แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้พุ่มเตี้ย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้พุ่มเตี้ย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนามเกี่ยวไก่

ชื่อท้องถิ่น: หนามเกี่ยวไก่

ชื่อพฤกษศาสตร์: Capparis echinocarpa Pierre ex Gagnep

ตระกูล(วงศ์): CAPPARACEAE

ลักษณะพืช ไม้พุ่มเตี้ย สูง 0.5 ถึง 2 เมตร กิ่งอ่อนค่อนข้างซิกแซก กลม สีเขียวแกมเทา มีกิ่งแขนง เล็กน้อย กิ่งแก่มีแขนงมากขึ้น กิ่งมีขนปกคลุมเล็กน้อย ต้นแก่สีเทาแกมเหลือง ลำต้นมีหนาม stipule spine ข้อละ 2 อัน หนามโค้งกลับ ยาว 2-4 มม.

ใบ ใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับ ใบรูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปรี ฐานใบมน ปลายใบแหลมหรือมน ขอบ ใบเรียบ ผิวใบเรียบ ใบกว้าง 1.5-4.0 ซม. ยาว 2-7 ซม. ก้านใบยาว 3-4 มม. ก้านใบอ่อน มีขนปกคลุมเล็กน้อย สีใบ เขียวแกมเหลือง

ดอก ดอกเดี่ยว เกิดที่ซอกใบ ก้านดอกยาว 1-3 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางดอกบาน 1.5-2.5 ซม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียว โคนติดกันปลายแยกเป็น 4 แฉก กลีบกว้าง 2-4 มม. ยาว 4-5 มม. กลีบมีขนเล็กๆปกคลุม กลีบดอก 4 กลีบ สีขาว กลีบกว้าง 2-3 มม. ยาว 5-9 มม. 2 กลีบบนแยกกัน 2 กลีบล่างติดกันเป็นกลีบเดียวปลายเว้าเป็น 2 พูลึก เกินครึ่งความยาวกลีบ ตอนกลาง กลีบเป็นสีขาวหรือน้ำตาล กลีบรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับปลายมน มีขนเล็กๆ ที่ขอบกลีบ เกสรเพศผู้ 8-10 อัน แยกกัน ก้านชูอับเรณูยาว 2-3 ซม. อับเรณูสีเขียว เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่ superior ovary มีก้านชูรังไข่(gynophore) ยาว 1.5-2.5 ซม. ก้านชูรังไข่มีขนเล็กๆ ก้านเกสรเพศเมียสั้นมาก ยอดเกสร เป็นตุ่ม รังไข่รูปกลมหรือรี 1 ห้อง ออวุลจำนวนมาก

ผลและเมล็ด ผลสดแบบ berry รูปกลมหรือรี เส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 1-2 ซม. ผลแก่สีเหลือง

สรรพคุณ ทั้งต้น รสเฝื่อน ต้มน้ำดื่ม ขับน้ำเหลืองเสีย ขับพิษเลือดขับพิษน้ำเหลือง บำรุงร่างกาย แก้โรคผิวหนัง



วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

แพงพวย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Catharanthus roseus "G. Don".

ตระกูล APOCYNACEAE

ชื่อสามัญ Madagascar periwinkle



แพงพวยเป็นพืชพื้นเมืองของหมูเกาะมาดากาสกา มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลาง แบ่งออกเป็น 3 subspecies ได้แก่ C. roseus var. roseus มีกลีบดอกด้านในสีม่วง ใจกลางดอกมีสีม่วงเข้ม C. roseus var. albus มีกลีบดอกด้านในสีขาว ใจกลางดอกมีสีเหลือง C. roseus var. ocellatus มีกลีบดอกด้านในสีขาวใจกลางดอกมีส้มแดง แพงพวยมีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น ได้แก่ ผักปอดนา (ภาคเหนือ) ผักนมอินทร์ (สุราษฎร์ธานี) ตับขี้หมู (เกาะสมุย, เกาะพงัน) แพงพวยฝรั่ง พังพวยฝรั่ง พังพวยบก (ไทยภาคกลาง) เป็นต้น แพงพวยเป็นพืชอายุหลายปี (perennial) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก และเป็นพืชผสมตัวเอง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ โรค แมลง ตลลอดจนสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ สามารถเจริญได้ในอากาศร้อนจัดในฤดูร้อน ชอบแสงแดดปานกลางถึงแสงแดดจัด ดอกมีสีสันสวยงาม ออกดอกตลอดปี เป็นพืชที่มีระบบรากแก้ว ลำต้นมีทั้งทอดขนานไปตามผิวดินและตั้งตรง ทรงพุ่มสูงประมาณ 40-120 เซนติเมตร

ลักษณะทั่วไป

แพงพวยนี้เป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตได้ดีแตกกิ่งก้านสาขาได้อย่างมากมาย ใบสีเขียวเข้ม ลักษณะกลมรี ขอบใบเรียบ ใบยาวประมาณ 2 นิ้ว และกว้างประมาณ 1 นิ้ว ออกดอกบริเวณยอดของต้น ดอกของแพงพวยจะมีสองสีคือแดงและขาว นิยมปลูกประดับไว้ตามสนามหญ้า ข้างทางเดินหรือข้างถนน การปลูกจะปลูกเป็น แถวหรือเป็นกลุ่ม

พันธุ์แพงพวย

1. Snowflakes มีพุ่มต้นสูง 10 นิ้ว ต้นสูงสม่ำเสมอกันหมด ดอกสีขาว

2. Little Blanch สูง 10 นิ้ว ดอกสีขาว

3. Little Bright สูง 10 นิ้ว ดอกสีขาว ใจกลางดอกสีแดง

4. Little Linda ต้นสุง 8-10 นิ้ว ดอกสีชมพูเข้มอมม่วง พุ่มต้นกระทัด และออกดอกมาก

5. Little Pinkie ดอกสีชมพูเข้ม

6. Little Mixed มีหลายสีคละกัน

7. Little Blanche สีขาว

8. Little Bright Eye สีชมพูมีแต้มสีแดง

9. Little Delicata สีขาวมีแต้มสีแดงเข้ม

10. Little Linda สีชมพูอมม่วง

11. Grape Cooler สีม่วงขาว

12. Peppermint Cooler สีขาวมีแต้มสีแดง

13. Blush Cooler สีชมพู

14. Orchid Cooler สีชมพูเข้ม

15. Parasol สีชมพูเข้ม

16. Pretty in Rose สีชมพูอ่อน

17. Tropicana Blush สีแดงอ่อน

18. Tropicana Bright Eye สีชมพู

19. Tropicana Pink สีชมพูเข้ม

20. Tropicana Rose สีชมพูเข้ม

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์แพงพวย สามารถทำได้ด้วยวิธีการปักชำ หรือเพาะเมล็ด แต่การเพาะจากเมล็ดทำได้ง่ายและสะดวกกว่าโดยสามารถเพาะลงในกระบะ หรือหว่านลงในแปลงปลูก เมล็ดจะงอกภายใน 5-7 วัน แพงพวยสามารถปลูกได้ตลอดปี เนื่องจากเป็นพืชในเขตร้อน ต้องการแสงแดดและอากาศร้อน ในต่างประเทศจะร่วงเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูหนาวและจะแตกยอดใหม่ในต้นฤดูใบไม้ผลิเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลางโดยเฉพาะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีและค่อนข้างจะแห้ง เนื่องจากจะช่วยในการส่งเสริมการเจริญของรากได้ดี ถ้าดินแฉะเกินไปจะ ทำให้รากไม่มีอากาศหายใจ ทำให้รากเน่าได้

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดจัด

น้ำ ต้องการน้ำพอสมควร อย่าให้น้ำขังแฉะ

ดิน เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 2 ครั้ง

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด แพงพวยเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก

โรคและแมลง ไม่ค่อยพบโรคและแมลงรบกวน



จากเว็บ http://www.the-than.com/FLower/9-1.html


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกกุหลาบพันปี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhododendorn arboretum Smith
วงศ์ : ERICACEAE

ลักษณะเด่น เป็นไม้พุ่ม สูง 3 -10 เมตร ลำต้นคดงอ
เปลือกต้นสีน้ำตาลมีลายด่าง สีขาว

ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปหอกกลับ สีเขียวเข้ม ออกเวียนสลับ ปลายแหลม
โคนแหลมหรือสอบ หลังใบมีขน ขนาดใบกว้าง 2.5 - 4 ซ.ม. ยาว 8-12 ซ.ม.

ดอกกุหลาบพันปี ออกดอกเป็นช่อกระจุก ที่ปลายกิ่ง ดอกสีแดงเข้ม
กลีบดอกรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ปลายกลีบย่น มีเกสรตัวผู้ 10 อัน

ผล รูปทรงกระบอกมีเมล็ดด้านใน



ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด

ดอกกุหลาบพันปี พบมากทางภาคเหนือ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับสวน

มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกช่วงมกราคม - พฤษภาคม





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

เตยแก้ว

ชื่อ : เตยแก้ว

ชื่อพฤกษศาสตร์: Pandanus pacificus H.J. Vietch ex M.T. Mart.

เตยแก้ว หรือเตยญี่ปุ่น เป็นไม้ประดับที่นิยมกันทั่ว ใช้จัดสวนประดับริมน้ำในที่โล่งแจ้งที่มีเนื้อที่กว้างขวาง หรือปลูกริมตลิ่งยึดดิน ริมน้ำเป็นแนวยาว เพราะเตยแก้วขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก โดยการแยกหน่อของเตยชนิดนี้ไปปลูก ไม่ว่าจะแยกต้นเล็กต้นใหญ่ต้นนิดต้นน้อย เตยแก้วจะให้หน่อเป็นต้นเร็วจำนวนมาก ท่านที่จะทำบ้านริมน้ำ ให้ปรับแนวตลิ่งให้ราบจัดสวนชายน้ำให้สวยงาม พวกนี้น้ำท่วมถึงก็ไม่เป็นไร ปลูกง่ายตายยาก น้ำลดมีหน่อมีเหง้าอยู่เดี๋ยวก็ขึ้นใหม่



จากเว็บ http://www.suansavarose.com/index.php?mo=3&art=195473

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

เตยด่าง

ชื่อ : เตยด่าง

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Pandanus veitchii Mast. & Moore

วงศ์ : Pandanaceae

ถิ่นกำเนิด : โพลินีเซีย

ใน ธรรมชาติพบตามริมน้ำหรือบริเวณทั่วไปที่มีน้ำกร่อยแตกรากค้ำจุนที่โคนเหมาะ สำหรับปลูกเป็นไม้ริมตลิ่งเพราะรากค้ำยันจะช่วยป้องกันการพังทลายของดินได้ ดอก มีกลิ่นหอม แต่จะออกดอกเมื่อต้นโดเต็มที่เท่านั้น การขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อมาปลูกไม่นิยมเพาะเมล็ด ขนาดออกดอกยังใช้เวลานาน กว่าเมล็ดจะสมบูรณ์นำมาใช้เพาะได้ก็เลยเสียเวลารอ แยกหน่อง่ายกว่าเพียงแต่ว่าตอนต้นเล็กใบยังไม่มีหนามควรเลี้ยงไว้ในที่ที่มี แสงแดดครึ่งวันพอต้นโตเต็มที่จะมีหนามเกิดขึ้นค่อยนำไปปลูกในที่มีแสงแดด ตลอดวัน



