แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผัก แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ผักชี (Coriander) หรือ ผักหอมป้อม

ผักชี (Coriander) หรือ ผักหอมป้อมในภาษาอีสาน เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Coriandrum sativum อยู่ในวงศ์ Apiaceae   ผักชีเป็นพืชผักสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน แต่ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดียและเอเชียตะวันตก

ลักษณะของผักชี  ผักชีมีลำต้นผอมเพียว ใบจะติดกับลำต้นและแตกย่อยจำนวนมาก ใบหยักมีขนาดเล็กน่ารักและดูสวยงามมักถูกนำมาตกแต่งหน้าตาอาหารให้ดูสวยงาม แต่ผักชีเป็นพืชที่มีกลิ่นแรง ด้วยความที่มีกลิ่นแรงจึงมักถูกนำมาเพิ่มกลิ่นหอมในอาหารหลายๆชนิด ช่อดอกย่อยมีสีขาวอมชมพู ผลรีค่อนข้างกลมเมื่อแก่จัดจะเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล

สรรพคุณด้านยาของผักชี  
ใบผักชี  ช่วยต่อต้านอาการชัก ช่วยแก้อาการวิงเวียนศรีษะ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย แก้อาการกระหายน้ำ แก้หวัด แก้ไอ ช่วยย่อยในระบบทางเดินอาหาร รักษาอาการอาหารเป็นพิษ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันเซลล์สมองจากการถูกทำลาย และยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา 
ต้นสดผักชี ช่วยขับผื่นหัดให้ออกเร็วขึ้น ขับเหงื่อ ขับลม กระตุ้นกระเพาะอาหารและลำไส้ให้ขับน้ำดีและน้ำย่อยให้ออกมามากขึ้นช่วยให้เจริญอาหาร ละลายเสมหะและรักษาโรคริดสีดวงทวาร น้ำมันหอมระเหยของผักชีช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ดี และยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดจากการกินอาหารจำพวกปิ้งย่างได้อย่างดี
รากผักชี ช่วยขับพิษไข้อีดำอีแดง รักษาโรคหิด และอีสุกอีใส
ผล/เมล็ดผักชี  แก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก แก้บิด แก้อาการถ่ายเป็นเลือดถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยลดความดันโลหิตได้ 

สรรพคุณด้านความงาม  ผักชีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ชะลอความแก่   มีสารเบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงสายตาทำให้การทำงานของสายตาเป็นไปอย่างปกติสายตาไม่ฝ้าฟาง การทานผักชีเป็นประจำก็ช่วยเรื่องการรักษาสิวเพราะจะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และยังมีฟลาโวนอยด์ แลคโตน ฟีโนลิก แทนนิน  วิตามินเอ เกลือแร่อีกด้วย

ผักชีกับอาหาร 
ใบผักชี  ผักชีมีรสชาติที่เข้ากันได้ดีกับอาหารที่มีรสเปรี้ยวยิ่งเมนูยำ  ต้มยำ จะสามารถชูรสได้เป็นอย่างดี ผักชียังสามารถช่วยดับความคาวได้ดี  หรือจะนำผักชีมากินเป็นกับแกล้มเพื่อตัดรสชาติก็ได้ เช่น แกล้มกับสาคู  ข้าเกรียบปากหม้อ  ไส้กรอกอีสาน นำมาสับใส่น้ำจิ้มก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มหวาน น้ำจิ้มซีฟู๊ดก็ฮอตอร่อยไม่แพ้กัน และยังนำมาตกแต่งอาหารเพื่อความสวยงาม หรือจะใส่เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้กับน้ำซุปและแกงก็ได้
รากผักชี รากผักชีโขลกกับกระเทียมพริกไทยนำมาหมักเนื้อสัตว์จะทำให้รสชาติมีชั้นเชิงกว่าเดิม  ผักชียังสามารถช่วยดับความคาวได้ดี  หรือจะนำมาโขลกกับเครื่องแกงให้เครื่องแกงมีความเข้มข้นมีรสชาติที่นุ่มลึก ตัดกับความเผ็ดจัดจ้านของสมุนไพรอื่นๆได้ดี  นอกจากนี้รากผักชียังเป็นส่วนประกอบของเครื่องพะโล้ และน้ำซุปต่างๆ เพราะช่วยดึงรสชาติของน้ำซุปออกมาได้เป็นอย่างดี

เมล็ดผักชี  สามารถนำมาเป็นเครื่องเทศได้ดียิ่งนำมาคั่วจะทำให้รสชาติของเมล็ดชัดเจนยิ่งขึ้น นำมาแกงตำให้ละเอียดใส่ในพริกแกงก็ได้ หรือจะนำไปใส่ในลาบ ก้อย แหนบ ก็จะยิ่งอร่อยมากขึ้น

ข้อควรระวัง  คนที่แพ้ผักที่มีกลิ่นฉุนไม่ควรกินผักชี   ผักชีมีกลิ่นฉุนไม่ควรกินในปริมาณมากๆเพราะจะทำให้กลิ่นตัวแรงขึ้น ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรทานในปริมาณที่มากเกินไปเพราะในผักชีมีโพแทสเซียมสูงจะทำให้เกิดอันตรายได้

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เอื้องหมายนา

ชื่อ เอื้องหมายนา

ชื่ออื่น เอื้องใหญ่ เอื้องดิน เอื้องต้น เอื้องเพ็ดม้า เอื้องช้าง ซู้ไลบ้อง ซูเลโบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Costus speciosus Smith

วงศ์ COSTACEAE

ชื่อสามัญ Crape Ginger , Spiral Flag

แหล่งที่พบ พบทุกภาคของประเทศไทย

ประเภทไม้ หัว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น ไม้หัวลำต้นกลมอุ้มน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 ซม. โคนต้นแข็ง

ใบ ออกเรียงกันเป็นเกลียวคล้ายก้นหอยรอบต้น ใบหอกรูปแหลม โคนใบสอบเรียวยาวมน โคนใบมีขนและมีส่วนหุ้มรอบต้น ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบสีเขียว

ดอก ดอกสีขาวปากแตร ขอบใบหยักเป็นคลื่น ออกเป็นช่อแน่นที่ปลายยอด มีกลีบเลี้ยงอยู่ 3 กลีบ เป็นแผ่นใบแบน ขอบมนสีแดงยาวประมาณ 3-5 ซม. กลีบดอกจะติดเป็นหลอด ส่วนปลายจะแยกเป็นกลีบสีขาวออกแดงเล็กน้อย
ผล ลักษณะกลมมีเนื้อแข็งสีแดง มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่ที่ผล ภายในเมล็ดเป็นสีดำเป็นมัน

ส่วนที่ใช้บริโภค หน่ออ่อน

การขยายพันธุ์ แยกหน่อ เมล็ด

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ชอบขึ้นบริเวณที่ชุ่มชื้นใต้ต้นไม้ใหญ่ ริมน้ำหรือริมบึงเชิงเขา

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ตลอดทั้งปี

คุณค่าทางอาหาร ยังไม่มีข้อมูล


การปรุงอาหาร หน่ออ่อน ต้มรับประทานเป็นผักร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงอาหาร เช่น แกงส้ม แกงเลียง


ข้อควรระวัง เหง้าสดมีพิษมากถ้าใช้ปริมาณมากจะทำให้ท้องร่วง อาเจียนอย่างแรงต้องทำให้สุก




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สะตอ

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Fabales

วงศ์ Fabaceae

วงศ์ย่อย Mimosoideae

สกุล Parkia

สปีชีส์ P. speciosa

ชื่อวิทยาศาสตร์ Parkia speciosa L.

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

สะตอเป็นพืชอยู่ในวงศ์ Leguminosae วงศ์ย่อย Mimosaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ Parkia speciosa Hassk. และชื่อสามัญว่า Stinkbean

ลำต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกหนาสีน้ำตาลปนเทา ผิวค่อนข้างเรียบ เนื้อไม้สีเปลือกไข่แก่นสีแดง สูงประมาณ 30 เมตร
ใบ เป็นพวกใบประกอบ ก้านทางใบยาว 18-63 เซนติเมตร ก้านทางใบย่อยยาว 6-14 เซนติเมตร ก้านทางใบย่อยจะแยกออกเป็นคู่ ๆ จากก้านทางใบ มีจำนวน 14-27 คู่ เส้นผ่าศูนย์ กลาง 1-2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5-14 เซนติเมตร มีใบย่อยแตกออกด้านข้างของแกนจำนวน 31-41 คู่ต่อหนึ่งทางใบย่อย มีใบจำนวน 62-82 ใบ ใบมีลักษณะคล้ายใบพายกว้าง 1.5-2.2 มิลลิเมตร ยาว 5-9 มิลลิเมตร ก้านทางใบย่อยแต่ละก้านอยู่ห่างกันประมาณ 2.5 เซนติเมตร

ราก ต้นที่ปลูกจากเมล็ดจะมีรากแก้วหยั่งลึกลงดิน ประมาณ 1.5-3 เมตร รากแขนงจะแผ่กระจายห่างจากลำต้น 3-8 เมตร

ดอก ดอกสะตอออกเป็นช่อ แบบหัว คือ ช่อดอกเกิดรวมเป็นกระจุก คล้ายดอกกระถินจากบริเวณซอกใบที่ปลายยอดกิ่งด้านนอกทรงพุ่มมีขนาด 2 x 5 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาว 20-30 เซนติเมตร ช่อดอกหนึ่งมี 3-16 ดอก ดอกย่อยเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกเมื่อได้รับการผสมแล้วจะมีสีเหลือง รังไข่จะพัฒนาไปเป็นฝักอ่อน ซึ่งเกิดเป็นแกนกลางของดอก และเจริญไปเป็นฝักต่อไป

ฝัก เกิดจากรังไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว มีลักษณะตรงหรือบิดเบี้ยว สีต่อนข้างเขียว อยู่ในลักษณะห้อยจากตุ่มดอก ดอกหนึ่ง ๆ จะมีฝักตั้งแต่ 2-24 ฝัก ฝักยาว 36-45 เซนติเมตร กว้าง 3-5 เซนติเมตร ริมฝักหนา 0.2 เซนติเมตร ฝักแก่เปลือกฝักจะเปราะและหักง่าย เมื่อสุกเปลือกนอกจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลไหม้เกือบดำ

เมล็ด เกิดจากรังไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว มีลักษณะตรงหรือบิดเบี้ยว สีต่อนข้างเขียว อยู่ในลักษณะห้อยจากตุ่มดอก ดอกหนึ่ง ๆ จะมีฝักตั้งแต่ 2-24 ฝัก ฝักยาว 36-45 เซนติเมตร กว้าง 3-5 เซนติเมตร ริมฝักหนา 0.2 เซนติเมตร ฝักแก่เปลือกฝักจะเปราะและหักง่าย จะเรียงอยู่ตามแนวขวางกับฝัก มีรูปร่างเป็นรูปไข่ หยดน้ำวงรี และกลม ขนาดกว้าง 15-20 มิลลิเมตร ยาว 22.5-25 มิลลิเมตร ฝักหนึ่งมีเมล็ด 6-32 เมล็ด สีของเมล็ดจะมีลักษณะสีเขียวอ่อนและสีเขียวเข้ม

เจริญเติบโตของฝักสะตอ

ชาวสวนสะตอทั่วไปจะเรียกชื่อการเจริญเติบโตของฝักสะตอแต่ละช่วงดังนี้ จากหางช้าง หมายถึงส่วนที่หย่อนออกมาจากบริเวณง่ามใบ เข้าตอบาน หมายถึงช่วงเป็นปุ่มสีเหลือง ขาเขียด หมายถึงช่วงหลังผสมเกสรแล้ว ดาน หมายถึงส่วนที่ยังเป็นลักษณะฝักอ่อน โมน หมายถึงฝักเมล็ดหรือ 1 ช่อ ใช้เวลาประมาณ 68-70 วัน

ดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมต่อการปูลกสะตอ

สะตอชอบที่ที่มีความชื้นสูง ดินควรเป็นดินร่วนมีความอุดมสมบูรณ์สูง ดินค่อนข้างเป็นกรด คือ pH 5.2-6.5 ระบายน้ำได้ดีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 1,500-2,000 มิลลิเมตรต่อปี สามารถขึ้นได้ดีในที่สูงถึง 2,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 75-80 เปอร์เซนต์

พันธุ์

มี 2 พันธุ์ โดยแบ่งตามลักษณะของฝักและรสชาติได้ดังนี้
1. สะตอข้าว ฝักมีลักษณะบิดเป็นเกลียว ยาว 31 เซนติเมตร กว้าง 3.5 เซนติเมตร เมล็ดมีขนาดเล็กค่อนข้างชิด ฝักหนึ่ง ๆ มี 10-20 เมล็ด ในแต่ละช่อ มี 8-20 ฝัก รสชาติมัน ไม่มีกลิ่นฉุนเนื้อเมล็ดไม่ค่อยแน่น สีของฝักเป็นสีเขียวอ่อน ขอบฝักชิดกับเมล็ดเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่ว ไป อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 3-4 ปี

2. สะตอดาน ฝักมีลักษณะแบนตรง ยาว 32.5 เซนติเมตร กว้าง 3.9 เซนติเมตร เมล็ดมีขนาดใหญ่ ฝักหนึ่ง ๆ มี 10-12 เมล็ด แต่ละช่อมี 8-15 ฝัก รสชาติมัน มีกลิ่นฉุนจัด เนื้อเมล็ดแน่น ช่องว่างระหว่างเมล็ดห่างกัน ฝักมีสีเขียวแก่ขอบฝักจะห่างจากเมล็ดและมีขนาดหนา ผู้บริโภคชาวภาค ใต้นิยมรับประมาณ อายุการเก็บเกี่ยว 6-7 ปี

การคัดเลือกพันธุ์ มีหลักเกณฑ์ดังนี้คือ

1.ตรงตามพันธุ์
2.ออกฝักทุกปี ผลผลิตมากในหนึ่งต้นและออกฝักก่อนต้นอื่น
3.ในช่อหนึ่ง ๆ ควรมีฝักตั้งแต่ 10-15 ฝัก ที่สมบูรณ์ มีเมล็ด 15-20 เมล็ดต่อฝัก เมล็ดมีขนาดสม่ำเสมอและเรียงเป็นแถวสวยงาม
4.รสชาติดีเป็นที่นิยมของตลาด
5.ต้นสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากแมลงรบกวน

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์ ที่นิยมในปัจจุบัน คือ
1. เพาะเมล็ด

การขยายพันธุ์วิธีนี้ดยเลือกฝักจากต้นพันธุ์ที่แก่เต็มที่แล้วแต่ไม่ต้องถึงกับสุกงอมแกะเมล็ด ออกแล้วลอกเยื่อหุ้มเมล็ดออกให้เหลือเนื้อเมล็ดที่มีสีเขียว แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน นำขึ้นจากน้ำแล้วนำไปเพาะ ก่อนเพาะควรคลุกสารป้องกันมดกัดกิน เช่นเซฟวิน 85 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะต่อ 100 เมล็ด ควรทำการเพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
การเพาะ ใช้ถุงพลาสติก ขนาด 4 x 8 นิ้ว เจาะก้นถุง 2-3 รูเพื่อระบายน้ำ ใส่ดินผสมปุ๋ยคอกอัตรา 2 ต่อ 1 ลงไปประมาณค่อนถุงนำไปตั้งในเรือนเพาะชำ แล้วนำเมล็ดที่เตรียมไว้มาปลูกตรงกลางถุงโดยให้ทางด้านหัวกดลงลึกประมาณ 1 เซนติเมตร เวลางอกลำต้นจะตั้งตรงรดน้ำให้ชุ่มชื้นทุกวัน ๆ ละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกใส่ปุ๋ยเกล็ดหรือปุ๋ยน้ำบ้าง เพื่อเร่งการเจริญเติบโตจนอายุ 1 ปี จะมีใบออกประมาณ 3-4 ใบ สามารถนำไปปลูกได้ ข้อดีวิธีนี้คือ ปลูกได้รวดเร็วเป็นจำนวนมากข้อเสียมักกลายพันธุ์ อายุการตกผล 4-7 ปี แล้วแต่ชนิดของพันธุ์

