แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดอกไม้ประดับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดอกไม้ประดับ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ต้นแววมยุรา (Torenia)

ต้นแววมยุรา (Torenia)
ต้นแววมยุรา (Torenia)เป็นไม้ดอกล้มลุก มีถิ่นกำเนิดมาจากเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของทวีปเอเชีย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทยและพบได้ทั่วไปตามภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ต้นแววมยุรา มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ  Torenia fournieri Linden. ex E.Fourn. เป็นพืชในวงศ์ Scrophulariaceae  สกุล Scrophulariaceae และอยู่ในสปีชีส์ T.  fournieri

ลักษณะของต้นแววมยุรา  ลำต้นและกิ่งจะเป็นเหลี่ยม แตกกิ่งก้านจำนวนมาก ลำต้นตรงมีขนสีขาวปกคลุมอยู่  ใบจะเป็นรูปไข่รียาว โคนของใบเว้าเข้าตรงกลางเหมือนหัวใจ ส่วนด้านปลายจะเว้าเข้าตรงกลางเป็นปลายแหลม ขอบใบหยักเหมือนฟันเลื่อย ออกใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบจะบาง มีสีเขียว และมีขนปกคลุมด้านหลังใบและท้องใบ มองเห็นเส้นใบชัดเจน ดอกจะมีหลายสี เช่น แดง ชมพู ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน หรือมีหลายสีในดอกเดียวกัน ดอกจะออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง  โคนกลีบดอกจะเชื่อมกันเป็นหลอดคล้ายกรวยยาว ส่วนปลายกลีบจะแตกเป็นกลีบดอก 5 แฉก คล้ายปากแตร ขนาดกลีบดอกไม่เท่ากัน ปลายกลีบจะมีขนปกคลุม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีและจะออกดอกเยอะช่วงหน้าฝน  ผลเป็นฝักรูปรีหรือทรงกระบอกขั้วฝักจะมีกลีบเลี้ยงติดแน่นอยู่ เมื่อฝักแห้งจะแตกให้เห็นข้างในซึ่งมีเมล็ดจำนวนมาก

สรรพคุณ รากสดทุบพอแหลก หรือทุบผสมเกลือ อมแก้ปวดฟัน
ประโยชน์ด้านอื่น  ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับตามตามอาคารสถานที่ทั้งภายในอาคารและภายนอกอาคารให้ดูสวยงาม สดใส และยังช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้

การขยายพันธุ์  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ต้นแววมยุราเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่อากาศอบอุ่นมีร่มหรือกึ่งร่ม ไม่ชอบโดนแสงแดดโดยตรง ชอบดินร่วนปนทรายที่มีความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดีไม่มีน้ำขัง ค่า pH ของดินควรอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 อุณหภูมิ 21-25 องศาเซลเซียส จะทำให้ต้นแววมยุราทนทานต่อโรคและศัตรูพืช ออกดอกมาก


bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

กาหลง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia acuminata L.

ชื่อวงศ์ : Leguminosae-Caesalpinioideae

ชื่อสามัญ : Snowy orchid tree

ชื่อพื้นเมือง : เสี้ยวน้อย ส้มเสี้ยว โยธิกา กาแจ๊ะกูโด

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูง 1-3 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี เม.ย.-พ.ค.