จากเว็บ http://www.suansavarose.com/index.php?mo=3&art=195473

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ผกากรอง

ชื่อพื้นเมือง : ผกากรองต้น ขะจาย ตาปู ขี้กา คำขี้ไก่ สาบแร้ง

ชื่อสามัญ : Cloth of Gold, Hedge Flower

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lantana camara, Linn

ชื่อวงศ์ : VERBENACEAE

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตัดกิ่งปักชำ
ลักษณะ : ต้น ไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาโดยรอบ ลำต้นมีขนปกคลุม จับดูจะระคายมือ
ใบ รูปไข่ขอบจะจัก ปลายใบแหลม พื้นใบมีสีเขียวเข้ม ผิวของใบจะสากระคายมือ ใบออกเป็นคู่
ดอก สีเหลือง แดง ชมพู ขาว ม่วง ดอกเล็กออกเป็นกระจุก อาจมีหลายสีหรือสีเดียว ผล - เมล็ด

ประโยชน์ : ใช้ปลกเป็นไม้ดอกไม้ประดับบริเวณบ้านและสวนหย่อม

สรรพคุณ ส่วนที่นำมาใช้ทำยา คือ ใบ ดอก ราก โดยเก็บได้ตลอดปี จะใช้สดหรือตากแห้งก็ได้

"ใบ" มีรสขม เย็น ใช้แก้บวม ขับลม แก้แผลผดผื่นคันที่เกิดจากความชื้นหรือหิด ซึ่งเตรียมยาดังนี้นำใบสด10-15 กรัม มาตำและพอกบริเวณที่เป็น หรือ นำใบสดมาต้มแล้วนำน้ำที่ได้มาชะล้างบริเวณที่เป็น


"ดอก" มีรสจืดชุ่ม แต่ให้ความรู้สึกเย็น ใช้แก้อักเสบ ห้ามเลือด แก้วัณโรค อาเจียนเป็นเลือด แก้ปวดท้องอาเจียน แก้ผื่นคันที่เกิดจากความชื่นและรอยฟกช้ำที่เกิดจากการกระทบกระแทก โดยเตรียมยาดังนี้ ถ้าเป็นยารับประทานเพื่อรักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด แก้วัณโรค แก้ปวดท้องอาเจียน ให้ใช้ดอกสด 10-15 ช่อ หรือ ดอกแห้ง 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม จนกว่าอาการจะดีขึ้น ถ้าใช้รักษารอยฟกช้ำหรือผดผื่น ให้นำดอกสดมาตำและพอกบริเวณที่เป็น
"ราก" ใช้แก้หวัด ปวดศีรษะ ไข้สูง ปวดฟัน คางทูม รอยฟกช้ำที่เกิดจากการกระแทก โดยถ้าใช้รักษาอาการไข้ คางทูม ให้ใช้ราก 30-60กรัม ต้มน้ำดื่ม และถ้าใช้รักษาอาการปวดฟัน ใช้รากสด 30 กรัมกับเกลือจืด 30 กรัม ต้มน้ำบ้วนปาก การใช้ผกากรองรักษาโรคก็มีข้อควรระวัง คือ หญิงมีครรภ์ห้ามรับประทาน ส่วนที่ห้ามรับประทาน สำหรับทุกคนเพราะจะเกิดอันตรายจากพิษ คือ ผลแก่แต่ยังไม่สุกเนื่องจากสารกลุ่ม triterpenoid ได้แก่ lantadene A และ lantadene B ซึ่งรับประทานเมล็ดเข้าไปจะมีอาการเพลีย มึนงง ตัวเขียว ท้องเดิน หมดสติและเสียชีวิตในที่สุด





วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

บอนสี

บอนสี ( Caladium ) เป็นไม้ใบที่มีสีสันและลายใบสวยงาม ตลอดจนขนาดรูปใบแตกต่างมากจนได้รับการขนานนามว่า “ ราชินีแห่งไม้ใบ ” “Queen of the Leafy Plant”

สถานการณ์การผลิต
การผลิตบอนสีในต่างประเทศ มีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐฟลอริดา ที่นี่จะเป็นแหล่งผลิตหัวพันธุ์บอนสีจำหน่ายที่มีพื้นที่ประมาณ 8,000 ไร่ ในทุกปีจะมีการจัดงาน คาลาเดียม เฟสทิวัล ( Caladium Festival ) ที่รัฐฟลอริดา ในวันที่ 27-29 สิงหาคมของทุกปี นอกจากนี้ที่ประเทศศรีลังกาจะผลิตหัวบอนสีส่งขายให้กับสหรัฐอเมริกาในราคาถูก การผลิตบอนสีของประเทศสหรัฐอเมริกา และศรีลังกาจะผลิตโดยปลูกเป็นแปลงปลูกลงดิน พื้นที่กว้างแต่สายพันธุ์บอนสีของทั้ง 2 ประเทศยังมีน้อยกว่าประเทศไทย

ประเทศไทยมีการนำเข้าบอนสีจากต่างประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปลูกเลี้ยงและผสมพันธุ์บอนสีกันมานานมากกว่า 100 สายพันธุ์ ในสมัยก่อนการปลูกเลี้ยงบอนสีจะมีข้อจำกัด สายพันธุ์บอนสีที่ผสมพันธุ์ได้ใหม่จะมี ราคาแพงมากถึงหลักหมื่นบาท เทคนิคการปลูกเลี้ยงก็ยังไม่เผยแพร่นัก และที่สำคัญคือเป็นการเลี้ยงในตู้โดยเป็นการปลูกเลี้ยงเพื่อเน้นการประกวดให้ต้นสวยเด่น แต่เมื่อนำต้นออกมาไว้นอกตู้นานๆใบของต้นจะเหี่ยวได้ง่าย ทำให้มุมมองของคนที่จะซื้อไปปลูกเลี้ยงบอนสีมองว่าการปลูกเลี้ยงบอนสีนั้นดูแลยากต้องการการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดโดยแท้จริงการปลูกเลี้ยงบอนสีไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเป็นการปลูกเลี้ยงบอนสีจากหัวพันธุ์จะสามารถเจริญเติบโตออกจากหัวพันธุ์เป็นต้นไม้ประดับที่สวยงามและแข็งแรงได้ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบกว่าต่างประเทศในด้านมีสายพันธุ์จำนวนมากกว่าต่างประเทศ

การผลิตบอนสีเพื่อการค้าของประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท

• การผลิตเป็นไม้กระถาง

• การผลิตเป็ไม้หัวเพื่อการส่งออก

การผลิตต้นบอนสีเป็นไม้กระถางเพื่อการค้า

แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ

• การขยายพันธุ์โดยวิธีการผ่าหัว

นำหัวจากต้นที่สมบูรณ์อายุ 6 เดือน ล้างทำความสะอาด ตัดรากเก่าออก นำหัวผึ่งในที่ร่ม 20 นาที การผ่าหัวควรหามีดที่คมบางสะอาด ผ่าหัวจากด้านบนลงมาด้านล่างเป็นชิ้นบาง ทอนเป็นชิ้นสั้นไม่เกิน 1 ซม. นำมาใส่ในภาชนะที่มีน้ำ ห้ามใช้มือล้างหัวบอนกับน้ำจะทำให้คัน ควรใช้ไม้เล็กคนเบาๆ เทน้ำทิ้ง 2-3 ครั้งให้หมดยาง นำชิ้นเนื้อบอนที่ผ่าแช่ยากำจัดเชื้อรา 10 นาที นำขึ้นมาผึ่งลมบนกระดาษหนังสือพิมพ์ นำทรายหยาบล้างน้ำให้สะอาดจนได้น้ำใสนำทรายมาใส่ในภาชนะพลาสติกหลังจากนั้นคลุมปากภาชนะด้วยพลาสติกใส วางในที่ร่มนานประมาณ 3 สัปดาห์ชิ้นบอนจะเริ่มงอก หลังจากนั้น 1 สัปดาห์จึงจะเริ่มมีใบ 1 ใบ ให้นำต้นกล้าย้ายปลูกลงกระถางพลาสติกขนาด 3-4 นิ้ว

• การปลูกบอนสีเป็นไม้กระถาง

ดินปลูกต้องเป็นดินร่วนซุยผสมใบไม้ผุ เช่นใบทองหลาง ใบก้ามปู นำดินมาตากให้แห้ง นำต้นกล้าย้ายปลูกลงกระถางพลาสติก ขนาด 3-4 นิ้ว ที่บรรจุดินปลูกกดดินให้แน่นนำกระถางแช่น้ำให้ชุ่มนำมาวางไว้ในตู้บอนซึ่งมีน้ำ วางตู้บอนที่แสงรำไร 50-70 เปอร์เซ็นต์ ตู้บอนสีควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร สูง 50 ซม. และมีหลังคาจั่ว สูง 30 ซม. โครงตู้ทำจากวัสดุ เช่น ไม้ , เหล็ก, ท่อพลาสติกแล้วกรุด้วยพลาสติกใส ประโยชน์ของตู้บอนคือเก็บรักษาความชุ่มชื้นทำให้ต้นบอนสีเจริญเติบโตได้ดี ง่ายต่อการดูแลรักษาต้นบอนสีภายใน 2 เดือน สามารถจำหน่ายเป็นไม้กระถางได้

แหล่งผลิตต้นบอนสีกระถางจะอยู่ในภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ อยุธยา พื้นที่การผลิตประมาณ 50 ไร่ โดยมีปริมาณการผลิตประมาณ 300,000 กระถาง / ปี โดยผู้ปลูกเลี้ยงบอนสีจะนำต้นบอนสีกระถางที่ผลิตได้ไปขายที่ตลาดจตุจักร, ตลาดสนามหลวง 2, ตลาดมีนบุรี ฯลฯ เป็นต้น

การจำหน่ายบอนสีกระถาง

เมื่อได้ต้นบอนสีที่มีจำนวนใบตั้งแต่ 5 ใบขึ้นไป และใบดูแข็งแรง สามารถนำออกจำหน่ายได้ โดย หรือ
ผู้จำหน่ายควรมีการให้ความรู้แก่ผู้ซื้อในเรื่องของการดูแลรักษา โดยนำกระถางต้นบอนสีวางแช่น้ำในถาดรองกระถาง และให้น้ำโดยการรถน้ำลงบนดินให้ชุ่มชื้น

การผลิตบอนสีเป็นหัวเพื่อการส่งออก

หัวบอนสีเพื่อการส่งออกควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหัวตั้งแต่ 2 ซม.ขึ้นไปจึงจำเป็นที่จะต้องปลูกบอนสีลงดินนาน 7 เดือน เพื่อจะได้หัวที่มีขนาดใหญ่ โดยแบ่งขั้นตอนเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้

