แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้พุ่มขนาดกลาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้พุ่มขนาดกลาง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

คงคาเดือด

ชื่อวิทยาศาสตร์ Arfeuillea Arborescens , Priere
วงศ์ Sapindaceae

ชื่อท้องถิ่น ทั่วไปเรียก คงคาเดือด ลำปางเรียก ช้างเผือก ราชบุรีเรียก คงคาตะไล

ลักษณะของพืช » ต้นคงคาเดือดเป็นต้นไม้ขนาดกลางชนิดหนึ่ง
ใบของต้นชนิดนี้คล้ายกับใบมะเฟือง มีดอกสีเหลืองและสีม่วงออกเป็นช่อๆ
กลิ่นของดอกหอมมาก ลำต้นมองดูเกลี้ยง
เปลือกเรียบราบคล้ายๆกับเปลือกต้นฝรั่ง

การปลูก » ต้นคงคาเดือดมักขึ้นอยู่ตามเชิงเขา ชอบความแห้งแล้ง การขยายพันธุ์สามารถตอนเอากิ่งมาปลูกได้ หรือเอาเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์ต่อไปได้ดี
ส่วนที่ใช้เป็นยา » เปลือก ใบ แก่น

รสและสรรพคุณ » เอาเปลือก ใบ ของต้นมาต้มเอาน้ำดื่มแก้ไอ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ
เอามาต้มผสมน้ำอาบแก้โรคคันตามผิวหนังได้ผลดี อาการคัน จะหายไปได้ ส่วนแก่นเอามาฝนกับน้ำกินเป็นยาฆ่าพยาธิได้ดี


วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

ต้นเขยตาย

เขยตายแม่ยายชักปรก

Glycosmis cochinchinensi Pierre.
RUTACEAE


ชื่ออื่นๆ : ชมชื่น , ส้มชื่น, พิษนาคราช (บางภาคเรียก) , เขยตายแม่ยายชักปก,ต้นเขยตาย( เรียกตาม-ตำรับยา )

ลักษณะทั่วไป: เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง ลำต้นนั้นจะโตประมาณเท่ากับต้นหมากและมีความสูงประมาณ 3-6 เมตร ส่วนผิวของลำต้นนั้น จะเป็นสีเทา ๆตกกระเป็นดวงสีขาว ๆ

ใบ : ปลายใบจะเรียวเล็ก ส่วนกลางใบนั้นจะกว้าง ริมใบจะเรียบตรงปลายใบของมันจะแหลม ใบนั้นจะมีความยาวประมาณ9-18.5ซม.

ดอก : จะออกดอกในฤดูฝน ดอกจะเป็นดอกเล็ก ๆ สีขาวรวมอยู่ในช่อเดียว เป็นช่อเดียวกันเป็น ช่อยาว ๆ

เมล็ด(ผล) : ผลนั้นจะมีสีแดงกลมและโตเท่าผลมะแว้ง ในผลหนึ่งมีเมล็ดอยู่เพียง 1 เมล็ด เมล็ดนั้นจะกลม

มีสีดำ เมื่อผลแก่จัดในฤดูหนาว ก็จะมีรสหวาน

การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : เปลือกต้น จะมีรสร้อน เนื้อจะมีรสเย็นขื่นปร่า ใช้รักษาฝีภายนอกและภายใน กระทุ้งพิษ รักษา

พิษนาคราชและขับน้ำนม

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

เหลียง

ชื่ออื่น ๆ : เหลียง (ประจวบคีรีขันธ์), ตานขโมย (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tournefortia ovata Wall. Ex. G. Don

วงศ์ : BORAGINACEAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม เลื้อย มีขนาดกลาง ลำต้น และกิ่งก้านมีขนขึ้นทั่วไป

ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบ เป็นรูปรีหรือเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปข้าวหลามตัด ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดยาวประมาณ 3-6 นิ้ว พื้นผิวใบมีขน ใต้ท้องใบมีเส้นใบอย่างเห็นได้ชัด

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ออกตามบริเวณง่ามใบ ช่อหนึ่งมีดอกย่อยติดรวมกันแน่น ลักษณะของดอกมีกลีบรองกลีบดอก โคนกลีบจะเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกออกเป็น 5 แฉก กลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 7-12 มม. ภายในหลอดดอกมีเกสรตัวผู้ และตัวเมีย

ผล : มีขนาดเล็กยาว เป็นรูปไข่ มีขนาดยาวประมาณ 4-7 มม.