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะนิสัย [Habitat] : ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดกลาง กิ่งอ่อนมีขนทั่วไป กิ่งแก่ผิวค่อนข้างเกลี้ยงไม่ค่อยมีขน
ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปไข่เกือบกลม กว้าง 9-13 เซนติเมตร ยาว 10-14 เซนติเมตร ปลายใบ เว้าลงสู่เส้นกลางใบลึกเกือบครึ่งแผ่น ทำให้ปลายแฉกสองข้างแหลม โคนใบรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ มีรยางค์เล็กๆ ระหว่างหูใบ แผ่นใบสีเขียวอ่อน เส้นใบสีเขียวสด
ดอก (Flower) : สีขาว มีกลิ่นหอมอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะสั้นๆ ออกตรงข้ามกับใบที่อยู่ตอนปลายกิ่ง ช่อละ 3-10 ดอก โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็ก 2-3 ใบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดกันคล้ายกาบ ปลายเรียว
แหลม กลีบดอก 5 กลีบ รูปรีหรือรูปไข่กลับ มีขนาดไม่เท่ากัน ดอกบานเต็มที่กว้าง 5-8 เซนติเมตร
ผล (Fruit) : ผลแห้ง เป็นฝักแบน คล้ายรูปขอบขนาน กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 9-15 เซนติเมตร ปลายและ โคนฝักสอบ แหลม ปลายฝักมีติ่งแหลม เมล็ดขนาดเล็ก รูปขอบขนาน

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : นิยมปลูกกลางแจ้งเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือปลูกเป็นกลุ่ม มีดอกสีขาว
เกือบตลอดปี มีกลิ่นหอมอ่อน ปลูกเลี้ยงง่าย ควรปลูกไม้พุ่มเตี้ยด้านหน้าเพื่อบังโคนต้นที่เปิดโล่ง

ประโยชน์ : ดอกมีสรรพคุณ แก้ปวดศีรษะ ลดความดันโลหิต แก้เสมหะพิการ แก้เลือดออกตามไรฟัน

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

เข็มเหลือง

ชื่ออื่น ๆ : เข็มแสด , พุ่มสุวรรณ , เข็มเหลือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ascocentrum Minatum ( Lindl.)

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มแต่เล็กกว่าเข็มขาว

ใบ : ใบนั้นจะเป็นรูปไข่ ริมขอบใบจะเรียบ ส่วนตรงปลายใบมน

ดอก : ดอกนั้นจะอยู่รวมกันเป็นช่อมีสีเหลือง แต่ไม่มีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ : โดยการตอนกิ่ง หรือทางกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยารักษาฝีกาฬจักหัวใจ

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

เข็มป่า

ชื่ออื่น ๆ : เข็มตาไก่ (เชียงใหม่), เข็มโพดสะมา (ตานี), เข็มดอย (พายัพ) ,เข็มป่า (ไทย)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora Cibdela Craib

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง ลำต้นนั้นใหญ่ประมาณเท่าข้อมือ ลำต้นมีความสูงประมาณ 3-4 เมตร

ใบ : ใบนั้นจะมีสีเขียวสด เป็นรูปไข่ยาวๆ ริมขอบใบเรียบ ใบนั้นจะยาวประมาณ 6-18 ซม. และ กว้างประมาณ 2.5 ซม.

ดอก : ดอกเข็มจะออกตลอดปี และออกดอกเล็ก ๆ เป็นพวงเหมือนดอกเข็มธรรดา แต่จะมีดอกเป็น สีขาว

ผล : ผลนั้นจะมีลักษณะเป็นผลกลม ๆ และมีสีเขียว

การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด และตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ดอก ใบ ผล เปลือก และราก ใช้ทำเป็นยา

สรรพคุณ : ดอก ใช้รักษาโรคตาเปียก ตากแดง ตาแฉะ

ใบ ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิทั้งปวง

ผล ใช้เป็นยารักษาโรคริดสีดวงจมูก

เปลือก ใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำหยอดหูใช้ฆ่าแมงคาเรืองเข้าหู

ราก ใช้ทำเป็นยารักษาเสมหะในท้อง หรือในทรวงอก

อื่น ๆ : มักเป็นพรรณไม้ชอบขึ้นตามธรรมชาติในป่าทั่วๆ ไปในประเทศไทย มักจะ นำมาปลูกกันตาม วัดวาอารามแล้วตัวแต่งให้เป็นพุ่มให้สวยงาม

ถิ่นที่อยู่ : มักจะเป็นเข็มพันธุ์ญี่ปุ่นทั้งสิ้นไม่ใช่ของไทย


เข็มแดง

ชื่ออื่นๆ : เงาะ (สุราษฎร์),เข็มแดง (ยะลา) , ตุโดปุโยบูเก๊ะ (มลายู), จะปูโย (มะละยู-นรา)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora Lobbii Loud.