1. การเตรียมพื้นที่ปลูก ควรเตรียมในช่วงเดือนเมษายน เป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี ดินทีค่าความเป็นกรด-ด่าง 6.5-7.0 การเตรียมพื้นที่ควรเก็บซากพืชในแปลงเผาทิ้ง ไถดินตากดินนาน 30 วัน ไถและคราดเก็บวัชพืชออกจากแปลงใช้ยูเรียผสมปูนขาวอัตราส่วน 1 : 10 ปริมาณ 880 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ลงดินก่อนไถครั้งที่ 2 แล้วจึงไถพรวนยกแปลงสูง 30 ซม. กว้าง 1.2 ม. เว้นช่องทางเดิน 0.5 ม. ย่อยหน้าดินพร้อมผสมใบไม้ผุหรือแกลงดิบเก่า กำหนดระยะปลูก 30 x 30 ซม. จำนวนต้นพันธุ์ประมาณ 10,000 ต้นต่อไร่

2. การปลูกลงแปลงในช่วงเดือน พ.ค. กรณีที่หัวบอนสีมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 1 นิ้วเป็นต้นไป สามารถนำหัวมาผ่าเป็น 4-6 ชิ้นล้างน้ำแล้วแช่น้ำยาฆ่าเชื้อรา ลงปลูกในแปลงได้เลย แต่กรณีที่หัวบอนสีมีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2 ซม. ให้นำหัวบอนผ่าแล้วปลูกเลี้ยงให้ได้ต้นพันธุ์ มีอายุประมาณ 2.5 เดือน จึงนำต้นกล้ามาปลูก ให้หลุมปลูกที่รองก้นหลุมปลูกด้วยฟูราดาน กดดินให้แน่นบริเวณโคนต้น ใช้ฟางแห้งคลุมหน้าดินในระยะปลูกใหม่ควรให้น้ำเช้าเย็น จนบอนสีเจริญเติบโตได้ดี หลังจากปลูกแล้ว 1 เดือน (เดือน มิ.ย.) ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ใส่โคนต้น อย่าให้ถูกต้นจะทำให้ต้นไหม้ หลังจากนั้นเดือนถัดไปใส่ปุ๋ยสูตร 13-21-21 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ เดือนละ 1 ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง (เดือน ก.ค.,ส.ค.,ก.ย.) หลังจากนั้น (เดือน ต.ค.) ไม่ต้องใส่ปุ๋ย เนื่องจากต้นบอนสีเริ่มพักตัว

ศัตรูพืช

ต้นบอนสีเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง โรคที่พบส่วนใหญ่จะเป็นโรคเกี่ยวกับเชื้อราและแมลงที่พบจะได้แก่ เพลี้ยอ่อน และหนอนกินใบ

การเก็บเกี่ยวหัวบอนสี

ในช่วงเดือนต.ค. เริ่มเข้าฤดูหนาว ต้นบอนสีจะเริ่มพักตัว โดยจะค่อยๆทิ้งใบใบจะเหลืองจนไม่มีใบเหลือ ช่วงนั้นต้นบอนสีจะเข้าสู่การพักตัวควรงดการให้น้ำและขุดหัวมาล้างทำความสะอาด ชุบด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา ผึ่งในที่ร่มให้แห้งแล้วจึงนำเก็บไว้ในตะกร้า เพื่อรอการจำหน่ายต่อไป

การจำหน่ายหัวบอนสีส่วนใหญ่จะส่งออกไปต่างประเทศ ต้นบอนสีที่งอกจากหัวบอนสีจะทำให้ต้นแข็งแรงสามารถปลูกเป็นไม้กระถางและง่ายต่อการดูแลรักษาได้ง่าย

การตลาด

- บอนสีกระถาง ตลาดส่วนใหญ่เป็นตลาดภายในประเทศ เช่น จตุจักร, สนามหลวง 2, ตลาดต้นไม้ทั่วไป ฯ
- หัวบอนสี ตลาดส่วนใหญ่เป็นตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, สหรัฐอเมริกา ฯ



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หงอนไก่

หงอนไก่

ชื่ออื่น ๆ : ดอกด้าย (ภาคเหนือ), หงอนไก่ดอกกลม , หงอนไก่ฟ้า (ภาคกลาง) , พอคอที (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หงอนไก่ดง (นครสวรรค์) , แชเสี่ยง (จีนแต้จิ๋ว)

ชื่อสามัญ : Will Cockcomb, Cockcomb

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Celosia argentea Linn. (C.argentea L. var, cristata Ktze).

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ลักษณะ ทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาไม่มากนัก และไม่มีแก่นด้าย ลำต้นมีความสูงประมาณ 20 นิ้ว หงอนไก่นั้น เป็นพรรณไม้ที่กลายพรรณได้ง่าย เพราะฉะนั้นลำต้นบางต้นจึงมักไม่เป็นสีเขียวเสมอไป อาจจะเป็นสีแดง เขียว เขียวอ่อน ขาว ซึ่งก็แล้วแต่พรรณของต้นนั้น ๆ

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว จะออกรวมกันเป็นกลุ่มตามข้อลำต้น ใบมีสีเขียว จะเป็นรูปทรงมนรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบยาวประมาณ 8-10 ซม.

ดอก : ดอกจริง ๆ ของหงอนไก่นั้น มีขนาดเล็กเป็นละอองแต่จะออกติดกันแน่น เป็นช่อใหญ่ และจะใหญ่ประมาณ 2-4 นิ้ว ลักษณะของช่อดอกนั้นจะบิดจีบม้วนไปมาอยู่ในช่อ ซึ่งจะคล้ายกับหงอนไก่ ดอกของหงอนไก่มีอยู่หลายสีเช่นสีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง ฯลฯ และบางทีก็มีการผสมให้มีหลายสีในช่อเดียวกัน

ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม ข้างในผลมีเมล็ด อยู่หลายเม็ดลักษณะของเมล็ด เป็นรูปกลมแบน เปลือกนอกเป็นสีดำแข็ง เป็นมัน

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ชอบแสงแดดจัด ขึ้นง่ายเจริญงอกงามเร็ว ปลูกขึ้นดีในดินที่ร่วนซุย
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น, ก้านและใบ, ดอก, เมล็ด ราก

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำกิน เป็นยาแก้โรคท้องเสีย อาเจียนเป็นเลือด ริดสีดวงทวารมีเลือดออก กระอักเลือด ตกเลือด หรือใช้ลำต้นที่อ่อนตำให้ละเอียดใช้พอกแก้ตะขาบกัด เป็นต้น

ก้านและ ใบ ใช้ก้านและใบสดประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้ม หรือคั้นเอาน้ำกินเป็นยาระบาย แก้ริดสีดวงทวารมีเลือดออก อาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด ตกเลือด และเป็นโรคบิด หรือใช้ตำพอก บาดแผลมีเลือดออก ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน เป็นต้น

ดอก ใช้ดอกสดประมาณ 30-60 กรัม (แห้งประมาณ 15-30 กรัม) นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้บิด ถ่ายเป็นมูกเลือด ไอ หรืออาเจียนเป็นเลือด เลือดไหลไม่หยุด ประจำเดือนมามากผิดปกติ เลือดกำเดาออก ตกเลือด ตกขาว ปวดหัว เป็นผดผื่นคัน เยื่อตาอักเสบ และเป็นโรคตาแดง
เป็นต้น

เมล็ด ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 4.5-9 กรัม นำมาต้มน้ำหรือใช้ทำเป็นยาเม็ดกินเป็นยาแก้ความดันโลหิตสูง ตาฟางในเวลากลางคืน แก้อุจจาระเป็นเลือด บิดถ่ายเป็นมูกเลือด เลือดกำเดาออก ห้ามเลือด และผิวหนังเป็นผดผื่นคันอักเสบร้อนแดง เป็นต้น

ข้อห้ามใช้ : หญิง ที่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือนไม่ควรรับประทาน

ตำรับ ยา (สัตว์) : 1. สัตว์ปวดท้องหลังคลอดลูก ให้ใช้ดอกหงอนไก่ (C. argentea L. Var. cristata Kize) สีขาวแห้งประมาณ 60 กรัม ใบสนแผงแห้ง ประมาณ 120 กรัม กัญชาเทศแห้ง ประมาณ 60-120 กรัม นำมาบดให้ละเอียดแล้วผสมสุรา ให้กิน

2. วัวและม้า ที่มีเลือดกำเดาออก ให้ใช้ดอกหงอนไก่สดประมาณ 3-4 ช่อ ดอกทานตะวัน ประมาณ 2-3 ดอก รากหญ้าคา ประมาณ 60-100 กรัม นำมาต้มผสมนำตาลทรายประมาณ 120 กรัม เอาน้ำให้กิน

3. วัวและม้า ที่ถ่ายเป็นเลือด ให้ใช้ดอกหงอนไก่สีขาวแห้ง ประมาณ 120 กรัม ดินสุกเป็นก้อนที่อยู่ตามก้นเตาถ่าน ประมาณ 60 กรัม และเหล่งแหง่เช่า ประมาณ 30-60 กรัม นำมาบดรวมกันเป็นละเอียด แล้วใส่น้ำตาลทรายขาวประมาณ 120 กรัม ผสมให้กิน

ข้อมูลทางคลีนิค : จากผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในช่วง 160-120/100-135 มม. ปรอทรักษาด้วยการใช้เมล็ดที่แห้งประมาณ 30 ก. นำมาต้มสกัดเอาน้ำ 2 ครั้ง แล้วแบ่งเป็น
3 ครั้งต่อวันผลปรากฏว่า หลังจากที่ได้รับแล้ว 7 วัน ผู้ป่วยมีความดันลดลงเหลือยู่ในช่วง 125-145/70-90 มม. ปรอท

ข้อมูล ทางเภสัชวิทยา : สารที่สกัดจากเมล็ด และดอกนำมาทดลอง พบว่ามีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อ Trichomonas vaginalis ได้ดี เชื้อชนิดนี้เมื่อถูกต้มด้วยความร้อนสูงนาน 5-10 นาที ก็จะตายไป




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อังกาบหนู

ชื่ออื่น ๆ : อังกาบหนู, เขี้ยวเนื้อ, เขี้ยวแก้ง (ภาคกลาง), อังกาบ (นครศรีธรรมราช), มันไก่ (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barleria prionitis Linn.

วงศ์ : ACANTHACEAE

ลักษณะ ทั่วไป : ต้น : อังกาบหนูเป็นสมุนไพรไม้พุ่ม ที่มีกิ่งก้านแตกออกไปรอบ ๆ ต้น ตามข้อต้นหรือที่โคนต้นจะมีหนามแหลมยาวประมาณครึ่งเซนต์ อยู่ซึ่งมีสีเขียว ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อต้น ลักษณะของบเป็นรูปรี ปลายใบและโคนใบจะแหลม แต่ตรงกลางใบจะกว้าง ขอบใบเรียบไม่มีจัก มีสีเขียว ขนาดของใบกว้างประมาณ 0.5-1 นิ้วยาว 1.5-2 นิ้วมีก้านใบสั้นจะยาวรอบ ๆ ครึ่งเซนต์ได้

ดอก : เป็นไม้ดอกเดี่ยว และจะออกอยู่ตามข้อต้นลักษณะของดอกแยกออกเป็น 5 กลีบเท่า ๆ กัน มีสีเหลือง เกสรกลางดอกมี 4 อัน ใบประดับที่รองรับดอกอยู่จะเป็นหนามแหลม 1 คู่ กลีบรองกลีบดอกสีเขียว 5 กลีบยาว 0.5 นิ้วเช่นกัน

ผล : เป็นฝักมนรี โคนกว้างปลายจะแหลม โตประมาณ 0.8 ซม. ยาว 1.8-2 ซม.

