข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม  ลำต้นมีลักษณะอวบกลมเป็นข้อตั้งตรงแข็งแรงสีของลำต้นเป็นสีเขียวแกมม่วงแดงไม่มีกิ่งก้าน ภายในของลำต้นจะฟ่ามคล้ายฟองน้ำ  ใบจะเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบจะเรียวยาวเป็นรูปขอบนานกันพอไปถึงปลายใบจะโค้งแหลมเข้า โคนใบจะมนติดลำต้นก้านใบจะเป็นกาบขนาดใหญ่โอบล้อมลำต้นเอาไว้กาบใบจะเป็นสีม่วงแดง  เส้นกลางใบจะมองเห็นชัดเจน ใบเรียบ ขอบใบจะมีขนเล็กๆขึ้นอยู่ถ้าโดนผิวจะทำให้ระคายเคืองได้ ดอกจะออกเป็นช่อมีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน

ดอกตัวผู้จะออกที่ปลายยอด ส่วนดอกตัวเมียจะออกระหว่างกาบใบและลำต้นดอกมีสีม่วงแดงทั้งตัวผู้และตัวเมีย ดอกเพศเมียจะเจริญเติบโตเป็นผลหรือที่เรียกว่าฝักข้าวโพด  ผลข้าวโพด จะเรียกว่าฝักซึ่งจะถูกห่อหุ้มด้วยกาบบางๆหลายชั้นชั้นนอกสุดจะเป็นสีม่วงแดงส่วนชั้นด้านในจะเป็นสีขาวแกมม่วงแดง ฝักเป็นทรงกระบอกและมีเมล็ดข้าวโพดสีม่วงแดงเรียงเป็นระเบียบรอบแกนกลางของฝัก

ประโยชน์ของข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม ข้าวโพดชนิดนี้จะมีสาร แอนโทไซยานิน (anthocyanin) ที่ให้สีม่วง แดง หรือน้ำเงิน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยหยุดผมขาดหลุดร่วง ชะลอผมหงอก กระตุ้นให้เส้นผมดกดำ นอกจากนี้ยังมีคุณค่าทางอาหารสูง

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ต้นแววมยุรา (Torenia)

ต้นแววมยุรา (Torenia)
ต้นแววมยุรา (Torenia)เป็นไม้ดอกล้มลุก มีถิ่นกำเนิดมาจากเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของทวีปเอเชีย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทยและพบได้ทั่วไปตามภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ต้นแววมยุรา มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ  Torenia fournieri Linden. ex E.Fourn. เป็นพืชในวงศ์ Scrophulariaceae  สกุล Scrophulariaceae และอยู่ในสปีชีส์ T.  fournieri

ลักษณะของต้นแววมยุรา  ลำต้นและกิ่งจะเป็นเหลี่ยม แตกกิ่งก้านจำนวนมาก ลำต้นตรงมีขนสีขาวปกคลุมอยู่  ใบจะเป็นรูปไข่รียาว โคนของใบเว้าเข้าตรงกลางเหมือนหัวใจ ส่วนด้านปลายจะเว้าเข้าตรงกลางเป็นปลายแหลม ขอบใบหยักเหมือนฟันเลื่อย ออกใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบจะบาง มีสีเขียว และมีขนปกคลุมด้านหลังใบและท้องใบ มองเห็นเส้นใบชัดเจน ดอกจะมีหลายสี เช่น แดง ชมพู ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน หรือมีหลายสีในดอกเดียวกัน ดอกจะออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง  โคนกลีบดอกจะเชื่อมกันเป็นหลอดคล้ายกรวยยาว ส่วนปลายกลีบจะแตกเป็นกลีบดอก 5 แฉก คล้ายปากแตร ขนาดกลีบดอกไม่เท่ากัน ปลายกลีบจะมีขนปกคลุม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีและจะออกดอกเยอะช่วงหน้าฝน  ผลเป็นฝักรูปรีหรือทรงกระบอกขั้วฝักจะมีกลีบเลี้ยงติดแน่นอยู่ เมื่อฝักแห้งจะแตกให้เห็นข้างในซึ่งมีเมล็ดจำนวนมาก

สรรพคุณ รากสดทุบพอแหลก หรือทุบผสมเกลือ อมแก้ปวดฟัน
ประโยชน์ด้านอื่น  ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับตามตามอาคารสถานที่ทั้งภายในอาคารและภายนอกอาคารให้ดูสวยงาม สดใส และยังช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้

การขยายพันธุ์  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ต้นแววมยุราเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่อากาศอบอุ่นมีร่มหรือกึ่งร่ม ไม่ชอบโดนแสงแดดโดยตรง ชอบดินร่วนปนทรายที่มีความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดีไม่มีน้ำขัง ค่า pH ของดินควรอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 อุณหภูมิ 21-25 องศาเซลเซียส จะทำให้ต้นแววมยุราทนทานต่อโรคและศัตรูพืช ออกดอกมาก


bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562

ต้นสาบเสือ (Siam weed,Bitter bush)เป็นไม้ล้มลุก

ต้นสาบเสือ (Siam weed,Bitter bush)เป็นไม้ล้มลุก มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Chromolaena odorata (L.)R.M.King&H.Rob. อยู่ในวงศ์ Asteraceae สกุล Chromolaena สปีชีส์ C.odortum เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกากลาง มีการแพร่กระจายจากตอนใต้ของรัฐฟลอริดาไปจนถึงตอนเหนือของประเทศอาเจนตินา และกระจายไปทั่วเขตร้อนของโลกในทุกทวีป

ในประเทศไทยต้นสาบเสือถือเป็นพืชสมุนไพรที่หาได้ง่ายๆ เพราะต้นสาบเสือสามารถเกิดได้ทุกสภาพดินไม่ว่าจะดินชื้นหรือดินแห้ง ต้นสาบเสือมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น ผักคราด ผักคราดขี้หมู มุ้งกระต่าย รำเคย หญ้าดอกขาว เส้โพกวย หญ้าดงร้าง หญ้าลืมเมือง หญ้าเสือหมอบ ฝรั่งรุกที่ หญ้าครกขาว ใบเพลิน อีเทิน คราดบ้านร้าว ไช้ปู่กอ เป็นต้น

ลักษณะของต้นสาบเสือ  เป็นไม้ล้มลุกแตกกิ่งก้านจำนวนมากจนเป็นทรงพุ่ม ลำต้นจะมีลักษณะกลมเป็นทรงกระบอกเล็กๆเรียวยาวเป็นข้อๆตามข้อจะแตกกิ่งออกมาได้ ลำต้นและกิ่งเมื่อยังอ่อนจะมีขนเล็กๆปกคลุมอยู่แต่เมื่อลำต้นและกิ่งแก่แล้วขนที่ปกคลุมจะหายไป

ใบจะเป็นใบเดี่ยวแทงออกมาจากข้อของลำต้นและกิ่ง จะอยู่ด้านตรงข้ามกันเป็นคู่ ก้านใบจะสั้น ใบจะมีลักษณะรีคล้ายหัวใจ ฐานใบกว้าง โค้งเข้าหาปลาย ปลายจึงมีลักษณะแหลม ขอบใบหยัก ใบมีสีเขียว  เห็นเส้นใบชัดเจน ใบมีขนขนาดเล็กปกคลุมทั้งหลังใบและท้องใบ เมื่อขยี้ใบจะพบว่ามีกลิ่นฉุนมาก

ดอกจะออกดอกเป็นช่อลักษณะเป็นกระจุกอัดแน่นไปด้วยดอกย่อยจำนวนมากที่ปลายยอดปลายกิ่งมีทั้งสีขาว สีฟ้าอมม่วง โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอดพอปลายดอกจะแตกออกเป็น 5 กลีบ ดอกย่อยจะเริ่มบานจากดอกที่อยู่วงนอกสุดก่อน