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลัษณะต้นนั้นจะคล้ายเข็มขาว

ใบ : ใบนั้นจะหนายาวและแข็งมีสีเขียวสด ตรงปลายใบของมันจะแหลม

ดอก : ดอกนั้นจะออกรวมกันเป็นช่อใหญ่แบนมีสีแดงเข้ม ดอกนั้นจะโตกว่าเข็มขาวมาก แต่ไม่มีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ : โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือปักชำ

ส่วนที่ใช้ : ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงไฟธาตุ บรรเทาอาการบวม รักษาตาพิการ รักษากำเดา
รักษาเสมหะ

อื่น ๆ : เป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกกันตามชนบท และชอบขึ้นเองตามป่าราบ หรือป่าเบญจพันธุ์ พรรณไม้นี้ถ้าอยู่นานหลายปีอาจจะโตเท่าต้นมะม่วงได้

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดสระบุรี และจะมีขึ้นประปรายตามจังหวัดต่างๆ


จากเว็บ http://health.spiceday.com/viewthread.php?tid=52952

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

ลีลาวดี

ชื่ออื่น ๆ : จำปาลาว (พายัพ), จงป่า (กะเหรี่ยง-กาญจน), จำปาขาว (อีสาน), จำไป (เขมร), จำปาขอม (ใต้), ไม้จีน (ยะลา), มอยอ (มลายู-นรา)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumeria acutifolia Poir.

วงศ์ : APOCYNACEAE

ลักษณะทั่วไป


ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แต่แตกกิ่งก้านสาขามากมาย กิ่งก้านจะเปราะแต่อุ้มน้ำ
เปลือกเรียบเกลี้ยงสีเขียมอมเทา ถ้าหักกิ่งจะพบยางสีขาว ๆ อยู่ภายในต้น

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกเรียบสลับกันไปตามข้อต้น แต่มักจะติดอยู่ตามปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ มีเนื้อใบหนาสีเขียวเข้ม ขนาดของใบจะกว้างประมาณ 2-3.5 นิ้วยาว 6-15 นิ้วก้านใบยาว 1-2 นิ้ว

ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น ช่อดอกจะใหญ่ เวลาที่ออกดอกจะทิ้งใบเกือบหมดต้น ลักษณะของดอกนั้นโคนดอกจะซ้อน ๆ ติดกันเป็นหลอดเล็ก ๆ มีกลีบอยู่ 5 กลีบ ซ้อนกันเป็นวง ดอกมีสีขาว ตรงกลางดอกมีสีเหลืองและสีชมพูเรื่อ ๆ อยู่รอบ ๆ กลางดอก เกสรมี 5 อัน


ผล : เป็นฝักยาว แคบ พอแก่จัด ๆ จะแตกออกเป็น 2 ซีก เมล็ดมีปีก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในดินทีร่วนซุยและมีความชุ่มชื้นด้วย ขยายพันธ์ด้วยเมล็ด ตอน

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น เปลือกต้น ดอก เนื้อไม้ ยางจากต้น และเปลือกราก

สรรพคุณ : ทั้งต้น ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า

ใบ เอาใบแห้งมาชงน้ำร้อนใช้รักษาโรคหืด หรือนำใบสดมาลนไฟให้ร้อนพอกแก้ปวดบวม

เปลือกราก ใช้เป็นยารักษาโรคหนองใน เป็นยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลม

เปลือก ต้น นำมาต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเลีย หรือใช้ผสมกับน้ำมันมะพร้าว ข้างและน้ำมันเนย ซึ่งจะเป็นยาแก้ท้องเดิน ยาถ่าย ขับปัสสาวะ

ดอก ใช้ทำธูป แต่ถ้าใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้มาเลเรีย

เนื้อไม้ เป็นยาแก้ไอ ในประเทศเขมรใช้เป็นยาถ่าย ขับพยาธิ

ยางจากต้น เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ทำให้เกิดผื่นแดง ถ้าใช้ผสมกับไม้จันทน์และการบูร เป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน

ถิ่นที่อยู่ : ถิ่นเดมอยู่ในอเมริกาเขตร้อน และนิยมปลูกกันมากทางแถบประเทศในเขตร้อน ในไทยเรานิยมปลูกกันตามวัดวาอารามทั่ว ๆ ไป

สารเคมีที่พบ : น้ำมันหอมระเหยมีสาร plumeric acid และในเปลือกมีโกลโคไซด์ซึ่งมีรสขมชื่อว่า plumerid ใช้เป็นยาระบาย



จากเว็บ http://health.spiceday.com/


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

ดาวกระจาย

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Asterales

วงศ์ Compositae

สกุล Cosmos


สปีชีส์ Cosmos sulphureus

ชื่อสามัญ : Mexican Diasy, Cosmos

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cosmos sulphureus Cav.
ตระกูล : Compositae

ถิ่นกำเนิด : อเมริกากลาง



ลักษณะทั่วไป

ดาวกระจายมีพุ่มต้นสูง 3-4 ฟุต เป็นไม้ดอกที่พบปลูกตามรั้วบ้าน และขึ้นเองทั่วไปตามริมทาง
เมล็ดงอกง่ายเจริญเติบโตเร็วเมื่อต้นโตเต็มที่จะออกดอกสะพรั่งทยอยบานนาน 4- 6 สัปดาห์จากนั้นดอกจะโรยพร้อมกับติดเมล็ดเพราะดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่งดอกวงนอกเป็นหมันกลีบดอกมีสีต่างๆมีตั้งแต่สีชมพู ชมพูอมม่วง แดง ขาว กลีบดอกบาง มี 8 กลีบสีเหลืองถึงสมมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ดอกซ้อนมีพุ่มเตี้ย ส่วนดอกวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศกลีบดอกเป็นหลอดสีเหลืองปลายจักส่วนมากเป็นดอกชั้นเดียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ประมาณ 3 นิ้ว

สภาพการปลูก

ดาวกระจายเป็นไม้ดอกอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกง่ายเลี้ยงง่ายและโตเร็ว สามารถขึ้นได้ในทุกที่ ๆ มีแสงแดดจัด ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน หนาวหรือฝน

การขยายพันธุ์

ขยายพันธุ์โดย การเพาะเมล็ด

การดูแลรักษา

การรดน้ำทำตามความจำเป็น เตรียมดินก่อนปลูกให้พอสมควร เมื่อต้นงอกและมีขนาดโตคือมีใบจริง 2-3 คู่ ใส่ปุ๋ยผสม 15-15-15 หรือใกล้เคียง ต้นละประมาณ 1 ช้อนชา เพียงครั้งเดียว ดาวกระจายจะงามทั้งต้นและดอก แต่มีข้อเสียนิดหน่อย คือ ดาวกระจายมีอายุค่อนข้างสั้น ออกดอก เพียง 3-4 ชุดด้นจะโทรม และตายในที่สุด จึงต้องขยันปลูกใหม่เสมอ



