แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ข แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ข แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

ครามดอย

ครามดอย

วงศ์ LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAE
Indigofera cassioides Rottl.ex DC.

ชื่อสามัญ เสียดเครือ (เลย) ; ครามดอย (ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเกษตร เป็นไม้พุ่ม (shrub) อายุหลายปี ต้นสูง 3-4 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 19.21-40.03 มิลลิเมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ (odd-pinnate) ใบเรียงตรงข้ามกัน (opposite) บางกิ่งใบเรียงแบบสลับ (alternate) รูปร่างใบย่อยแบบรูปไข่ (oval) ใบยาว 1.76-2.14 เซนติเมตร กว้าง 0.85-1.22 เซนติเมตร ก้านใบรวมยาว 12.45-16.29 เซนติเมตร หน้าใบ หลังใบมีขนละเอียดสั้น ๆ ปกคลุมจำนวนมาก ก้านใบมีขนคลุมปานกลาง ใบสีเขียวอ่อน ผิวใบค่อนข้างหยาบเล็กน้อย เส้นใบ (vein) ปลายโค้งจรดกัน (anastomosing) ขอบใบสีเหลือง เรียบ (entire) ปลายใบ (apex) มีติ่งเป็นเส้นยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร หูใบ (stipnle) แบบหนาม (spinous) สีเขียวอมน้ำตาล ลำต้นสีเขียวปนสีน้ำตาล ไม่มีขนคลุม ออกดอกเดือน สิงหาคม – เมษายน ช่อดอกแบบช่อกระจะ (raceme) ชูขึ้น ช่อดอกออกที่ปลายยอดและตาข้าง มีดอกพร้อมกันเต็มลำต้น ช่อดอกยาว 7.69-11.65 เซนติเมตร ดอกรูปดอกถั่วมี 12-30 ดอกต่อช่อ กลีบดอกกลาง (standard) สีชมพูสดอมม่วงอ่อนด้านในมีแถบสีขาวตรงกลาง กลีบคู่ข้าง (wing) สีชมพูเข้มกว่า กลีบคู่ล่าง (keel) สีชมพูมีแถบขาวตรงกลาง ก้านเกสรตัวเมีย (stigma) สีเขียวตองอ่อน อับเรณู (anther) สีเหลืองอ่อนแกมสีเขียวตองอ่อน ฝักขนาดเล็กรูปกลม ปลายยอดมีติ่งเป็นเส้น สั้น ๆ ขนาดฝักยาว 2.48-3.62 เซนติเมตร กว้าง 0.23-0.31 เซนติเมตร มี 19-30 ฝักต่อช่อ ฝักแก่ไม่แตก
แหล่งที่พบและเก็บรวบรวมพันธุ์ พบขึ้นอยู่พื้นที่ป่าโปร่งเต็ง รัง ป่าละเมาะ ดินร่วนทราย เช่น เขตตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย (PC 195)

คุณค่าทางอาหาร ส่วนใบรวมก้านใบย่อยมีค่าโปรตีน 12.78เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 1.91 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 14.22 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรท (NFE) 46.31 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยส่วน ADF 34.21 เปอร์เซ็นต์ NDF 43.47 เปอร์เซ็นต์ เฮมิเซลลูโลส 9.26 เปอร์เซ็นต์ ลิกนิน 10.33 เปอร์เซ็นต์

การใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ สำหรับแทะเล็มของโค-กระบือ


วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

ขางครั่ง

ขางครั่ง

วงศ์ LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAE
Dunbaria bella .

ชื่อสามัญ ขางครั่ง (ลำพูน) ; ดอกครั่ง (เชียงใหม่) ; เถาครั่ง (เลย)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเกษตร เป็นพืชอายุค้างปี ลำต้นเป็นเถาเลื้อยพัน (twinning) ลำต้นยาวประมาณ 3-5 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 2.83-9.47 มิลลิเมตร ใบมี 3 ใบย่อย (trifoliate-pinnately) รูปร่างใบย่อยแบบขอบขนาน (oblong) ใบกลางปลายใบมน โคนใบกลม (rounded) ใบข้างขอบใบด้านล่างเบี้ยว (unequal) ความยาวใบกลาง 5.94-8.88 เซนติเมตร กว้าง 2.05-2.73 เซนติเมตร ใบข้างยาว 5.11-6.61 เซนติเมตร กว้าง 1.8-2.14 เซนติเมตร ก้านใบรวมยาว 1.01-2.91 เซนติเมตร ก้านใบข้างสั้นมากยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร หน้าใบและหลังใบมีขนละเอียดสั้น ๆ ปกคลุมหนาแน่น ผิวใบนุ่ม (tender) สีใบด้านหน้าเขียวอมเหลืองอ่อน ถึงเขียวเข้ม ค่อนข้างมัน สีใบด้านหลังเขียวอมเหลืองเข้มกว่าด้านหน้าและผิวด้านเล็กน้อย เส้นใบ (vein) ด้านหลังนูนขึ้นเป็นสันเล็กน้อย เส้นใบแตกแบบขนนก (pinnate) ขอบใบมีรอยหยักแบบขนครุย (ciliate) ก้านใบมีขนปกคลุมหนาแน่น ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลมีขนละเอียดยาวประมาณ 1 มิลลิเมตรคลุมอยู่มาก หูใบแหลม (filiform) สั้น 0.5-1 มิลลิเมตร ออกดอกเดือน พฤศจิกายน – มกราคม ดอกออกที่ตาข้างช่อดอกแบบช่อกระจะ (raceme) ยาว 6.43-14.29 เซนติเมตร ดอกรูปดอกถั่ว จำนวน 6-35 ดอกต่อช่อ เกิดเรียงสลับรอบแกนช่อดอก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกด้านในสีม่วงอมแดงเข้ม ผลเป็นฝักยาวค่อนข้างแบน มีขนคลุม