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่เจริญงอกงามได้ดีในดินทุกชนิดโดยเฉพาะดินที่ร่วนซุย และมีความชื้นปานกลาง ขยายพันธ์ด้วยเมล็ด และตอน

ส่วนที่ใช้ : ใบ และราก ของอังกาบหนู

สรรพคุณ : ใบ ใช้แก้งูกัด เคี้ยวแก้ปวดฟัน หรือนำใบมาคั้นกิน แก้เป็นหวัด ช่วยลดไข้ แก้อัมพาต โรคปวดตามข้อ โรคคัน บวมใช้ทาแก้ปวดหลัง หรือผสมกับน้ำมะนาวแก้ขี้กลาก แก้ท้องผูก หรือใช้ผสมกับน้ำผึ้งรักษาเลือดออกตามไรฟัน ใช้หยอดหู แก้โรครูมาติซั่ม
ราก เป็นยาลดไข้ เมื่อเอารากมาผสมกับน้ำมะนาวแก้ขี้กลากแก้อาหารไม่ย่อย



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ชา

ชา (Camellia sinensis) เป็นพืชที่ใช้เป็นเครื่องดื่มที่มีคนนิยมดื่มกันมานานกว่า 2,000 ปี โดยเฉพาะคนใน
ประเทศจีนและอินเดียนิยมดื่มชากันมาก และนั่นก็หมายความว่าพลโลกร่วม 2,000 ล้านคน บริโภคชาเป็นประจำ

ชามีต้นกำเนิดในจีนตอนใต้ และอินเดียตอนเหนือ ทุกวันนี้แหล่งชาที่สำคัญได้แก่ บริเวณไหล่เขาของประเทศศรีลังกา จีน อินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย เป็นต้น

ชาเป็นพืชยืนต้นที่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีความสูงถึง 6 เมตร ชาบางชนิดสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 100 ปี ตามปกติชาวไร่จะนิยมปลูกชาตามบริเวณไหล่เขา ทั้งนี้ก็เพื่อให้รากชาช่วยยึดดิน และเพราะเหตุว่าคุณภาพ
ของชาขึ้นกับสภาพดินฟ้าอากาศ ดังนั้นชาที่ปลูก
ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละฤดู จะให้ชาที่มีรสไม่เหมือนกัน และโดยทั่วไปแล้วชาที่ปลูกในที่สูงจะมีกลิ่นและรสชาติที่ละมุนละไมกว่าชาที่ปลูกในพื้นที่ที่ต่ำกว่ามาก

เมื่อต้นชามีอายุได้ 4-5 ปี ชาวไร่จะเลือกเก็บใบชา โดยเขาจะเลือกเก็บเฉพาะยอดอ่อนและใบอ่อน และเมื่อเก็บใบแล้วใบชาใหม่ก็จะแตกใหม่ในเวลาอีกไม่นาน

กระบวนการทำชาคือการแปรรูปใบชาอ่อนให้เป็นใบชาที่มีสภาพอย่างที่เราเห็น โดยในขั้นต้น เขาจะผึ่งใบชาที่เก็บมาได้ด้วยลมในตะแกรงให้แห้ง จนใบชาลดน้ำหนักเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเดิม กระบวนการผึ่งลมนี้ใช้เวลานาน 12 ชั่วโมง เมื่อใบอ่อนถูกผึ่งจนแห้งแล้ว เขาจะนำใบชามานวดเพื่อให้ใบม้วนตัวและกระตุ้นให้สาร tannin ที่มีอยู่ในใบถูกขับออกมา tannin ทำให้ใบชามีรสฝาดขม จากนั้นใบชาที่ถูกนวดแล้ว จะถูกนำมาหมักเพื่อให้ออกซิเจน


ทำปฏิกิริยากับใบชาจนใบเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล ชาฝรั่งที่มีสีน้ำตาลได้จากการหมักลักษณะนี้

ขั้นตอนต่อไปของการทำชา คือการอบ โดยใบชาจะถูกอบด้วยความร้อนนานประมาณ 30 นาที ในช่วงที่มีการอบ ปฏิกิริยาเคมีในชาจะหยุด ชาวไร่จะอบชาจนกระทั่งชามีความชื้นเหลืออยู่เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ขั้นสุดท้ายคือนำใบชาไปผ่านเครื่องร่อน เพื่อคัดใบชาตามขนาด

ชาที่นิยมดื่มมี 3 ชนิด คือ ชาฝรั่ง หรือชา oolong ซึ่งเป็นชาที่ผ่านการนวดอย่างสมบูรณ์ ชาจีน หรือชาดำ เป็นชาที่ผ่านการนวดเพียงเล็กน้อย และชาเขียว ซึ่งเป็นชาที่ไม่ถูกนวดเลย ในการต้มชานั้นน้ำที่เหมาะกับการต้มชาควรมีอุณหภูมิสูงประมาณ 80 องศาเซลเซียส และน้ำที่ใช้ต้มชาฝรั่งควรเป็นน้ำเดือด

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับการดื่มชา หากดื่มเข้าไปมากๆ ขณะท้องว่าง บางคนอาจจะเมา ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือ เมา caffeine ที่มีอยู่ในชา ทำให้มีอาการวิงเวียนคล้ายเมารถ ประมาณกันว่าในชา 1 ถ้วย จะมี caffeine ประมาณ 60 มิลลิกรัม caffeine จะกระตุ้นให้คนดื่มรู้สึกสดชื่นและ
กระปรี้กระเปร่า

ชาวจีนมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับชามากมายและเชื่อว่าชามีสรรพคุณเป็นยารักษาสารพัดโรค เช่น โรคท้องเสีย และโรคหัวใจ เป็นต้น

ในวารสาร Journal of the National Cancer Institute ฉบับเดือนมกราคม 2540 A. Goldbohm แห่ง Nutrition and Food Research Institute ได้รายงานว่า ชาดำ หรือชาจีน ไม่มีผลในการรักษา
มะเร็งแต่อย่างใด ไม่ว่ามะเร็งนั้นจะเป็นมะเร็งกระเพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด หรือมะเร็งเต้านม

ผู้วิจัยกล่าวว่า ถึงแม้สารประกอบ catechins และ flavonols ที่พบในเซลล์ของสัตว์ จะมีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งก็ตาม แต่เมื่อสารเหล่านี้
อยู่ในชาดำ การถูก oxidized ทำให้มันหมดฤทธิ์ที่จะต่อสู้มะเร็ง

ผู้วิจัยกล่าวเสริมว่า จากความจริงที่ว่า คนที่นิยมดื่มชามักจะเป็น
มะเร็งน้อยกว่าคนทั่วไป เพราะคนเหล่านี้มักจะเป็นคนสูบบุหรี่น้อย และชอบบริโภคผลไม้ หาได้เป็นมะเร็งน้อยเพราะดื่มชาไม่
ชา เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งสกัดมาจากใบของต้นชา (Camellia sinensis) โดยนิยมใช้รับประทานเป็นเครื่องดื่มร้อน แต่มีให้เห็นในลักษณะเครื่องดื่มเย็นเช่นกัน กลิ่นของชาจะออกมาในขบวนการต่างๆ เช่น การออกซิเดชัน การให้ความร้อน การตากแห้ง ชามีการผลิตทั่วโลกประมาณ 3,000,000 ตัน ต่อปี

ในเมืองไทย ชาไทย ชานม ชามะนาว ชาไข่มุก ชาเขียว เป็นที่นิยม

ชนิดของชา

ชาดำ
การผลิตชาดำ ทำได้โดยการนำใบชามาทำให้แห้งโดยการรีดน้ำที่หล่อเลี้ยงให้ใบชาชุ่มชื้นออกมาเพื่อทำให้ใบชาเหี่ยวและอ่อนลีบ โดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 16 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงนำใบชาที่แห้งแล้วนั้นมากลิ้งด้วยลูกกลิ้ง บดและฉีก ต่อจากนั้นจึงนำไปหมัก ซึ่งหลังจากกระบวนการหมักทั้งสิ้นแล้ว จะได้ใบชาที่แห้งสนิท

ชาอูหลง
การผลิตชาอูหลง ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการหมักแต่เพียงครึ่งหนึ่ง จึงทำให้รสชาติและสรรพคุณอยู่ระหว่างชาดำและชาเขียว กระบวนการผลิตชาอูหลงเริ่มจากนำใบชามาทำให้แห้งลีบโดยใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงนำไปกลิ้งด้วยลูกกลิ้ง ฉีก และหมักด้วยระยะเวลาสั้น ๆ

ชาเขียว
การผลิตชาเขียว ทำโดยนำใบชามาอบไอน้ำ หลังจากนั้นจึงนำไปกลิ้งด้วยลูกกลิ้งและทำให้แห้งอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการดังกล่าว จึงทำให้ใบชายังคงมีสีเขียว จากกระบวนการผลิตที่ง่ายและน้อยขั้นตอน ทำให้ชาเขียวยังคงมีสารในพืชที่มีประโยชน์หลงเหลืออยู่มากกว่าชาชนิดอื่น ๆ

มีการทำผลิตภัณฑ์ชาหลากหลายชนิดในยุคปัจจุบัน เช่น ชาเย็นพร้อมดื่ม และ ผสมส่วนผสมอย่างอื่นเพื่อแต่งกลิ่นและรส เช่น เนสที ชาโออิชิ

ชาตะไคร้เตยหอม
เป็นชาที่ไม่ได้ใช้ส่วนผสมจากต้นชาเลย แต่ว่านำพืชที่มีกลิ่นหอม มาหั่นพอประมาณ และอบแห้ง เป็นชาที่มีกลิ่นค่อนข้างแรง และราคาถูกกว่าชาแท้ๆ แต่รสชาติจะสู้ไม่ได้

ชามะลิ
เป็นชาที่นำชาเขียว (หรืออาจเป็นชาอื่นๆ) มาใส่ดอกมะลิที่รีดน้ำ และกลิ้งแล้ว ใส่ลงไป ปกติถ้าเป็นชาที่คุณภาพต่ำ จะไม่ใช้มะลิแท้ๆมาทำ เพียงแค่แต่งกลิ่นประกอบเพิ่มเท่านั้น ส่วนชามะลิแท้ๆ จะใส่มะลิอบแห้งไปด้วย ทำให้ได้รส และกลิ่นมะลิเต็มตัว ทำให้ราคาของชามะลิแท้จะค่อนข้างแพง

ประโยชน์
นักวิทยาศาสตร์ชาวสิงคโปร์พบว่า การดื่มน้ำชา ช่วยให้สมองสดชื่น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ [1]