ผลจะมีขนาดเล็กรูปร่างทรง 5 เหลี่ยม มีสีน้ำตาลไปจนถึงดำมีหนามแหลมที่บนเส้นผล ส่วนปลายผลมีขนสีขาวช่วยให้ผลและเมล็ดปลิวตามลมได้ดี

สรรพคุณของต้นสาบเสือ  ส่วนของลำต้นสามารถเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ แก้บวม ดูดหนอง  ใบจะมี กรดอะนิสิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิด พร้อมทั้งยังมีน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบไปด้วย ยูพาทอล คูมาริน ซึ่งสารเหล่านี้จะออกฤทธิ์ที่ผนังเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดหดตัว และยังมีฤทธิ์ไปกระตุ้นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้นทำให้สามารถห้ามเลือดบาดแผลได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วย รักษาแผลสด สมานแผล ถอนพิษการอักเสบ แก้พิษน้ำเหลือง แก้ตาฟาง แก้ตาแฉะ แก้ริดสีดวงทวารหนัก รักษาแผลเปื่อย ช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เป็นหนอง ดอกสามารถเป็นยาชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ บำรุงหัวใจ รากถ้านำมาต้มดื่มช่วยแก้โรคกะเพาะ ถ้าใช้ผสมกับรากมะนาวและรากใบย่านางจะช่วยรักษาไข้ป่าได้ 

ประโยชน์อื่นๆ  เนื่องจากต้นสาบเสือมีกลิ่นฉุนสามารถนำไปทำเป็นยาไล่แมลง ฆ่าแมลง ในพืชผักได้  นำไปกำจัดปลวกไล่ปลวกไม่ให้มารบกวนได้เช่นกัน นอกจากนี้ถ้านำใบสาบเสือมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาหมักผมจะช่วยให้ผมดกดำผมไม่หงอก และยังสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความแห้งแล้งในอากาศได้เพราะต้นสาบเสือจะออกดอกถ้าอากาศแห้งแล้ง

การแพร่พันธุ์  ต้นสาบเสือสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆจากเมล็ดที่พัดปลิวไปตามลม

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บานบุรีหรือบานบุรีสีเหลือง (Allamanda)

https://thailand-an-field.blogspot.com/
บานบุรีหรือบานบุรีสีเหลือง (Allamanda)
บานบุรีหรือบานบุรีสีเหลือง (Allamanda) เป็นพืชท้องถิ่นของประเทศบราซิลและอเมริกาเขตร้อน เป็นไม้ประดับที่มีหลายสีนอกจากสีเหลืองปลูกทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนเพราะสามารถทนแล้งได้ดี

มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Allamanda cathartica อยู่ในวงศ์ Apocynaceae สกุล Allamanda  จัดอยู่ในสปีชีส์ A.cathartica

ลักษณะของต้นบานบุรี  บานบุรีเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ทุกส่วนของต้นบานบุรีจะมียางสีขาว

ลำต้นเป็นทรงกลมแตกกิ่งมาก ลำต้นเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล

ส่วนยอดจะยังเป็นสีเขียว ลำต้นไม่มีขน ใบแทงออกเป็นใบเดี่ยวตามข้อเรียงกัน 3-6 ใบ

ใบมีลักษณะคล้ายหอกปลายแหลมหรือรูปรี แผ่นใบหนาเป็นมัน โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น

ดอก จะออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ตอนดอกตูมกลีบดอกจะติดกันเป็นหลอดบิดไปทางเดียวกัน เมื่อดอกบานจะเหมือนปากแตร ที่ฐานดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบสีเขียว

ส่วนโคนของกลีบดอกเชื่อมต่อกันเป็นหลอดพอถึงปลายกลีบจะแยกกลางออกเป็นกลีบดอก 5 แฉก สีของดอกแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป แต่ชนิดที่พบเห็นส่วนมากคือชนิดดอกสีเหลือง

ผลเป็นทรงกลมและมีหนามขนาดเล็กปกคลุมเมื่อแก่จะแตกออกเห็นเมล็ดรูปไข่จำนวนมาก

สรรพคุณของบานบุรี  ใบบานบุรีสามารถทำให้อาเจียน ช่วยแก้อาการจุกเสียด  ใช้เป็นยาระบาย ยาถ่าย ส่วนเปลือกและยาง ให้ใช้น้อยๆจะช่วยเป็นยาถ่าย ช่วยขับน้ำดี

ข้อควรระวังคือ ทั้งต้นบานบุรีและยางของมันมีสาร Digitalis ซึ่งเป็นสารที่มีพิษต่อหัวใจและหลอดเลือด ถ้ากินเข้าไปจะระคายเคืองเยื่อบุในปากและกะเพาะ ต่อมาจะอาเจียนไม่หยุด ปวดท้อง ท้องเดิน ปวดหัว ร่างกายอ่นเพลีย ส่วนผลและยางของมัน มีสาร Resin ถ้าโดนผิวหนังจะคัน แดง และอักเสบ ถ้ากินผลเข้าไปจะทำให้อาเจียน ท้องเสีย ท้องเดิน ท้องร่วงรุนแรง หายใจไม่สม่ำเสมอ มีไข้สูง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อล้างท้องและรักษาอาการ

การนำมาใช้เป็นสมุนไพร ให้ใช้ในปริมาณน้อย ห้ามใช้ในปริมาณมากเพราะเป็นอันตรายกับชีวิต

การขยายพันธุ์ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และตัดกิ่งปักชำ บานบุรีสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ปลูกง่ายโตเร็ว ทนแล้งและทนต่อสภาพดินเค็มได้ดี ชอบแสงแดด

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Karanda)

มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Karanda)
มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Karanda) เป็นผลไม้สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีรสเปรี้ยว ในประเทศไทยผลไม้ชนิดนี้มีมาตั้งแต่โบราณ คนโบราณถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ช่วยรักษาโรคได้หลายชนิดและช่วยในการซ่อมแซมร่างกาย และยังเป็นพืชที่อยู่ในวรรณคดีไทย เรื่อง นางสิบสอง ตอน พระรถเมรี อีกด้วย มะม่วงหาว

มะนาวโห่ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Carissa carandas อยู่ในวงศ์ Apocynaceae  สกุล Carissa  และอยู่ในสปีชีส์ C.carandas  การกระจายพันธุ์คาดว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย สามารถพบได้ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า จีน  และไทย

มะม่วงหาวมะนาวโห่ จะถูกเรียกชื่อตามแต่ละท้องถิ่น เช่น มะนาวไม่รู้โห่  มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่  มะนาวโห่ ต้นหนามแดง  เป็นต้น

ลักษณะของมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ลำต้น ขยายแตกกิ่งก้านและตามกิ่งก้านจะมีหนามแหลมยาว ลำต้นกลม เป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว ผิวลำต้นเรียบสีน้ำตาลอมเทา และมียางสีขาว ใบ จะออกเป็นใบเดี่ยวรูปวงรีปลายและโคนของใบจะมน ขอบใบเรียบ ใบเรียบเป็นมัน ดอก จะออกเป็นช่อสีขาวและมีขนาดเล็กก้านดอกสั้น ดอกแทงออกมาจากซอกใบตามใบกิ่ง กลีบดอกป็นรูปหอก ผล จะเป็นรูปวงรีขนาดเท่านิ้วโป้งมีสีแดงเหมือนมะเขือเทศราชินี มีรสเปรี้ยวมาก ออกเป็นพวง เมื่อผลแก่จะมีสีดำรสเปรี้ยวอมหวาน ผิวเปลือกบางเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มียางสีขาว รับประทานได้ทั้งสีแดงและสีดำและมีเมล็ดขนาดเล็กแข็งอยู่ข้างใน 