แหล่งที่พบและเก็บรวบรวมพันธุ์ พบขึ้นอยู่ในพื้นที่มีร่มเงาเล็กน้อย ดินเหนียว เนื้อดินละเอียด เช่น พื้นที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา (PC 591)

คุณค่าทางอาหาร ส่วนใบและเถาอ่อน มีค่าโปรตีน 13.34 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 29.14 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 2.18 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 6.87 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรท(NFE) 48.47 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยส่วนADF 33.38 เปอร์เซ็นต์ NDF 45.11 เปอร์เซ็นต์ ลิกนิน 9.88 เปอร์เซ็นต์

การใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ สำหรับแทะเล็มของโค-กระบือ ยาพื้นบ้าน ล้านนา ใช้ใบหรือรากผสมใบโผงเผง บดเป็นผงละเอียดปั้นเป็นยาลูกกลอนกินแก้ไข้ (วงศ์สถิตย์และคณะ, 2539)



วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

ขางครั่ง

ขางครั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dunbaria bella L. วงศ์ : Leguminosae-Papilionoideae ชื่ออื่น : ขางครั่ง (ลำพูน) ; ดอกครั่ง (เชียงใหม่) ; เถาครั่ง (เลย)

ลักษณะ : เป็นพืชอายุค้างปี ลำต้นเป็นเถาเลื้อยพัน (twinning) ลำต้นยาวประมาณ 3-5 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 2.83-9.47 มิลลิเมตร ใบมี 3 ใบย่อย (trifoliate-pinnately) รูปร่างใบย่อยแบบขอบขนาน (oblong) ใบกลางปลายใบมน โคนใบกลม (rounded) ใบข้างขอบใบด้านล่างเบี้ยว (unequal) ความยาวใบกลาง 5.94-8.88 เซนติเมตร กว้าง 2.05-2.73 เซนติเมตร ใบข้างยาว 5.11-6.61 เซนติเมตร กว้าง 1.8-2.14 เซนติเมตร ก้านใบรวมยาว 1.01-2.91 เซนติเมตร ก้านใบข้างสั้นมากยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร หน้าใบและหลังใบมีขนละเอียดสั้น ๆ ปกคลุมหนาแน่น ผิวใบนุ่ม (tender) สีใบด้านหน้าเขียวอมเหลืองอ่อน ถึงเขียวเข้ม ค่อนข้างมัน สีใบด้านหลังเขียวอมเหลืองเข้มกว่าด้านหน้าและผิวด้านเล็กน้อย เส้นใบ (vein) ด้านหลังนูนขึ้นเป็นสันเล็กน้อย เส้นใบแตกแบบขนนก (pinnate) ขอบใบมีรอยหยักแบบขนครุย (ciliate) ก้านใบมีขนปกคลุมหนาแน่น ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลมีขนละเอียดยาวประมาณ 1 มิลลิเมตรคลุมอยู่มาก หูใบแหลม (filiform) สั้น 0.5-1 มิลลิเมตร ออกดอกเดือน พฤศจิกายน – มกราคม ดอกออกที่ตาข้างช่อดอกแบบช่อกระจะ (raceme) ยาว 6.43-14.29 เซนติเมตร ดอกรูปดอกถั่ว จำนวน 6-35 ดอกต่อช่อ เกิดเรียงสลับรอบแกนช่อดอก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกด้านในสีม่วงอมแดงเข้ม ผลเป็นฝักยาวค่อนข้างแบน มีขนคลุม

ประโยชน์ : เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ สำหรับแทะเล็มของโค-กระบือ ยาพื้นบ้าน ล้านนา ใช้ใบหรือรากผสมใบโผงเผง บดเป็นผงละเอียดปั้นเป็นยาลูกกลอนกินแก้ไข้ (วงศ์สถิตย์และคณะ, 2539)


จากเว็บ http://www.rspg.or.th


วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553

ขางคันนา

ขางคันนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Desmodium heterocarpon (L.) DC.ssp. heterocarpon var.
strigosum Van Meeuwen