ข้อห้ามสำหรับผู้ดื่มชา
สตรีมีครรภ์ เด็กที่อายุน้อยกว่า3ขวบ หรือ กำลังมีประจำเดือน ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากชา (โดยเฉพาะคุณภาพต่ำ) จะรวมตัวกับสารอาหารต่างๆที่มีประโยชน์ เช่นธาตุเหล็ก ซึ่งจะทำให้ ผู้นั้นขาดสารอาหารบางชนิดได้

ผู้ป่วยไม่ควรดื่มชา เนื่องจากยาที่กินเข้าไป อาจทำปฏิกิริยากับชานั้นๆได้

ไม่ควรดื่มชา ใกล้ๆเวลาอาหาร ควรดื่มหลังอาหารไป2-3ชั่วโมง เนื่องจากจะไปรวมตัวกับสารอาหารสำคัญได้

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กะสัง

ชื่อท้องถิ่น สัง สังขวิด

ชื่อวงศ์ MYRTACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cephaelis griffithii Hook.f,
Peperomia pellucida Korth

ลักษณะลำต้น เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร แผ่กิ่งก้านออกเป็นทางพุ่ม ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร

ลักษณะใบ ใบกลมปลายมน มีขนาดเล็ก ประมาณ 1.5-2.0 เมตร ใบแตกออกจากกิ่ง มีใบ 4-5 ใบต่อ 1 ก้าน

ลักษณะดอก คล้ายดอกกระถิน เป็นปุย สีขาว ออกดอกเป็นช่อตามลำกิ่ง

ลักษณะผล ผลสีเขียวคล้ายผลส้ม มีขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว

ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร ยอดอ่อน
ใช้เป็นอาหารประเภท ยอดอ่อนกินเป็นผักสด ผักเหนาะ ขนมจีน ใส่ในยำลูกโตนดอ่อน

รสชาติ รสร้อน กลิ่นหอม

ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ เมล็ดจากผลสุก เพาะในกระถางปลูกเป็นไม้ประดับ

พื้นที่ที่เจริญเติบโตได้ดี ชอบที่สูงไม่ชอบที่น้ำท่วมขัง

ฤดูกาลที่ให้ผลผลิต ยอดออกฤดูแล้ง

ส่วนที่เป็นพิษ ไม่มี

ประโยชน์ใช้สอย เป็นไม้เนื้อแข็ง ใช้แปรรูปในการก่อสร้างบ้านเรือน ทำเสาเรือน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน

ความเชื่อในการนำมาใช้

ประโยชน์หรือพิธีกรรม ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นไม้มงคลมาแต่สมัยพุทธกาล นิยมนำมาใช้ในการประพรมน้ำมนต์

สรรพคุณทางสมุนไพร ต้นตำพอกแผล ฝี หนอง ฆ่าเชื้อ

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โหระพา

โหระพา

ตระกูล Labiatae

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basilicum Linn.

โหระพาเป็นผักที่ใช้บริโภคเป็นผักสดหรือใช้ประกอบอาหารอื่นๆ ก็ได้ ทำให้อาหารมีรสชาติและกลิ่นหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น ใช้ใบปรุงอาหารเป็นผักชูรสได้หลายชนิด เช่น แกงเผ็ด แกงเลียง ผัด ทอด รับประทานสด เป็นเครื่องแนมอาหารคาวหรืออาหารว่างได้เป็นอย่างดี นอกจากจะใช้เป็นอาหารแล้วยังมีคุณค่าทางยาช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เมล็ดเมื่อแช่น้ำจะพองตัวใช้รับประทานแก้บิด ช่วยหล่อลื่นลำไส้

โหระพาเป็นพืชที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสั้น มีความสูงของทรงพุ่มไม่เกิน 60 เซนติเมตร ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ก้านใบและลำต้นมีสีม่วงแดง ใบสีเขียว ใบเป็นรูปหอกยาวประมาณ 1-3 นิ้ว มีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นชั้นคล้ายฉัตร ดอกสีขาว ม่วงหรือชมพู โหระพาสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่มีความชื้นสม่ำเสมอ ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวันและสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

พันธุ์โหระพา

โหระพาที่ปลูกกันทั่วไปในประเทศไทยส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกต่อๆ กันมา โดยเก็บเมล็ดพันธุ์เอง และต่อมาบางที่เกิดจากการกลายพันธุ์ไปแต่ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกเป็นแต่ละพันธุ์อย่างชัดเจน สาเหตุเพราะการปลูกเป็นการค้าที่ยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก เนื่องจากปริมาณความต้องการยังมีจำกัด มีการซื้อขายกันจำนวนมากๆ เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีบริษัทเอกชนคือ บริษัท อีสท์เวสท์ซีด จำกัด ได้พัฒนาสายพันธุ์โหระพาขึ้นมา ได้แก่ พันธุ์โหระพา จัมโบ้ (4320) ซึ่งมีลักษณะใบใหญ่ ใบสีเขียวสดใส มีกลิ่นหอม โตเร็ว ต้นแข็งแรง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด และปลูกได้ตลอดปี

การปลูก

การเลือกพื้นที่ โหระพาเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ 1-2 ปี การเลือกพื้นที่ควรพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ ดินควรมีความร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์ดี มีการระบายน้ำดี อยู่ใกล้แหล่งน้ำและสามารถนำน้ำมารดได้สะดวก อยู่ใกล้ที่พักอาศัยและการคมนาคมสะดวก

การเตรียมดิน โหระพาเป็นพืชที่มีระบบรากลึกปานกลาง การเตรียมดินควรขุดหรือไถดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน ไถพรวนคราด ย่อยดินให้ละเอียด เก็บเศษวัชพืชออกให้หมด หลังจากนั้นยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสมเว้นช่องว่างระหว่างแปลงประมาณ 30 เซนติเมตร เมื่อยกแปลงเสร็จแล้วใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วอัตรา 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 500 กรัมต่อตารางเมตร โรยให้ทั่วแปลง และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้กระจายทั่วแปลง คลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมีให้เข้ากันกับดินพร้อมที่จะปลูก

วิธีปลูก การปลูกโหระพาควรกระทำในตอนเย็น วิธีการปลูกที่นิยมมี 2 วิธีด้วยกัน คือ

1. การเพาะกล้าย้ายปลูก โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลงแล้วใช้แกลบสด แกลบเผาหรือฟาง หว่านหรือคลุมบางๆ แล้วรดน้ำตามทันที หลังจากนั้น รดน้ำทุกวันเช้าและเย็น จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 20-25 วัน จึงทำการย้ายปลูก โดยการถอนกล้าแล้วเด็ดยอดนำไปปลูกในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร เมื่อถอนกล้าออกจากแปลงแล้วจะต้องปลูกให้เสร็จภายในวันเดียวกัน หลังจากปลูกเสร็จควรหาฟางหรือหญ้าแห้งมาคลุมเพื่อเก็บความชื้นและรดน้ำตามทันที

2. การปักชำ โดยตัดกิ่งที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วปลิดใบออกให้หมดนำไปปักชำในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดคลุมให้ทั่วแปลง และรดน้ำตามทันที

การเก็บเกี่ยวดูแลรักษา

โหระพาเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการรดน้ำให้ทุกวัน แต่ระวังอย่าปล่อยให้มีการท่วมขังของน้ำในแปลง ในระยะแรกควรทำการพรวนดินและกำจัดพืชทุกๆ 1-2 สัปดาห์ โดยการใช้มือถอนจอบหรือเสียมดายหญ้าออกและควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบต่อต้นและราก

โหระพาเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย เจริญเติบโตดี การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายน้ำรดหลังปลูกประมาณ 15-20 วัน จะทำให้การเจริญเติบโตของโหระพาดียิ่งขึ้น และมียอดอวบงามและใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ทุกครั้งหลังจากการเก็บเกี่ยวสำหรับการป้องกันกำจัดโรคและแมลงนั้น เนื่องจากโหระพาเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงมากนัก การแก้ปัญหาจึงไม่ควรใช้สารเคมี เพราะอาจไม่คุ้มค่า

การเก็บเกี่ยว

หลังจากปลูกประมาณ 30-35 วัน สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มีดคมๆ ตัดต้นหรือกิ่ง ห่างจากยอดลงมาประมาณ 10-15 เซนติเมตร นำไปขายหากยังไม่มีผู้รับซื้ออาจชะลอการเก็บเกี่ยวได้ โดยการตัดช่อดอกออกโหระพาก็จะแตกกิ่งแตกใบออกมาอีกเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวสามารถกระทำได้ทุกๆ 15-20 วัน ไปจนถึงอายุ 7-8 เดือน

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผักเม็ก

ชื่อ เม็ก

ชื่ออื่น เสม็ดชุน ไคร้เม็ด ยีมือแล เสม็ด เสม็ดเขา เสม็ดแดง เหม็ดชุน ขะเม็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium gratum (Wight) S.N. Mitra var. gratum

วงศ์ MYRTACEAE

ประเภทไม้ ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กความสูง 5-10 เมตร ลำต้นสีแดงเปลือกต้นบางซ้อนกันหลายชั้นแตกกิ่งก้านมาก

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบอ่อนสีน้ำตาล-ชมพู ใบแก่สีเขียวเข้มเป็นมัน ใบลักษณะรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม รสฝาดอมเปรี้ยว

ดอก เป็นดอกช่อเล็กๆ สีเหลืองอ่อน ออกที่ปลายยอดเกสรสีเหลืองอ่อน

ผล ทรงกลมหรือรูปไข่ผลแก่สีขาวขนาดเล็ก กว้าง 5 มม. ยาว 6 มม. ก้นผลนูนออกมาและบุ๋ม

ส่วนที่ใช้บริโภค ยอดอ่อน ใบอ่อน

การขยายพันธุ์ เมล็ด

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณริมหนองน้ำ ทนแล้งได้ดี

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูแล้ง ฤดูฝน

การปรุงอาหาร
ยอดอ่อน ใบอ่อน รับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริก อุ๊กะปู กุ้งเต้น แกงเผ็ด

สรรพคุณ ยอดอ่อน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียดในท้อง

ผักชีไทย

ชื่อไทย ผักชีไทย

ชื่อสามัญ CORAINDER

ชื่อวิทยาศาสตร์ Coraindrum sativum L.