2. การติดตาแบบเพลท
การติดตาเป็นการทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนต้นเดิมและให้ผลผลิตเร็วกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ประมาณ 2-3 ปี ระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงฤดูฝน ราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เพราะเปลือกของต้นตอและตาของกิ่งพันธุ์ดี จะสามารถลอกเปลือกออกได้ง่าย

อุปกรณ์ในการติดตา
1.มีดติดตา
2.ผ้าพลาสติกใสสีขาวสำหรับพันแผล
3.กรรไกรตัดแต่งกิ่ง

การเตรียมต้นตอเพื่อใช้ในการติดตา
ใช้ต้นตอสะตอหรือเหรี่ยงที่เพาะปลูกในถุงพลาสติกแล้วย้ายปลูกลงในแปลง เมื่อมีอายุประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ขนาดของต้นตอมีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร

การเลือกกิ่งพันธุ์ดี
เลือกจากต้นที่ให้ผลผลิตสูง ออกดอกติดผลเร็ว ลำต้นแข็งแรงทนทานต่อโรคและแมลง เลือกตาบริเวณกิ่งที่ออกฝักแล้วนำไปตัดเป็นท่อน ๆ และควรเป็นตาที่ยังตูมอยู่ ซึ่งตายยังไม่โผล่ออกมา

วิธีติดตา
1.กรีดต้นตอลึกถึงเนื้อไม้ 2 รอย กว้าง 0.5 เซนติเมตร ยาว 2.5 -3.5 เซนติเมตร ลึก 0.5-1 เซนติเมตร ให้สูงจากพื้นดินที่โคนต้นตอประมาณ 4.5-5 เซนติเมตร ตัดขวางรอยกรีดด้านบน แล้วเปิดเปลือกลง จากนั้นตัดเปลือกส่วนที่เปิดทิ้งให้เหลือประมาณ 0.5 เซนติเมตร
2.กรีดแผ่นตาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร แล้วใช้ปลายมีดค่อย ๆ แซะให้แผ่นเปลือกลอกออกจากเนื้อไม้ซึ่งมีตาอยู่ตรงกลาง
3.สอดแผ่นตาลงใต้เปลือกต้นตอที่เปิดไว้โดยให้ตาพันธุ์ดีตั้งตรงตามปกติให้ขอบชิดด้านใดด้านหนึ่ง
4.พันด้วยผ้าพลาสติกใสสีขาวจากด้านล่างขึ้นบน โดยให้ผ้าพลาสติกซ้อนกันประมาณ 1 ใน 4 ของแผ่นและพันปิดรอยแผลและแผ่นตาทั้งหมด แล้วผูกมัดผ้าพลาสติกให้แน่นเหนือตา

การดูแลรักษาหลังติดตา
หลังติดตาแล้วประมาณ 5-7 วัน ให้สังเกตดู ถ้าการติดตาไม่ได้ผลแผ่นตาจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ถ้าการติดตาได้ผลดีแผผ่นตาจะเป็นสีเขียว ประมาณ 15-20 วันหลังจากติดตาให้ควั่นต้นตอเพื่อเตือนโดยให้สูงจากตาประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดให้ตัดต้นตอส่วนบนออกทิ้งพร้อมกับเอามีดกรีดพลาสติกให้ขาด ทางด้านตรงกันข้ามกับตา ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 วัน ยอดใหม่ก็จะเจริญออกมาทางตาข้างที่ติดไว้ ข้อดีของต้นติดตา คือ ต้นเตี้ยเก็บฝักง่าย ดูแลรักษาง่าย ลักษณะตรงตามพันธุ์เดิม อายุการออกดอกติดฝัก 3-4 ปี

การปลูกและการดูแลรักษา

สะตอปลูกง่าย เหมือนไม้ยืนต้นชนิดอื่น ๆ แต่เกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชแซมหรือไม้บังร่ม เพราะโตเร็วให้ร่มเงาดี

ระยะปลูก ควรใช้ระยะ 12 x 12 เมตร ใน 1 ไร่ จะปลูกได้ 11 ต้น ในขณะต้นสะตอเล็กสามารถปลูกพืชแซมได้
หลุมปลูก ใช้ขนาด 1 x 1 x 1 เมตร ใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟตรองก้นหลุม ๆ ละ 1 กระป๋องนม พร้อมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 บุ้งกี๋คลุกเคล้ากันแล้สกลบหลุม ให้เต็ม
ฤดูปลูก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน คือในราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
การปลูก หลังจากเตรียมหลุมปลูกแล้วให้ใช้จอบขุดดินในหลุมให้มีขนาดพอดีเท่ากับถุงที่ใช้เพาะต้นกล้า กรีดด้านข้างถุงเพาะแล้ววางลงไปในหลุมปลูกใช้ไม้ปักแนบลำต้นผูกเชือกยึดกันลมโยก รดน้ำให้ชุ่มชื้น ทำร่มเงาให้โดยอาจใช้ทางมะพร้าวมามุงหลังคาบังแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี (ทั้งต้นปลูกจากต้นเพาะเมล็ดและไว้สำหรับทำต้นตอ)

การให้น้ำ

รดน้ำให้ชุ่มชื้นเสมอ สะตอที่ปลูกใหม่ในปีแรก ควรให้น้ำวันเว้นวันในช่วงหน้าแล้ง เมื่ออายุ 2-3 ปี ควรให้น้ำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในช่วงหน้าแล้งควรหาเศษพืชคลุมโคนเพื่อรักษาความชื้นสำหรับต้นสะตอที่ให้ผลแล้วระยะที่ต้องการน้ำมาก คือช่วงระยะออกดอกถึงติดฝักจนเก็บเกี่ยวได้ ในช่วงฤดูฝน ควรเตรียมร่องระบายน้ำด้วย
การพรวนดิน ควรทำตั้งแต่เริ่มปลูกเป็นต้นไป ปีละประมาณ 3 ครั้ง เพื่อช่วยกำจัดวัชพืชและถ่ายเทอากาศในดิน หลังจากให้ผลแล้วควรทำการพรวนดินในช่วงก่อนออกดอกและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

การใส่ปุ๋ย

1.ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ควรใส่ตั้งแต่เริ่มปลูก อัตรา 1-2 ปี๊บต่อต้นเมื่อให้ผลแล้วควรใส่อัตรา 3-4 ปี๊บต่อต้น โดยใส่หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะทำให้สะตอให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี
2.ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ควรใช้สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ใส่ก่อนออกฝักและสำหรับต้นที่ให้ฝักแล้วใช้อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกใส่ก่อนออกดอกและครั้งที่สองใส่หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต จากนั้นให้ทำการตัดแต่งกิ่งด้วย ควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วยอัตราการใส่ ควรเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 0.5 กิโลกรัม

การเก็บเกี่ยวฝักสะตอ

สะตอจะเริ่มออกดอก ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป และจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ใช้ระยะเวลา 68-70 วัน ทั้งพันธุ์สะตอข้าวและสะตอดาน เริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกอายุ 4-7 ปี ในต้นหนึ่ง ๆ จะให้ผลผลิตได้ประมาณ 200-300 ฝัก และจะให้ฝักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีตามอายุ

ลักษณะฝักที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวได้ มีดังนี้
1.สีฝักจะมีลักษณะเป็นมันแววสีเขียวเข้ม เปลือกบริเวณหุ้มเมล็ดจะนูนเห็นเส้นเยื่อใยเด่นชัด รูปทรงสะดุดตา
2.เปลือกหุ้มเมล็ดเมื่อแกะออกดูด้านในที่บริเวณขั้วของเปลือกจะเห็นเป็นสีส้มเข้มเล็กน้อย แสดงว่าใช้ได้แล้ว
3.ชิมเมล็ดดูจะพบว่า เมล็ดพันธุ์สะตอข้าว จะมีรสชาติมันและค่อนข้างหวาน เนื้อเมล็ดค่อนข้างแน่น พันธุ์สะตอดานจะมีรสชาติค่อนข้างฉุน เนื้อเมล็ดแน่น

การเก็บเกี่ยวฝักสะตอ มีอยู่ 2 วิธี
1. ใช้ไม้สอย โดยใช้ไม้ไผ่ลวกยาวประมาณ 5-10 เมตร โดยทำเว้าที่ปลายไม้ำไผ่ ในกรณีต้นที่สูงจะขึ้นบนต้นแล้วใช้ส่วนที่เว้าบิดขั้วฝักสะตอแล้วดึงเข้าหาตัว แล้วปล่อยฝักสะตอให้รูดลงตามเชือกซึ่งผูกโยงระหว่างกิ่งกับหลักไม้ที่พื้นดินลงสู่ด้านล่าง โดยจะมีคนคอยรับอยู่ด้านล่างวิธีนี้ทำให้ฝักสะตอช้ำน้อยที่สุด
2. ใช้ลิงเก็บ ใช้ในเขตจังหวัดสุราษฎ์ธานี และจังหวัดชุมพร วิธีนี้จะต้องพิจารณาลักษณะฝักที่แก่พอเหมาะที่จะเก็บก่อนทั้งต้น เพราะลิงจะเก็บทุกช่อ ต้องใช้ผ้าขาวม้าขึงด้านล่างเพื่อรองรับด้วย ถ้าไม่รับจะทำให้ฝักเส้ยหาย
ค่าจ้างการเก็บเกี่ยว เกษตรกรที่รับจ้างเก็บจะคิดราคา 100 ฝักละ 15-20 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณของฝักสะตอมีมากน้อยขนาด ไหนในช่วงเก็บนั้น ๆ ต้นหนึ่ง ๆ สามารถเก็บเกี่ยวได้ 3-4 ครั้งจึงหมด
การรวบรวมฝักสะตอก่อนส่งขาย นิยมใช้วิธีการมัดสะตอรวมเป็นมัด ๆ แต่ละมัดจะมีฝักสะตอ 100 ฝัก โดยจะส่งให้พ่อค้าคนกลางซึ่งจะรับซื้อถึงสวน หรืออาจส่งไปขายที่ตลาดโดยตรง

การขนส่งฝักสะตอ

1. โดยรถบบรทุกกระบะ สามารถบรรทุกได้ประมาณ 17,000 ฝักต่อครั้ง โดยใช้ใบตองรองพื้นและด้านข้างของรถ ก่อนนำฝักสะตอวางลงไป
2. โดยใส่กระสอบ ที่สามารถบรรจุได้ 300 ฝักต่อถุง ปิดปากถุงให้มิด ก่อนส่งไปต่างจังหวัดต่อไป
3. โดยใส่เข่ง ซึ่งมีหลายขนาดสามารถบรรจุได้ 400-600 ฝักต่อเข่ง ก่อนบรรจุฝักสะตอลงเข่ง ควรมีกระดาษหนังสือพิมพ์หรือใบตองรองก้นก่อนป้องกันการช้ำ
สำหรับสะตอแกะเมล็ดขาย แม่ค้าจะแยกขนาดของเมล็ด 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง และเล็กสุด ราคาขายกิโลกรัมละ 35-80 บาทแล้วแต่ขนาด ในการขายแม่ค้านิยมใช้พันธุ์สะตอดานเพราะมีเมล็ดขนาดใหญ่และรูปทรงน่าซื้อ
การเก็บเมล็ดที่แกะไว้ขาย ถ้าพรมน้ำจะเก็บได้ 3-4 วัน ถ้าไม่พรมน้ำจะเก็บได้ 2-3 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มงอกและเหม็นเน่าในที่สุด ในการแกะเมล็ดขายแม่ค้านิยมลอกเปลือกหุ้มเมล็ดออกด้วย
การรับจ้างแกะเมล็ด ผู้รับจ้างในการแกะเมล็ด จะคิดราคา 1 มัด (100 ฝัก) เป็นเงิน 13-15 บาท วันหนึ่ง ๆ จะแกะได้ประมาณ 4-5 มัด

อายุการวางตลาด

ฝักสะตอสามารถวางตลาดขายได้ประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นผิวเปลือกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ และบริเวณเนื้อฝักที่หุ้มเมล็ดจะเริ่มสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มและดำในที่สุด ทำให้ราคาตก การเก็บมาทั้งช่อ และมีใบติดด้วยจะทำให้อายุการวางตลาดยาวนานไปได้อีก 2-3 วัน

ตลาด ที่สำคัญ ๆ มีดังนี้

1.ในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ หาดใหญ่ (สงขลา) สุไหงโกลก (นราธิวาส) นิยมขายในรูปฝักสด
2.ต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และสหพันธ์รัฐประชาธิปไตยเยอรมนี ผลผลิตจะนิยมส่งไปขายในรูปเมล็ดบรรจุลังและบรรจุกระป๋อง

การตัดแต่งกิ่ง

การตัดแต่งกิ่ง มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1.ตัดยอด เมื่อต้นสูง 2-3 เมตร หลังจากปลูกใหม่ ๆ เพื่อให้ได้ทรงพุ่มเตี้ย เก็บเกี่ยวง่าย
2.ตัดแต่ง กิ่งกระโดง กิ่งแห้ง กิ่งตาย กิ่งเป็นโรค กิ่งเบียดชิด กิ่งไม่ถูกแสงภายในทรงพุ่ม เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งไม่ทึบแน่นเกินไป

โรคของสะตอ

ยังไม่มีงานวิจัยด้านโรคอย่างจริงจัง เท่าที่พบคือ อาการกิ่งแห้ง หรือเกษตรกรเรียกว่า กิ่งปลดทิ้ง
สาเหตุ อาจเนื่องมาจาก ความชื้น และความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่เพียงพอ
วิธีป้องกันกำจัดและดูแลรักษา
1.ควรให้น้ำในช่วงหน้าแล้ง และหาเศษวัชพืชคลุมโคนรักษาความชื้น
2.ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งในช่วงฤดูฝน
3.ตัดกิ่งที่แห้ง เผาทำลายเสีย

แมลงที่พบในสวนสะตอ

1. ด้วงปีกแข็งเจาะลำต้น
ลักษณะการทำลาย เจาะกินภายในลำต้น และกัดกินเปลือกอ่อนระหว่างเนื้อไม้กับเปลือกแข็ง ที่เปลือกของลำต้นจะมีลักษณะเป็นน้ำฟูเยิ้มออกมา
วิธป้องกันกำจัด ใช้สำลีชุบสารฆ่าแมลงพวกกเมธิล พาราไธออนและมาลาไธออน อัดเข้าไปในรู แล้วใช้ดินเหนียวอุด
2. แมลงกัดกินใบ
ลักษณะการทำลาย จะเข้าทำลายในขณะต้นสะตอแตกใบอ่อน โดยจะกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้การเจริญเติบโตช้าลง

การป้องกันกำจัด
1.ตัดและเก็บรวบรวมกิ่งที่ถูกแมลงกัดกินใบจนโกร่นออกไปทำลาย เพราะอาจมีไข่แมลงติดอยู่ด้วย
2.ในช่วงที่สะตอแตกใบอ่อน ควรพ่นสาร คาร์บาริล ชนิดผง อัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วบริเวณต้นที่มียอดอ่อน