ราก จะเป็นระบบรากแก้ว แทงรากลึก มีรากฝอยรากแขนงออกตามแนวราบมีสีน้ำตาล

ประโยชน์ของต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่  ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นผลไม้รสเปรี้ยว ทำให้มีวิตามินซีสูง นอกจากนี้ยังมี วิตามินเอ วิตามินบี3 บี1 บี5 บี6 บี9 บี12 มีแคลเซียม โปรตีน ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต เส้นใย พลังงาน ไขมัน โซเดียม ฟอสฟอรัส 

ทั้งนี้ยังช่วยลดอาการเจ็บคอ คอแห้ง แก้ไข้ ช่วยถอนพิษไข้ ช่วยดับพิษร้อน แก้ไอ แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ปวดหู ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย แก้โรคลักปิดลักเปิด  ช่วยขับถ่ายพยาธิ ช่วยรักษาแผลเบาหวาน รักษาโรคผิวหนัง แก้คันตามผิวหนัง รักษาอัมพาต ช่วยบำรุงผิวพรรณ  ป้องกันโรคมือท้าชา ป้องกันโรคถุงลมโป่งพอง ป้องกันโรคภูมิแพ้ แก้เลือดออกตามไรฟัน ป้องกันโรคตับ ต้านโรคมะเร็ง ช่วยรัษาโรคตาปลา ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงกระพาะ  รักษากลากเกลื้อน

ช่วยบรรเทาอาการของโรคเกาต์และไทรอยด์  รวมทั้งยังช่วยสมานแผลฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย

การขยายพันธุ์  มะม่วงหาวมะนาวโห่สามารถขึ้นได้กับสภาพดินทุกชนิด แต่จะชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินที่มีความชุ่มชื้น ชอบแสงแดด ทนแล้งได้ดี ปลูกได้โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง

ข้อควรระวัง สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานเด็ดขาด ส่วนผู้ที่เป็นโรคหัวใจโตไม่ควรรับประทานมากเพราะจะทำให้แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ควรเริ่มจากวันละ 1 ผลก่อน เพื่อปรับให้ร่างกายชินก่อน เมื่อไม่มีอาการจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละผล

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หญ้าหวาน (Stevia)

หญ้าหวาน (Stevia)
หญ้าหวาน (Stevia) เป็นพืชสมุนไพรรสชาติหวาน มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Stevia rebaudiana Bertoni เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ Asteraceae สกุล Stevia สปีชีส์ S.rebaudiana

หญ้าหวาน เป็นพืชพื้นเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปารากวัยและประเทศบลาซิล ต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้นำมาใช้อย่างแพร่หลาย ส่วนประเทศไทยของเราเพิ่งมีการใช้หญ้าหวานกันเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา หญ้าหวานเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศค่อนข้างเย็นจึงนิยมปลูกกันมากในภาคเหนือ 


หญ้าหวาน มีสารให้ความหวานที่ชื่อว่า สตีวิโอไซด์(Stevioside) สารนี้ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 150-300 เท่า และยังทนทานต่อกรดและความร้อนไม่ถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ 

ลักษณะของหญ้าหวาน หญ้าหวานเป็นพืชล้มลุกระยะยาว คล้ายๆต้นกะเพราและต้นแมงลัก  ลำต้นจะกลมและมีความแข็งแรง 


หญ้าหวาน เป็นพืชใบเลี้ยงคู่แต่แตกใบออกใบเดี่ยวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆตามลำต้นและกิ่ง เหนือซอกใบจะมียอดเล็กๆทั้ง 2 ข้าง ใบเป็นรูปวงรีโค้งเข้าหาปลายแหลม ใบมีสีเขยวสดและรสหวาน แผ่นใบเรียบ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย  ดอกจะออกเป็นช่อ ก้านดอกสั้นมีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกมีสีขาว(ยกเว้นฤดูฝนจะเป็นสีม่วง) ด้านในดอกจะมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาลและมีเกษรตัวเมียที่มีก้านเกสรสีขาวยื่นออกมาจากกลางดอก  ผลจะเป็นผลแห้งเล็กๆไม่แตก ด้านในจะมีเมล็ดสีดำมีขนปุยปกคลุมเป็นเมล็ดเดี่ยวจำนวนมาก

สรรพคุณหญ้าหวาน  หญ้าหวานมีสรรพคุณทางยา ช่วยลดน้ำตาลในเลือดเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  ช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือดและความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคอ้วน  ทั้งนี้ยังช่วยสมานแผลทั้งภายนอกและภายในทำให้แผลหายได้ไวขึ้น รวมทั้งทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น 


หญ้าหวาน มีความหวานแต่เป็นพืชที่ไม่ให้พลังงานจึงทำให้เหมาะกับการนำไปใช้ลดความอ้วนได้ดี สำหรับใครที่รู้สึกร่างกายไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงสามารถดื่มน้ำต้มหญ้าหวานเพื่อเพิ่มกำลังวังชาได้  ส่วนการใช้หญ้าหวานในการลดความดันโลหิตนั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ยิ่งถ้ามีการกินยาลดความดันโลหิตอยู่แล้วไม่ควรรับประทานหญ้าหวานควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกันกับผู้ที่เป็นความดันโลหิตต่ำไม่ควรรับประทานหญ้าหวาน

การขยายพันธุ์  สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งทางเมล็ดและการปักชำกิ่ง  การเพาะเมล็ดข้อดีคือ ทำได้เร็ว ลำต้นแตกกิ่งมาก ให้ผลผลิตสูงและให้ผลผลิตนานหลายปี ทนโรคทนแมลง  การปักชำ ข้อดีคือ ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ข้อเสียคือ ลำต้นแตกกิ่งน้อย อายุการให้ผลผลิตสั้น ลำต้นอ่อนแอไม่ทนโรคทนแมลง

ข้อควรระวัง
-สตรีตั้งครรภ์แลพะให้นมบุตรไม่ควรบริโภคหญ้าหวาน
-ผู้ป่วยเบาหวานเมื่อรับประทานหญ้าหวานให้หมั่นตรวจวัดน้ำตาลในเลือด
-ผู้ที่เป็นความดันโลหิตต่ำไม่ควรรับประทาน
-ผู้ที่แพ้พืชตระกูลเดียวกับหญ้า เช่น ดาวเรือง เบญจมาศ ไม่ควรบริโภคเพราอาจทำให้แพ้ได้
-รับประทานหญ้าหวานดิบอาจมีผลข้างเคียงกับไต ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจรวมทั้งหลอดเลือดได้


bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ชะพลู (Wildbetal Leafbush)

ชะพลู
ชะพลู (Wildbetal Leafbush) ถือเป็นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่รู้จักกันในชื่อเรียกตามท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ผักอีเลิศ ผักปูริง ผักอีไร ช้าพลู ผักปูนา ผักพลูนก เป็นต้น

ชะพลู ถือเป็นไม้ล้มลุกต้นเตี้ยเพราะมีเถาเลื้อยไปตามพื้น

ชะพลู มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Piper sarmentosum Roxb. จัดอยู่ในวงศ์ Piperaceae 

ความนิยม คนไทยนิยมนำใบชะพลูมาประกอบอาหารไม่ว่าจะเป็น แกงหอย แกงปลาไหล แกงกะทิ ห่อหมก และนำใบมาห่อเป็นเมี่ยงคำ เป็นต้น ใบชะพลูมีกลิ่นฉุนรสชาติจะเผ็ดเล็กน้อย