ชื่อวงศ์ Apiaceae(Umbelliferae - Parsley family)

สรรพคุณ ขับลม แก้ไข้ แก้ไอ บำรุงธาตุ

ผักชีไทยเป็นผักที่ใช้บริโภคส่วนของใบและก้านใบเป็นผักสดหรือเครื่องเคียง ต้นและรากใช้เป็นส่วนประกอบอาหารได้หลายอย่าง ใช้ต้มเป็นน้ำซุปหรือน้ำก๋วยเตี๋ยวทำให้มีกลิ่นหอมและรสชาติดี เมล็ดใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำพริกเครื่องแกง กลิ่นหอมของเมล็ด ราก
ใบ และต้นของผักชีสามารถใช้ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ ผักชีไทย(Coriander)เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสั้นคือ ประมาณ 40-60 วัน ลำต้น ราก ใบ ก้านใบ ดอก และเมล็ดมีกลิ่นหอม สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียว ดินร่วน ร่วนปนทราย แต่จะชอบดินร่วน มีการระบายน้ำดีสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ปลูกได้ตลอดปี ช่วงที่เหมาะสมที่สุด คือ ฤดูหนาว

แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ ราชบุรี นครปฐม และเขตปริมณฑล ถ้าปลูกในฤดูหนาว หรือปลูกในพื้นที่สูงอากาศเย็น ผักชีไทย จะโตเร็วมาก คือใช้เวลาประมาณ 30-35 วันก็สามารถถอนผลผลิตได้ แต่สีของใบจะไม่เขียวเข้ม และก้านใบยาว ไม่เหมือนกับที่ปลูกพื้นที่ภาคกลางหรือพื้นที่ที่มีแสงแดดจัดซึ่งสีของใบจะเป็นมันดำและก้านใบสั้น

1 การเตรียมแปลงปลูก

1.1 ไถพลิกดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร
1.2 ตากดินไว้ 5-7 วันเพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชต่างๆ
1.3 ไถพรวนดินให้แตกเป็นก้อนเล็ก พร้อมใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน
1.4 ไถชักร่อง ขนาดความกว้าง 1.5 เมตร ความยาวแปลงขึ้นอยู่กับพื้นที่

2. การเตรียมเมล็ดพันธุ์

2.1 นำเมล็ดผักชีไทยมาบดให้แตกเป็นสองซีก อัตราการใช้เมล็ดประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อไร่
2.2 นำไปแช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง
2.3 นำเมล็ดผักชีไทยผึ่งลมให้แห้งก่อนนำไปหว่านปลูก

3 วิธีการปลูก

3.1 ก่อนปลูกต้องรดน้ำให้ทั่วแปลง
3.2 นำเมล็ดผักชีไทยที่เตรียมไว้ มาหว่านลงบนแปลงปลูกที่ได้เตรียมไว้
3.3 กลบด้วยดินละเอียดบางๆ แล้วคลุกด้วยฟางหรือหญ้าแห้งอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันต้นอ่อนจากแสงแดด และรักษาความชื้นของผิวดิน

4 การดูแล

4.1 ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น
4.2 การใส่ปุ๋ย แบ่งใส่ 2 ครั้ง
ครั้งแรก ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ประมาณ 15-30 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร เมื่อผักชีแตกใบแล้ว ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 ประมาณ 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อผักชีอายุประมาณ 20 วันหลังหว่านเม็ด
4.3 โรคและแมลง ควรมีการสำรวจพืชเป็นประจำ โรคที่อาจพบในผักชี ได้แก่ โรคเน่าที่ใบและโคนต้น
และโรคใบไหม้ แมลงที่อาจพบในผักชี ได้แก่ เพลี้ย

5 การเก็บเกี่ยว

5.1 ผักชีจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 45 วัน
5.2 ก่อนถอนควรรดน้ำบนแปลงให้ดินชุ่มชื้นเสียก่อน เพื่อสะดวกในการถอน
5.3 เก็บเกี่ยวโดยการถอนด้วยมือ ติดทั้งต้นและราก
5.4 นำไปล้างดินออก ตกแต่งโดยเด็ดใบเหลืองใบเสียทิ้ง
5.5 นำไปผึ่งลมแล้วบรรจุลงในตะกร้า

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สะระแหน่ต้น

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Lamiales

งศ์ Lamiaceae

สกุล Melissa

สปีชีส์ M. officinalis

ชื่อวิทยาศาสตร์ Melissa officinalis

สะระแหน่ หรือ (อังกฤษ: Lemon balm) เป็นพืชสมุนไพรยืนต้น เป็นพืชในตระกูลมิ้นต์ วงศ์กะเพรา มีแหล่งกำเนิดมาจากแถบยุโรปตอนใต้และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 70 - 150 เซนติเมตร ส่วนใบจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับใบพืชในตระกูลมิ้นต์ มีกลิ่นหอมคล้ายใบมะนาว และทุก ๆ ปลายฤดูร้อนต้นสะระแหน่จะออกดอกสีขาว ๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำหอมและน้ำหวาน อยู่ภายใน นี้ดึงดูดใจให้ผึ้งมาดูดน้ำหวานและจากเหตุนี้ทำให้สะระแหน่อยู่ในสกุล Melissa (ภาษากรีก แปลว่า "น้ำผึ้ง") และยังมีรสชาติคล้ายคลึงกับ ตะไคร้หอม, มะนาว และแอลกอฮอล์

การเพาะปลูก

สะระแหน่สามารถเพาะปลูกได้ง่าย มันแค่ต้องการหญ้าหรือฟางมาคลุมใว้ด้านบนในช่วงที่อากาศหนาว ดินที่เหมาะสมในการปลูกคือดินร่วนปนทรายที่ซึ่งน้ำสามารถไหลซึมได้อย่างสะดวก สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงที่อย่างน้อยก่อนจะหมดเดือนพฤศจิกายน ชอบที่ที่มีแดดเพียงพอแต่ไม่มากจนเกินไปเช่นเดียวกับพืชตระกูลมิ้นต์ และเหมาะที่จะปลูกในสภาพอากาศที่แห้งและความชิ้นต่ำ จะโตได้ดีที่สุดในที่ร่มและยังสะดวกที่จะเพาะปลูกในกระถางในร่ม สามารถเพาะเป็นแบบเมล็ดโดยการว่านกระจายไปให้ทั่วบริเวณ อุณหภูมิไม่เย็นจัดจนเกินไป ลำต้นจะเริ่มตายลงในช่วงฤดูหนาวและจะเริ่มงอกใหม่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ยังเหมาะที่จะปลูกโดยไม่ใช้ดินและปักต้นกล้า และถ้าหากไม่คอยเอาใจใส่ดูแลให้ดี มันก็อาจจะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ไปทั่วจนก่อให้เกิดความรกรุงรังและน่ารำคาญได้

ประโยชน์

การทำครัว สะระแหน่มักใช้เป็นส่วนผสมในการทำไอศกรีมและชาสมุนไพร ทั้งร้อนและเย็น และมักผสมในอาหารกับสมุนไพรชนิดอื่นเช่น สแปร์มิ้นต์ อีกทั้งยังเหมาะในการเป็นเครื่องเคียงในอาหารจำพวกผลไม้สดและขนมหวาน

ประโยชน์และสรรพคุณทางยา

มักนำใบสะระแหน่มาบดแล้วทาลงบนผิวหนังจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นอีกทั้งยังช่วยไล่ยุง นอกจากนี้ยังใช้ทำยาผสมลงไปในชาสมุนไพรหรือคั้นน้ำมาผสมลงในเครื่องดื่ม สะระแหน่ยังสามารถนำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะและยังใช้เป็นตัวขับไล่อนุมูลอิสระออกจากร่างกาย อีกทั้งยังใช้เป็นยาเย็นและใช้เป็นยาคลายความเครียด และมีงานวิจัยอย่างน้อยชิ้นหนึ่งระบุว่ามันช่วยคลายความกดดันของกล้ามเนื้ออันมาจากความเหนื่อยล้าและความเครียด สะระแหน่ยังใช้ไปทำน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในการทำสุคนธบำบัด อีกทั้งยังใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์

หน้ามืดตาลาย : ใบสะระแหน่และขิงสด ต้มรับประทานน้ำ

ท้องร่วง ถ่ายเป็นเลือด : ใบสะระแหน่ต้มรับประทานน้ำ

เลือดกำเดาออกไม่หยุด : ใบสะระแหน่สดคั้นเอาส่วนน้ำ ใช้สำลีชุบแล้วใส่เข้าไปในจมูก

ผึ้งต่อย : ใบสะระแหน่ตำให้แหลก พอกบริเวณที่ถูกต่อย

ปวดหู : เอาน้ำคั้นจากสะระแหน่หยอดหู

ถ้านำเอาใบและก้านสะระแหน่ไปต้มและกลั่นด้วยไอน้ำจะสกัดได้น้ำมันสะระแหน่ และน้ำกลั่นสะระแหน่ ซึ่งใช้เป็นยาขับลม ดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับเหงื่อ ใช้รักษาหวัดลมร้อน ปวดศรีษะ ตาแดง เจ็บคอ และใช้ผสมในยาแผนปัจจุบันหรือยาอมเพื่อให้เย็นชุ่มคอชื่นใจ

องค์ประกอบทางเคมี

สะระแหน่ประกอบไปด้วยยูเจนอลที่สามารถทำลายแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยแทนนินและเทอร์เพนท์ที่ใช้ในการเป็นยาเย็น

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มะกรูด

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร พืช (Plantae)

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

ชั้นย่อย Rosidae

อันดับ Sapindales

วงศ์ Rutaceae

สกุล Citrus

สปีชีส์ C. x

ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus x hystrix

ชื่อสามัญ Leech Lime, Mauritius Papeda, Kaffir Lime, Porcupine Orange

ชื่อท้องถิ่น ภาคเหนือ เรียก มะขูด, มะขุน ภาคใต้ เรียก ส้มกรูด, ส้มมั่วผี เขมร เรียก โกร้ยเขียด
กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน เรียก มะขู

ลักษณะทั่วไป

มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้าน ลำต้นและกิ่งมีหนามแข็ง ใบ เป็นใบประกอบที่มีใบย่อยใบเดียว สีเขียวหนา มีลักษณะคอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอนๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน ใบสีเขียวแก่ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ดอก ออกเป็นกระจุก 3–5 ดอก กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย ผล มีหลายแบบแล้วแต่พันธุ์ผลเล็กเท่ามะนาว ผิวขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่หัว

การปลูก

มะกรูดปลูกได้ดีในดินทุกชนิด ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางยา

ผิวผลสดและผลแห้ง รสปร่า หอมร้อน สรรพคุณแก้ลมหน้ามืด แก้วิงเวียน บำรุงหัวใจ ขับลมลำไส้ ขับระดู
ผล รสเปรี้ยว มีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว ฟอกโลหิต ใช้สระผมทำให้ผมดกดำ ขจัดรังแค
ราก รสเย็นจืด แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะ แก้ลมจุกเสียด
น้ำมะกรูด รสเปรี้ยว กัดเสมหะ ใช้ดองยามีสรรพคุณเป็นยาฟอกโลหิตสำหรับสตรี
ใบ รสปร่าหอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ช้ำใน และดับกลิ่นคาว


คติความเชื่อ

มะกรูดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ในบริเวณบ้าน โดยกำหนดปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (พายัพ) เพื่อผู้อยู่อาศัย จะได้มีความสุข และในบางตำราว่าเป็นความเชื่อของคนบ้านป่า ที่เดินทางด้วยเกวียนเทียม โคหรือกระบือเมื่อได้กลิ่นสาบเสือ จะหยุดเดิน เจ้าของจะต้องขูดผิวมะนาวหรือมะกรูด ป้ายจมูกให้ดับกลิ่นสาบเสือก่อน โค กระบือจึงจะเดินต่อไป ดังนั้นการเดิน ทางสมัยก่อนผ่านป่า ผู้เดินทางจึงมักจะพกพามะนาว และมะกรูดติดตัวไปด้วยเสมอ ในพิธีกรรมการทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ สำหรับพรมหรืออาบผู้ป่วยใบมะกรูดเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะขาดไม่ได้ โดยใช้ร่วมกับใบส้มป่อย ใบเงินใบทอง ใบมะตูม หญ้าแพรก หมากผู้หมากเมีย ใบราชพฤกษ์ เชื่อกันว่าใบจากต้นไม้มงคลเหล่านี้จะช่วยปัดเป่าและบรรเทาเคราะห์โศกลงไปได้

มะเขือพวง

มะเขือพวง

ชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Solanum Torvum Sw.