3.แมลงสิง

การทำลายตัวแก่ของแมลงสิงจะใช้ปากซึ่งเป็นงวงยาวแทงและดูดน้ำเลี้ยงจากฝักอ่อนของสะตอ ทำให้ฝักไม่มีเมล็ด ดูภายนอกจะเป็นสีน้ำตาลหรือดำ จะพบระบาดในช่วงเดือนกรกฎาคม ทำให้ฝักสะตอเสียหาย
การป้องกันกำจัด
1.ใช้สวิงจับตัวแก่ ตามฝักสะตออ่อนทำลายทิ้งเสีย ในขณะที่ต้นยังไม่สูงมาก
2.ตัวแก่ชอบกินเนื้อเน่า ควรนำเนื้อเน่าใส่ถุงแขวนไว้ในสวนสะตอแล้วจับตัวแก่มาทำลายเสีย
3.พ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ในระยะที่สะตอยังเป็นฝักอ่อน โดยใช้โมโนโครโตฟอส อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในเวลาเช้าตรู่หรือตอนเย็นเพราะตัวแก่มักบินมาทำลายในระยะอากาศค่อนข้างเย็น

4. ปลวก
ลักษณะการทำลาย จะสร้างรังบริเวณโคนต้นในขณะที่ยังเล็กอยู่แล้วเข้าไปกัดกินรากอ่อนของสะตอ ทำให้การเจริญเติบโตช้าลง
การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เฮปตาคลอร์ ผสมน้ำตามอัตราแนะนำข้างฉลาก ราดบริเวณจอมปลวก โดยทำให้เป็นรูที่รังปลวกก่อนแล้วจึงราดสารเคมี

ศัตรูที่พบในสวนสะตอ

สัตว์ศัตรูในสวนสะตอ เท่าที่พบมีดังนี้
กระกรอกและกระแต
ลักษณะการทำลาย จะกัดกินเปลือกฝักสะตอที่มีลักษณะสุก ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือแก่เต็มที่เฉพาะเปลือกเหลือแต่เมล็ด เพราะมีรสหวาน

วิธีป้องกันกำจัด
1.เก็บฝักสะตอที่มีอายุแก่พอดี
2.กรณีเอาฝักไว้ทำพันธุ์จะต้องคอยสังเกตดูตลอด
3.ใช้กรงดัก
4.ใช้หนังสติกยิงถ้าพบ

ประโยชน์ของสะตอ

1.เป็นรายได้ของเกษตรกร
2.ช่วยยึดดินมิให้พังทลาย และทำให้ดินชุ่มชื้นเสมอ
3.ใบเป็นปุ๋ยบำรุงดิน
4.ลำต้นใช้ทำเครื่องตกแต่งบ้าน
5.เชื่อว่ารับประทานแล้วป้องกันโรคเบาหวานได้ และมีผู้สังเกตพบว่ามีฤทธิ์เป็นยาระบาย
6.ใช้ประกอบอาหาร เช่น ผัด ต้ม แกง หรือรับประทานดิบ

สะตอในฐานะอาหาร

สะตอเป็นผักที่มีผู้นิยมกินมากชนิดหนึ่ง กินได้ทั้งยอดอ่อนและเมล็ด แต่นิยมกินเมล็ดมากกว่า (ถึงแม้เมล็ดจะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ค่อนข้างจะกลิ่นแรง) โดยกินเป็นผักแกล้ม (ทางได้เรียกเป็นผักเหนาะ) คือกินกับน้ำพริกหรือแกงเผ็ดต่าง ๆ แกงกะทิ แกงส้ม โดยนิยมกินเมล็ดสดทั้งแกะเปลือกหรือไม่แกะเปลือกหุ้มเมล็ด มีรสชาติมัน บางคนนำเมล็ดสะตอไปดัดแปลงโดยน้ำมาดอง ต้มหรือนำเอาทั้งฝักไปเผาไฟ เรียกว่า “ตอหมก” นอกจากกินเป็นผักแกล้มแล้ว ยังใช้เมล็ดปรุงอาหารได้อีกด้วย เช่น ผัดเผ็ด ผัดกะปิกุ้งสด และต้มกะทิ

สมุนไพร

“ตามตำราไทยใช้เมล็ดขับลมในลำไส้ แก้ปัสสาวะปวดขัดหรือกะปริบกะปรอย หรือขุ่นข้น หรือมีเลือดไหล หรือเกี่ยวกับไตพิการ ที่ปัสสาวะมีสีขุ่นข้น เหลืองหรือแดง และมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้
แพทย์แผนโบราณเชื่อว่าสะตอช่วยลดน้ำตาลในเส้นเลือดได้ ผู้ที่กินสะตอเป็นประจำจึงเป็นการป้องกันโรคเบาหวานได้ด้วย

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผักหนาม

ชื่อที่เรียก ผักหนาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lasia spinosa Thw.

ชื่อวงศ์ ARACEAE

ชื่ออื่นๆ กะลี

ลักษณะ

ต้น เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยขนานไปตามพื้นดิน มีหนามแหลมตามลำต้นมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-5 ซม. และชูยอดชันตั้งตรงและโค้งลงเล็กน้อยมีหนาม

ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวลูกศร หรือขอบใบหยักเว้าลึกออกเป็นแฉกๆ รอยเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ มีราว 11 แฉก ใบกว้างมากกว่า 25 ซม. ยาว 30-40 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 20-50 ซม. มีหนามอยู่ตามลำต้นก้านใบและบริเวณเส้นใบด้านล่าง ใบอ่อนม้วนเป็นแท่งกลมปลายแหลม

ดอก ช่อดอกเป็นแท่งมีดอกย่อยอัดแน่น กาบหุ้มช่อดอกสีน้ำตาลแทงออกมาจากกาบใบ ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 75 ซม. มีหนามหรือดอกลักษณะคล้ายดอกหน้าวัว จานรองดอกสีม่วงแดงบิดเป็นเกลียวเมื่อแก่มีสีม่วงคล้ำ เกสรเป็นแท่งสีขาวอยู่ตรงกลาง

ผล เป็นผลสดติดอยู่ที่โคนดอกแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก หรือออกเป็นกระจุกคล้ายบุกเตียง ผลอ่อน สีเขียวพอสุกสีเหลืองแกมแดง

ประโยชน์ ใช้บริโภค ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน

แหล่งที่พบ ริมน้ำ

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ได้ ตลอดปี

ศักยภาพการใช้งาน บริโภค


สะเดา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica Juss. Var. siamensis Valeton

ชื่อวงศ์ MELIACEAE

ชื่อสามัญ Neem Tree

ชื่อท้องถิ่น

ภาคเหนือ เรียก สะเลียม
ภาคอีสาน เรียก กะเดา, กาเดา
ส่วย เรียก จะตัง
ภาคใต้ เรียก กะเดา, ไม้เดา, เดา

ลักษณะทั่วไป สะเดาเป็นยืนต้นขนาดกลาง สูง 12–15 เมตร ขึ้นได้ในป่า หรือปลูกไว้ตามบ้าน ทุกส่วนมีรสขม เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกของลำต้นสีน้ำตาลเทาหรือเทาปนดำ แตกระแหงเป็นร่องเล็กๆ ตามต้น แต่เปลือกของกิ่งอ่อนเรียบ ใบ เป็นช่อแบบขนนก ใบย่อยรูปหอก ขอบใบหยัก ใบออกเวียนกัน ตอนปลายกิ่งจะผลิใบใหม่พร้อมกับผลิดอกในฤดูหนาว ดอก เป็นช่อสีขาว ผล กลมรี อวบน้ำ ผลแก่สีเหลือง ภายในผลมี 1 เมล็ด

การปลูก สะเดาเป็นไม้ดั้งเดิมของเขตเอเชียอาคเนย์ พบทั่วไปในประเทศพม่า อินเดีย สะเดาพบในป่าเบญจพรรณและป่าแดง มัก ขึ้นปะปนกับไม้ใหญ่ สะเดาเป็นพันธุ์ไม่ปลูกง่าย โตเร็ง และเป็นพันธุ์บุกเบิกในที่แห้งแล้งได้ดี ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางยา

ใบอ่อน รสขม แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย และพุพอง
ใบแก่ รสขม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร และฆ่าแมลงศัตรูพืช
ก้าน รสขม แก้ไข้ บำรุงน้ำดี และแก้ร้อนในกระหายน้ำ
ดอก รสขม แก้พิษโลหิต พิษกำเดา แก้ริดสีดวง คันในลำคอ และบำรุงธาตุ
ลูก รสขมเย็น บำรุงหัวใจให้เต้นเป็นปกติ และฆ่าแมลงศัตรูพืช
คุณค่าทางโภชนาการ ทุกส่วนของสะเดามีรสขม นำยอดอ่อนและดอกสะเดาลวกน้ำร้อน 2-3 ครั้ง เพื่อให้หายขม รับประทานเป็นอาหารได้

คติความเชื่อ คนโบราณนิยมปลูกต้นสะเดาไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ (หรดี) เชื่อกันว่าจะป้องกันโรคร้ายต่างๆ ได้ ในบางทอ้งถิ่นเชื่อกันว่าใบและกิ่งของต้นสะเดาจะป้องกันภูตผีปีศาจได้

สะเดา เป็นไม้โตเร็ว เจริญได้ดีในแถบร้อนที่มีปริมาณน้ำฝน ตั้งแต่ 400-1,200 มม. เป็นพืชทนอากาศแห้งแล้งได้ดี สามารถขึ้นได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ แต่จะเจริญเติบโตเร็วในสภาพดินที่ไม่ชื้นแฉะ และปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 800 มม.

การขยายพันธุ์ ใช้วิธีเพาะเมล็ด ซึ่งสามารถทำได้จำนวนมาก เพราะปริมาณของผลสะเดามีมากในทุก ๆ ปี แต่ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ได้นาน เพราะเมล็ดจะสูญเสียเปอร์เซ็นต์ความงอกงามได้เร็วมาก หลังจากเก็บผลสุกมาและเอาเนื้อออกหมดแล้วล้างเมล็ดให้สะอาด นำไปเพาะทันที จะงอกได้ดีมาก เมื่อสะเดาเจริญเติบโตจะติดผลเมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไป และให้ผลผลิตเต็มที่เมื่ออายุ 10 ปีขึ้นไปปริมาณของผลสะเดาจะอยู่ระหว่าง 10-50 กก./ต้น/ ปี

การใช้สารสกัดจากเมล็ดสะเดา เมื่อเวลาฉีดพ่นควรทำในตอนเย็น จึงจะได้ผลดี เพราะสารนี้จะสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกแสงแดด

การใช้สารสกัดจากสะเดา เพื่อลดการใช้สารฆ่าแมลงจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ทำให้มีความปลอดภัยต่อชีวิต ของผู้ผลิต และผู้บริโภค รวมทั้งรักษาสภาพแวดล้อมอีกด้วย

การใช้สารสกัดจากสะเดา เพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืช

สารฆ่าแมลงเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่างหนึ่งและมีการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินปัญหาและผลกระทบต่าง ๆ มากมายหลายด้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จึงมองหาวิธีการต่าง ๆ ในการที่จะนำมาป้อง กันกำจัดศัตรูพืชเพื่อลดการใช้สารฆ่าแมลง ทางเลือกทางหนึ่งที่น่าสนใจขณะนี้คือการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ สารสกัดจากธรรมชาติเป็นสารที่มีคุณสมบัติใน การปราบหรือควบคุม ปริมาณการระบาดของแมลงศัตรูพืช และ ให้ผลดีเท่าเทียมกับการใช้สารฆ่าแมลง ไม่มีพิษตกค้างในผลผลิต ไม่มีพิษต่อเกษตรกรผู้ใช้และสภาพแวดล้อม สารสกัดจากธรรมชาติที่สำคัญและมีศักยภาพสูงที่จะนำมาใช้ทดแทนสารฆ่าแมลงชนิดหนึ่งคือ สะเดา

ชนิดของสะเดา
สะเดา แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. สะเดาอินเดีย มีลักษณะขอบใบหยักเป็นฟีนเลื่อย ปลายของฟันเลื่อยแหลมโคนใบเบี้ยว ปลายใบแหลมเรียวแคบมากคล้ายเส้นขร ผลสุกในเดือน ก.ค.-ส.ค.

2. สะเดาไทย มีลักษณะของใบหยักเป็นฟันเลื่อย แต่ปลายของฟันเลื่อยทู่ โคนใบเบี้ยวแต่กว้างกว่า ปลายใบแหลม ผลสุกในเดือน เม.ย.- พ.ค. 3. สะเดาช้าง หรือต้นเทียม ไม้เทียม ขอบใบจะเรียบ หรือปัดขึ้นลงเล็กน้อย โคนใบเบี้ยว ปลายเป็นติ่งแหลม ขนาดใบและผลใหญ่กว่า 2 ชนิดแรก ผลสุกในเดือน พ.ค.- ส.ค.

ต้นสะเดาอินเดีย และสะเดาไทย เป็นชนิด (species) เดียวกัน แต่ต่างพันธุ์ (variety) ส่วนสะเดาช้างหรือต้นเทียม ไม้เทียม จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับสะเดาไทย และสะเดาอินเดีย แต่คนละชนิด (species) สะเดาทั้ง

3 ชนิดนี้จะมีลักษณะใบและต้นแตกต่างกันดังกล่าวมาแล้ว

แหล่งปลูก
สะเดาไทย จะพบเห็นโดยทั่ว ๆ ไป ตามหัวไร่ปลายนา บ้านคนทั่วไป ตาม 2 ข้างทางหลวง จึงมีปริมาณมาก หาง่าย ราคาถูก
สะเดาอินเดีย ค่อนข้างจะหายาก แหล่งปลูกใหญ่คือ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสองข้างทางหลวง หมายเลข 101 จากอำเภอสูงเม่น ถึงเขตอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่
สะเดาช้าง พบเฉพาะในทางภาคใต้ ตั้งแต่ชุมพรลงไป จะปลูกตามขอบรั่วบ้าน แปลงปลูกยางพารา และปลูกเป็นสวนโดยเอกชน