ลักษณะของชะพลู ใบจะมีลักษณะเป็นรูปหัวใจปลายแหลมคล้ายใบพลู (ชะพลูกับพลูเป็นพืชคนละชนิดกันนะคะ)แต่ใบชะพลูจะมีขนาดใบที่เล็กกว่า ใบมีสีเข้มเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ จะเห็นเส้นใบชัดเจน ใบบางเป็นมันหลังใบจะมีสารคิวตินเคลือบชั้นผิวเพื่อลดการคายน้ำ มีกลิ่นฉุน ต้นชะพลูจะเลื้อยทอดไปตามพื้น ลำต้นเป็นข้อมีสีเขียวเข้ม มีรากออกตามข้อ

การออกดอกของต้นชะพลู จะออกดอกเป็นช่ออัดแน่นที่ปลายยอดรูปทรงกระบอกขนาดเล็กคล้ายๆดีปลีแต่สั้นกว่า มีดอกย่อยขนาดเล็กอัดแน่นบนแกนช่อดอกกลีบดอกมีสีขาว

การขยายพันธุ์ ชะพลูเป็นพืชที่ชอบพื้นที่ลุ่มมีความชื้นสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการปักชำเลือกกิ่งที่มีใบอ่อนและใบแก่ ก่อนจะนำไปปักชำให้เด็ดใบแก่ทิ้งก่อน

สรรพคุณของชะพลู  ชะพลูเป็นพืชที่มี เบตาแคโรทีน สูงมาก (เบตาแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอช่วยในการรักษาสุขภาพและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย สามารถต้านอนุมูลอิสระลและลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง)ทั้งนี้ยังช่วย ขับเสมหะ แก้ธาตุพิการ รักษาเบาหวาน บำรุงน้ำดี แก้ปวดท้องจุกเสียด แก้เบื่ออาหาร  แก้ท้องอืด  แก้โรคบิด ช่วยขับลม ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ช่วยขับเหงื่อ ช่วยบำรุงสายตา 

ข้อควรระวัง ใบชะพลูมีแคลเซียมออกซาเลตสูง(แคลเซียมออกซาเลต(Oxalate)เป็นสารยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมและแร่ธาตุในร่างกายหลายชนิดในเลือด)ถ้ารับประทานมากๆติดต่อกันนานๆจะเข้าไปตกผลึกสะสมในไตและกระเพาะปัสสาวะทำให้เป็นนิ่วได้

ในการรักษาโรคเบาหวานจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็วต้องวัดระดับน้ำตาลในเลือดทั้งก่อนและหลังการใช้ และควรดื่มน้ำตามเยอะๆหลังจากกินใบชะพลู

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

อ้อยดำ (Saccharum sinense Roxb.)

อ้อยดำ
อ้อยดำ (Saccharum sinense Roxb.) หรือบางคนรู้จักในชื่อ อ้อยแดง อ้อยขม

อ้อยชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ saccharum sinense  อยู่ในวงศ์  Graminae

ความนิยม อ้อยชนิดนี้เป็นพืชพื้นบ้านของไทยคนไทยไม่นิยมนำมารับประทาน แต่นิยมนำมาทำเป็นยาสมุนไพร

ลักษณะของอ้อยดำ  อ้อยดำจัดเป็นไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ ลำต้นเหมือนอ้อยทั่วไปแต่จะมีสีม่วงแดงถึงดำ ลำต้นกลมยาว มีไขสีขาวเคลือบลำต้น มีข้อปล้องชัดเจน ผิวเรียบ  เปลือกมีสีแดงอมม่วง  ที่ข้อจะมีตา ลำต้นแข็งแรงเป็นมัน เปลือกของอ้อยดำมีรสขม  น้ำอ้อยไม่หวานเหมือนอ้อยทั่วไปและไม่ค่อยจะมีน้ำ “ใบ”จะเป็นใบเดี่ยวออกที่ข้อแบบเรียงสลับโคนของใบหุ้มลำต้น ใบเรียวยาวมีขนสากทั้ง 2 ด้านของใบ แผ่นใบมีสีม่วงเข้มมีไขสีขาวปกคลุม กลางใบเป็นร่อง ขอบใบจะคม  “ดอก”อ้อยดำจะออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอดของลำต้น จะออกดอกเมื่อก่เต็มที่ ช่อดอกจะมีดอกย่อยจำนวนมากสีขาวและมีขนยาว

เมื่อแก่จัดเมล็ดจะมีพู่ที่ปลายเมล็ดและร่วงลงพื้นหรือลอยไปตามลมเมื่อมีลมพัดมา  “ราก”จะมีรากอากาศออกตามข้อที่ลำต้น

อ้อยชนิดนี้ขึ้นได้กับสภาพดินทุกชนิด เป็นพืชที่ชอบน้ำแต่ก็ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี

การขยายพันธุ์ อ้อยดำขยายพันธุ์ได้ด้วยการตัดชำหรือแยกหน่อ

อ้อยดำมีสารสำคัญคือ แอลกอฮอล์ กรดอะมิโน แอสพาราจีน ฟีโนลิก เอสเตอร์ อีเทอร์อัลคาลอยด์ ส่วนรากอ้อยก็มีธาตุหลายชนิดเช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม กำมะถัน ทำให้อ้อยดำเหมาะต่อการนำมาทำยาสมุนไพร

สรรพคุณของอ้อยดำ
-ถ้านำลำต้นสด/แห้งของอ้อยดำมาต้มกินเป็นประจำจะช่วย ขับปัสสาวะ รักษาโรคนิ่ว อาการไอ แก้ไข คอแห้ง กระหายน้ำ แก้ปวดประจำเดือน ช้ำใน
-ถ้านำแก่นมาต้มดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ ยาฟอกเลือด แก้ช้ำบวม แก้เบาหวาน แก้ไข ขับเสมหะ
-เปลือก/ชานอ้อย แก้ตานขโมย แก้แผลเน่าเปื่อย แผลกดทับ แผลอักเสบ แผลเรื้อรัง ฝีหนอง
-น้ำอ้อย แก้ตัวร้อน แก้ร้อนใน บำรุงกำลัง บำรุงธาตุน้ำ แก้พิษตานซาง แก้เมาค้าง แก้ช้ำ แก้ท้องผูก แก้ไตพิการ แก้หนองใน แก้คลื่นไส้อาเจียน ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว บำรุงกระเพาะอาหาร แก้สะอึก บำรุงกำลัง แก้ขัดเบา แก้ตาฝ้าฟาง ทำให้เจริญอาหาร

ข้อควรระวัง อย่าใช้ในปริมาณที่มากเกินไป เพราะถ้าใช้มากเกินไปจะทำให้เกิดผลกระทบกับร่างกายได้
bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ผักแขยง (ขะ-แยง)หรือ กะแยง (Rice Paddy Herb)

ผักแขยง
ผักแขยง (ขะ-แยง)หรือ กะแยง (Rice Paddy Herb)
เป็นพืชพื้นบ้านที่รู้จักกันดีในแถบภาคอีสานและภาคเหนือ ถือเป็นวัชพืชในนาข้าวด้วยทั้งต้นมีกลิ่นหอมฉุน สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์แบบไหลไปตามรากแล้วเกิดการแตกกอเป็นต้นใหม่/การงอกจากเมล็ด ผักชนิดนี้เป็นพืชล้มลุกฤดูกาลเดียว พบมากช่วงฤดูฝน มันจะเจริญเติบโตได้ดีในนาที่มีน้ำขัง ผักแขยงจะเริ่มแห้งตายช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม หลังจากที่มันออกดอกออกผลเสร็จแล้ว