อยู่ในวงศ์ Solanaceae ซึ่งเป็นวงศ์ของพืชพวกพริกและมะเขือต่าง ๆ นั่นเอง มะเขือพวงมีลักษณะพิเศษบางประการต่างจากมะเขือชนิดอื่น ๆ คือเป็นไม้พุ่มยืนต้นข้ามปี ไม่ใช่พืชล้มลุกเหมือนมะเขือชนิดอื่น ๆ นอกจากนั้นยังมีขนาดใหญ่โตกว่ามะเขือชนิดอื่น ๆ ด้วย เพราะมีทรงพุ่มสูงถึงกว่า 1 เมตร ขึ้นไปถึง 2 เมตรทีเดียว

ตรงข้ามกับขนาดใหญ่โตของลำต้น มะเขือพวงกลับมีผลขนาดเล็กที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับมะเขือชนิดอื่น ๆ และมีผลออกรวมกันเป็นกลุ่มหลาย ๆ ผล อยู่บนช่อเดียวกันจึงได้ชื่อว่า มะเขือพวง เพราะมีผลรวมอยู่เป็นพวงนั่นเอง

มะเขือพวงมีดอกขนาดเล็กกลีบดอกสีขาวหรือม่วง เกสรสีเหลืองผลกลมขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านผลยาวอยู่รวมกันเป็นช่อกลม ผลอ่อนมีเปลือกสีเขียวหนาเหนียว ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อสุกเป็นสีแสดแดง ภายในผลมีเมล็ดมากมายแทบจะไม่มีเนื้อในผลเลย
มะเขือ พวงนับเป็นมะเขือโบราณที่ยังมีลักษณะเป็นพืชป่าอยู่มาก เพราะไม่มีการปรับปรุงพันธุ์ดังเช่นมะเขือชนิดอื่น ๆ ดังเช่นผลขนาดเล็ก เปลือกที่หนาเหนียวเมล็ดมีมากมาย และหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความทนทานแข็งแรงต่อดินฟ้าอากาศและโรคแมลงต่าง ๆ เหนือกว่ามะเขืออื่น ๆ โดยเฉพาะลักษณะยืนต้นข้ามหลาย ๆ ปี และลำต้นทรงพุ่มใหญ่โตเป็นพิเศษ ซึ่งไม่พบในมะเขือชนิดที่ปรับปรุงพันธุ์แล้ว

จึงอาจกล่าวได้ว่า มะเขือพวงเป็นมะเขือโบราณที่มีทวิลักษณะคือ ลักษณะที่ขัดแย้งกัน 2 อย่างคือ ความใหญ่โตของทรงพุ่ม ซึ่งใหญ่ที่สุดในบรรดามะเขือด้วยกัน และขนาดเล็กของผลซึ่งเล็กที่สุดในบรรดาผลมะเขือนั่นเอง

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของมะเขือพวงคือ ในเขตร้อน (tropical) แต่ไม่สามารถเจาะจงได้ว่าอยู่ที่ใดโดยเฉพาะ พบขึ้นอยู่ทั่วไปในเขตร้อน ทั้งขึ้นเองตามธรรมชาติ และถูกนำมาเพาะปลูกในพื้นที่เกษตร
มะเขือพวงมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันไปตามท้องถิ่น เช่น มะเขือพวง (กลาง) มะแคว้งกุลา (เหนือ) หมากแข้ง (อีสาน) มะเขือละคร (โคราช) เขือน้อย เขือพวง ลูกแว้ง เขือเทศ (ใต้) และมะแว้งช้าง (สงขลา) เป็นต้น

มะเขือพวงในฐานะผัก

ส่วนของมะเขือพวงที่นำมาใช้เป็นผักก็คือผลอ่อนที่มีสีเขียว หากใช้เป็นผักจิ้มนิยมทำให้สุกโดยการเผา ปิ้ง หรือย่าง พอให้ผิวกรอบหรือไหม้บางส่วน จะทำให้รสชาติดีขึ้น และผลนิ่มกว่าเมื่อยังดิบ นอกจากนี้ยังอาจนำไปลวกหรือต้มให้สุกก็ได้ แต่ไม่ค่อยนิยมกัน
ผลอ่อนดิบ นำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงป่าต่าง ๆ (ไก่ เนื้อ นก ปลา) แกงคั่ว (ไก่ ปลาไหล) แกงเขียวหวาน (ไก่ ลูกชิ้นปลา) แกงอ่อม (ปลาดุก) ซุปอีสาน และเครื่องจิ้มต่าง ๆ เช่น น้ำพริกมะเขือพวง น้ำพริกแมงดา น้ำพริกกะปิ น้ำพริกขี้กา น้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกหอยแมลงภู่ น้ำพริกไข่เค็ม และปลาร้าทรงเครื่อง เป็นต้น

มะเขือพวงทำให้กลิ่นรสของเครื่องจิ้มต่าง ๆ มีความพิเศษออกไปจากปกติ นับเป็นความริเริ่มที่ชาญฉลาดของแม่ครัวไทยในอดีต ที่ยังคงสืบทอดมาจนทุกวันนี้ ทำให้เครื่องจิ้มของไทยมีความหลากหลาย สามารถตอบสนองรสนิยมของผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง อันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่ทำให้ได้รับความนิยมไปทั่วโลกนั่นเอง

ประโยชน์ด้านอื่นของมะเขือพวง

ผลดิบของมะเขือพวงใช้เป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ และช่วยย่อยอาหาร การกินผลมะเขือพวงดิบเป็นอาหาร (เช่น ในเครื่องจิ้มชนิดต่าง ๆ) ก็คงมีสรรพคุณทางยาด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนรากของมะเขือพวงใช้รักษาโรคฝ่าเท้าแตก หรือโรคตาปลา

ในด้านการเกษตร

มะเขือพวงนับเป็นมะเขือที่เหมาะกับการเกษตรแบบยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมี (ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ) เพราะเป็นมะเขือที่ทนทาน แข็งแรง ต้นสูงใหญ่ และอายุยืนหลายปี ไม่ต้องปลูกและดูแลรักษามากเหมือนมะเขือชนิดอื่น การเก็บผลมะเขือพวงใช้แรงงานมาก เพราะผลเล็กอยู่บนต้นขนาดใหญ่ จึงเหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ใช้แรงงานเป็นทุนหลัก ดังจะเห็นว่าในหมู่ชนพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น ชาวไทยภูเขาต่าง ๆ นิยมปลูกมะเขือพวงไว้ในระบบเกษตรพื้นบ้าน เช่น วนเกษตร หรือไร่หมุนเวียนในเขตป่าภาคเหนือและภาคตะวันตก

สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกผักสวนครัว เอาไว้บริโภคเองในครอบครัว ก็อาจปลูกมะเขือพวงเอาไว้สักต้นก็จะเก็บผลไปประกอบอาหารได้นานหลายปี โดยไม่ต้องปลูกใหม่หรือเอาใจใส่มากเท่าพืชหรือมะเขือชนิดอื่น
มะเขือพวงยังเป็นอาหาร ที่ดีสำหรับนกหลายชนิดอีกด้วย ผลมะเขือพวงสุกมีสีแสดแดงสะดุดตาดึงดูดนกมากิน และนำเมล็ดไปถ่ายไว้ในที่ต่าง ๆ เป็นการขยายพันธุ์มะเขือพวงตามธรรมชาติ เมื่อมะเขือพวงมีขนาดทรงพุ่มสูงใหญ่พอสมควรก็จะมีนกมาทำรังออกลูกเพาะพันธุ์กันบนต้นมะเขือพวงได้อีกด้วย ซึ่งผู้ปลูกจะได้รับความเพลิดเพลินจากการสังเกตศึกษาชีวิตนก พร้อมกับได้บุญกุศลไปด้วย สมกับคำพังเพยที่ว่า "เสียกระสุนนัดเดียว แต่ได้นกหลายตัว" นั่นเอง ผิดกับคำพังเพยนิดเดียวตรงที่ นกหลายตัวจากการปลูกมะเขือพวงนั้นเป็นนกที่มีชีวิตและมีความสุข มิใช่นกที่ถูกยิงตายจากกระสุนนัดเดียวดังเช่นคำพังเพย

มะขามแขก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna alexandrina P. Miller

วงศ์ FABACEAE (LEGUMINOSAE)

ชื่ออังกฤษ Alexandria senna, Alexandrian senna Indian senna, senna, Tinnevelly senna

ลักษณะพืช มะขามแขก เป็นไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ใบเป็นใบประกอบคล้ายมะขามไทย แต่รูปร่างยาวเรียว และปลายใบ แหลมกว่า ดอกเป็นช่อสีเหลือง ฝักคล้ายถั่วลันเตา แต่ป้อมและแบนกว่าฝักอ่อนมีสีเขียวใส และเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่

การปลูก มะขามแขก ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์พอสมควร ไม่สามารถทนน้ำขังได้ รากจะเน่า เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี และมี อายุสั้นเพียง 1-2 ปี จำเป็นต้องปลูกทดแทนต้นเก่าที่โทรมไป

วิธีปลูก ใช้หยอดเมล็ดลงหลุมในระยะแรกควรให้ความชุ่มชื้นเสมอ

การดูแลรักษา ดูแลความชุ่มชื้นในระยะ 1 เดือนแรก กำจัดวัชพืช ปุ๋ยที่ควรให้ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยไนโตรเจน กำจัดแมลงรบกวน เช่น ด้วงปีกแข็งสีดำ หนอนเขียวข้างเหลือง หนอนเจาะลำต้น

การเก็บเกี่ยว การเก็บใบ ควรตัดยอดเหนือใบแก่ เพื่อให้แตกกิ่งเป็นพุ่มใหญ่ขึ้น เริ่มเก็บใบได้ เมื่อมีอายุ 50 วัน การเก็บฝัก เก็บฝักที่มี
อายุประมาณ 20-23 วัน เพื่อนำไปผึ่งให้แห้ง

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบแห้งและฝักแห้ง

สรรพคุณยาไทย ใบและฝักใช้เป็นยาถ่าย แต่ใบจะทำให้มีอาการไซ้ท้องมากกว่า

1. สารสำคัญในการออกฤทธิ์เป็นยาถ่าย
มีการศึกษาพบฤทธิ์เป็นยาถ่าย สารที่ออกฤทธิ์ คือ sennoside A และ B, aloe emodin, dianthrone glycoside ซึ่งเป็น anthraquinone glycoside สาร anthraquinone glycoside จะยังไม่มีฤทธิ์เพิ่มการขับถ่ายเมื่อผ่านลำไส้เล็ก เมื่อผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ Sennoside A จึงถูก hydrolyze ได้ sennoside A-8-monoglucoside และถูก hydrolyzed โดย bata-glycosidase จากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ และอุจจาระได้แก่ Bacillus, E. Coli ได้ sennidin A ส่วน sennoside B ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกระบวนการเช่นเดียวกันได้ sennidin B ทั้ง sennidin A & B จะเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ และถูกเปลี่ยนต่อไปเป็น rheinanthrone ซึ่งออกฤทธิ์ต่อลำไส้ส่วน colon โดยตรง สารสำคัญนี้จะกระตุ้นกลุ่มเซลล์ประสาทซึ่งอยู่ใต้ชั้น Submucosa ทำให้เกิดการบีบตัวของลำไส้

2. ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้
มีผู้พบฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่ได้ และมีการศึกษาในอาสาสมัคร 12 คน โดยให้ดื่มชาชงมะขามแขก เปรียบเทียบกับการใรับประทานยา erythromycin และทำการถ่ายภาพลำไส้ใหญ่ด้วยวิธี Magnetic Resonance Imaging (MRI) ก่อนและหลังได้รับชาชงหรือยา พบว่ากลุ่มที่ได้รับชาชงมะขามแขกจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วน colon มีการเคลื่อนไหวมากกว่ากลุ่มที่ได้รับ erythromycin อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

3. การทดลองทางคลินิกใช้รักษาท้องผูก
ทำการศึกษาในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ที่มีอาการท้องผูก จำนวน 92 คน อายุระหว่าง 43-82 ปี โดยให้ผู้ป่วย 61 คน รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์ ซึ่งเป็นแคลเซียมฟอร์มของเซนโนไซด์จากใบมะขามแขกที่ใช้เป็นยาระบาย ขนาดเม็ดละ 15 มก. 2 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน หลังผ่าตัดในวันที่ 1 และให้รับประทานติดต่อกันจนถึงวันที่ 7 หลังการผ่าตัด และคนไข้อีก 31 คน เป็นกลุ่มควบคุม ไม่ได้รับยาระบายใดๆ พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์ ถ่ายอุจจาระคล่องตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 4 หลังรับประทานยา คิดเป็นร้อยละ 90 การถ่ายอุจจาระเฉลี่ยวันละ 1.23 ครั้ง/คน ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้น ที่ถ่ายอุจจาระคล่อง

สัดส่วนของการถ่ายอุจจาระคล่อง ในผู้ป่วยที่รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์มากกว่า ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 81 ราย อายุระหว่าง 52-86 ปี โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มควบคุม ซึ่งไม่ได้รับยา กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาเม็ดมะขามแขก 2 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน หลังผ่าตัดในวันที่ 1 ติดต่อกันนาน 14 วัน กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาระบาย Milk of Magnesia (MOM) 30 มล. ก่อนนอน นาน 14 วัน จากนั้นทำการบันทึกลักษณะอุจจาระ และจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ พบว่าสัดส่วนของผู้ที่มีอาการท้องผูกและท้องเสียมีความแตกต่างกันระหว่าง 3 กลุ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มควบคุมถ่ายอุจจาระไปทางแข็งที่ไม่พึงประสงค์มากกว่ากลุ่มมะขามแขกและกลุ่ม MOM ในขณะที่กลุ่ม MOM ถ่ายไปในทางเหลวและน้ำมากกว่ากลุ่มมะขามแขก ดังนั้นจากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าการใช้ยาเม็ดมะขามแขกในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก จะช่วยให้การถ่ายอุจจาระในลักษณะที่พึงประสงค์ (ปกติและเหลว) ได้ดีกว่าการใช้ยา MOM

การศึกษาในผู้ป่วย 100 คน อายุระหว่าง 40-60 ปี โดยเป็นโรคเบาหวาน 30 คน โรคอ้วน 40 คน และไขมันในเลือดสูง 30 คน ซึ่งผู้ป่วยทุกคนมีปัญหาเรื่องท้องผูก การศึกษานี้ไม่มีกลุ่มควบคุม ให้ผู้ป่วยรับประทานยาน้ำ Agiolax ที่มีส่วนผสมของเมล็ดเทียนเกล็ดหอย และฝักมะขามแขก ขนาด 2 ช้อนชา ทุกเย็น วันละ 1 ครั้ง นาน 3 เดือน พบว่าผู้ป่วยตอบสนองยาน้ำ Agiolax ได้ดีถึง 88% คือผู้ป่วยมีการถ่ายอุจจาระที่ดีขึ้น และช่วยลดอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังมีการศึกษาผู้ที่มีอาการท้องผูก (ถ่ายอุจจาระน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3ครั้ง/สัปดาห์) จำนวน 42 คน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานเทียนเกล็ดหอย ขนาด 7.2 กรัม/วัน กลุ่มที่2 ให้รับประทานเทียนเกล็ดหอยร่วมกับมะขามแขก ขนาด 6.5 + 1.5 กรัม/วัน พบว่ายาถ่ายทั้ง 2 ชนิด เพิ่มจำนวนครั้งในการถ่ายอุจจาระ แต่ในกลุ่มที่ได้รับเทียนเกล็ดหอยร่วมกับมะขามแขกมีจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ อุจจาระมีความชุ่มชื้นได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับเทียนเกล็ดหอยอย่างเดียว มีการจดสิทธิบัตรยาที่มีส่วนผสมของสารสกัดใบมะขามแขก 30-40 ส่วน สารสกัดว่านหางจระเข้ 30-40 ส่วน สารสกัดหมาก 20-30 ส่วน oryzanol 3-4 ส่วน calcium lactate 20-30 ส่วน ว่าสามารถป้องกันและรักษาอาการท้องผูกในคนได้โดยไม่มีพิษและผลข้างเคียงใดๆ


วิธีใช้ มะขามแขก เป็นยาถ่ายที่ดี ใช้รักษาอาการท้องผูก โดยใช้ใบแห้ง 1-2 กำมือครึ่ง ต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้วิธีบดหรือผงชงน้ำดื่ม หรือใช้ฝัก 4-5 ฝัก ต้มกับน้ำดื่ม บางคนดื่มแล้วเกิดอาการไซ้ท้อง แก้ไขได้ โดยใช้ร่วมกับยาขับลม จำนวนเล็กน้อย (เช่น กระวาน กานพลู เป็นต้น) มะขามแขกเหมาะกับคนแก่ที่ท้องผูกเป็นประจำ แต่ควรใช้เป็นครั้งคราว หญิงตั้งครรภ์ หรือมีประจำเดือน ห้ามรับประทาน

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มะขามแขก เป็นยาถ่าย ที่มีประวัตินานเกือบ 100 ปี สารแอนทราควิโนน ในใบและฝักมะขามแขก จะมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ถ่ายท้องได้ และการค้นคว้าศึกษา พบว่า การใช้มะขามแขกนาน ๆ จะทำให้เกิดการขาดสารโพแตสเซียมได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรรับประทานโพแตสเซียมเสริมด้วย กองวิจัยและพัฒนาสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายงานว่า มะขามแขกไม่มีพิษเฉียบพลัน

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ชะพลู

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจัก พืช (Plantae)

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Piperales

วงศ์ Piperaceae

สกุล Piper

สปีชีส์ sarmentosum

ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper sarmentosum Roxb.

ชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ

ทางภาคเหนือ เรียกว่า "ผักปูนา","ผักพลูนก","พลูลิง","ปูลิง","ปูลิงนก"

ทางภาคกลาง เรียกว่า "ช้าพลู"

ทางภาคอีสาน เรียกว่า "ผักแค","ผักปูลิง","ผักนางเลิด","ผักอีเลิด"

ทางภาคใต้ เรียกว่า "นมวา"

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้นชะพลูมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ แบบทรงพุ่ม ต้นเตี้ย มีขนาดเล็ก และ แบบไม้เลื่อย

ใบ: มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจรูปทรงคล้ายกับใบพลู แต่มีขนาดใบเล็กกว่า มีสีเขียวเข้มเป็นใบเดี่ยว รสชาติเผ็ดอ่อนๆ

ดอก: ออกบริเวณปลายยอด มีสีขาวอัดแน่นกันเป็นทรงกระบอกขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายดีปลีแต่สั้นกว่า

การดูแล: ชะพลูเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบพื้นที่ลุ่ม มีความชื่น

การขยายพันธุ์: วิธีการปักชำ โดยการเลือกกิ่งที่มีใบอ่อนและใบแก่ เด็ดใบแก่ออกและนำไปปักชำได้

สรรพคุณทางยา

ดอก : ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยขับลมในลำไส้

ราก : ขับเสมหะให้ออกมาทางระบบขับถ่าย ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง

ต้น : ขับเสมหะในทรวงอก

ใบ : มีรสเผ็ดร้อน ทำให้เจริญอาหาร ขับเสมหะ ในใบชะพลูมีสาร เบต้า-แคโรทีน สูงมาก

ข้อควรระวัง

ใบชะพลูมีสารกลุ่มออกซาเลต (Oxalate) ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นสารที่สามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้ ถ้าหากร่างกายได้รับการสะสม จึงควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้สารดังกล่าวถูกเจือจ่าง ถูกขับถ่ายมาทางปัสสวะ หรือทานอาหารจำพวกโปรตีนสูงๆ เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วก็ได้


จากเว็บ http://th.wikipedia.org

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผักกระเฉดต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Neptunia oleracea Lour.

วงศ์ LEGUMINOSAE

ชื่อสามัญ Water mimosa

ประเภทไม้ ไม้พุ่ม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นพืชน้ำล้มลุกลำต้นทอดขนานแตกแขนงไปบนผิวน้ำ ชูส่วนใบและดอกโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา จะแตกรากฝอยบริเวณข้อลงไปยึดกับพื้นดิน ลำต้นเมื่อแก่ตามปล้องจะมีนวมสีขาวคล้ายฟองน้ำ หุ้มอยู่ทำให้ลอยน้ำได้ชาวบ้านมักเรียกว่า “นมผักกระเฉด” รากแตกเป็นกระจุกบริเวณข้อ

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกเกิดที่ข้อของลำต้น แต่ละใบมีใบประกอบย่อย 2-3 คู่ แต่ละใบประกอบย่อยมีใบย่อย 8-16 คู่ ใบย่อยมีขอบใบขนานปลายใบสีเขียวเข้ม บริเวณใบมีสีเขียวอ่อน ขอบใบมีสีม่วง ใบย่อยส่วนปลายมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยทางโคน ใบรูปไข่ใบจะหุบเวลากลางคืนหรือยามที่ถูกสัมผัส

ดอก เป็นช่อกลมสีเหลืองสดอยู่บนก้านดอกออกตรงซอกใบ ดอกแต่ละดอกมีกลีบดอก 5 แฉก ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกที่เกิดบริเวณปลายช่อเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกตัวผู้จะเกิดช่วงกลางของช่อดอก ส่วนล่างสุดเป็นดอกที่ไม่มีเพศ (neuterflow) คือไม่มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมีย

ผล มีลักษณะเป็นฝักเกิดเป็นกลุ่ม แต่ละฝักโค้งงอเล็กน้อย

ประโยชน์และความสำคัญ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โดยสามารถนำไปรับประทานเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกได้ตามใจชอบเลย
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...