สารประกอบทางเคมีของสะเดา
สารอินทรีย์ที่สกัดได้ จากเมล็ดสะเดามีอยู่ประมาณ 35 สาร สารอะซาดิแรดติน (Azadirachtin) ที่สักดได้จากเมล็ดสะเดาเป็นสารที่นักกีฎวิทยาให้ความสนใจที่จะนำไปใช้ทดลองป้องกันกำจัดศัตรูพืช
สารอะซาดิแรคติน
ออกฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลงได้หลายรูปแบบ คือเป็นสารฆ่าแมลง สารไล่แมลง ทำให้แมลงไม่ชอบกิน อาหาร ทำให้การเจริญเติบโตของแมลงผิดปกติ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง มีผลทำให้หนอนไม่สามารถ ลอกคราบเจริญเติบโตต่อไป หนอนจะตายในระยะลอกคราบ เพราะสารออกฤทธิ์มีผลต่อการสร้างฮอร์โมน ซึ่งทำให้การผลิตไข่และปริมาณการฟักไข่จะลดน้อยลง แต่สารอะซาดิแรดตินจะมีอันตรายน้อยต่อมนุษย์และสัตว์ ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชและสภาพแวดล้อม
ส่วนของสารสะเดาที่นำมาสกัด เมล็ดของสะเดาเป็นส่วนที่เหมาะในการนำมาสกัดเนื่องจากพบสารอะซาดิแรดติน มากกว่าส่วนอื่น ๆ เช่น ส่วนของใบ เมล็ดสะเดาควรเป็นเมล็ดที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไปและควรเป็นผลที่ยังติดอยู่กับต้น ไม่ควรนำเมล็ดที่หล่นจากต้นและมีเชื้อราเข้าทำลายมาสกัด เพราะจะทำให้ได้สารอะซาดิแรดตินต่ำ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดสะเดามีอยู่ 3 รูปคือ
1. น้ำมันสะเดา นำไปใช้ทำยาสีฟัน สบู่ น้ำมันจุดไฟ เป็นสารฆ่าแมลงเป็นยารักษาโรคเบาหวานและเป็นยาคุมกำเนิด
2. สารสกัดจากสะเดา นำไปใช้เป็นสารฆ่าแมลง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าน้ำมันสะเดาเนื่องจากมีสารอะซาดิแรดตินสูงกว่า นอกจากนี้ยังมคุณสมบัติเป็นสารฆ่าเชื้อราและไส้เดือนฝอย
3. กากสะเดา นำไปใช้เป็นปุ๋ย อาหารสัตว์ สารฆ่าแมลง และผสมกับปุ๋ยยูเรียทำให้ธาตุไนโตรเจนค่อย ๆ ละลายน้ำ
สะเดาชนิดไหนที่ให้สารอะซาดิแรดตินมาก
จากการทดลองพบสารอะซาดิแรดตินมากที่สุดในเมล็ดสะเดา โดยเฉพาะสะเดาอินดียพบปริมาณสูงที่สุดคือ 7.6 มก./กรัม โดย เฉลี่ย สะเดาไทยพบ 6.7 มก./กรัม โดย เฉลี่ย และสะเดาช้าง (ต้นเทียม) พบ 4.0 มก./กรัม โดย เฉลี่ย
แต่อย่างไรก็ตามปริมาณสารอะซาดิแรดตินดังกล่าวที่สกัดได้ยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอายุต้น อายุเมล็ด สภาพแวดล้อมที่ปลูก การเก็บรักษาเมล็ดสะเดา ก่อนนำมาสกัดและวิธีสกัด แต่ระดับเกษตรกรแล้ว ถ้าเมล็ดไม่แก่และอ่อนเกินไป และเป็นผลที่ยังติดอยู่กับต้นสะเดาและนำไปสกัดโดยวิธีง่าย ๆ โดยใช้น้ำเป็นตัวสกัด อัตราส่วนเมล็ดสะเดา 1 กก./น้ำ 20 ลิตร จะมีสารอะซาดิแรดตินอยู่ 0.1-0.3% และจากการทดลองความเข้มข้นของสารฯ ขนาดนี้สามารถป้องกันกำจัดหนอนผีเสื้อและแมลงปากดูดได้หลายชนิด
สะเดาชนิดไหนที่เหมาะสมที่จะนำมาสกัดใช้เองและเชิงการค้า
สะเดาไทยเป็นพันธุ์เหมาะสมที่สุด เพราะเหตุว่าหาได้ง่ายและปลูกกระจัดกระจายมากกว่าปริมาณเมล็ด/ต้น สูงมากกว่าถ้ามีการปรับปรุงพันธุ์ และพัฒนากันต่อไป คงจะให้สะเดาที่มีปริมาณสารอะซาดิแรดติน ในเมล็ดสูงขึ้น

การเตรียมผลสะเดาเพื่อเอาเมล็ด
เก็บผลสะเดาที่มีสีเหลือง ใส่ถุงพลาสติกอบไว้ 1-2 วัน บีบเนื้อจากผลออกให้หมด นำเมล็ดที่ได้มาถูกับทรายเปียกอีกครั้ง แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาดจะได้เมล็ดที่สะอาด นำไปตากแดด 1 วัน แล้วนำไปผึ่งลมในที่ร่มอีกให้แห้งสนิท อย่าให้มีเชื้อราเกิดขึ้น (ถ้าเกิดเชื้อราให้แยกส่วนนั้นทิ้งไป) แล้วนำไปบดใช้ต่อไป ถ้าต้องการเก็บรักษาไว้ควรเก็บเมล็ดที่สะอาดนี้ไว้ในภาชนะที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีเช่น กระสอบตาข่ายไนล่อน, เข่ง ถ้าจะเก็บไว้ใช้นาน ๆ ต้องผึ่งในที่ร่มให้แห้งสนิท (ผึ่งไว้ 2-3 เดือน ความชื้นในเมล็ดต่ำกว่า 10%)

วิธีใช้สารสกัดจากเมล็ดสะเดา
เอาเมล็ดสะเดาแห้งที่ประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ดและเนื้อเมล็ด มาบดให้ละเอียดแล้วนำผงเมล็ดสะเดามาหมักกันน้ำในอัตรา 1 กิโลกรัม/น้ำ 20 ลิตร โดยใช้ผงสะเดาใส่ไว้ในถุงผ้าขาวบางแล้วนำไปแช่ในน้ำ นาน 24 ชั่วโมง ใช้มือบีบถุงตรงส่วนของผงสะเดา เพื่อสารอะซาดิแรดติน ที่อยู่ในผงสะเดาสลายตัวออกมาให้มากที่สุด เมื่อจะใช้ก็ยกถุงผ้าออก พยายามบีบถุงให้น้ำในผงสะเดาออกให้หมดแล้วนำไปฉีดป้องกันกำจัดแมลง ก่อนนำไปฉีดแมลงควรผสมสารจับใบเพื่อให้สารจับกับใบพืชได้ดีขึ้น
ควรใช้สารสกัดนี้ ฉีดพ่นในเวลาเย็นจะมีผลในการฆ่าแมลงได้ดี ใช้ฉีดพ่น 5-7 วันต่อครั้ง และควรใช้สลับกับสารฆ่าแมลงเป็นครั้งคราว แต่ถ้าเป็นช่วงที่แมลงระบาดอย่างรุนแรง ต้องใช้สารฆ่าแมลงฉีดพ่น ซึ่งจะลดความเสียหายได้รวดเร็ว

ในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ควรนำสารสกัดที่ได้มาผสมกับสาร Piperonyle butoxide (PB) สารนี้จะเป็นสารที่ช่วยหยุดยั้งการทำงานของน้ำย่อยบางชนิดที่จะทำให้แมลงมีการตายมากขึ้น เมื่อแมลงมากัดกินพืชที่มีสารนี้ แต่จากการทำลองสารสกัดสะเดากับเพลี้ยจักจั่นฝ้ายทำลายกระเจี๊ยบเขียว ไม่ได้ผสมสาร PB ก็มีประสิทธิภาพดีเท่าเทียมกับสารฆ่าแมลง ทามารอน อัตรา 50 ซีซี/20 ลิตร การผสมสารนี้อาจจะเพิ่มค่าใช้จ่ายแต่ควรจะพิจารณาใช้ในแหล่งที่แมลงมีความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง

สารอะซาดิแรดติน ให้ผลดีในการป้องกันกำจัดแมลงชนิดใดบ้าง
ให้ผลดี ในพวกแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ สำหรับหนอน เช่น หนอนใยผัก หนอนเจาะยอดคะน้า หนอนชอนใบ หนอนกระทู้ หนอนหนามเจาะสมอฝ้าย หนอนหลอดหอม และหนอนบุ้ง
(ไม่ได้ผล คือ มวนแดง หมัดกระโดดตัวเต็มวัย ด้วงปีกแข็ง มวนเขียว หนอนเจาะฝัก ถั่วเขียว เพลี้ยแป้งเพลี้ยหอย)

ผลของสารสกัดจากสะเดาที่มีต่อพืช
พืชผักบางอย่าง เช่นผักคะน้า, ผักกาดขาวปลี ผักกาดกวางตุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถ้าหากใช้สารสกัดจากสะเดาที่มีความเข้มข้นมาก ๆ และมีส่วนของน้ำมันสะเดาผสมอยู่มากจะทำให้ใบผักมีสีผิดปกติ ผักใบจะด้านโดยเฉพาะด้านบนของใบที่ถูกแสงแดดจะแสดงอาการสีม่วง ถ้าผลิตผักเป็นการค้าอาจจะมีผลต่อผู้ซื้อได้

การเก็บรักษาเมล็ดสะเดาเอาไว้ใช้
วิธีการเก็บรักษาเมล็ดสะเดาที่ดี คือเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เย็น เช่น ในตู้เย็น หรืออุณหภูมิที่ใช้เก็บเมล็ดพันธุ์พืชจะทำให้ได้สารอะซาดิแรดตินสูงแต่จากการทดลองเก็บเมล็ดสะเดาใน อุณหภูมิห้องธรรมดาที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกปริมาณสารอะซาดิแรดตินจะลดลง 29% ซึ่งมีปริมาณลดลงไม่มากนัก และถ้าคิดถึงค่าใช้จ่ายเนื่องจากกระแสไฟฟ้าก็ควรจะเก็บไว้อุณหภูมิห้อง แต่พยายามอย่าให้เชื้อราเกิดกับเมล็ดสะเดา
ส่วนการเก็บสารสกัดจากสะเดา จากการทดลองสามาาถเก็บไว้ได้นาน 9 เดือน โดยประสิทธิภาพยังเหมือนเดิม โดยไม่ต้องเติมสารอื่น ๆ ลงไป (สกัดโดยแอลกอฮอล์ และระเหยแอลอฮอล์ออก มีลักษณะเป็นตะกอนเหลวข้น สีน้ำตาล) ในต่างประเทศจะสกัดสารที่มีความบริสุทธิ์มากปัญหาก็คือเมื่อนำไปใช้จะมีการสลายตัวเร็วมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาสารอื่น ๆ เติมลงไปให้เกิดมีความคงทนมากขึ้น เพราะฉะนั้นการทำให้สาร อะซาดิแรดติน บริสุทธิ์มากเกินไป คงไม่จำเป็นนักเพราะจะต้องเสียต้นทุนในการหาสารคงสภาพผสมลงไป

แนวโน้มการดื้อต่อสารสกัดจากสะเดาของแมลง
สภาพการเกิดการดื้อต่อสารสกัดจากสะเดาของแมลง เมื่อเปรียบเทียบกับสารฆ่าแมลงสังเคราะห์แล้วการดื้อต่อสารสกัดสะเดาคงจะใช้เวลานานเหตุผลก็คือสารสกัดสะเดา นอกจากจะมีสารอะซาดิแรดตินแล้วยังมีสารอินทรีย์อื่น ๆ อีก 30 กว่าชนิด ซึ่งบางชนิดก็มีผลต่อแมลงด้วย และยังมีการออกฤทธิ์แตกต่างกัน และยังจะเกี่ยวกับยีนที่ควบคุมความต้านทานจะอยู่กันคนละตำแหน่งเป็นการยากที่แมลงจะสร้างความต้านทาน ต่อลักษณะหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน แต่เพื่อป้องกันการสร้างความต้านทานอาจจะเกิดขึ้น ควรจะใช้สลับกับสารฆ่าแมลงเป็นครั้งคราว

ปัญหาและข้อจำกัดของสารสกัดจากสะเดา
จากการทดลองเกี่ยวกับสารสกัดจากเมล็ดสะเดาที่ผ่านมา พอจะสรุปได้ในระดับหนึ่งว่า มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงบางชนิดได้เท่าเทียมกับสารฆ่าแมลง และพอจะนำไปทดแทนการใช้สารฆ่าแมลงตามนโยบายการลดการใช้สารฆ่าแมลงของกรมวิชาการเกษตรได้ แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้วสารสกัดจากสะเดายังมีข้อจำกัดอีกมาก เช่น เมล็ดสะเดามีเพียงบางฤดูกาล จะสะดวกต่อเกษตรกรหรือไม่ถ้าจะเก็บไว้มาก ๆ และการเก็บไว้นาน ๆ เปอร์เซ็นต์สารอะซาดิแรคตินมีโอกาสจะลดลง ตลอดจนขั้นตอนในการสกัด ถึงแม้จะเป็นวิธีการสกัดอย่างง่าย ๆ แต่เกษตรกรส่วนมากต้องการความสะดวกในการที่จะนำเอาไปใช้ดังนั้นในการที่จะผลักดันสารสกัดจากสะเดา ให้เป็นที่นิยม ของเกษตรกร จะต้องออกมาเป็นรูปการค้า และที่สำคัญต้องมีประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัดด้วย ซึ่งขณะนี้สารสกัดจากสะเดา ที่จำหน่ายเป็นการค้า ก็ยังมีปัญหาในด้านประสิทธิภาพอยู่จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขในเรื่องนี้ให้ได้


ผักกะสัง

ผักกระสัง เป็นพี่น้องกับต้นพริกไทยและต้นพลู

อยู่ในวงศ์ PAPEROMIACEAE

มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Peperomia pellucida Korth

ผักกระสังถึงจะอวบน้ำคล้ายว่าจะเป็นยาเย็น แต่จริง ๆ แล้วในทางรสยา ผักกระสังจะมีรสเผ็ดหอม มีสรรพคุณทางหยาง (จัดแบ่งง่าย ๆ ว่า หยิน คือเย็น หยาง คือร้อน) เรื่องรสยาเผ็ดหอมนี้ ยังพออธิบายได้อีกมุมมองหนึ่งว่า เพราะผักกระสังกับพริกไทยนั้นเป็นพี่น้องกัน ถ้าได้กินผักกระสังที่ยังมีเมล็ดเกาะกันเป็นช่อ คล้ายช่อเมล็ดพริกไทย ก็จะได้ลิ้มรสเผ็ดนิด ๆ ซ่าน้อย ๆ ที่ลิ้น

ในแง่ของสรรพคุณยาไทย หมอยาพื้นบ้านมักจะใช้ผักกระสังตำพอกฝี หรือคั้นเอาน้ำทาแผลฝีที่มีหนอง ผักกระสังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ใบยังนำมารักษาโรคลักปิดลักเปิด แก้ไข้ แก้อักเสบ จากสรรพคุณตรงนี้ทำให้มีชาวบ้านกินผักกระสังเพื่อรักษาอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ และยังเชื่อว่าการใช้น้ำต้มผักกระสังล้างหน้าจะทำให้ผิวสวย ปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าผักกระสังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีฤทธิ์แก้ปวด และไม่มีพิษภัย

ประเทศฟิลิปปินส์ก็มีการกินผักกระสังสด ๆ หรือนำมาต้มกิน เพื่อรักษาโรคเก๊าและข้ออักเสบ วิธีการต้มให้นำผักกระสังต้นยาวสัก 20 ซม. ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละ ครึ่งแก้ว เช้า-เย็น นอกจากนี้ชาวฟิลิปปินส์ยังใช้ทั้งต้นสด บดประคบฝีหรือตุ่มหนอง ปัจจุบันผักกระสังเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่ฟิลิปปินส์กำลังศึกษาวิจัยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบและโรคเก๊า ส่วนในมาเลเซียเชื่อว่าการรับประทานผักกระสังจะช่วยรักษาโรคตาและต้อ(glaucoma)

การศึกษาวิจัยในปัจจุบันยังพบว่า ผักกระสังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินซีสูง เรียกได้ว่าวิตามินซีน้อง ๆ มะนาว คือ มะนาว 100 กรัมมีวิตามินซี 20 มิลลิกรัม ส่วนผักกระสังมีอยู่ 18 มิลลิกรัม ทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เคยวิเคราะห์หาธาตุอาหารในพืชผักต่าง ๆ พบว่าผักกระสัง 1 ขีด หรือ 100 กรัม มีเบต้า – แคโรทีนราว 285 ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล ลองนึกดูเบต้า-แคโรทีนของสดของแท้หาไม่ได้จากแคปซูล มีเฉพาะในผักสด ๆ เท่านั้น และผักกระสังเองมีเบต้า-แคโรทีนอยู่สูงขนาดนี้ ผักกระสังจึงจัดได้ว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง

คนไทยในอดีตรู้จักกินผักกระสัง แต่เวลานี้ผักกระสังเกือบจะหายไปจากสาระบบของผักที่กินในสังคมของเราแล้ว โชคดีที่หลายหน่วยงานทั้งรัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนต่างช่วยกันฟื้นฟูและส่งเสริมการกินผักพื้นบ้านของไทยมากขึ้น
ปัจจุบัน ชาวบ้านเริ่มกลับมาเก็บผักที่เกิดเป็นวัชพืชรอบ ๆ บ้านมารับประทานได้อย่างหลากหลายชนิด เช่น ผักเบี้ย ผักกระสัง ใบบัวบก ฯ และยังได้พัฒนา ยำผักกระสัง ตำรับชาวบ้านที่อร่อยมาก หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจาก “ทำเอง ”

ยำผักกะสัง ทำได้ง่ายๆ หั่นผักชิ้นพอประมาณ 1-2 ทัพพี น้ำมะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแห้งทอด พอประมาณ มะม่วงซอย 1-2 ช้อนโต๊ะ หัวหอมซอย พอประมาณ แครอทซอยฝอยๆ 1-2 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงคั่ว พอประมาณ ขิงซอย 1-2 ช้อนโต๊ะ หมูหยอง พอประมาณ โหระพา สะระแหน่ ไว้แต่งรส น้ำปลา 1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นรวมเครื่องปรุงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ปรุงรสตามใจชอบ พร้อมตักเสิร์ฟได้เลย

กะสัง

ชื่อท้องถิ่น สัง สังขวิด

ชื่อวงศ์ MYRTACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cephaelis griffithii Hook.f,
Peperomia pellucida Korth

ลักษณะลำต้น เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร แผ่กิ่งก้านออกเป็นทางพุ่ม ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร

ลักษณะใบ ใบกลมปลายมน มีขนาดเล็ก ประมาณ 1.5-2.0 เมตร ใบแตกออกจากกิ่ง มีใบ 4-5 ใบต่อ 1 ก้าน

ลักษณะดอก คล้ายดอกกระถิน เป็นปุย สีขาว ออกดอกเป็นช่อตามลำกิ่ง

ลักษณะผล ผลสีเขียวคล้ายผลส้ม มีขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว

ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร ยอดอ่อน
ใช้เป็นอาหารประเภท ยอดอ่อนกินเป็นผักสด ผักเหนาะ ขนมจีน ใส่ในยำลูกโตนดอ่อน

รสชาติ รสร้อน กลิ่นหอม

ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ เมล็ดจากผลสุก เพาะในกระถางปลูกเป็นไม้ประดับ

พื้นที่ที่เจริญเติบโตได้ดี ชอบที่สูงไม่ชอบที่น้ำท่วมขัง

ฤดูกาลที่ให้ผลผลิต ยอดออกฤดูแล้ง

ส่วนที่เป็นพิษ ไม่มี

ประโยชน์ใช้สอย เป็นไม้เนื้อแข็ง ใช้แปรรูปในการก่อสร้างบ้านเรือน ทำเสาเรือน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน

ความเชื่อในการนำมาใช้

ประโยชน์หรือพิธีกรรม ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นไม้มงคลมาแต่สมัยพุทธกาล นิยมนำมาใช้ในการประพรมน้ำมนต์

สรรพคุณทางสมุนไพร ต้นตำพอกแผล ฝี หนอง ฆ่าเชื้อ

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ฟัก

ชื่อ : ฟัก

ชื่อสามัญ : Wawgourd, Ashgourd

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Benincasa hispida Cogn.

วงศ์ : CUCURBITACEAE

ลักษณะทั่วไปของฟัก

ฟัก เป็นผักที่กินง่าย แสนอร่อย ละมุนลิ้นสำหรับเด็ก จึงอาจใช้เป็นผักสำหรับมือใหม่หัดรับประทาน

เด็กส่วนมากหรือแม้แต่ผู้ใหญ่มักไม่ปฏิเสธฟัก จะต้มจืด จะตุ๋นกับไก่ใส่เห็ดหอมก็โอชา คนนิยมเผ็ดจะชอบแกงเผ็ดใส่ฟัก แม้กระทั่งแกงอ่อมแบบอีสานก็นิยมใส่ฟัก

คุณค่าทางอาหาร

ฟักทำอาหารได้เรื่อย ไปจนกระทั่งของหวาน ฟักเชื่อมจนขึ้นเกล็ดน้ำตาล หรือที่เราเรียกว่าชิ้นฟัก และมักขายคู่กับพวกขนม จันอับ ถั่วตัด จะกินเป็นชิ้นหรือนำไปผสมกับของหวานอย่างอื่นๆ ก็ยังอร่อยอยู่ดี ในเต้าทึงก็ใส่ฟักเชื่อม ใส่ในน้ำเต้าหู้ก็นิยมกันนักว่าอร่อย

คนเรารู้จักฟักว่าเป็นผักที่มีรสเย็น มีน้ำมากถึง 96 % แต่กลับเก็บความร้อนได้ดีและร้อนนาน จะกินต้มจืดฟักสักครั้งก็ต้องระวังสักหน่อย เพราะน้ำแกงอาจจะเย็นลง แต่ฟักยังอมความร้อนอยู่ต้องใจเย็น ๆ

เรื่องเล่าเกี่ยวกับฟัก

การที่ฟักอมความร้อนไว้นานนี่เอง จึงมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยก่อนนั้น ถ้าจะมีการล่าจระเข้หรือจัดการกับจระเข้ที่ดุร้าย เขาจะต้มฟักให้ร้อนจัด เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าชาลวันตัวดุ รอให้อ้าปากเมื่อไรก็โยนฟักที่ร้อนจัดนั้นเข้าปากจระเข้ ธรรมดาจระเข้ไม่เคี้ยวอะไรก่อนลงท้องนอกจากงับ ๆ แยกเป็นชิ้น หรือถ้าชิ้นเล็กก็ลงท้องไปเลย ฟักที่ยังร้อนจัดเมื่อลงท้องไปแล้ว ก็จะยังร้อนอยู่อย่างนั้นอีกนาน คิดดูก็เป็นที่ทรมานอยู่เหมือนกัน

คราวนี้มาดูคุณสมบัติเมื่ออยู่ในภาวะปกติ คือ เป็นพืชผลที่มีความเย็นบ้างเป็นอย่างไร แถมภาคเหนือที่เคยใช้ช้างลากไม้มานาน เมื่อช้างถถึงฤดูติดสัด ก็มักเกิดอาการตกมันปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด คราวนี้แม้กระทั่งควาญก็เอาไม่อยู่ ช้างก็ลืมหมดว่าควาญของตัวหน้าตาเป็นอย่างไร ตำราของชาวบ้านก็ต้องให้ช้างกินฟัก แต่ก็มักกินเมื่อเริ่ม ๆ จะสำแดงอาการตกมัน เห็นน้ำมันย้อยลงมาข้างหลังหูเมื่อไรก็เป็นต้องเตรียมฟัก เพราะความเย็นนี่เองที่ทำให้ช้างหนุ่มผู้รุ่มร้อนค่อยหายหน้ามืดตามัวลงได้บ้าง

ความเชื่ออื่นเกี่ยวกับฟักของคนไทยรั้นก็มีอีกหลายอย่างหลายประการ ใครที่เล่นไสยศาสตร์ มีของดีหรือมีรอยสักที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์อยู่ในร่างกายในสมัยก่อนนั้นต้องไม่เดินลอดค้างปลูกฟัก เพราะถือว่าพืชผลเหล่านี้เป็นพืชที่ข้างในกลวงหรือที่เรียกว่า “ปลอง” คุณไสยในตัวจะเสื่อม บางคนที่ถือมากๆ ก็ถึงกับไม่กินฟักเอาเสียเลย หรือบางทีเวลาทำขวัญเด็กเกิดใหม่ หรือขวัญเดือน หากเป็นเด็กชายก็มีฟักวางคู่กับสมุดดินสอมีนัยว่าให้โตขึ้นเป็นคนใจเย็นรู้คิดรู้ไตร่ตรองอย่างมีปัญญา

ถิ่นกำเนิดของฟัก

ฟักเป็นไม้เลื้อยที่ลำต้นยาวหลายเมตร มีขนหยาบสีขาวแข็ง ๆ ทั้งเถา มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ เป็นแฉก ๆ มีขนสีขาวทั้งสองด้านของใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ ผลฟักมีลักษณะกลมยาว ตำราว่าฟักมีบ้านเกิดอยู่ที่เกาะชวา ในอินโดนีเซีย ปัจจุบัน ฟักได้แพร่พันธุ์เย็น ๆ ชื่นใจนี้ออกไปทั่วโลก

การปลูกและดูแล

เพราะมีเปลือกหนา จึงสามารถเก็บฟักไว้ได้นาน จะกินจึงค่อยเอามาฝาน แต่หากว่าคิดจะปลูกเป็นพืชสวนครัวคงต้องเตรียมเนื้อที่ให้มากพอสักหน่อยเพราะความใหญ่โตของเถาที่เลื้อยพันไปไกลและมีความแข็งแรง หรือบางทีก็ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน คิดจะปลูกฟัก ต้องเพราะเมล็ด อาจทำค้างไว้ให้เกาะเลื้อย ค้างก็ควรแข็งแรงเช่นกัน ชอบแดดจ้าใสสดและดินร่วนซุย ดูแลง่าย

คุณค่าทางอาหาร

ฟักเป็นพืชฝักที่มีคุณค่าทางอาหารไม่มากนัก แต่มีคุณสมบัติในทางสมุนไพร ซึ่งก็มีไม่ใช่น้อย ผักเย็นอย่างนี้ก็หนีไม่พ้นการใช้ความเย็นให้เป็นประโยชน์ รากใช้ต้มเป็นยาลดไข้ แก้กระหายน้ำ และถอนพิษ ใบใช้ตำพอกแก้ฟกช้ำ แก้แมลงกัดต่อย เมล็ดและน้ำมันจากเมล็ด ใช้ขับพยาธิ ลดไข้ เป็นยาระบาย ลดอาการอักเสบ รักษาริดสีดวงทวาร ไตอักเสบ

ประโยชน์

ผลเป็นฝักช่วยระบาย ขับปัสสาวะ แก้ธาตุพิการ

กินฟักจึงได้ผลทั้งเป็นผักและสมุนไพร โดยเฉพาะกินเป็นผักหน้าร้อยก็จะยิ่งดี

มะนาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus aurantifolia (Christm) Swing.

วงศ์ Rutaceae

ชื่อท้องถิ่น ส้มมะนาว มะลิว (เชียงใหม่)

มะนาว (อังกฤษ: lime) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ผลมีรสเปรี้ยวจัด จัดอยู่ในสกุล ส้ม (Citrus) ผลสีเขียว เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลือง เปลือกบาง ภายในมีเนื้อแบ่งกลีบๆ ชุ่มน้ำมาก นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย




ลักษณะทั่วไป

ผลมะนาวโดยทั่วไปมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 – 4.5 เซนติเมตร ต้นมะนาวเป็นไม้พุ่มเตี้ย สูงเต็มที่ราว 5 เมตร ก้านมีหนามเล็กน้อย มักมีใบดก ใบยาวเรียวเล็กน้อย คล้ายใบส้ม ส่วนดอกสีขาวอมเหลือง ปกติจะมีดอกผลตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าแล้ง จะออกผลน้อย และมีน้ำน้อย

มะนาวเป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้คนในภูมิภาคนี้รู้จักและใช้ประโยชน์จากมะนาวมาช้านาน น้ำมะนาวนอกจากใช้ปรุงรสเปรี้ยวในอาหารหลายประเภทแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศทั่วโลก นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ เสียบไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส

ในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึง 7% แต่กลิ่นไม่ฉุนอย่างมะกรูด น้ำมะนาวจึงมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาทำความสะอาด เครื่องหอม และการบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาล้างจาน ส่วนคุณสมบัติที่สำคัญ ทว่าเพิ่งได้ทราบเมื่อไม่ช้านานมานี้ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 19) ก็คือ การป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเคยเป็นปัญหาของนักเดินเรือมาช้านาน ภายหลังได้มีการค้นพบว่าสาเหตุที่มะนาวสามารถช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด เพราะในมะนาวมีไวตามินซีเป็นปริมาณมาก

มะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นสดชื่น เพราะมีส่วนประกอบของสารซิโตรเนลลัล (Citronellal) ซิโครเนลลิล อะซีเตต (Citronellyl Acetate) ไลโมนีน (Limonene) ไลนาลูล (Linalool) เทอร์พีนีออล (Terpeneol) ฯลฯ รวมทั้งมีกรดซิตริค (Citric Acid) กรดมาลิค (Malic Acid) และกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) ซึ่งถือเป็นกรดผลไม้ (AHA : Alpha Hydroxy Acids) กลุ่มหนึ่ง เป็นที่ยอมรับว่าช่วยให้ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพหลุดลอกออกไป พร้อมๆ กับช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ช่วยให้รอยด่างดำหรือรอยแผลเป็นจางลง

ชื่อของมะนาว

มะนาวก็เหมือนกับส้มทั้งหลาย ที่มีปัญหาในการจัดหมวดหมู่และแยกแยะทางอนุกรมวิธาน สำหรับชื่อวิทยาศาสตร์ที่ค้นเคยของมะนาว ก็คือ Citrus aurantifolia Swingle หรือ "Citrus aurantifolia" ( Christm & Panz ) Swing." แต่ยังมีชื่ออื่นๆ อีก ดังนี้

C. acida Roxb.
C. lima Lunan
C. medica var. ácida Brandis และ
Limonia aurantifolia Christm

สำหรับชื่อสามัญนั้น ในหลายภาษาก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ในภาษาอังกฤษ เรียก Mexica lime, West Indian lime, และ Key lime หรือเรียก lime สั้นๆ ก็ได้ สาเหตุที่มีหลายชื่ออาจเป็นเพราะเป็นพืชต่างถิ่น จึงไม่มีชื่อดั้งเดิมในภาษานั้นๆ ทำให้เกิดการเสนอชื่ออื่นๆ มาหลายชื่อก็เป็นได้ ส่วนในประเทศไทยยังเรียกอีกหลายชื่อ เช่น โกรยชะม้า, ปะนอเกล, ปะโหน่งกลยาน, มะนอเกละ, มะเน้าด์เล, มะลิ่ว, ส้มมะนาว, ลีมานีปีห์, หมากฟ้า

อนึ่ง คำว่า เลมอน (lemon) ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ผลส้มอีกชนิดหนึ่ง ที่หัวท้ายมน ไม่ใช่ผลกลมอย่างมะนาวที่เรารู้จักกันดี สำหรับ มะนาวเทศ (Triphasia trifolia) นั้น เป็นพืชในวงศ์เดียวกัน (Rutaceae) กับมะนาว แต่ต่างสกุล ส่วน มะนาวควาย หรือ ส้มซ่า (Citrus medica Linn. Var. Linetta.) เป็นพืชสกุลส้มเช่นเดียวกัน แต่ต่างชนิด (สปีชีส์) กัน

ส้มนาวเป็นภาษาใต้ที่ใช้เรียกมะนาว เช่นเดียวกับทางภาคอีสานเรียกผลไม้บางอย่างว่า"บัก"ในการขึ้นต้น เช่นบักม่วงที่หมายถึงมะม่วง คำว่าส้มในภาษาใต้จะใช้เรียกผลไม้บางชนิดที่มีรสเปรี้ยว อย่าง ส้มนาว ส้มขาม เป็นต้น

พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาว มีสีอ่อนคล้ายไข่เป็ด ขนาด 2-3 เซนติเมตร เปลือกบาง

มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ

มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีเปลือกหนา ทำให้เก็บรักษาผลได้นาน

มะนาวทราย ทรงพุ่มสวยใช้เป็นไม้ประดับ ให้ผลตลอดปีแต่ไม่ค่อยนิยมบริโภค เพราะน้ำมีรสขมเจือปน

มะนาวพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ มะนาวฮิตาชิ, มะนาวหวาน, มะนาวปีนัง, มะนาวโมฬี, มะนาวพม่า, มะนาวเตี้ย และมะนาวหนัง เป็นต้น
(มะนาวบางพันธุ์อาจเรียกได้หลายชื่อ แต่ในที่นี้ไม่ได้สืบค้นเพื่อจำแนกเอาไว้)

สรรพคุณทางยา

มะนาวเป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิค ไวตามินซี จากน้ำมะนาว ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาว มีไวตามินเอ และซี ทั้งยังมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาวอีกด้วย

มะนาวมีประโยชน์ใช้เป็นยาสมุนไพร ขับเสมหะ แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้อาเจียน เมาเหล้า ขจัดคราบบุหรี่ บำรุงตา บำรุงผิว เป็นต้น

แมงลัก

แมงลักเป็นพืชล้มลุกอยู่ในสกุลเดียวกับกะเพราและโหระพา คือ Ocimum วงศ์ Labiatae จึงมีลักษณะหลายประการคล้ายคลึงกัน เช่น ลำต้นมีรูป(หน้าตัด) สี่เหลี่ยม ใบมีขนอ่อนปกคลุมคล้ายกะเพราแต่แมงลักมีใบและลำต้นกิ่งก้านเป็นสีเขียวเพียงสีเดียวเท่านั้น ไม่มีสีม่วงเหมือนกะเพราหรือโหระพา ดอกออกเป็นช่อชั้นรูปฉัตรคล้ายกะเพรา แต่กลีบดอกสีขาว แต่ละชั้นมี ๒ ช่อย่อย ช่อย่อยละ ๓ ดอกเมล็ดสีดำขนาดเมล็ดงา เปลือกเมล็ดมีเยื่อพวก Polyuronide เมื่อแช่น้ำจะพองออกเป็นเมือกสีขาวหุ้มเมล็ด Ocimum canum Sims

แมงลักมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก เช่นเดียวกับกะเพราะและโหระพา แต่มีกลิ่นเฉพาะตัว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย เช่น อินเดียและประเทศใกล้เคียง ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของแมงลักคือ Ocimum canum Sims (ภาษาอังกฤษเรียก Hoary Basil อินเดียเรียก Shyam Tulasi (Shyam แปลวา ดำ เนื่องจากเมล็ดมีสีดำ) คนไทยเรียก แมงลัก

การใช้ประโยชน์ด้านอาหาร

คนไทยแต่ก่อนคือว่าแมงลักเป็นผักชนิดหนึ่ง ดังเห็นจากหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปลัดเล พ.ศ.๒๔๑๖ คือ ๑๒๔ ปีมาแล้ว เขียนว่า “แมงลัก : คือ ต้นผักอย่างหนึ่ง, ใบมันกินเป็นกับข้าว, ลูกเมล็ดมันเขากินเป็นของหวานได้” ในหนังสือประมวลสรรพคุณยาไทยฯ ของสมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณสำนักวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) ได้กล่าวถึงแมงลักในฐานะผักว่า...“ใบใช้ปรุงเป็นผัก แกงเลียง น้ำยา กินเป็นอาหารมีปลูกกันตามบ้านเป็นสวนครัวทั่วไป”

จากหนังสือสองเล่มข้างต้น จะเห็นได้ว่าส่วนของแมงลักที่ใช้เป็นผัก คือ ใบ และอาหารไทยที่ใช้ใบแมงลักเป็นผักยอดนิยม ๒ ชนิด คือ แกงเลียง และน้ำยา (ขนมจีน) ประยูร อุลุชาฎะ เขียน คำนำในหนังสือ “อาหารรสวิเศษของคนโบราณ” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๓๑ มีบางตอนเกี่ยวกับแกงเลียงและใบแมงลัก ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผู้เขียนขออนุญาตลอกมาฝากผู้อ่านดังนี้...

“แกงเลียงสมัยก่อนที่รู้จักกัน จะใส่หัวปลี มิฉะนั้นก็ใส่ตำลึง น้ำเต้า ผักโขม แม้ฟักก็มี แต่ที่พัฒนาการมาถึงขนาดใส่ข้าวโพดอ่อน เชื่อแน่ว่าไม่มีคนรุ่นเก่ารู้จักกันแน่ แกงเลียงสมัยก่อนเขาใส่ใบแมงลักด้วยดูราวกับจะเป็นสูตรของมันบางอย่าง แต่สมัยนี้เขาไม่ยินดียินร้ายต่อใบแมงลัก เราก็ไม่รู้ว่าจะเรียกแกงอะไรกันแน่...” และอีกตอนหนึ่งว่า “...แกงเลียงของไทยกับแกงจืดของพม่าตำรับเดียวกัน ดังที่หม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล นิพนธ์ไว้ในเรื่องเที่ยวพม่า แกงเลียงไทยง่าย ๆ คือเอาหัวหอมโขลกกับพริกไทย กุ้งแห้ง (หรือปลากรอบ) กะปิละลายน้ำเต็มจนเดือด ใส่เกลือ ใส่ผัก เช่น ผักตำลึงหรือหัวปลี ปอกเปลือกหั่นตามขวาง (หั่นแล้วแช่น้ำ บีบมะนาวลงไปสักครึ่งซีก มิให้หัวปลีดำ) เมื่อน้ำเดือดก็ช้อนหัวปลีหั่นล้างน้ำใส่ลงไปต้มจนสุก ใส่ใบแมงลัก ยกกินกับข้าว เป็นอาหารเก่าแก่ของคนไทยขนานหนึ่ง...”

นอกจากแกงเลียงแล้วอาหารที่คู่กับใบแมงลักมาแต่โบราณอีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำยา (ขนมจีน) ปกติขนมจีนจะราดด้วยน้ำยาหรือน้ำพริก (ปัจจุบันราดด้วยแกงเผ็ดไก่ด้วย) สำหรับน้ำพริกนั้นนิยมกินกับผักจำพวกใบแมงลัก ถั่วงอกลวก เป็นต้น ผักที่ใช้กินกับขนมจีนนี้ภาษาโบราณรวมเรียกว่า “เหมือด” นับเป็นศัพท์โบราณที่หาคนเข้าใจได้น้อยลงทุกที ในขณะเดียวกัน ขนมจีนน้ำยายุคใหม่ก็เริ่มจะไม่ใช้ใบแมงลักทำนองเดียวกับแกงเลียงยุคใหม่นั่นเอ'

อาหารไทยตำรับอื่นๆ ที่มีใบแมงลักเป็นเครื่องปรุงมักจะเป็นอาหารที่มีรสจัดหรือกลิ่นแรง ซึ่งใบแมงลักมีกลิ่นรสเหมาะกับอาหารเหล่านั้น เช่น ห่อหมกหน่อไม้ อ่อมน้องวัว ต้มบวบกับปลาย่าง แกงคั่วฟักทองกับหมูใส่ใบแมงลัก แกงโต้ (แกงรวม) แกงอุปูนา ปลาต้มแซบ แกงหน่อโจด แกงขนุนใส่ไก่ ต้มส้มปลาเทโพกับผักติ้ว ฯลฯ น่าสังเกตว่า อาหารที่ยังนิยมใส่ใบแมงลักเป็นอาหารภาคอีสานยังรักษาตำรับอาหารไทยแต่เดิมเอาไว้ได้มากกว่าภาคอื่นๆ (โดยเฉพาะภาคกลาง) ก็ได้

การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร

เนื่องจากใบของแมงลัก มีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีคุณสมบัติทางยาอยู่มากกว่าส่วนอื่นๆ จึงนิยมนำใบแมงลักมาใช้เป็นสมุนไพร ดังปรากฏในตำราสมุนไพรไทยฉบับต่างๆ เช่น

ใบแมงลัก : รสร้อนอ่อน ๆ แก้ลม วิงเวียน ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ แก้ท้องขึ้นท้องเฟ้อ แก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร แก้ซางชักในเด็ก

แมงลักทั้งต้น : แก้ไอ และโรคทางเดินอาหาร

เมล็ดแมงลัก : แช่น้ำให้พอง กินเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้บิด

ตำราต่างประเทศกล่าวว่า น้ำมันหอมระเหยของแมงลักมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับน้ำมันหอมระเหยของกะเพรา หมายความว่า แมงลักใช้รักษาโรคที่กะเพรารักษาได้ ตำราไทยกล่าวว่า แมงลักใช้แทนผักคราดและกะเพราได้ (ในด้านสมุนไพร)

ประโยชน์ด้านอื่น ๆ

ใบแมงลัก นำไปกลั่นจะได้น้ำมันหอมระเหยซึ่งใช้ได้ในอุตสาหกรรมสบู่และเครื่องสำอางโดยใช้เป็นส่วนแต่งกลิ่น

เมล็ดแมงลัก นำมากินเป็นของหวานได้ โดยเฉพาะตำรับเมล็ดแมงลักน้ำกะทิ ซึ่งเป็นของหวานยอดนิยมของเด็กไทยสมัยก่อน แม้ในปัจจุบันเมล็ดแมงลักก็ยังมีขายในตลาดทั่วไปเช่นเดียวกับขนมเมล็ดแมงลักน้ำกะทิก็ยังมีขายอยู่ตามร้านน้ำแข็งใส เหตุที่เมล็ดแมงลักยังเป็นที่นิยมกินอยู่ในปัจจุบันคงเป็นเพราะความประหยัด กินง่าย(ลื่นคอ) และประโยชน์ด้านสมุนไพร (รักษาธาตุระบาย) ฯลฯ

นอกจากนั้นยังมีประโยชน์อย่างใหม่ คือ ผู้ที่กลัวความอ้วนหรือต้องการลดความอ้วนก็นิยมกินเมล็ดแมงลักกันมากขึ้น เพราะทำให้กระเพาะเต็มและอิ่มโดยไม่ทรมานจากการอดอาหารหรือกินอาหารน้อยเกินไป จากคุณสมบัติข้อนี้เองทำให้มีการนำเปลือกหุ้มเมล็ดแมงลัก(แยกเนื้อในเมล็ดออก)มาจำหน่ายเป็นเครื่องดื่มหรืออาหารลดความอ้วนเพื่อให้ได้ผลดียิ่งกว่าการกินเมล็ดแมงลักทั้งเมล็ด นับว่าเป็นบทบาทใหม่ของแมงลักที่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้อย่างเหมาะสม ทำให้คนรุ่นใหม่หันมานิยมแมงลักเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


จากเว็บ www.rakbankerd.com

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผักกาดนกเขา

ผักกาดนกเขาเป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่คนทั่วไป นิยมนำมาใช้บริโภคเป็นอาหาร เช่นนำมาประกอบเป็นแกงเผ็ดประเภทแกงพุงปลา (แกงไตปลา) แกงส้ม(แกงเหลือง) และบริโภคเป็นผักเหนาะสำหรับแกล้มแกงเผ็ดและขนมจีน เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของผักกาดนกเขา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Emilia sonchifolia DC.

ชื่ออื่น ผักกาดนกเขา มีชื่อเรียกแตกต่างกันหลายชื่อ เช่น ภาคกลาง เรียกว่าหางปลาช่อน ภาคอีสานเรียก ผักลิ้นปี่ ภาคเหนือเรียก ผักบั้ง

อายุ ผักกาดนกเขา เป็นพืชฤดูเดียว มีอายุสั้น ตั้งแต่งอกจนตายประมาณ 50-60 วัน
ลักษณะของต้น ผักกาดนกเขามีลำต้นขนาดเล็ก ตั้งตรง สีเขียว มีขนอ่อนๆปกคลุม ตลอด ต้นสูงประมาณ 10- 20ซม.

ลักษณะของใบ ใบของผักกาดนกเขา มีลักษณะยาวปลายมน ขอบใบโค้งหยักเล็กน้อย เป็นประเภทใบเดี่ยว เกิดสลับตำแหน่ง-ตรงกันข้าม มีขนอ่อนๆปกคลุมทั่วใบ ก้านใบห่อหุ้มลำต้น หลังใบมีสีเขียวเข้ม ท้องใบมีสีม่วงแดง ส่วนก้านใบและยอดสีเขียวนวล

ลักษณะของดอก ดอกของผักกาดนกเขามีลักษณะ เป็นช่อ ออกปลายยอด ก้านช่อดอกยาว และมีใบเล็ก ๆ ที่ก้านช่อดอก กลีบเลี้ยงยาวเกือบปิดกลีบดอก มีสีเขียว ส่วนกลีบดอกสีม่วงอมชมพูมีเกสรสีขาวฟูเป็นฝอยฝอยคล้ายพู่
ลักษณะของเมล็ด ผักกาดนกเขามี เมล็ดขนาดเล็ก ลักษณะแบนรี สีน้ำตาล อมดำ ตรงปลายมีขนสีขาว และปลิวตามลมได้ง่าย

การขยายพันธุ์ ผักกาดนกเขาขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์ ตลอดปี

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ผักกาดนกเขาในธรรมชาติสามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ ที่มีแสงแดดส่งถึง ไม่มีน้ำท่วมขัง เช่น ทุ่งนา ทุ่งร้าง และตามไร่สวน เป็นต้น

ประโยชน์ของผักกาดนกเขา

ผักกาดนกเขา เป็นพืชที่มีรสจืดเย็น สามารถใช้ประโยชน์ได้ดังนี้

1.)ประโยชน์ทางอาหาร ยอดอ่อน ใบอ่อนกินเป็นผักเหนาะ จิ้มน้ำพริก แกงเลียง แกงคั่วพริกกับปลาย่าง
2.)ทางยา ในทางการแพทย์พื้นบ้านนิยมใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคหลายประการ ดังนี้
2.1)ใช้ลำต้นตำให้แหลกคั่นน้ำดื่มเป็นยา แก้เจ็บคอ รักษาโรค บิด และ ท้องร่วง
2.2)ใช้ทั้งต้นตำให้แหลกพอกหัวฝี และใช้ทาแก้อาการผื่นคัน
2.3) ใช้รากตำให้แหลกคั่นเอาน้ำดื่ม แก้ตานซางขโมยในเด็ก

คุณค่าทางอาหารจากผักกาดนกเขา

นักวิชาการจากกองโภชนาการกระทรวงสาธารณะสุข ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์คุณค่าทางอาหาร ในผักกาดนกเขา เฉพาะส่วนที่กินได้ ปริมาณ 100 กรัม พบว่า มีคุณค่าทางอาหารค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับขนาดของต้น ผลการศึกษาปรากฏดังรายละเอียดในตารางข้างล่าง
ผลการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของผักกาดนกเขา จากส่วนที่กินได้ ใน 100 กรัม

ปริมาณสารอาหาร
พลังงาน 19 หน่วย โปรตีน 1.8 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮ
เดรต 2.4 กรัม กาก 0.9 กรัม แคลเซี่ยม 73มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส
43 มิลลิกรัม เหล็ก เล็กน้อย

ที่มา. กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข

คุณค่าของการปลูกผักกาดนกเขา การปลูกผักกาดนกเขา เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าหลายประการ ดังต่อไปนี้