วงศ์
: Papilionoideae


การเจริญเติบโตจะมีลักษณะตั้งกึ่งตั้ง และกึ่งตั้งกึ่งเลื้อยถึงกึ่งแผ่คลุมดิน สูง 50-175 เซนติเมตร ลำต้นสีเขียวอ่อน ส่วนที่ถูกแสงมักมีสีน้ำตาลแดงเข้ม ด้านล่างที่ไม่ถูกแสงมีสีเขียวอ่อน มีขนสีขาวนวลปกคลุมหนาแน่น เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 1.8-5.2 มิลลิเมตร ใบมีสีเขียวถึงค่อนข้างเขียวเข้ม หลังใบมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมหนาแน่น แต่ขนจะสั้นกว่า Desmodium styracifolium ด้านหน้าใบไม่มีขน (PC174, PC271, PC412) พบบางสายพันธุ์มีขนเล็กๆกระจายอยู่ตามเส้นใบและแผ่นใบด้านหน้า (PC190, PC191) การจัดเรียงตัวของใบเป็นแบบขนนกมี 3 ใบย่อย (trifoliate) ใบบนสุดเป็นรูปไข่กลับ (obovate) หรือรูปไข่กลับแกมใบหอก (obovate-lanceolate) ส่วนใบด้านข้างเป็นรูปไข่กลับ และรูปวงรี (oval) ใบบนสุดมีขนาดกว้าง 1.6-2.8 เซนติเมตร ยาว 3.0-3.5 เซนติเมตร ใบด้านข้างกว้าง 1.1-2.0 เซนติเมตร ยาว 2.3-4.0 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1.4-2.2 เซนติเมตร หูใบ (stipule) สีน้ำตาลถึงน้ำตาลแดงเข้ม ออกดอกที่ปลายยอด การออกดอกเป็นแบบ Indeterminate กลีบดอกสีม่วงหรือม่วงปนขาวนวล อับเรณู (anther) สีเหลืองปนน้ำตาล ก้านอับเรณู (filament) สีแดง เกสรเพศเมีย (stigma) สีเหลืองอ่อนปนเขียว ก้านเกสรเพศเมีย (style) สีเขียว ช่อดอกยาว 4.3-5.8 เซนติเมตร มีดอกย่อย 43-90 ดอก ฝักยาว 1.3-3.0 เซนติเมตร มีขน และคอดหักเป็นข้อๆ แต่ละฝักมีเมล็ด 4-9 เมล็ด บางช่อดอกย่อยฝักจะมีเมล็ดเพียง 1 เมล็ด ออกดอกติดเมล็ดดีมาก PC 271 จะออกดอกติดเมล็ดเร็วกว่า PC 174 เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่จะออกดอกมากในช่วงเดือน สิงหาคมเดือนกันยายน

ประโยชน์ : ใช้เลี้ยงสัตว์ และเป็นพืชสมุนไพร ยาพื้นบ้านในภาคเหนือ ใช้ใบและลำต้น ต้มน้ำอาบ แก้บวมพอง ตำรายาไทยระบุว่า มีรสเมาเฝื่อน เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กาฬมูตร แก้เด็กตัวร้อน แก้โรคลำไส้ ขับพยาธิทุกชนิด (วงศ์สถิตย์ และคณะ, 2539)


จากเว็บ www.rspg.thaigov.net


วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

ขาไก่

วงศ์ Polypodiaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pyrrosia stigmosa (Sw.) Ching

ชื่อท้องถิ่น ขาไก่ (กลาง) ลิ้นผีไม้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยสั้น ขนาดเหง้า เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้มถึงดำ ปกคลุมด้วยเกล็ดหนาแน่น มีเกล็ดปกคลุมบริเวณปลายเหง้า เกล็ดรูปไข่ปลายเป็นหางยาว ขนาดเกล็ด ที่โคน เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มิลลิเมตร ยาว 6 มิลลิเมตร บริเวณกลางเกล็ดสีเกือบดำ ขอบเกล็ดและหางสีน้ำตาลเข้ม ยาว 6-7 มิลลิเมตร กว้าง 0.4-1.2 มิลลิเมตร โคนตัด ขอบเรียบ ปลายเรียวแหลม ยาวคล้ายหาง ก้านใบ กลม ผิวเกลี้ยง สีเขียว แต่มักเห็นเป็นสีน้ำตาล เนื่องจากมีขนปกคลุมแน่น บริเวณโคนก้านมีเกล็ด ปกคลุมแน่น เกล็ดรูปร่างแบบที่เหง้า และตลอดความยาวก้านมีขนปกคลุมแน่น ขนสีน้ำตาล ทำให้ดูก้านเป็นสีน้ำตาล ก้านใบยาว 8-20 เซนติเมตร กว้าง 2-3 มิลลิเมตร สีน้ำตาลแกมแดง มีรอยต่อกับลำต้น มีขนรูปดาวสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่นทั่วก้านใบ มีร่องด้านบน ใบรูปหอกหรือขอบขนาน ยาว 28-35 เซนติเมตร กว้าง 3.5-5 เซนติเมตร โคนรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบหนาคล้ายหนัง ผิวใบด้านบนค่อนข้างเกลี้ยงเป็นมัน สีเขียวเข้ม มีรูหยาดน้ำกระจายทั่วแผ่นใบ เส้นกลางใบและเส้นใบด้านล่างนูนเป็นสันชัดเจน ด้านบนเป็นร่อง เส้นใบร่างแหไม่ชัดเจน กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม ขนาดเล็ก กลุ่มอับสปอร์เกิดกระจายเฉพาะบริเวณครึ่งบนของแผ่นใบ หรือกระจายตั้งแต่ปลายใบถึงโคนใบ
(ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)