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งลำต้น

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาขับพยาธิทุกชนิด และกินเป็นยาแก้โรคตานซาง เป็นต้น

ถิ่นที่อยู่ : เหลียง เป็นพรรณไม้ที่มักพบตามบริเวณป่าเบญจพรรณ และป่าชื้นทั่วไป



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

สนหางสิงห์

ชื่ออื่น ๆ : สนเทศ, สนแผง (กรุงเทพฯ), จันทยี (เชียงใหม่), เช่อป๋อ (จีนกลาง), เฉ็กแปะ
(แต้จิ๋ว)

ชื่อสามัญ : Chinese Arborvitae, Oriental Arborvitae

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Biota orientalis (Linn.) Endl., B.chinensis Hort., Thuja chinesis Hort., T.orientalis

Linn.

วงศ์ : CUPRESSACEAE

ลักษณะ ทั่วไป :


ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น แตกกิ่งก้านสาขามากมาย และลำต้นจะบิดเป็นเกลียว เปลือกต้นมีสีน้ำตาลอมแดง ลำต้นจะสูงเต็มที่ประมาณ 20 เมตร

ใบ : เป็นไม้ใบร่วม แตกออกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ เรียงติดกันแน่นกับกิ่ง ซึ่งอยู่ในลักษณะเป็นแผง มีสีเขียวสด

ดอก : ออกดอกเดี่ยว ดอกตัวผู้และตัวเมียจะอยู่กันคนละดอก แต่ก็อยู่ในต้นเดียวกัน ซึ่งเราสังเกตได้ง่ายคือ ดอกเพศเมียนั้นไม่มีก้าน แต่ดอกเพศผู้นั้นมีก้านสั้นมาก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย มีความชื้นพอประมาณ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ ผล เปลือกต้น

สรรพคุณ : ใบ ใช้ห้ามเลือด แก้ปวดข้อ ขับระดู คางทูม ไฟไหม้น้ำร้อนลวก ตกเลือด แก้บิดไม่มีตัว แก้ไอ ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต

ผล ใช้บรรเทาอาการลำไส้ตีบ หรือเป็นยากล่อมประสาทสำหรับผู้ที่หัวใจเต้นเร็วแล้วนอนไม่หลับ

เปลือกต้น เป็นยาฝาดสมา ทำให้ระดูขาวแห้ง หรือฝนเป็นยากวาดทวารเบา

ข้อห้ามใช้ : สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน

ตำรับยา : 1. คางทูม ใช้ใบสดตำให้ละเอียด แล้วผสมกับไข่ขาวพอกตรงบริเวณที่เป็น เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง

2. ไอ ขับเสมหะและขับปัสสาวะ นำใบสดมา 30 กรัมและน้ำร้อน 500 มล. ชงเข้าด้วยกัน กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-6 ครั้ง

3. ความดันโลหิตสูง ใช้ใบสด 15 กรัม นำมาชงกับน้ำดื่มแทนชา ดื่มจนกระทั่งความดันลดลง

4. ริดสีดวงทวารเลือดไหลไม่หยุด ใช้ขี้เถ้าของใบสนหางสิงห์ชงน้ำกิน

5. เด็กท้องร่วง ใช้ใบสด 5-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม

6. เลือดกำเดาไหล ใช้ใบแห้งและดอกทับทิมแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน บดเป็นผงแล้วเป่าเข้าในรูจมูก

7. แผลพุพองน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ นำใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วใส่น้ำผสมลงไป คนจนเหนียวคล้ายยาง แล้วนำไปพอกตรงบริเวณที่เป็น