ผักแขยง มีชื่อวิทยาศาสตร์
คือ Limnophila aromatica (Lam.) Merr. เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์  Scrophulariaceae หรือ Plantaginaceae ผักแขยงมีด้วยกัน 2 ชนิดคือ Limnophila aromatica (Lam.) Merr. และ Limnophila geoffrayi Bonati.ตามหลักพฤษศาสตร์

ลักษณะของผักแขยง
ผักแขยงจะมี “ลำต้น” ที่อวบน้ำ ลำต้นเป็นทรงกลมตั้งตรง ผิวลำต้นเป็นสีเขียวอ่อนแต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีสีเข้มขึ้น และมีขนเล็กๆปกคลุม ด้านในของลำต้นจะกลวงมีรูอากาศ

“ใบ”จะเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่อยู่ตรงข้ามกัน และจะออกสลับข้างกันเป็นชั้นๆ โคนของใบจะติดกับลำต้น ใบรียาว ปลายแหลม มีสีเขียว และปกคลุมด้วยขนเล็กๆ ขอบใบเหยักเหมือนฟันเลื่อย

“ดอก”ของผักแขยงจะออกดอกมาจากยอดและซอกใบตรงลำต้น จะออกดอกพร้อมกันทั้งต้น ดอกเหมือนกรวยตรงปลายบานออกเป็นกลีบดอก 5 แฉก กลีบดอกมีสีม่วงอ่อนจนถึงม่วงเข้ม บางชนิดเป็นสีแดงม่วง และสีม่วงอมฟ้า

“ราก”ผักแขยงจะมีระบบรากเป็นรากแก้วกลมๆแทงลึกลงไปในดิน และมีรากแขนงรากฝอย

“ผล”จะมีรูปร่างเหมือนกระสวย ไม่มีเนื้อ ฝักอ่อนสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะสีน้ำตาล และ

“เมล็ด”จะเป็นทรงรีเล็กอยู่ในผลเมื่อผลแก่จัดก็จะแตกเมล็ดสีน้ำตาลดำออกมา

สรรพคุณและประโยชน์
ในผักแขยง มีโปรตีน มีคาร์โบไฮเดรต มีวิตามินเอ มีวิตามินซี มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีแคลเซียม มีฟอสฟอรัส มีเหล็ก มีไขมัน มีพลังงาน มีเส้นใย มีเบต้าแคโรทีน มีแคลเซียม มีโพแทสเซียม

และยังพืชที่มีกลิ่นหอมฉุน มีรสเผ็ดร้อน ช่วยดับกลิ่นคาวในอาหารได้ ช่วยให้เจริญอาหาร ลดอาการเบื่ออาหาร

นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันเส้นเลือดตีบตัน ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดอาการร้อนใน แก้ไข้มาลาเรีย แก้ไข้รากสาด กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยดับกลิ่นปากก แก้ปวดฟัน บรรเทาอาการไอ ช่วยขับลมแก้ท้องอืด เป็นยาระบายอ่อนๆ  ช่วยรักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ฝีหนอง  ช่วยป้องกันมะเร็ง

ในตัวผักแขยงเองยังมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งคล้ายกับน้ำมันสนที่สามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อไวรัสได้

นอกจากนี้ยังเป็นยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะแมลงกลุ่มที่ทำลายผลไม้ได้อีกด้วย แต่ก็มี “ข้อควรระวัง”คือ สตรีมีครรภ์หรือหลังคลอดบุตรบางรายอาจจะแพ้ผักแขยงนี้ได้

bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ผักชี (Coriander) หรือ ผักหอมป้อม

ผักชี (Coriander) หรือ ผักหอมป้อมในภาษาอีสาน เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Coriandrum sativum อยู่ในวงศ์ Apiaceae   ผักชีเป็นพืชผักสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน แต่ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดียและเอเชียตะวันตก

ลักษณะของผักชี  ผักชีมีลำต้นผอมเพียว ใบจะติดกับลำต้นและแตกย่อยจำนวนมาก ใบหยักมีขนาดเล็กน่ารักและดูสวยงามมักถูกนำมาตกแต่งหน้าตาอาหารให้ดูสวยงาม แต่ผักชีเป็นพืชที่มีกลิ่นแรง ด้วยความที่มีกลิ่นแรงจึงมักถูกนำมาเพิ่มกลิ่นหอมในอาหารหลายๆชนิด ช่อดอกย่อยมีสีขาวอมชมพู ผลรีค่อนข้างกลมเมื่อแก่จัดจะเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล

สรรพคุณด้านยาของผักชี  
ใบผักชี  ช่วยต่อต้านอาการชัก ช่วยแก้อาการวิงเวียนศรีษะ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย แก้อาการกระหายน้ำ แก้หวัด แก้ไอ ช่วยย่อยในระบบทางเดินอาหาร รักษาอาการอาหารเป็นพิษ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันเซลล์สมองจากการถูกทำลาย และยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา 
ต้นสดผักชี ช่วยขับผื่นหัดให้ออกเร็วขึ้น ขับเหงื่อ ขับลม กระตุ้นกระเพาะอาหารและลำไส้ให้ขับน้ำดีและน้ำย่อยให้ออกมามากขึ้นช่วยให้เจริญอาหาร ละลายเสมหะและรักษาโรคริดสีดวงทวาร น้ำมันหอมระเหยของผักชีช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ดี และยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดจากการกินอาหารจำพวกปิ้งย่างได้อย่างดี
รากผักชี ช่วยขับพิษไข้อีดำอีแดง รักษาโรคหิด และอีสุกอีใส
ผล/เมล็ดผักชี  แก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก แก้บิด แก้อาการถ่ายเป็นเลือดถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยลดความดันโลหิตได้ 

สรรพคุณด้านความงาม  ผักชีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ชะลอความแก่   มีสารเบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงสายตาทำให้การทำงานของสายตาเป็นไปอย่างปกติสายตาไม่ฝ้าฟาง การทานผักชีเป็นประจำก็ช่วยเรื่องการรักษาสิวเพราะจะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และยังมีฟลาโวนอยด์ แลคโตน ฟีโนลิก แทนนิน  วิตามินเอ เกลือแร่อีกด้วย

ผักชีกับอาหาร 
ใบผักชี  ผักชีมีรสชาติที่เข้ากันได้ดีกับอาหารที่มีรสเปรี้ยวยิ่งเมนูยำ  ต้มยำ จะสามารถชูรสได้เป็นอย่างดี ผักชียังสามารถช่วยดับความคาวได้ดี  หรือจะนำผักชีมากินเป็นกับแกล้มเพื่อตัดรสชาติก็ได้ เช่น แกล้มกับสาคู  ข้าเกรียบปากหม้อ  ไส้กรอกอีสาน นำมาสับใส่น้ำจิ้มก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มหวาน น้ำจิ้มซีฟู๊ดก็ฮอตอร่อยไม่แพ้กัน และยังนำมาตกแต่งอาหารเพื่อความสวยงาม หรือจะใส่เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้กับน้ำซุปและแกงก็ได้
รากผักชี รากผักชีโขลกกับกระเทียมพริกไทยนำมาหมักเนื้อสัตว์จะทำให้รสชาติมีชั้นเชิงกว่าเดิม  ผักชียังสามารถช่วยดับความคาวได้ดี  หรือจะนำมาโขลกกับเครื่องแกงให้เครื่องแกงมีความเข้มข้นมีรสชาติที่นุ่มลึก ตัดกับความเผ็ดจัดจ้านของสมุนไพรอื่นๆได้ดี  นอกจากนี้รากผักชียังเป็นส่วนประกอบของเครื่องพะโล้ และน้ำซุปต่างๆ เพราะช่วยดึงรสชาติของน้ำซุปออกมาได้เป็นอย่างดี