การใช้ประโยชน์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

ไข่เน่า

ชื่ออื่น ๆ : คมขวาน, ฝรั่งโคก(กลาง), ขี้เห็น (อุบลราชธานี-เลย),ปลู (เขมร - สุรินทร์)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex glabrata R. Br.

ลักษณะทั่วไป

ต้น :เป็นพรรณไม้ยืนต้นมีทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ ลำต้นนั้นจะมีความสูงประมาณ10-12 เมตร ลำต้นจะเกลี้ยงเป็นสีหม่นและมีด่างเป็นดวงขาว ๆ

ใบ : เป็นในประกอบ มีขนาดไม่เท่ากัน ตรงโคนใบจะเรียวเล็กปลายของมันจะกว้างและมน ยาว ประมาณ 6 ซม. ถึง 33 ซม.ใบจะมีสีเขียว คล้ายใบงิ้ว

ดอก : อยู่ ติดกันเป็นช่อยาวๆ ดอกนั้นจะเป็นดอกเล็ก ๆ มีสีม่วงอมชมพู สีขาวมีแดงเรื่อ ๆ ดอกจะมีกลิ่น หอม และมีดอกใกล้ย่างเข้าหน้าฝน

เมล็ด( ผล ): ผลอ่อนที่ยังไม่สุกจะมีสีเขียว และแข็งผลที่สุกแก่เต็มที่นั้นสีจะเปลี่ยนเป็นสีดำเทาอ่อนนุ่มนิ่ม ผิว จะมันผลโตประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และมีรสหวานอมเปรี้ยวกลิ่นจะเหม็นผลนั้นจะแก่ในหน้า ฝน ส่วนเมล็ดโตขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย

การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด

สรรพคุณ :เปลือกต้น ใช้รักษาพิษสานซาง ตานขโมย ราก ขับไส้เดือน รักษาท้องร่วงเจริญอาหาร เปลือกต้น นั้นจะมสารจำพวก steroid มีชื่อว่า -sitosterol และecdysterone และ anguside (p-hydroxybenzoic ester of aucubin

ผล เมื่อสุกใช้รับประทานกับเกลือ สามารถรักษาโรคเบาหวาน



ต้นเขยตาย

เขยตายแม่ยายชักปรก

Glycosmis cochinchinensi Pierre.
RUTACEAE


ชื่ออื่นๆ : ชมชื่น , ส้มชื่น, พิษนาคราช (บางภาคเรียก) , เขยตายแม่ยายชักปก,ต้นเขยตาย( เรียกตาม-ตำรับยา )

ลักษณะทั่วไป: เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง ลำต้นนั้นจะโตประมาณเท่ากับต้นหมากและมีความสูงประมาณ 3-6 เมตร ส่วนผิวของลำต้นนั้น จะเป็นสีเทา ๆตกกระเป็นดวงสีขาว ๆ

ใบ : ปลายใบจะเรียวเล็ก ส่วนกลางใบนั้นจะกว้าง ริมใบจะเรียบตรงปลายใบของมันจะแหลม ใบนั้นจะมีความยาวประมาณ9-18.5ซม.

ดอก : จะออกดอกในฤดูฝน ดอกจะเป็นดอกเล็ก ๆ สีขาวรวมอยู่ในช่อเดียว เป็นช่อเดียวกันเป็น ช่อยาว ๆ

เมล็ด(ผล) : ผลนั้นจะมีสีแดงกลมและโตเท่าผลมะแว้ง ในผลหนึ่งมีเมล็ดอยู่เพียง 1 เมล็ด เมล็ดนั้นจะกลม

มีสีดำ เมื่อผลแก่จัดในฤดูหนาว ก็จะมีรสหวาน

การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : เปลือกต้น จะมีรสร้อน เนื้อจะมีรสเย็นขื่นปร่า ใช้รักษาฝีภายนอกและภายใน กระทุ้งพิษ รักษา

พิษนาคราชและขับน้ำนม

เข็มเหลือง

ชื่ออื่น ๆ : เข็มแสด , พุ่มสุวรรณ , เข็มเหลือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ascocentrum Minatum ( Lindl.)