1.คุณค่าต่อการดำรงชีพของมนุษย์ การปลูกผักกาดนกเขาเป็นผลิตพืช อาหารที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีพของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง นั้นคือผักกาดนกเขาเป็นผักที่มีคุณค่าทาง อาหาร และคุณค่าทางสมุนไพร หลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ในตัวของมันเอง ผู้บริโภคผักกาดนกนอกจากจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังได้รับประโยชน์ทางยาอีกด้วย นอกจากนั้นผักกาดนกเขาซึ่งเป็นพื้นพื้นบ้านที่มีความทนทานต่อโรค และแมลงได้ดี การปลูกผักกาดนกเขาจึงเป็นการปลูกที่ปลอดการใช้สารเคมีทุกชนิด
2. คุณค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผักกาดนกเขาเป็นผักพื้นบ้าน ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในท้องถิ่น การเก็บเมล็ดพันธุ์มาปลูกสามารถหาได้เองโดยไม่ต้องซื้อ ซึ่งเป็นการประหยัดต้นทุนในการผลิตได้เป็นอย่างมาก
3. คุณค่าต่อการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพันธุ์พืช เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันมีพันธุ์พืชหลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปจากโลก การปลูกผักกาดนกเขาเป็นการช่วยเก็บรักษาพันธุ์พืชผักพื้นบ้านเอาไว้มิให้สูญพันธุ์

การเลือกพื้นที่ปลูกผักกาดนกเขา

ถึงแม้ว่าผักกาดนกเขาจะเป็นพืชที่สามารถขึ้นได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ แต่การปลูกผักกาดนกเขาให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ จึงต้องมีการตัดเลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม เช่น ควรเลือกสถานที่ๆเป็นที่ดอนไม่มีน้ำท่วมขัง สภาพดินดี มีแสงแดดส่งถึงทุกเวลา และใกล้แหล่งน้ำ
หลังจากเลือกพื้นที่ที่จะปลูกผักได้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะต้องจัดการดายหญ้า ตัดต้นไม้ ที่ไม่ต้องการออก และทำความสะอาดพื้นที่ให้เกลี้ยง ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์ที่เป็นศัตรูพืช

การเตรียมดิน

การเตรียมดินเป็นสิ่งสำคัญ หากเตรียมไม่ดีจะมีผลกระทบต่อการงอกและการเติบโตของผักที่ปลูกได้ ในการเตรียมดินสำหรับปลูกผักกาดนกเขา ควรปรับสภาพดินให้โปร่ง และร่วนซุย ด้วยการขุดย่อยดินให้ละเอียด และใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ในดิน
การเตรียมดินเพาะเมล็ด หรือเพาะกล้า
ด้วยเมล็ดพันธุ์ของผักกาดนกเขา มีขนาดเล็ก ในการเตรียมดินสำหรับเพาะเมล็ดให้ ได้ผลดีจึงควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
1.) ทำการขุด หรือไถดินให้ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร เป็นแปลงรูป
สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้าง ประมาณ 1 เมตร ยาวตามต้องการ แล้วตากดินไว้ประมาณ 1 สัปดาห์
2.) ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ที่สลายตัวดีแล้ว ลงไปด้วยการโรยปุ๋ยให้ทั่วแปลง
3.) ใช้จอบสับย่อยดินให้ละเอียด พร้อมคลุกเคล้าปุ๋ยให้เข้ากันดินจนทั่วแปลง
4.) เกลี่ยหน้าดินให้เรียบ ยกขอบแปลงให้สูงกว่าทางเดินประมาณ 10 เซนติเมตร

การเตรียมดินปลูก
ผักกาดนกเขาเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น การเตรียมดินปลูกจึงควรทำการปรับสภาพ ของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโต เช่นเดียวกับการเตรียมแปลงเพาะเมล็ด ทุกประการ

การเพาะเมล็ดผักกาดนกเขา

เมล็ดพันธุ์ผักกาดนกเขาไม่มีขายในท้องตลาด เกษตรกรผู้ปลูกต้องเก็บ รวบรวมเมล็ดพันธ์จากธรรมชาติ ซึ่งการเก็บเมล็ดพันธุ์ผักกาดนกเขามีหลักการดังต่อไปนี้
1.เลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ที่แก่จัด จากต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์มีเป็นโรค และแมลงรบกวน
2. เมล็ดผักกาดนกเขามีขนาดเล็ก ที่ปลายมีขน และปลิวตามลมได้ง่าย จึงควรเก็บในช่วงเวลา ที่ลมสงบ เช่น เช้าตอนเช้าตรู่ หรือตอนเย็น
3. นำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บรวบรวมมากระจายใส่ภาชนะที่โปร่งตากให้แห้ง ในร่มประมาณ 1 สัปดาห์

ขั้นตอนการเพาะเมล็ด
การเพาะเมล็ดผักกาดนกเขา ที่เกษตรกรนิยมทำกันมากคือ การเพาะเมล็ดในแปลง
ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
1.ทำการย่อยดินในแปลงให้ละเอียด แล้วขุดยกแปลงให้สูงจากทางเดินประมาณ 10 เซนติเมตร เก็บเศษไม้เศษหญ้าออกให้หมด ตามขนาดที่ต้องการ
2.ใส่ปุ๋ยคอกเก่า และแห้งลงไปในแปลงเพาะ ใช้จอบสับคลุกเคล้าให้ปุ๋ยเข้ากับดินจนทั่ว แล้วเกลี่ยหน้าดินให้เรียบ
3. นำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้มาโรยลงในแปลงให้เมล็ดกระจายทั่วแปลง ในการโรยเมล็ดไม่ควรโรยให้สูงจากพื้นดิน และควรทำในตอนเย็นที่ลมสงบ
4. หลังจากโรยเมล็ดพันธุ์เสร็จแล้ว ให้โรยปิดทับหน้าแปลงเพาะบางๆด้วยขี้เถ้า หรือดินร่วนที่ละเอียดอีกครั้งเพื่อช่วยรักษาความชื้น
5.รดน้ำให้ทั่วแปลงเบาๆด้วยบัวรดน้ำหรือสายยาง หรือใช้หัวฉีด พ่นน้ำเป็นละอองฝอย

การดูแลรักษาแปลงเพาะเมล็ด
การรดน้ำ หลังจากหว่านเมล็ดแล้วจะต้องดูแลควบคุมความชื้นในแปลงเพาะอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการรดน้ำด้วยฝักบัวเป็นละอองฝอยอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง ตามสภาพของอากาศในช่วงเวลานั้นๆ
การใส่ปุ๋ย หลังจากเมล็ดงอกแล้วประมาณ 7-10 วัน ในระยะนี้ควรให้ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบและปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูง และละลายน้ำได้ดี เช่น ปุ๋ยยูเรีย สำหรับการใส่ปุ๋ยให้ต้นกล้ามักจะใส่ด้วยวิธีละลายน้ำรด โดยใช้ปุ๋ยยูเรียประมาณ 1 ช้อนโต๊ะละลายน้ำ 20 ลิตรรดให้ทั่วแปลง
การกำจัดวัชพืช วัชพืช คือพืชที่ไม่พึงประสงค์ จะงอกแซมขึ้นมาแข่งกับต้นกล้า อาจทำให้ต้นกล้าที่เพาะไว้ชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงต้องกำจัดวัชพืชออกไปให้หมดด้วยการถอนทิ้ง
ถอนแยกต้นกล้า เมื่อต้นกล้างอกแล้วประมาณ 7-10 วัน ควรทำการถอนแยกต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ และต้นที่งอกชิด ติดกันทิ้ง เพื่อปรับระยะห่างของต้นกล้าให้เหมาะสม และสามารถรับอาหาร แสงแดด ได้ทั่วถึง ซึ่งจะทำให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์ ทนทานต่อโรค


การปลูกผักกาดนกเขา

ผักกาดนกเขา เป็นพืชที่นิยมปลูกด้วยการย้ายต้นกล้า ซึ่งหมายถึงการนำเอาต้นพันธุ์ที่เพาะไว้มาปลูกลงในแปลงปลูก การปลูกด้วยวิธีการย้ายต้นกล้ามีขั้นตอนดังนี้
การคัดเลือกต้นกล้ามาปลูก ต้นกล้าผักกาดนกเขาที่จะนำมาปลูกในแปลง ควรคัดเลือกเอาต้นที่มีใบจริง 3- 4 ใบ หรือมีอายุประมาณ 10-15 วัน และเป็นต้นที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค และแมลงรบกวน

การถอนย้ายต้นกล้า การถอนย้ายต้นกล้ามาปลูกมีหลักการดังนี้

1.รดน้ำแปลงเพาะกล้าให้ชุ่มก่อนถอนต้นกล้า
2. ถอนด้วยความระมัดระวังให้ต้น ใบ บอบช้ำ และรากขาด
3.เมื่อถอนจากแปลงเพาะแล้วควรนำปลูกทันที
4. การถอนย้ายต้นกล้าไปปลูกควรทำในตอนเย็น

วิธีปลูก และระบบปลูก การปลูกผักกาดนกเขา ให้ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด ควรปลูกเป็นกลุ่ม ซึ่งมีหลักการปลูกดังต่อไปนี้

1.รดน้ำแปลงที่จะปลูกให้ชุ่ม
2. ขุดหลุมปลูกเป็นกลุ่มๆละ5หลุม สำหรับปลูกได้ 5 ต้น เว้นระยะห่างระหว่างกลุ่มประมาณ 15 เซนติเมตร ต่อกันเป็นแถวยาวจนสุดแปลง ระหว่างแถวเว้นระยะห่างกันประมาณ15 เซนติเมตร การปลูกแบบนี้จะได้ผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด
3. เวลาปลูกควรตั้งให้ต้นกล้าตั้งตรงไม่เอียง แล้วกดดินรอบโคนต้นให้แน่นพอสมควร
4. เมื่อปลูกเสร็จควรรีบรดน้ำทันที
5. ควรปลูกในตอนเย็น


การบำรุงรักษาผักกาดนกเขา

การรดน้ำ ผักกาดนกเขาที่ปลูกใหม่ จะต้องรดน้ำให้ชุ่ม และควรทำหลังคาพรางแสงให้สัก 2-3 วัน จะทำให้ผักที่ปลูกตั้งตัวได้เร็ว เมื่อผักกาดนกเขาตั้งตัวได้แล้ว ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ช่วงเวลาในการให้น้ำที่เหมาะสมของแต่ละวัน คือเวลา 07.00 และ 17.00 น.ของทุกวัน
การพรวนดิน หลังย้ายกล้าปลูกแล้วประมาณ 7-10 วัน ควรทำการพรวนดินรอบโคนต้น เพื่อช่วยให้ดินในแปลงโปร่งขึ้น และช่วยกำจัดวัชพืชไปในตัวได้อีกด้วย ตามปกติการพรวนดินมักจะทำควบคู่ไปกับการใส่ปุ๋ย และกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืช วัชพืชที่งอกในแปลงปลูกผักกาดนกเขาจะคอยแย่งน้ำ และธาตุอาหารในดิน ทำให้ผักกาดนกเขาที่ปลูกแคระแกร็น เติบโตช้า และทำให้แปลงผักมีความชื้นสูงอันเป็นต้นเหตุให้ผักกาดนกเขาเป็นโรคได้ง่าย

1.ใส่รองพื้นก่อนปลูก การใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูกผักกาดนกเขานั้นจะใส่เมื่อตอนที่ทำแปลงปลูก ปุ๋ยที่ใช้สำหรับรองพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกผักกาดนกเขาคือปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ไม่นิยมใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปุ๋ยประเภทนี้จะช่วยปรับสภาพของดินให้มีความโปร่ง ร่วนซุย ช่วยทำให้ต้นกล้าแตกรากไว ตั้งตัวได้เร็ว นอกจากนี้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก ยังช่วยรักษาความชื้นในดินได้อีกด้วย
2. ใส่บำรุง ปุ๋ยที่ใส่เพื่อบำรุงผักกาดนกเขามักใช้ปุ๋ยเคมี และแบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง คือครั้งแรกใส่เมื่อหลังจากปลูกไปแล้ว 1 สัปดาห์ และครั้งที่ 2 หลังจากใส่ครั้งแรกผ่านไป 2 สัปดาห์ ปุ๋ยที่ใส่เพื่อบำรุงผักกาดนกเขาในครั้งครั้งนี้ นิยมใช้ ปุ๋ยเคมีสำหรับใส่ผักทั่วไป เช่นปุ๋ยสูตร 13-13-21 ใส่ด้วยการโรยบางๆระหว่างแถว แต่ต้องระวังอย่าให้ปุ๋ยชิดโคนต้นเพราะจะทำให้ผักตายได้ ตามปกติการใส่ปุ๋ยมักจะทำพร้อมๆกับการพรวนดิน และหลังใส่ปุ๋ยแล้วควรรดน้ำตามทันทีเพื่อให้ปุ๋ยละลาย ส่วนครั้งที่ 2 นั้นนิยมใช้ปุ๋ยยูเรียประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะละลายน้ำ 20 ลิตร รดให้ทั่วแปลง

ศัตรูของผักกาดนกเขา

ผักกาดนกเขาเป็นผักพื้นบ้านที่มีความทนทานต่อโรคและแมลง แต่ก็พบว่าผักกาดนกเขา มีศัตรู ที่สำคัญมีอยู่ 2 ประเภท

โรคพืช โรคที่พบบ่อยในผักกาดนกเขาคือโรคโคนเน่า รากเน่า เป็นโรคที่เกิดกับพืชชนิดต่างๆ ทั้งพืชล้มลุกและพืชยินต้น อาการที่สังเกตเห็นมีดังนี้ แรกเริ่มใบจะเป็นสีเหลือง และเ***่ยวตาย ต่อมาจะมีอาการโคน และรากเน่าเปื่อยเป็นสีน้ำตาลอมดำ มีเส้นใยของเชื้อราสีขาวบริเวณโคนต้น

การป้องกัน ที่ใช้ได้ผลดีมาแล้ว คือ

1.ใส่ปูนขาวลงในแปลงปลูก เพื่อปรับสภาพของดินที่เป็นกรดให้เป็นกลาง
2. ไม่ปลูกซ้ำที่เดิม ควรปลูกสลับกับพืชอื่นหมุนเวียน

สัตว์ที่เป็นศัตรู หนอนใยผัก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หนอนน้ำค้าง

ลักษณะ ตัวขนาดเล็กหัวแหลม ท้ายแหลม ที่ท้ายมีปุ้มยื่นออกมา 2 แฉก ตอนเล็กสีเขียวอ่อน ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเทาอ่อน และเขียวปนเหลือง

การทำลาย การทำลายของหนอนชนิดนี้ จะกัดกินผิวใบด้านล่างจนเป็นรูพรุน

การป้องกัน ไม่ควรทิ้งผักไว้ในแปลง ให้เป็นแหล่งอาหารของเมล็ด

การเก็บเกี่ยว

ผักกาดนกเขาเป็นพืชที่มีอายุสั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากย้ายกล้ามาปลูกแล้วประมาณ 20 วัน ตามปกติผักกาดนกเขาที่ปลูก 1 แปลงขนาดกว้าง 1 เมตรยาว 4 เมตรจะได้ผลผลิตประมาณ 2-3 กิโลกรัม หรือประมาณ 1200-1800 กิโลกรัมต่อไร่
วิธีการเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวผักกาดนกเขาทำได้ด้วยการใช้มีดคมๆตัดต้นผักให้ชิดผิวดิน แล้วนำมาล้างจนสะอาด ตกแต่งด้วยการตัดเอาใบล่าง และก้านดอกแก่ออกให้หมด มัดเป็นกำๆละ
ประมาณ 0.7 ขีด ผักกาดนกเขา 1 กิโลกรรม แบ่งเป็นกำได้ประมาณ 13 กำ