สาร เคมีที่พบ : ในใบมีน้ำมันระเหย 0.6-1% (thujone, fenchone, thujene, pinene, caryophyllene), และมี flavones 1-72% (aromadendrin, myricetin, quercetrin, amentoflavone, hinokilfavone), และมี แทนนิน, resin, วิตามินซี



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

เหงือกปลาหมอ

ชื่ออื่น ๆ : จะเกร็ง, อีเกร็ง (ทั่วไป), แก้มหมอ (กระบี่)

ชื่อสามัญ : Acanthus ebracteatus Vahl., A. ilicifolius Linn.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thistleplike Plant, Sea Holly

วงศ์ : ACANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม ขนาดกลาง ซึ่งมีความสูงประมาณ 1-3.5 ฟุต ลักษณะของลำต้นเป็น

ข้อ แข็ง และมีหนามอยู่ตามข้อมีประมาณ 4 หนาม

ใบ : ใบออกเป็นใบเดี่ยว ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 ซม. ยาวประมาณ 3-7 ซม. ก้านใบสั้น

ดอก : ดอกออกเป็นช่อตั้งตรง ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ลักษณะของดอกมีกลีบรองดอก 4 กลีบ เป็นสีขาว สีฟ้าอมม่วง หรือสีฟ้า กลีบยาวประมาณ 1-1.5 ซม. กลางดอกมีเกสรตัวผู้และตัวเมีย

ผล : ผลมีลักษณะเป็นฝัก ปลายฝักป้าน ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาล ภายในฝักมีเมล็ด 4 เม็ด

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในดิน เกือบทุกชนิดขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น, ใบ, เมล็ด, ราก

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำอาบ แก้เป็นผดผื่นคัน

ใบ ใช้ใบสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้หัว ลมพิษฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียด ใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี และแผลอักเสบ เป็นต้น

เมล็ด ใช้เมล็ด ดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย และน้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไอ ขับเลือดหรือใช้เมล็ดคั่วให้เกรียมนำมาป่นให้ละเอียดชงกินกับน้ำ กินเป็นยาแก้ฝี เป็นต้น

ราก ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคงูสวัด



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผักหวาน

ผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้านเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหารเป็นพืชที่ปลูกงาย ทำรายได้ดีให้กับเกษตรกร

ผักหวานบ้านเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นแข็งแรง ตั้งตรง กิ่งอ่อนสีเขียวเข้ม ผิวเรียบ ใบประกอบด้วยใบย่อย เรียงสลับรูปวงรี ปลายใบแหลม

วิธีปลูก
ขยายพันธุ์โดยการปักชำ โดยตัดกิ่งจากต้นพันธุ์ที่ไม่แก่และอ่อนเกินไป ยาวกิ่งละ 6 นิ้ว ประมาณ 3-4 ตา ปักชำในถุงใส่ขี้เถ้าแกลบตำไว้ในเรือนเพราะชำรดน้ำเช้า – เย็น ประมาณ 1 เดือน นำไปปลูกได้

การปลูก
ขุดหลุมปลูก ใช้ระยะระหว่างต้น ระหว่างแถว 50 x 50 เซนติเมตร

ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก รองก้นหลุม
ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวได้ถึง 5 ปี ถ้าดูแลรักษาดี

การดูแลรักษา
การให้น้ำ ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ชอบน้ำทางใบมากกว่าทางราก ถ้าใช้ระบบสปริงเกอร์ให้น้ำจะสะดวกและประหยัดแรงงาน

การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปีละ 2 ครั้ง ๆ ละ 1-2 ตันต่อไร่ เพื่อเป็นอาหารแก่ต้นพืชทำให้ดินร่วนซุย

การเก็บผลผลิต
การเก็บผลผลิตผักหวานบ้าน ควรเก็บยอดผักหวานในช่วงเช้ามืดถึงประมาณ 10 โมงเช้า จะได้ยอดผักหวานบ้านที่สดและกรอบ