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มแต่เล็กกว่าเข็มขาว

ใบ : ใบนั้นจะเป็นรูปไข่ ริมขอบใบจะเรียบ ส่วนตรงปลายใบมน

ดอก : ดอกนั้นจะอยู่รวมกันเป็นช่อมีสีเหลือง แต่ไม่มีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ : โดยการตอนกิ่ง หรือทางกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยารักษาฝีกาฬจักหัวใจ

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

เข็มป่า

ชื่ออื่น ๆ : เข็มตาไก่ (เชียงใหม่), เข็มโพดสะมา (ตานี), เข็มดอย (พายัพ) ,เข็มป่า (ไทย)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora Cibdela Craib

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง ลำต้นนั้นใหญ่ประมาณเท่าข้อมือ ลำต้นมีความสูงประมาณ 3-4 เมตร

ใบ : ใบนั้นจะมีสีเขียวสด เป็นรูปไข่ยาวๆ ริมขอบใบเรียบ ใบนั้นจะยาวประมาณ 6-18 ซม. และ กว้างประมาณ 2.5 ซม.

ดอก : ดอกเข็มจะออกตลอดปี และออกดอกเล็ก ๆ เป็นพวงเหมือนดอกเข็มธรรดา แต่จะมีดอกเป็น สีขาว

ผล : ผลนั้นจะมีลักษณะเป็นผลกลม ๆ และมีสีเขียว

การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด และตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ดอก ใบ ผล เปลือก และราก ใช้ทำเป็นยา

สรรพคุณ : ดอก ใช้รักษาโรคตาเปียก ตากแดง ตาแฉะ

ใบ ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิทั้งปวง

ผล ใช้เป็นยารักษาโรคริดสีดวงจมูก

เปลือก ใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำหยอดหูใช้ฆ่าแมงคาเรืองเข้าหู

ราก ใช้ทำเป็นยารักษาเสมหะในท้อง หรือในทรวงอก

อื่น ๆ : มักเป็นพรรณไม้ชอบขึ้นตามธรรมชาติในป่าทั่วๆ ไปในประเทศไทย มักจะ นำมาปลูกกันตาม วัดวาอารามแล้วตัวแต่งให้เป็นพุ่มให้สวยงาม

ถิ่นที่อยู่ : มักจะเป็นเข็มพันธุ์ญี่ปุ่นทั้งสิ้นไม่ใช่ของไทย


เข็มแดง

ชื่ออื่นๆ : เงาะ (สุราษฎร์),เข็มแดง (ยะลา) , ตุโดปุโยบูเก๊ะ (มลายู), จะปูโย (มะละยู-นรา)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora Lobbii Loud.

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลัษณะต้นนั้นจะคล้ายเข็มขาว

ใบ : ใบนั้นจะหนายาวและแข็งมีสีเขียวสด ตรงปลายใบของมันจะแหลม

ดอก : ดอกนั้นจะออกรวมกันเป็นช่อใหญ่แบนมีสีแดงเข้ม ดอกนั้นจะโตกว่าเข็มขาวมาก แต่ไม่มีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ : โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือปักชำ

ส่วนที่ใช้ : ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงไฟธาตุ บรรเทาอาการบวม รักษาตาพิการ รักษากำเดา
รักษาเสมหะ

อื่น ๆ : เป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกกันตามชนบท และชอบขึ้นเองตามป่าราบ หรือป่าเบญจพันธุ์ พรรณไม้นี้ถ้าอยู่นานหลายปีอาจจะโตเท่าต้นมะม่วงได้

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดสระบุรี และจะมีขึ้นประปรายตามจังหวัดต่างๆ


จากเว็บ http://health.spiceday.com/viewthread.php?tid=52952

เข็มขาว

ชื่ออื่น ๆ : เข็มไม้ (ไทย),เข็มพระราม (กรุงเทพ),เข็มปลายสาน(ตานี),เข็มขาว(พายัพ)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora ebarbata Craib.

วงศ์ : -

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

ใบ : มีลักษณะเป็นรูปไข่ ริมขอบใบจะเรียบตรงปลายใบของมันจะมน

ก้านดอก : ก้านดอกนั้นจะยาวส่วนปลายก้านดอกจะเป็นกลีบเล็กๆ อยู่เพียง 4 กลีบ

ดอก : ดอกนั้นจะออกรวมกันอยู่เป็นช่อ มีสีขาว มีกลิ่นหอมเย็น

ราก : รากนั้นจะมีรสหวาน

การขยายพันธุ์ : โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ปักชำ

ส่วนที่ใช้ : ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยากิน รักษาโรคตา เจริญอาหาร




จากเว็บ http://health.spiceday.com/viewthread.php?tid=52950


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก 1 (Khao' Jow Hawm Phitsanulok 1)


ชื่อพันธุ์ - ข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก 1 (Khao' Jow Hawm Phitsanulok 1)

ชนิด - ข้าวเจ้า

คู่ผสม - ขาวดอกมะลิ 105 / LA29'73NF1U-14-3-1-1// IR58

ประวัติพันธุ์

- ได้จากการผสมพันธุ์ 3 ทาง ระหว่างพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และสายพันธุ์ LA29'73NF1U-14-3-1-1 กับIR58 ที่สถานีทดลองข้าวสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. 2525-2526

- พ.ศ. 2528-2533 นำไปปลูกคัดเลือกที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ตั้งแต่ชั่วที่ 2-7 จนได้สายพันธุ์ SPRLR83228-PSL-32-1