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

ดาวเรือง

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Asterales

วงศ์ COMPOSITAE

สกุล Tagetes

สปีชีส์ T. erecta

ชื่อวิทยาศาสตร์ Tagetes Patulal French Marigold

ตระกูล Compositae-Asteraceae

ชื่อพฤกษาศาสตร์ Tagetes erecta

ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้และประเทศเม็กซิโก

วรรณคดีที่กล่าวถึง นิราศธารทองแดง

การขยายพันธุ์ การเพาะเมล็ด

ลักษณะทั่วไป

เป็นไม้พุ่ม อายุสั้น สูง 20-50 ซม. ลำต้นกลม มักมีสีม่วงปน ใบประกอบ ใบย่อยหยักลึกสุดแบบขนนก เป็นแฉกรูปใบหอกถึงรูปแถบแคบ สีเขียวสดใบมันมีกลิ่นหอมเฉพาะ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวๆที่ปลายยอด มีด้วยกันหลายสี เช่น สีเหลืองสม สีส้ม สีแดง หรือมีหลายสีในดอกเดียวกัน ชึ่งดาวเรืองฝรังเศสเป็นชนิด 2 สีในดอกเดียวกัน โดยผู้ขายเรียกเป็นภาษาไทยว่า ดาวเรืองไข่ดาว ดอกวงในเป็นสีเหลืองสดหรือสีเหลือง ทองจำนวนมากเบียดกันแน่นเป็นรูปทรงกลมคว่ำ มีกลีบดอกวงนอกเป็นสีแดวสดหรือสีแดงซ้ำๆชั้นเดียว เรียงรอบขอบ กลีบดอกชั้นในทำให้ดูสวยงามน่ารักมาก ผลเป็นรูปแบนมีจำนวนมาก ดอกออกเมื่อต้นสมบูรณ์

ฤดูกาลออกดอก

ในช่วงปลายปีถึงต้นปี

สภาพการปลูก

ดาวเรืองฝรั่งเศสเป็นพรรณไม้ทีชอบแสงแดด ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ชอบดินโปร่ง

การขยายพันธุ์

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

การปลูกและดูแลรักษา

ดินที่ใช้ปลูกดาวเรืองฝรั่งเศสควรเพิ่มฟางแห้งสับละเอียด 2 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วนคลุกทุกอย่างให้เข้ากันจนได้ที่ ถ้าปลูกลงแปลงจำนวนหลายต้น ต้องยกแปลงปลูกให้สูง เกลี่ยดินหน้าแปลงให้เรียบ ปลูกห่างกัน 1 ฟุตต่อต้น ถ้าปลูกลงกระถางทำทางระบายน้ำก้นกระถางให้ดี นำไปตั้งในที่แจ้งรดน้ำด้วยบัวฝอยพอชุ่มเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยขี้วัวหรือขี้ควายแห้ง โรยตามหน้าแปลงและใต้โคนต้นที่ปลูกในกระถาง สลับกับปุ๋ย16-16-16 เดือนละครั้ง จะทำให้มีดอกสวยงาม ซึ่งเมื่อดอกเริ่มแก่หรือโรยสามารถเก็บไปเพาะขยายพันธุ์ปลูกทดแทนได้

ดอกไม้สัญลักษณ์

ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสมุทรปราการ

การใช้ประโยชน์

ดอกดาวเรืองใช้ร้อยพวงมาลัยชนิดต่างๆเพื่อการบูชาพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ กลีบดอกดาวเรืองมีสารสีเหลืองที่เรียกว่า xanthophyll สูง จึงมีการปลูกเพื่อเก็บดอกเพื่อเอาไปเป็นส่วนผสมของอาหารไก่ไข่เพื่อให้ไข่แดงมีสีแดงสวยทดแทนสารสังเคราะห์

ดาวเรืองสะสมสารหนูได้ 42% ในใบ จึงมีประโยชน์ในการฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนสารหนู





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

โมก

ชื่อสามัญ Moke

ชื่อวิทยาศาสตร์ Wrightia religiosa.

ตระกูล APOCYNACEAE

ชื่ออื่น โมกหลวง พุทธรักษา พุด

ลักษณะทั่วไป

โมกเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-12 เมตร ผิวเปลือกสีนำตาลดำ ลำต้นกลมเรียบมีจุดเล็ก ๆ สีขาวประทั่วต้นแตกกิ่งก้านสาขาออกรอบลำต้น ไม่เป็นระเบียบ ใบเป็นใบเดียวออกเรียงกันเป็นคู่ตามก้านใบลักษณะใบ เป็นรูปไข่ รี ปลายใบมนแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ อยู่ตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีดอก 4-8 ดอก ลักษณะดอกจะคว่ำหน้าลงสู่พื้นดิน มีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีขาวกลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่มีขนาด ประมาณ 2 เซนติเมตร ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกจะออกมาเป็นคู่ ลักษณะโค้งงอเข้าหากัน ภายในมีเมล็ดเรียงอยู่เป็นจำนวนมาก
ขนาดความยาวของฝักประมาณ 10-15 เซนติเมตร