ผักกาดหวาน

ชื่อวิทยาศาสตร : Lactuce sativa var. longifolla

ผักกาดหวานเป็นพืชล้มลุกการปลูกดูแลรักษาคลายผักกาดหอมห่อต้องการสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 10 – 24 องศาเซลเซียส ในสภาพอุณหภูมิสูงการเจริญเติบโตทางใบจะลดลง และสร้างสารสีขาวคล้ายน้ำนมหรือยางมาก เส้นใยสูงเหนียวและมีรสขมดินที่เหมาะสมต่อการปลูกควรร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ และมีอินทรียวัตถุสูง หน้าดินลึก และอุ้มน้ำได้ดีปานกลาง สภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินอยู่ระหว่าง 6 – 6.5 พื้นที่ปลูกควรโล้งและได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ เนื่องจากใบผักกาดหวานมีลักษณะบางไม่ทนต่อฝน ดังนั้นในช่วงฤดูฝนควรปลูกใต้โรงเรือน

การปลูกผักบนพื้นที่สูงการเตรียมดินขุดดินตากแดดและโรยปูนขาวหรือโดโลไมท์ อัตรา 100 กรัม/ตารางเมตรทิ้งไว้ 14 วัน ให้วัชพืชแห้งตาย ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 12 – 24 – 12 และสูตร 15 – 0 – 0 รองพื้นปุ๋ยคอกอัตรา 2 – 4 ตัน/ไร่ การเตรียมกล้าเพาะกล้าในถาดหลุมแบบประณีต วัสดุเพาะควรมีระบบน้ำดีการปลูกนําต้นกล้าที่เพาะไว้อายุประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ มาปลูกโดยใช้ระยะปลูก 30 x 30 เซนติเมตร ในฤดูร้อน และ 40 x 40 เซนติเมตร ในฤดูฝนเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

การปลูกผักบนพื้นที่สูงการให้น้ำควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอต่อการเจริญเติบโต การให้ไม่ควรมากเกินไป อาจทําให้เกิดโรคโคนเน่าการให้ปุ๋ยหลังปลูก 7 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 46 – 0 – 0 ผสมสูตร 15 – 15 – 15 อัตราส่วน 1 : 1 ปริมาณ 50 กิโลกรัม/ไร่ พร้อมกําจัดวัชพืช หลังปลูก 20 – 25 วันใส่ปุ๋ยสูตร 13 – 13 – 21 โดยขุดร่องลึก 2 – 3 เซนติเมตร รอบโคนต้น รัศมีจากต้น 10 เซนติเมตร โรยปุ๋ย 2 ช้อนโต๊ะ กลบดินแล้วรดน้ำพร้อมกําจัดวัชพืช

ข้อควรระวัง
1. ควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tipburn) ในบางพื้นที่ซึ่งมีปัญหาขาดธาตุรอง
2. การพรวนดิน ระวังอย่า กระทบกระเทือนรากหรือต้น เพราะจะมีผลต่อการเข้าปลีที่ไม่สมบูรณ์
3. ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม

การปลูกผักบนพื้นที่สูงการเก็บเกี่ยวเมื่อผักกาดหวานมีอายุได้ ประมาณ 40 – 60 วัน หลังจากย้ายปลูกใช้หลังมือกดดูถ้าแน่นก็เก็บได้ ( กดยุบแล้วกลับคืนเหมือนเดิม ) ใช้มีดตัด และเหลือใบนอก 3 ใบ เพื่อป้องกันความเสียหายในการขนส่ง หลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวตอนเปียก ควรเก็บเกี่ยวตอนบ่ายหรือควรผึ่งลมในที่ร่มและคัดเกรด ป่ายปูนแดงที่รอยตัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคเข้าสู่หัวแล้วบรรจุลงในพลาสติกเพื่อรอขนส่งต่อไป

ข้อควรระวัง
1. ในฤดูฝน เก็บเกี่ยวก่อนผักโตเต็มที่ 2 – 3 วัน เพราะถ้าปล่อยให้ผักโตเต็มที่ผักจะเน่าง่าย
2. เก็บซากต้นนําไปเผาหรือฝังลึกประมาณ 1 ฟุต ป้องกันการระบาดและสะสมโรคในแปลงปลูกคุณค่าทางโภชนาการผักกาดหวานมีน้ำเป็นองค์ ประกอบ และมีวิตามินซีสูง นอกจากนี้ยังมีฮีโมโกลบิน ( hemoglobin ) ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง บรรเทาอาการท้องผูกเหมาะสําหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

การใช้ประโยชน์ ผักกาดหวานเป็นพืชที่นิยมบริโภคสดโดยเฉพาะในสลัดหรือกินกับยํา แต่สามารถประกอบอาหารได้ในบางชนิด เช่น นําไปผัดกับน้ำมันโดยใช้ไฟแรงอย่างรวดเร็ว

พริกไทย

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร
Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Piperales

วงศ์ Piperaceae

สกุล Piper

สปีชีส์ P. nigrum

ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper nigrum

ชื่ออื่น : พริกน้อย

รูปลักษณะ : ไม้เถาเนื้อแข็ง รากฝอยออกบริเวณข้อ เพื่อใช้ยึดเกาะข้อโป่งนูน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 5-8 ซม. ยาว 8-11 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยสมบูรณืเพศ สีขาวแกมเขียว ผลสด กลม จัดเรียงตัวแน่นอยู่บนแก้ม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีสีแดง

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา

พริกไทยเป็นเครื่องเทศ ใช้แต่งกลิ่นรสและช่วยถนอมอาหาร ผล - ใช้เป็นยาขับลม แก้อาการท้องอืดเฟ้อ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและกระตุ้นประสาท พบว่าผลมีน้ำมันหอมระเหยและแอลคาลอยด์ piperine

พริกไทยที่มีขายในท้องตลาดมี 2 ชนิด คือ

- พริกไทยดำ เป็นผลแก่แต่ยังไม่สุก นำมาตากแห้ง

- พริกไทยล่อน ได้จากผลสุกที่นำมาแช่น้ำ เพื่อลอกเปลือกชั้นนอกออก แล้วจึงตากให้แห้ง

โหระพา

โหระพา

ตระกูล Labiatae

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basilicum Linn.

โหระพาเป็นผักที่ใช้บริโภคเป็นผักสดหรือใช้ประกอบอาหารอื่นๆ ก็ได้ ทำให้อาหารมีรสชาติและกลิ่นหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น ใช้ใบปรุงอาหารเป็นผักชูรสได้หลายชนิด เช่น แกงเผ็ด แกงเลียง ผัด ทอด รับประทานสด เป็นเครื่องแนมอาหารคาวหรืออาหารว่างได้เป็นอย่างดี นอกจากจะใช้เป็นอาหารแล้วยังมีคุณค่าทางยาช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เมล็ดเมื่อแช่น้ำจะพองตัวใช้รับประทานแก้บิด ช่วยหล่อลื่นลำไส้

โหระพาเป็นพืชที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสั้น มีความสูงของทรงพุ่มไม่เกิน 60 เซนติเมตร ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ก้านใบและลำต้นมีสีม่วงแดง ใบสีเขียว ใบเป็นรูปหอกยาวประมาณ 1-3 นิ้ว มีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นชั้นคล้ายฉัตร ดอกสีขาว ม่วงหรือชมพู โหระพาสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่มีความชื้นสม่ำเสมอ ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวันและสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

พันธุ์โหระพา

โหระพาที่ปลูกกันทั่วไปในประเทศไทยส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกต่อๆ กันมา โดยเก็บเมล็ดพันธุ์เอง และต่อมาบางที่เกิดจากการกลายพันธุ์ไปแต่ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกเป็นแต่ละพันธุ์อย่างชัดเจน สาเหตุเพราะการปลูกเป็นการค้าที่ยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก เนื่องจากปริมาณความต้องการยังมีจำกัด มีการซื้อขายกันจำนวนมากๆ เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีบริษัทเอกชนคือ บริษัท อีสท์เวสท์ซีด จำกัด ได้พัฒนาสายพันธุ์โหระพาขึ้นมา ได้แก่ พันธุ์โหระพา จัมโบ้ (4320) ซึ่งมีลักษณะใบใหญ่ ใบสีเขียวสดใส มีกลิ่นหอม โตเร็ว ต้นแข็งแรง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด และปลูกได้ตลอดปี

การปลูก

การเลือกพื้นที่ โหระพาเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ 1-2 ปี การเลือกพื้นที่ควรพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ ดินควรมีความร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์ดี มีการระบายน้ำดี อยู่ใกล้แหล่งน้ำและสามารถนำน้ำมารดได้สะดวก อยู่ใกล้ที่พักอาศัยและการคมนาคมสะดวก

การเตรียมดิน โหระพาเป็นพืชที่มีระบบรากลึกปานกลาง การเตรียมดินควรขุดหรือไถดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน ไถพรวนคราด ย่อยดินให้ละเอียด เก็บเศษวัชพืชออกให้หมด หลังจากนั้นยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสมเว้นช่องว่างระหว่างแปลงประมาณ 30 เซนติเมตร เมื่อยกแปลงเสร็จแล้วใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วอัตรา 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 500 กรัมต่อตารางเมตร โรยให้ทั่วแปลง และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้กระจายทั่วแปลง คลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมีให้เข้ากันกับดินพร้อมที่จะปลูก

วิธีปลูก การปลูกโหระพาควรกระทำในตอนเย็น วิธีการปลูกที่นิยมมี 2 วิธีด้วยกัน คือ

1. การเพาะกล้าย้ายปลูก โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลงแล้วใช้แกลบสด แกลบเผาหรือฟาง หว่านหรือคลุมบางๆ แล้วรดน้ำตามทันที หลังจากนั้น รดน้ำทุกวันเช้าและเย็น จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 20-25 วัน จึงทำการย้ายปลูก โดยการถอนกล้าแล้วเด็ดยอดนำไปปลูกในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร เมื่อถอนกล้าออกจากแปลงแล้วจะต้องปลูกให้เสร็จภายในวันเดียวกัน หลังจากปลูกเสร็จควรหาฟางหรือหญ้าแห้งมาคลุมเพื่อเก็บความชื้นและรดน้ำตามทันที

2. การปักชำ โดยตัดกิ่งที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วปลิดใบออกให้หมดนำไปปักชำในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดคลุมให้ทั่วแปลง และรดน้ำตามทันที

การเก็บเกี่ยวดูแลรักษา

โหระพาเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการรดน้ำให้ทุกวัน แต่ระวังอย่าปล่อยให้มีการท่วมขังของน้ำในแปลง ในระยะแรกควรทำการพรวนดินและกำจัดพืชทุกๆ 1-2 สัปดาห์ โดยการใช้มือถอนจอบหรือเสียมดายหญ้าออกและควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบต่อต้นและราก

โหระพาเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย เจริญเติบโตดี การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายน้ำรดหลังปลูกประมาณ 15-20 วัน จะทำให้การเจริญเติบโตของโหระพาดียิ่งขึ้น และมียอดอวบงามและใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ทุกครั้งหลังจากการเก็บเกี่ยวสำหรับการป้องกันกำจัดโรคและแมลงนั้น เนื่องจากโหระพาเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงมากนัก การแก้ปัญหาจึงไม่ควรใช้สารเคมี เพราะอาจไม่คุ้มค่า

การเก็บเกี่ยว

หลังจากปลูกประมาณ 30-35 วัน สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มีดคมๆ ตัดต้นหรือกิ่ง ห่างจากยอดลงมาประมาณ 10-15 เซนติเมตร นำไปขายหากยังไม่มีผู้รับซื้ออาจชะลอการเก็บเกี่ยวได้ โดยการตัดช่อดอกออกโหระพาก็จะแตกกิ่งแตกใบออกมาอีกเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวสามารถกระทำได้ทุกๆ 15-20 วัน ไปจนถึงอายุ 7-8 เดือน

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผักหวาน

ผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้านเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหารเป็นพืชที่ปลูกงาย ทำรายได้ดีให้กับเกษตรกร

ผักหวานบ้านเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นแข็งแรง ตั้งตรง กิ่งอ่อนสีเขียวเข้ม ผิวเรียบ ใบประกอบด้วยใบย่อย เรียงสลับรูปวงรี ปลายใบแหลม

วิธีปลูก
ขยายพันธุ์โดยการปักชำ โดยตัดกิ่งจากต้นพันธุ์ที่ไม่แก่และอ่อนเกินไป ยาวกิ่งละ 6 นิ้ว ประมาณ 3-4 ตา ปักชำในถุงใส่ขี้เถ้าแกลบตำไว้ในเรือนเพราะชำรดน้ำเช้า – เย็น ประมาณ 1 เดือน นำไปปลูกได้

การปลูก
ขุดหลุมปลูก ใช้ระยะระหว่างต้น ระหว่างแถว 50 x 50 เซนติเมตร

ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก รองก้นหลุม
ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวได้ถึง 5 ปี ถ้าดูแลรักษาดี

การดูแลรักษา
การให้น้ำ ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ชอบน้ำทางใบมากกว่าทางราก ถ้าใช้ระบบสปริงเกอร์ให้น้ำจะสะดวกและประหยัดแรงงาน

การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปีละ 2 ครั้ง ๆ ละ 1-2 ตันต่อไร่ เพื่อเป็นอาหารแก่ต้นพืชทำให้ดินร่วนซุย

การเก็บผลผลิต
การเก็บผลผลิตผักหวานบ้าน ควรเก็บยอดผักหวานในช่วงเช้ามืดถึงประมาณ 10 โมงเช้า จะได้ยอดผักหวานบ้านที่สดและกรอบ

วิธีเก็บเลือกเก็บเฉพาะส่วนยอด ประมาณ ใบที่ 3 นับจากตายอดลงมา หรือยาวประมาณ 3-4 นิ้ว หลังเก็บจากแปลงผักจะเหี่ยวให้นำมาแช่น้ำเย็นสักครู่แล้วบรรจุถุงขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม – 5 กิโลกรัมราคาจำหน่ายที่แปลงปลูก กิโลกรัมละ 50-60 บาท ใน 1 เดือน เก็บผลผลิตได้ประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่จะมีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท เมื่ออายุ 8 เดือน ขึ้นไป

การตัดแต่งทรงพุ่ม
เมื่อเก็บยอดผักหวานบ้านแล้ว ควรตัดแต่งทรงต้นไม่ให้สูงเกินกว่า 70 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการเก็บยอด อายุประมาณ 1-2 ปี ควรมีการทำสาวโดยการตัดต้นให้ต่ำ คือให้สูงเพียง 1 ฟุต

การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชของผักหวานบ้าน
โรคโคนเน่า แปลงปลูกและน้ำขัง เชื้อรา จะเข้าไปทำลายทำให้ต้นเหี่ยว ควรขุดต้นเผาไฟเพื่อป้องกันการระบาดของเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน

การนำมาประกอบอาหาร
ผักหวานบ้าน สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผักหวานผัดน้ำมันหอย ผัดไฟแดง แกงเลียง แกงส้ม แกงจืด ชุบแป้งทอด ก๋วยเตี๋ยวผักหวาน ยำผักหวาน ฯลฯ

คุณค่าทางอาหาร
ผักหวานบ้าน มีคุณค่าทางโภชนาการมากมายมีสารอาหารหลายชนิด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินซี

สรรพคุณทางสมุนไพร
ผักหวานบ้าน ช่วยในการยืดหดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคภูมิแพ้จากมลพิษทางอากาศ ร่างกายขับถ่ายได้ดี

ราก
ใช้แก้คางทูม คอพอก แผลฝี ใบใช้ตำ แก้แผลฝี ดอกใช้ขับโลหิต
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...