การรับรองพันธุ์ - คณะกรรมการบริหารกรมวิชาการเกษตร มีมติให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541

ลักษณะประจำพันธุ์

- เป็นข้าวเจ้า สูงประมาณ 160 เซนติเมตร
- ไวต่อช่วงแสง
- อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 25 พฤศจิกายน
- ลำต้นสูง ทรงกอตั้ง ฟางแข็งปานกลาง ใบสีเขียว ใบธงเอน คอรวงยาว รวงแน่นปานกลาง ระแง้ถี่
- เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง
- ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 11 สัปดาห์
- เมล็ดข้าวกล้อง กว้าง x ยาว x หนา = 2.1 x 7.4 x 1.7 มิลลิเมตร
- ปริมาณอมิโลส 14.9%

ผลผลิต

- ประมาณ 579 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

- ผลผลิตสูง มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิต
- ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบหงิก
- เป็นข้าวอายุหนักกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงสามารถปลูกเสริมพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เพื่อช่วยในการกระจายแรงงานในการเก็บเกี่ยว
- คุณภาพเมล็ดดี สามารถสีเป็นข้าวสาร 100 % ได้
- คุณภาพหุงต้มและรับประทานดี นุ่มเหนียว และหอมเหมือนพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105

ข้อควรระวัง

- ไม่ต้านทานโรคใบสีส้ม
- ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยจักจั่นสีเขียว

พื้นที่แนะนำ

- ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง


จากเว็บ www.rakbankerd.com


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ข้าวกำผาย 15 (Gam Pai 15)

ชื่อพันธุ์กำผาย 15 (Gam Pai 15)

ชนิด
ข้าวเหนียว

ประวัติพันธุ์ ได้จากการรวบรวมพันธุ์โดยพนักงานเกษตรอำเภอ จากอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อ พ.ศ. 2493-2494 จำนวน 99 รวง และปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ที่สถานีทดลองข้าวพาน และสถานีทดลองข้าวสันป่าตอง ระหว่าง พ.ศ.2500-2505 คัดเลือกได้สายพันธุ์ กำผาย 30-12-15

การรับรองพันธุ์ คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ ให้ใช้ขยายพันธุ์ุ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2505

ลักษณะประจำพัน ธุ์เป็นข้าวเหนียวต้นสูง สูงประมาณ 168 เซนติเมตรไวต่อช่วงแสงอายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 30 พฤศจิกายนระยะพักตัวของเมล็ด ประมาณ 6 สัปดาห์เมล็ดข้าวกล้อง กว้าง x ยาว x หนา = 2.8 x 7.2 x 2.0 มิลลิเมตร




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้าวขาวดอกมะลิ 105 (Khao Dawk Mali 105)

ชื่อพันธุ์ - ขาวดอกมะลิ 105 (Khao Dawk Mali 105)

ชนิด - ข้าวเจ้าหอม

ประวัติพันธุ์

- ได้มาโดยนายสุนทร สีหะเนิน เจ้าพนักงานข้าว รวบรวมจากอำเภอบางคล้าจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อ พ.ศ.2493-2494 จำนวน 199 รวง แล้วนำไปคัดเลือกแบบคัดพันธุ์บริสุทธิ์ (Pure Line Selection) และปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ที่สถานีทดลองข้าวโคกสำโรง แล้วปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ท้องถิ่นในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนได้สายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 4-2-105 ซึ่งเลข 4 หมายถึง สถานที่เก็บรวงข้าว คืออำเภอบางคล้า เลข 2 หมายถึงพันธุ์ทดสอบที่ 2 คือ ขาวดอกมะลิ และเลข 105 หมายถึง แถวหรือรวงที่ 105 จากจำนวน 199 รวง

การรับรองพันธุ์


- คณะกรรมการการพิจารณาพันธุ์ ให้ใช้ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2502

ลักษณะประจำพันธุ์

- เป็นข้าวเจ้า สูงประมาณ 140 เซนติเมตร
- ไวต่อช่วงแสง
- ลำต้นสีเขียวจาง ใบสีเขียวยาวค่อนข้างแคบ ฟางอ่อน ใบธงทำมุมกับคอรวง เมล็ดข้าวรูปร่างเรียวยาว
- ข้าวเปลือกสีฟาง
- อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 25 พฤศจิกายน
- เมล็ดข้าวกล้อง กว้าง x ยาว x หนา = 2.1 x 7.5 x 1..8 มิลลิเมตร
- ปริมาณอมิโลส 12-17 %
- คุณภาพข้าวสุก นุ่ม มีกลิ่นหอม

ผลผลิต

- ประมาณ 363 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

- ทนแล้งได้ดีพอสมควร
- เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี
- คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม
- ทนต่อสภาพดินเปรี้ยว และดินเค็ม

ข้อควรระวัง

- ไม่ต้านทานโรคใบสีส้ม โรคขอบใบแห้ง โรคไหม้ และโรคใบหงิก
- ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียว และหนอนกอ