การเป็นมงคล

คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นโมกไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความสุขความบริสุทธิ์เพราะโมกหรือโมกขหมายถึงผู้ที่ หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง สำหรับส่วนของดอกก็มีลักษณะ สีขาว สะอาด มีกลิ่นหอมสดชื่นตลอดวัน นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครองปกป้องภัยอันตราย เพราะต้นโมกบางคนเรียกว่าต้นพุทธรักษา ดังนั้นเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัย ทั้งปวงจากภายนอกได้เช่นกัน และยังเชื่ออีกว่าส่วนของเปลือกต้นโมก สามารถใช้ป้องกันอิทธิฤทธิ์ของพิษสัตว์ต่างๆ ได้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นโมกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์

การปลูกมี 2 วิธี

1.การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ย หมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้ เพื่อประดับบริเวณหน้าบ้าน

2. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน
ใช้กระถางทรงสูงขนาด 12-18 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าว:ดินร่วนอัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางบ้าง แล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่มเพราะการ เจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้น และเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินเดิมที่เหสื่อมสภาพไป ต้องการแสงแดดปานกลาง จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลาง ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 4-6 ครั้ง

การขยายพันธ์
การตอน การเพาะเมล็ด การปักชำ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด การปักชำ

โรคและศัตรู
ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ดอกแก้ว

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Sapindales

วงศ์ Rutaceae

สกุล Murraya

สปีชีส์ Murraya paniculata

แก้ว เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม
ชื่อวิทยาศาสตร์: Murraya paniculata (L.) Jack.; ชื่ออังกฤษ: Orange Jessamine, Satin-wood, Cosmetic Bark Tree)

ชื่อพื้นเมืองอื่น

กะมูนิง, แก้วขาว, แก้วขี้ไก่ (ใต้), แก้วพริก (เหนือ), แก้วลาย, จ๊าพริก, ตะไหลแก้ว

ลักษณะทั่วไป

แก้วเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ5-10 เมตรเปลือกลำต้นสีขาวปนเทาลำต้นแตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องตามยาวการแตกกิ่งก้านของทรงพุ่มไม่ค่อยเป็นระเบียบใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบใบเป็นมันสีเขียวเข้มขยี้ดูจะมีกลิ่นฉุนแรงขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยขนาดของใบกว้างประมาณ 2 - 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ3-6 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อใหญ่ช่อสั้นออกตามปลายกิ่งหรือยอดช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5 - 10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร ผลรูปไข่ รีปลายทู่ มีสีส้ม ภายในมีเมล็ด 1 - 2 เมล็ด

การปลูก

การปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี

การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้เพื่อเป็นแนวรั้วบ้าน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก การปลูกแบบนี้สามารถปลูกเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวก็ได้และสามารถตัดแต่งบังคับทรงพุ่มได้ตามความต้องการของผู้ปลูก
การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12 - 16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วนอัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถาง 1 - 2 ปี/ ครั้ง หรือตามความเหมาะสมของการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไปแสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

การดูแลรักษา

น้ำ ต้องการน้ำปริมาณปานกลาง ควรให้น้ำ 3 - 5 วัน / ครั้ง

ดิน ดินร่วนซุย ดินร่วนทราย

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1 - 2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 - 6 ครั้ง หรือใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15อัตรา 200- 300 กรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 - 6 ครั้ง

การขยายพันธุ์
โดยการเพาะเมล็ดและการตอน

โรคและแมลง

ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง เพราะเป็นไม้ที่มึความทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร

วรรณกรรม

แก้วปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง นิราศธารทองแดง พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร

กล้วยไม้ห้อยต่ำเตี้ย
นมตำเลียเรี่ยทางไป
หอมหวังวังเวงใจ
ว่ากลิ่นแก้วแล้วเรียมเหลียว