วิธีเก็บเลือกเก็บเฉพาะส่วนยอด ประมาณ ใบที่ 3 นับจากตายอดลงมา หรือยาวประมาณ 3-4 นิ้ว หลังเก็บจากแปลงผักจะเหี่ยวให้นำมาแช่น้ำเย็นสักครู่แล้วบรรจุถุงขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม – 5 กิโลกรัมราคาจำหน่ายที่แปลงปลูก กิโลกรัมละ 50-60 บาท ใน 1 เดือน เก็บผลผลิตได้ประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่จะมีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท เมื่ออายุ 8 เดือน ขึ้นไป

การตัดแต่งทรงพุ่ม
เมื่อเก็บยอดผักหวานบ้านแล้ว ควรตัดแต่งทรงต้นไม่ให้สูงเกินกว่า 70 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการเก็บยอด อายุประมาณ 1-2 ปี ควรมีการทำสาวโดยการตัดต้นให้ต่ำ คือให้สูงเพียง 1 ฟุต

การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชของผักหวานบ้าน
โรคโคนเน่า แปลงปลูกและน้ำขัง เชื้อรา จะเข้าไปทำลายทำให้ต้นเหี่ยว ควรขุดต้นเผาไฟเพื่อป้องกันการระบาดของเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน

การนำมาประกอบอาหาร
ผักหวานบ้าน สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผักหวานผัดน้ำมันหอย ผัดไฟแดง แกงเลียง แกงส้ม แกงจืด ชุบแป้งทอด ก๋วยเตี๋ยวผักหวาน ยำผักหวาน ฯลฯ

คุณค่าทางอาหาร
ผักหวานบ้าน มีคุณค่าทางโภชนาการมากมายมีสารอาหารหลายชนิด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินซี

สรรพคุณทางสมุนไพร
ผักหวานบ้าน ช่วยในการยืดหดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคภูมิแพ้จากมลพิษทางอากาศ ร่างกายขับถ่ายได้ดี

ราก
ใช้แก้คางทูม คอพอก แผลฝี ใบใช้ตำ แก้แผลฝี ดอกใช้ขับโลหิต

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ข่อยหยอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Streblus ilicifolius (Vidal) Corner

ชื่อวงศ์ : MORACEAE

ชื่อสมุนไพรอื่น ๆ : ข่อยหยอง , ข่อยหนาม , กะชึ่ม , ข่อยเตี้ย , ผักรูด (ประจวบฯ) ข่อยดิน, หัสสะท้อน (เหนือ) ,ชาป่า (ศรีราชา) , กันทรง (สุราษฎร์)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น : สมุนไำพรข่อยหยองเป็นพรรณไม้ยืนต้นพุ่มขนาดกลาง มีหนามยาว 2 – 3 ซม. เรียงสลับรอบลำต้น

ใบ : ใบข่อยหยองเป็นใบเดี่ยว ออกสลับ ขนาดใบ 2 x 4 ซม. ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ใบเหนียว แข็ง ด้านบนสีเขียวแก่เป็นมัน ริมขอบใบเป็นจักรมีหนามแหลมคม

ดอก : ดอกข่อยหยองมีขนาดเล็กเป็นช่อเล็ก ๆ ออกตามกิ่ง

ผล : ลักษณะผลฉ่ำน้ำ มีเมล็ดเดี่ยว แข็ง

ส่วนที่ใช้ : เนื้อไม้ ราก ใบ ใช้เป็นยา

สรรพคุณของสมุนไพร

เนื้อไม้และราก ใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับเมือกในลำไส้ และรักษาโรคกษัย ไตพิการ

ใบ รสเมาเฝื่อน ตำกับข้าวสาร คั้นเอาน้ำดื่มทำให้อาเจียนถอนพิษยาเบื่อเมาหรืออาหารแสลง

อื่น ๆ : ข่อยหยองเป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามป่าบนเนินเขา

ถิ่นที่อยู่ : ข่อยหยองมีถิ่นกำเนิดอยู่ในปากถ้ำวิมาณจักรี จังหวัดสระบุรี และที่เขากระวาน จังหวัดจันทบุรี กับตำบลทุ่งกร่าง
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...