พื้นที่แนะนำ

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน


จากเว็บ www.rakbankerd.com



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ข้าวเก้ารวง 88 (Gow Ruang 88)

ชื่อพันธุ์ - เก้ารวง 88 (Gow Ruang 88)

ชนิด - ข้าวเจ้า

ประวัติพันธุ์

- ได้จากการรวบรวมพันธุ์โดยพนักงานเกษตร จากอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2493-2494 จำนวน 203 รวง แล้วนำไปคัดเลือกแบบคัดพันธุ์บริสุทธิ์ตามสถานีทดลองข้าวต่างๆ จนได้สายพันธุ์ เก้ารวง 17-2-88

การรับรองพันธุ์

- คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ ให้ใช้ขยายพันธุ์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2505

ลักษณะประจำพันธุ์

- เป็นข้าวเจ้า สูงประมาณ 140 เซนติเมตร
- ไวต่อช่วงแสง
- ลำต้นและใบสีเขียวเข้ม เมล็ดข้าวรูปร่างเรียวยาว
- ข้าวเปลือกสีฟาง
- อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 21 พฤศจิกายน
- ระยะพักตัวของเมล็ด ประมาณ 8 สัปดาห์
- เมล็ดข้าวกล้อง กว้าง x ยาว x หนา =2.2 x 7.3 x 1.7 มิลลิเมตร
- ปริมาณอมิโลส 22-26%
- คุณภาพข้าวสุก ร่วน นุ่ม

ผลผลิต

- ประมาณ 420 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

- น้ำหนักเมล็ดข้าวเปลือกดี
คุณภาพการสีดี ได้ข้าวสารใส แกร่ง
- ต้านทานเพลี้ยจักจั่นสีเขียว

ข้อควรระวัง

- ไม่ต้านทานโรคไหม้ และโรคใบสีส้ม
- ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และแมลงบั่ว

พื้นที่แนะนำ

- ภาคกลาง




จากเว็บ www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=88





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้าว กข13 ( RD13 )

ชื่อพันธุ์กข13 ( RD13 )

ชนิด
ข้าวเจ้า

คู่ผสมนางพญา 132 / ผักเสี้ยน 39

ประวัติ พันธุ์ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์นางพญา 132 กับพันธุ์ผักเสี้ยน 39 ที่สถานีทดลองข้าวบางเขน ในปี พ.ศ.2507 แล้วนำข้าวพันธุ์ผสมชั่วที่ 2 ไปปลูกคัดเลือกที่สถานีทดลองข้าวควนกุฎ จังหวัดพัทลุง จนได้สายพันธุ์ BKN6402-352

การรับรองพันธุ์ คณะกรรมการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตร มีมติให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2521

ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นข้าวเจ้า สูงประมาณ 160 เซนติเมตรไวต่อช่วงแสงลำต้นตั้งตรง สีเขียว ใบธงตก ชูรวงอยู่เหนือใบ ระแง้ถี่อายุ

เก็บเกี่ยว ประมาณ 26 กุมภาพันธ์เมล็ดข้าวเปลือกสีน้ำตาลท้องไข่ปานกลาง
ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 3 สัปดาห์




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ข้าว กข8 (RD8)

ชื่อพันธุ์กข8 (RD8)

ชนิด
ข้าวเหนียว

คู่ผสมเหนียวสันป่าตอง*2 / ไออาร์ 262

ประวัติ พันธุ์ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์เหนียวสันป่าตอง กับพันธุ์ไออาร์ 262 ในปี พ.ศ.2509 แล้วผสมกลับไปหาพันธุ์เหนียวสันป่าตองอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ.2510 โดยผสมพันธุ์และคัดเลือกที่สถานีทดลองข้าวบางเขนได้สายพันธุ์ BKN6721 เมล็ดพันธุ์ผสมชั่วที่ 2 ถูกส่งไปให้สถานีทดลองข้าวขอนแก่นทำการปลูกคัดเลือกต่อ และได้เปลี่ยนชื่อคู่ผสมตามรหัสของสถานีเป็นสายพันธุ์ KKN6721 สถานีทดลองข้าวขอนแก่นได้ทำการคัดเลือกและปลูกเปรียบเทียบผลผลิต จนได้สายพันธุ์ KKN6721-5-7-4

การรับรองพันธุ์
คณะกรรมการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตร มีมติให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2521

ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นข้าวเหนียว สูงประมาณ 150 เซนติเมตรไวต่อช่วงแสงอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 23 พฤศจิกายนลำต้นและใบสี
เขียวเข้ม ใบธงตั้ง ฟางแข็ง ชูรวงอยู่เหนือใบ เมล็ดข้าวค่อนข้างป้อม ลำต้นแข็งเมล็ดข้าวเปลือกสีเหลืองระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 3 สัปดาห์





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้าวพวงไร่ 2 (Puang Rai 2 )

ชื่อพันธุ์ - พวงไร่ 2 (Puang Rai 2 )