เมล็ดผักชี  สามารถนำมาเป็นเครื่องเทศได้ดียิ่งนำมาคั่วจะทำให้รสชาติของเมล็ดชัดเจนยิ่งขึ้น นำมาแกงตำให้ละเอียดใส่ในพริกแกงก็ได้ หรือจะนำไปใส่ในลาบ ก้อย แหนบ ก็จะยิ่งอร่อยมากขึ้น

ข้อควรระวัง  คนที่แพ้ผักที่มีกลิ่นฉุนไม่ควรกินผักชี   ผักชีมีกลิ่นฉุนไม่ควรกินในปริมาณมากๆเพราะจะทำให้กลิ่นตัวแรงขึ้น ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรทานในปริมาณที่มากเกินไปเพราะในผักชีมีโพแทสเซียมสูงจะทำให้เกิดอันตรายได้

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ข้าวโพด ราชินีทับทิมสยาม (Siam Ruby Queen)

ข้าวโพด ราชินีทับทิมสยาม (Siam Ruby Queen)  เป็นข้าวโพดหวานที่มีลักษณะพิเศษคือเมล็ดข้าวโพดเป็นสีแดงค่ะ ข้าวโพดชนิดนี้ถูกปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์โดย ดร.ทวีศักดิ์  ภู่หล่ำ  อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งท่านอาจารย์มีผลงานมากมายเป็นที่รู้จักกันดีและท่านยังเป็น 1 ใน 5 ของนักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดระดับโลกอีกด้วยนะคะ

ราชินีทับทิมสยาม ถือได้ว่าเป็นข้าวโพดหวานพันธุ์สีแดงพันธุ์แรกของโลกและที่สำคัญเกิดจากการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์โดยฝีมือคนไทยเราเองค่ะ จุดเด่นของ ราชินีทับทิมสยาม นอกจากจะมีสีแดงสดใสแล้วยังมีรสชาติที่แปลกใหม่ ทั้งยังสามารถรับประทานสดๆเหมือนผลไม้ทั่วๆไปได้เลย  จะทำให้ได้รสชาติหวานกรอบ อร่อย

การปรับปรุงพันธุ์ของ ราชินีทับทิมสยาม ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพหรือการตัดต่อยีนใดๆแต่ใช้การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม (conventional breeding) คือ การผสมพันธุ์ระหว่างต้นพ่อกับต้นแม่ด้วยมือ (hand pollination ง่ายๆเลยคือ การเอามือช่วยผสมเกสรจากต้นนึงไปอีกต้นนึงนั่นเองค่ะ แต่ถ้ายังสงสัยตาม Google ไปดูเรื่องกฏของเมนเดลเลยค่า)เพื่อรวมลักษณะที่ดีของพ่อแม่มาไว้ในรุ่นลูกตามเป้าหมาย
ราชินีทับทิมสยาม มีปริมาณสารแอนโทไซยานิน (anthocyanin)สูง ซึ่งเป็นสารรงควัตถุสี ม่วง แดง และเป็นสารตัวเดียวกันที่มีอยู่ในดอกอัญชัญซึ่งมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง นอกจากนี้ยังมี ไลโคปีน ไฟเบอร์ เกลือแร่ และวิตามินอื่นๆอีกมาก

ราชินีทับทิมสยาม มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นข้าวโพดข้าวเหนียวแต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะคะ ราชินีทับทิมสยามคือข้าวโพดหวานที่มีลักษณะพิเศษคือเป็นข้าวโพดสีแดงค่ะ

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

มันสำปะหลัง มัน5นาที


มันสำปะหลัง มัน5นาที
มันสำปะหลัง มัน5นาที  เป็นมันพันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกกันมานานมันชนิดนี้จะนิยมปลูกไว้เพื่อรับประทานเพราะเนื้อจะร่วนเหมาะกับการทำขนมหวานหรือจะย่างไฟเผาไฟก็อร่อย

ลักษณะของมัน5นาที ลำต้นจะตั้งตรง ต้นสูง ลำต้นมีสีน้ำตาลเข้ม มีการแตกกิ่งสูงและก้านใบจะมีสีแดง ส่วนหัวมันเปลือกนอกจะมีสีน้ำตาลเข้มผิวเปลือกจะหยาบไม่เหมือนมันสำปะหลังทั่วไป ถัดมาเปลือกจะมีสีชมพูค่อนไปทางม่วง เนื้อด้านในสีขาว หัวมันมีรูปร่างเรียวยาวปอกเปลือกง่าย

ส่วนที่มาของชื่อ มันห้านาที นั้นเพราะว่ามันชนิดนี้ใช้ความร้อนในการทำให้สุกได้ด้วยระยะเวลาสั้นๆเพียง 5 นาทีเท่านั้นเองค่ะ

การปลูกมันห้านาทีสามารถปลูกได้ง่ายๆเหมือนการปลูกมันสำปะหลังทั่วๆไปคือ เตรียมดินผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วยกร่องให้สูงขึ้นทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ หลังจากนั้นตัดท่อนพันธุ์เป็นท่อนๆความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร  แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืนแล้วค่อยเสียบลงไปที่แปลงที่เตรียมไว้ได้เลย ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30-40 เซนติเมตร ควรปลูกช่วงก่อนจะเข้าฤดูฝนเพราะมันห้านาทีนี้มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 5-8 เดือน ซึ่งจะตรงกับช่วงฤดูหนาวพอดีจะได้มีมันเผาอร่อยๆกินกันค่ะ  มันห้านาทีถ้าปล่อยทิ้งไว้เกิน 1 ปี หัวมันจะไม่มีแป้งจะกลายเป็นเส้นใยและเน่าค่ะ

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หญ้ารีแพร์ (Barbed grass ) และสรรพคุณ


หญ้ารีแพร์ (Barbed grass )หรือภาษาอีสาน เรียกกันว่า หญ้าหีหยุ่ม (หญ้าหียุ่ม) เราจะพบหญ้าชนิดนี้ได้มากในพื้นที่ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น  ที่ราบเชิงเขาสูงของภาคอีสาน


หญ้ารีแพร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Centotheca lappacea (L.) Desv.  ซึ่งเป็นพืชในวงศ์ Poaceae จัดอยู่ในพืชตระกูลไผ่ค่ะ

สรรพคุณของหญ้ารีแพร์
ในหญ้ารีแพร์จะมีสารที่ชื่อว่า ซิลิกา (Silica) ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของคอลลาเจนและน้ำไขข้อในร่างกายคนเราถ้าหากขาดสารตัวนี้จะทำให้ร่างกายแก่ก่อนวัย  นอกจากนี้สารซิลิกา ยังช่วยในเรื่องการรักษาสมดุล ซ่อมแซมโครงสร้างของกระดูกกล้ามเนื้อในร่างกาย  ช่วยฟื้นฟูรักษาบาทแผลให้หายเร็วขึ้น ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างคอลลาเจนในเซลล์ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ เต่งตึง รวมถึงช่วยให้ช่องคลอดของหญิงที่ผ่านการคลอดลูกมาแล้วมีความกระชับฟิตเปี๊ยะ และยังช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วลดการหย่อนยานของมดลูกทั้งในสตรีหลังคลอด และผู้ที่ยังไม่มีบุตร อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

ขางครั่ง

ขางครั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dunbaria bella L. วงศ์ : Leguminosae-Papilionoideae ชื่ออื่น : ขางครั่ง (ลำพูน) ; ดอกครั่ง (เชียงใหม่) ; เถาครั่ง (เลย)