การเป็นมงคล

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีความดี มีคุณค่าสูง เพราะคำว่า แก้ว นั้นหมายถึง สิงที่ดีมีค่าสูงเป็นที่นับถือบูชาของบุคคลทั่วไปซึ่งโบราณได้เปรีบเทียบของที่มีค่าสูงนี้เสมือนดั่งดวงแก้วนอกจากนี้คนโบราณยัง มีความเชื่ออีกว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้เป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ มีความเบิกบาน เพราะแก้วคือความใสสะ อาดความสดใสนอกจากนี้ดอกแก้วยังมีสีขาวสะอาดสดใสมีกลิ่นหอมนวลไปไกลและยังนำดอกแก้วไปใช้ในพิธีบูชาพระในพิธี ทางศาสนาได้เป็นสิริมงคลยิ่งอีกด้วย

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นแก้วไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

กุหลาบ

หลายตำนานเล่าถึงการเกิดกุหลาบสีขาวและกุหลาบสีแดงไว้แตกต่างกัน ตำนานหนึ่งเล่าว่า กุหลาบขาว เกิดขึ้นก่อน กุหลาบแดง เดิมทีมีนกไนติงเกลตัวหนึ่งมาหลงรักเจ้าดอกกุหลาบขาวแสนสวย ขณะที่มันกำลังจะโอบกอดดอกกุหลาบด้วยความรักนั้นเอง หนามกุหลาบก็ทิ่มแทงที่หน้าอกของมัน หยดเลือดของเจ้านกไนติงเกลเลยทำให้ดอกกุหลาบสีขาวกลายเป็นสีแดง เลยมีดอกกุหลาบสีแดงนับแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนอีกตำนานหนึ่งก็เล่าว่ากุหลาบสีแดงใน สวนอีเดน เกิดจาการจุมพิตของ อีฟ เจ้าดอกกุหลาบขาวที่หญิงสาวจุมพิต เลยเกิดอาการขวยเขินจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง
นอกจากนี้ ความหมายของความรักในศาสนาคริสต์ ถือว่ากุหลาบสีขาวแทนความบริสุทธิ์ของ พระแม่มาเรีย และกุหลาบสีแดงเกิดจากหยาดพระโลหิตของ พระเยซูเจ้า เมื่อถูกสวมมงกุฎหนาม มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกาศศาสนาที่พลีชีพเพื่อพระผู้เป็นเจ้า

สีกุหลาบสื่อความหมาย

ในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ดอกกุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์ และของกำนัลของวันนี้ ดังนั้นเวลาที่คิดจะให้ดอกกุหลาบแก่ใครสักคน เราก็น่าจะรู้ความหมายของสีอันเป็นสื่อความหมายของดอกกุหลาบไว้บ้างก็น่าจะดี ซึ่งก็จะมีความดังนี้

สีขาว สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง






สีชมพู สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์







สีแดง สื่อความหมายถึง ความรักและความปราถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ






กุหลาบตูม สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย







สีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ







สีขาวและแดง สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน







ช่อกุหลาบสื่อความหมาย
จำนวนดอกกุหลาบในช่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อความหมายได้เช่นกัน และในวันวาเลนไทน์หรือวันไหนๆ ถ้าคุณได้ช่อดอกกุหลาบจากใครสักคน เค้าคนนั้นอาจกำลังต้องการสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คุณรู้ก็เป็นได้
จำนวนดอกกุหลาบ


1 ดอก
เธอเป็นหนึ่งเดียวของฉันเท่านั้น

2 ดอก
มีเพียงเธอกับฉัน

3 ดอก
ฉันรักเธอ

5 ดอก
การให้ที่ไม่มีอะไรต้องเสียใจ

9 ดอก
อยู่ด้วยกันยืนยาวและมั่นคง

11 ดอก
รักเธอที่สุด

24 ดอก
ฉันคิดถึงเธอตลอดเวลา

100 ดอก
เราจะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร

365 ดอก
ฉันคิดถึงเธอทุกๆวัน




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...