ชนิด - ข้าวเจ้า

ประวัติพันธุ์

- ได้จากการรวบรวมพันธุ์พื้นเมือง โดยนายประวิทย์ สายทอง และ นายชัยทัศน์ นิจจสาร พนักงานเกษตร จากอำเภอเมือง จังหวัดเพชราบุรี จำนวน 85 รวง นำไปคัดเลือกแบบคันพันธุ์บริสุทธิ์ ตามสถานีทดลองข้าวต่างๆ จนได้สายพันธุ์ พวงไร่ 20-55-2

การรับรองพันธุ์ - คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ ให้ใช้ขยายพันธุ์ เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อ 13 มิถุนายน 2511

ลักษณะประจำพันธุ์

- เป็นข้าวเจ้า สูงประมาณ 170 เซนติเมตร
- ไวต่อช่วงแสง
- ลำต้นและใบสีเขียว ต้นสูง กอแผ่
- เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง
- อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 6 กุมภาพันธ์
- ท้องไข่น้อย
- ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 4 สัปดาห์
- เมล็ดข้าวกล้อง กว้างx ยาว x หนา = 2.3 x 7.5 x 1.9 มิลลิเมตร
- ปริมาณอมิโลส 28-30 %
- คุณภาพข้าวสุก ร่วน ค่อนข้างแข็ง

ผลผลิต - ประมาณ 437 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

- เป็นข้าวเบาปลูกได้ดีในที่ลุ่มภาคใต้
- คุณภาพการสีดี เมล็ดข้าวสารสวยใส แกร่ง
- ค่อนข้างต้านทานต่อโรคใบจุดสีน้ำตาล
- ต้านทานเพลี้ยจักจั่นสีเขียว

ข้อควรระวัง
- ล้มง่าย
- ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และแมลงบั่ว

พื้นที่แนะนำ - ภาคใต้




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ข้าวปทุมธานี 60 (Pathum Thani 60)

ชื่อพันธุ์ - ปทุมธานี 60 (Pathum Thani 60)

ชนิด - ข้าวเจ้า

คู่ผสม - ดอกมะลิ 70*2 / ไชนีส 345

ประวัติพันธุ์

-ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ดอกมะลิ 70 กับสายพันธุ์ไชนีส 345 เมื่อ ปี พ.ศ.2501 ที่สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง และนำไปปลูกคัดเลือกในสถานีทดลองข้าวภาคกลาง จนได้สายพันธุ์ SPT5837-400
การรับรองพันธุ์
- คณะกรรมการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตร มีมติให้เป็นพันธุ์รับรองเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2530

ลักษณะประจำพันธุ์


- เป็นข้าวเจ้า สูงประมาณ 159 เซนติเมตร
- ไวต่อช่วงแสง
- อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 25 พฤศจิกายน
- ลำต้นและใบสีเขียว มีขนบนใบ รวงแน่น ระแง้ถี่ คอรวงยาว เมล็ดเรียวยาว
- ท้องไข่น้อย
- เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง
- ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 5 สัปดาห์
- เมล็ดข้าวกล้อง กว้าง x ยาว x หนา = 2.3 x 7.5 x 1.8 มิลลิเมตร
- ปริมาณอมิโลส 27-32 %
- คุณภาพข้าวสุก ค่อนข้างร่วน มีกลิ่นหอม

ผลผลิต - ประมาณ 517 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

- คุณภาพเมล็ดดี เรียวยาว เลื่อนมัน ใสแกร่ง
- มีท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดี
- ต้านทานโรคกาบใบเน่า และโรคใบหงิก ในสภาพธรรมชาติ

ข้อควรระวัง

- ไม่ต้านทานโรคไหม้ โรคใบสีส้ม และโรคขอบใบแห้ง
- ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนกอ
พื้นที่แนะนำ - ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ข้าวพัทลุง 60 (Phatthalung 60 )

ชื่อพันธุ์ - พัทลุง 60 (Phatthalung 60 )

ชนิด - ข้าวเจ้า

ชื่อคู่ผสม - กข13 / กข7

ประวัติพันธุ์

-ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ กข13 และพันธุ์ กข7 ที่สถานีทดลองข้าวควนกุฎ (ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง) ในปี พ.ศ. 2520 ปลูกคัดเลือกจนถึงชั่วที่ 5 ที่สถานีทดลองข้าว นครศรีธรรมราช จนได้สายพันธุ์ KGTLR77003-3-NSR-1-1

การรับรองพันธุ์

-คณะกรรมการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตร มีมติให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2530

ลักษณะประจำพันธุ์

- เป็นข้าวเจ้า สูงประมาณ 156 เซนติเมตร
- ไวต่อช่วงแสง
- อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 6 -13 มกราคม
-ต้นค่อนข้างแข็ง ล้มยาก มีรวงแน่น ระแง้ถี่ เมล็ดมาก รวงยาวและใหญ่ คอรวงยาว เมล็ดค่อนข้างป้อม ท้องไข่ปานกลาง
- ข้าวเปลือกสีฟาง อาจมีกระน้ำตาล



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...