ลักษณะ : เป็นพืชอายุค้างปี ลำต้นเป็นเถาเลื้อยพัน (twinning) ลำต้นยาวประมาณ 3-5 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 2.83-9.47 มิลลิเมตร ใบมี 3 ใบย่อย (trifoliate-pinnately) รูปร่างใบย่อยแบบขอบขนาน (oblong) ใบกลางปลายใบมน โคนใบกลม (rounded) ใบข้างขอบใบด้านล่างเบี้ยว (unequal) ความยาวใบกลาง 5.94-8.88 เซนติเมตร กว้าง 2.05-2.73 เซนติเมตร ใบข้างยาว 5.11-6.61 เซนติเมตร กว้าง 1.8-2.14 เซนติเมตร ก้านใบรวมยาว 1.01-2.91 เซนติเมตร ก้านใบข้างสั้นมากยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร หน้าใบและหลังใบมีขนละเอียดสั้น ๆ ปกคลุมหนาแน่น ผิวใบนุ่ม (tender) สีใบด้านหน้าเขียวอมเหลืองอ่อน ถึงเขียวเข้ม ค่อนข้างมัน สีใบด้านหลังเขียวอมเหลืองเข้มกว่าด้านหน้าและผิวด้านเล็กน้อย เส้นใบ (vein) ด้านหลังนูนขึ้นเป็นสันเล็กน้อย เส้นใบแตกแบบขนนก (pinnate) ขอบใบมีรอยหยักแบบขนครุย (ciliate) ก้านใบมีขนปกคลุมหนาแน่น ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลมีขนละเอียดยาวประมาณ 1 มิลลิเมตรคลุมอยู่มาก หูใบแหลม (filiform) สั้น 0.5-1 มิลลิเมตร ออกดอกเดือน พฤศจิกายน – มกราคม ดอกออกที่ตาข้างช่อดอกแบบช่อกระจะ (raceme) ยาว 6.43-14.29 เซนติเมตร ดอกรูปดอกถั่ว จำนวน 6-35 ดอกต่อช่อ เกิดเรียงสลับรอบแกนช่อดอก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกด้านในสีม่วงอมแดงเข้ม ผลเป็นฝักยาวค่อนข้างแบน มีขนคลุม

ประโยชน์ : เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ สำหรับแทะเล็มของโค-กระบือ ยาพื้นบ้าน ล้านนา ใช้ใบหรือรากผสมใบโผงเผง บดเป็นผงละเอียดปั้นเป็นยาลูกกลอนกินแก้ไข้ (วงศ์สถิตย์และคณะ, 2539)


จากเว็บ http://www.rspg.or.th


แกลบหนู

แกลบหนู ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendrolobium lanceolatum (Dunn) Schindl.

วงศ์
: Papilionoideae


ชื่ออื่น
: แกลบหนู แกลบหูหนู แปรงหูหนู (ปราจีนบุรี) กระดูกเขียด (นครพนม) กระดูกอึ่ง (ราชบุรี บุรีรัมย์) กระดูกอึ่งใหญ่ (นครราชสีมา) อึ่งใหญ่ (กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ)


ลักษณะทั่วไป
: เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูง 1.0 – 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 9.5 – 12.5 มิลลิเมตร ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมหนาแน่น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย 3 ใบ รูปรี (elliptic) หรือรูปขอบขนาน (oblong) ใบบนสุดกว้าง 1.1 – 3.2 เซนติเมตร ยาว 3.2 - 5.0 เซนติเมตร ใบข้างกว้าง 1.2 - 2.9 เซนติเมตร ยาว 2.6 – 4.4 เซนติเมตร หน้าใบมีขนปกคลุมหนาแน่น หลังใบมีขนน้อยมาก ช่อดอกยาว 10.5 – 12.8 เซนติเมตร ออกดอกที่ปลายยอด กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน ค่อนข้างกลม มี 1 เมล็ด ออกดอกมากช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และต้นฤดูฝนพฤษภาคมถึงมิถุนายน


ประโยชน์
: เป็นอาหารสัตว์ ยาพื้นบ้าน ใช้รากต้มน้ำดื่ม ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ (วงศ์สถิต และคณะ, 2543)


จากเว็บ http://www.rspg.or.th

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

ก้นบึ้งเล็ก

ก้นบึ้งเล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Campylotropis parviflora (Kurz) Schindl. ex Gagnep.

วงศ์ : Papilionoideae

ชื่ออื่น : ก้นบึ้งเล็ก หิ่งเม่น (เชียงใหม่) เลือดใน (ภาคกลาง)

ลักษณะทั่วไป : เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูง 1.0 – 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 9.5 – 12.5 มิลลิเมตร ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมหนาแน่น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย 3 ใบ รูปรี (elliptic) หรือรูปขอบขนาน (oblong) ใบบนสุดกว้าง 1.1 – 3.2 เซนติเมตร ยาว 3.2 - 5.0 เซนติเมตร ใบข้างกว้าง 1.2 - 2.9 เซนติเมตร ยาว 2.6 – 4.4 เซนติเมตร หน้าใบมีขนปกคลุมหนาแน่น หลังใบมีขนน้อยมาก ช่อดอกยาว 10.5 – 12.8 เซนติเมตร ออกดอกที่ปลายยอด กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน ค่อนข้างกลม มี 1 เมล็ด ออกดอกมากช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และต้นฤดูฝนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

ประโยชน์ : เป็นอาหารสัตว์ ยาพื้นบ้าน ใช้รากต้มน้ำดื่ม ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ (วงศ์สถิต และคณะ, 2543)

จากเว็บ http://www.rspg.or.th

วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553

ขางคันนา

ขางคันนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Desmodium heterocarpon (L.) DC.ssp. heterocarpon var.
strigosum Van Meeuwen

วงศ์
: Papilionoideae


การเจริญเติบโตจะมีลักษณะตั้งกึ่งตั้ง และกึ่งตั้งกึ่งเลื้อยถึงกึ่งแผ่คลุมดิน สูง 50-175 เซนติเมตร ลำต้นสีเขียวอ่อน ส่วนที่ถูกแสงมักมีสีน้ำตาลแดงเข้ม ด้านล่างที่ไม่ถูกแสงมีสีเขียวอ่อน มีขนสีขาวนวลปกคลุมหนาแน่น เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 1.8-5.2 มิลลิเมตร ใบมีสีเขียวถึงค่อนข้างเขียวเข้ม หลังใบมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมหนาแน่น แต่ขนจะสั้นกว่า Desmodium styracifolium ด้านหน้าใบไม่มีขน (PC174, PC271, PC412) พบบางสายพันธุ์มีขนเล็กๆกระจายอยู่ตามเส้นใบและแผ่นใบด้านหน้า (PC190, PC191) การจัดเรียงตัวของใบเป็นแบบขนนกมี 3 ใบย่อย (trifoliate) ใบบนสุดเป็นรูปไข่กลับ (obovate) หรือรูปไข่กลับแกมใบหอก (obovate-lanceolate) ส่วนใบด้านข้างเป็นรูปไข่กลับ และรูปวงรี (oval) ใบบนสุดมีขนาดกว้าง 1.6-2.8 เซนติเมตร ยาว 3.0-3.5 เซนติเมตร ใบด้านข้างกว้าง 1.1-2.0 เซนติเมตร ยาว 2.3-4.0 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1.4-2.2 เซนติเมตร หูใบ (stipule) สีน้ำตาลถึงน้ำตาลแดงเข้ม ออกดอกที่ปลายยอด การออกดอกเป็นแบบ Indeterminate กลีบดอกสีม่วงหรือม่วงปนขาวนวล อับเรณู (anther) สีเหลืองปนน้ำตาล ก้านอับเรณู (filament) สีแดง เกสรเพศเมีย (stigma) สีเหลืองอ่อนปนเขียว ก้านเกสรเพศเมีย (style) สีเขียว ช่อดอกยาว 4.3-5.8 เซนติเมตร มีดอกย่อย 43-90 ดอก ฝักยาว 1.3-3.0 เซนติเมตร มีขน และคอดหักเป็นข้อๆ แต่ละฝักมีเมล็ด 4-9 เมล็ด บางช่อดอกย่อยฝักจะมีเมล็ดเพียง 1 เมล็ด ออกดอกติดเมล็ดดีมาก PC 271 จะออกดอกติดเมล็ดเร็วกว่า PC 174 เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่จะออกดอกมากในช่วงเดือน สิงหาคมเดือนกันยายน

ประโยชน์ : ใช้เลี้ยงสัตว์ และเป็นพืชสมุนไพร ยาพื้นบ้านในภาคเหนือ ใช้ใบและลำต้น ต้มน้ำอาบ แก้บวมพอง ตำรายาไทยระบุว่า มีรสเมาเฝื่อน เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กาฬมูตร แก้เด็กตัวร้อน แก้โรคลำไส้ ขับพยาธิทุกชนิด (วงศ์สถิตย์ และคณะ, 2539)


จากเว็บ www.rspg.thaigov.net


วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนามเกี่ยวไก่

ชื่อท้องถิ่น: หนามเกี่ยวไก่

ชื่อพฤกษศาสตร์: Capparis echinocarpa Pierre ex Gagnep

ตระกูล(วงศ์): CAPPARACEAE

ลักษณะพืช ไม้พุ่มเตี้ย สูง 0.5 ถึง 2 เมตร กิ่งอ่อนค่อนข้างซิกแซก กลม สีเขียวแกมเทา มีกิ่งแขนง เล็กน้อย กิ่งแก่มีแขนงมากขึ้น กิ่งมีขนปกคลุมเล็กน้อย ต้นแก่สีเทาแกมเหลือง ลำต้นมีหนาม stipule spine ข้อละ 2 อัน หนามโค้งกลับ ยาว 2-4 มม.

ใบ ใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับ ใบรูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปรี ฐานใบมน ปลายใบแหลมหรือมน ขอบ ใบเรียบ ผิวใบเรียบ ใบกว้าง 1.5-4.0 ซม. ยาว 2-7 ซม. ก้านใบยาว 3-4 มม. ก้านใบอ่อน มีขนปกคลุมเล็กน้อย สีใบ เขียวแกมเหลือง

ดอก ดอกเดี่ยว เกิดที่ซอกใบ ก้านดอกยาว 1-3 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางดอกบาน 1.5-2.5 ซม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียว โคนติดกันปลายแยกเป็น 4 แฉก กลีบกว้าง 2-4 มม. ยาว 4-5 มม. กลีบมีขนเล็กๆปกคลุม กลีบดอก 4 กลีบ สีขาว กลีบกว้าง 2-3 มม. ยาว 5-9 มม. 2 กลีบบนแยกกัน 2 กลีบล่างติดกันเป็นกลีบเดียวปลายเว้าเป็น 2 พูลึก เกินครึ่งความยาวกลีบ ตอนกลาง กลีบเป็นสีขาวหรือน้ำตาล กลีบรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับปลายมน มีขนเล็กๆ ที่ขอบกลีบ เกสรเพศผู้ 8-10 อัน แยกกัน ก้านชูอับเรณูยาว 2-3 ซม. อับเรณูสีเขียว เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่ superior ovary มีก้านชูรังไข่(gynophore) ยาว 1.5-2.5 ซม. ก้านชูรังไข่มีขนเล็กๆ ก้านเกสรเพศเมียสั้นมาก ยอดเกสร เป็นตุ่ม รังไข่รูปกลมหรือรี 1 ห้อง ออวุลจำนวนมาก

ผลและเมล็ด ผลสดแบบ berry รูปกลมหรือรี เส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 1-2 ซม. ผลแก่สีเหลือง

สรรพคุณ ทั้งต้น รสเฝื่อน ต้มน้ำดื่ม ขับน้ำเหลืองเสีย ขับพิษเลือดขับพิษน้ำเหลือง บำรุงร่างกาย แก้โรคผิวหนัง



วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

เกล็ดลิ่นใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllodium pulchellum (L.) Desv.

วงศ์ : Leguminosae-caecalpinodeae

ชื่ออื่น : เกล็ดปลาช่อน (สระบุรี); เกล็ดลิ่นใหญ่(นครราชสีมา); ลิ่นต้น, หญ้าสองปล้อง (ภาคกลาง);ลูกหนีบต้น (ปราจีนบุรี);หญ้าเกล็ดลิ่น (ภาคเหนือ,ภาคใต้); หางลิ่น (สุราษฎร์ธานี)

ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้พุ่ม(shrub)ขนาดเล็ก อายุหลายปี ปลายยอดค่อนข้างตั้ง ต้นสูง 102.19-113.57 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 32.4 – 37.2 มิลลิเมตร ลำต้นสีน้ำตาลแดงมีขนปกคลุมปานกลาง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ มี ใบย่อย3 ใบย่อยและมีก้านใบ(pinnately-trifoliate) รูปร่างใบย่อยแบบรูปไข่แกมใบหอก(ovate lanceolate) โคนค่อนข้างกลม แผ่นกลางใบกว้างโค้งไปปลายใบ ปลายใบค่อนข้างมน(obtuse) ใบกลางยาว 9.9-13.1 เซนติเมตร กว้าง 4.3-7.3 เซนติเมตร ใบย่อยข้างขอบใบล่างโค้งเบี้ยวเล็กน้อย ใบข้างยาว 5.51-8.67 เซนติเมตร กว้าง 2.47-5.09 เซนติเมตร ซอกใบมีกิ่งใบย่อยเกิดซ้อน ใบสีเขียวเข้ม หน้าใบและหลังใบมีขนสั้นๆปริมาณปานกลาง ขอบใบเรียบมีสีน้ำตาลแดง ผิวใบค่อนข้างหยาบเล็กน้อย หน้าใบมีผิวมัน นูนขึ้นเล็กน้อยและย่น(rugose) หลังใบผิวค่อนข้างสาก ซึ่งแตกต่างจากต้นเกล็ดปลาหมอ(Phyllodium elegan)ที่มีผิวใบนุ่ม มีขนละเอียดปกคลุมหนาแน่นทั้งหน้าใบและหลังใบ มีปลายใบสอบเรียว ขอบใบสีน้ำตาลเหลือง ต้นเกล็ดปลาช่อนมีก้านใบสีน้ำตาลแดง มีขนละเอียดปกคลุมมาก ก้านใบยาว 0.88-1.02 เซนติเมตร หูใบค่อนข้างแข็งเรียวแบบหนาม(spinous) ออกดอกประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม ดอกออกตามซอกใบและปลายยอด ความยาวช่อดอกรวม 9.13-13.93 เซนติเมตร ลักษณะดอกออกเป็นกระจุกมีใบประดับลักษณะคล้ายเกล็ดปลาประกบไว้สองใบ ดอกเดี่ยวรูปดอกถั่ว กลีบดอกสี เหลืองนวล อับเรณู(anther)สีเหลือง ในแต่ละช่อมี 21-36 ช่อดอกย่อย รูปฝักแบนคอดเป็นข้อๆ ฝักแก่สีดำอมน้ำตาล มีขนปกคลุม ฝักยาว 0.88-1.06 เซนติเมตร กว้าง 0.27-0.41 เซนติเมตร มี 1-3 ข้อ มี 2-5 ฝักต่อช่อ

ประโยชน์ : เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติของ โค กระบือ สำหรับแทะเล็ม
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...