แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กะบก (บก,กระบก,หมักบก)

ชื่อพื้นเมือง กะบก ( บก , กระบก , หมักบก )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Irvingia malayanaoliv. Exa. Benn.

ลักษณะนิสัย ผลัดใบหมดทั้งต้น ออกดอกเดือน มกราคม – มีนาคม ติดผลเดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน ผลสุกเดือน สิงหาคม – กันยายน

ลักษณะพิเศษของพืช เนื้อไม้แข็ง หนัก ให้ร่มเงา ทำฟืน เผาถ่าน ทำ เครื่องเรือน งานก่อสร้างภายใน เนื้อในเมล็ด
กินได้ รสมัน

บริเวณที่พบ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยตามป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง





วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

กาวกะปอม

กาวกะปอม

วงศ์ LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAE
Rhynchosia minima (L.) DC.

ชื่อสามัญ กาวกะปอม (สระบุรี) ; Rhynchosia ; least rhynchosia ; burn mouth vine

ลักษณะทางพฤษศาสตร์และเกษตร เป็นพืชอายุหลายปี ลำต้นเลื้อยและตั้งขึ้นเล็กน้อย (sub-erect) ความสูงของต้น 8.33-12.79 เซนติเมตร ลำต้นสีม่วงแดง มีขนละเอียดปกคลุมปานกลาง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 1.33-1.71 มิลลิเมตร ใบมี 3 ใบย่อย มีก้านใบ (pinnately-trifoliate) ใบบนรูปไข่ (ovate) โคนใบสอบ (cuneate) แผ่นใบกว้างไปส่วนปลายลักษณะรูปใบคล้ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด (rhomboidal) ปลายใบบางใบจะเว้าลงเล็กน้อย บางใบแหลม ใบบนยาว 2.14-2.48 เซนติเมตร กว้าง 2.19-2.75 เซนติเมตร ใบข้างรูปไข่ ปลายใบแหลมขอบใบด้านในเบี้ยวเล็กน้อย (unequal) ใบข้างยาว 1.6-2.4 เซนติเมตร กว้าง 1.4-2.5 เซนติเมตร เส้นใบจัดเรียงแบบร่างแห (reticulate) สีใบเขียวเข้ม หน้าใบ หลังใบไม่มีขน ขอบใบเรียบ ผิวใบนุ่มปานกลางและมีรอยย่น (rugosa) ก้านใบยาว 2.48-3.36 เซนติเมตร มีขนปานกลาง หูใบ (stipule) เป็นแบบหนามหรือแหลม (spinose or filiform) ออกดอกตลอดปี ดอกออกที่ซอกใบดอกแบบช่อกระจะ (raceme) ช่อดอกยาว 8.6-11.8 เซนติเมตร ช่อดอกมีลักษณะหลวม ๆ ดอกเดี่ยวในช่อดอกเกิดขึ้นห่าง ๆ มี 7-10 ดอกต่อช่อ ดอกสีเหลืองขนาดเล็ก ฝักรูปขอบขนาน (oblong) ยาว 1.4-1.8 เซนติเมตร กว้าง 0.46-0.52 เซนติเมตร มีขนละเอียดปกคลุมจำนวนมาก มี 4-9 ฝักต่อช่อ แต่ละฝักมี 1-2 ข้อ ฝักแก่มีสีดำ เมล็ดมีสีดำ และน้ำตาล

แหล่งที่พบและเก็บรวบรวมพันธุ์ พบขึ้นทั่วไปในพื้นที่โล่ง สภาพดินที่มีเนื้อดินหนัก ดินร่วน ดินเหนียว เช่น อำเภอเถิน อำเภอสามเงา จังหวัดลำปาง (LP 045, LP 046) อำเภอสีคิ้ว อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา (PC 021, PC 032, PC 046, PC 082, PC 216) อำเภอม่วงค่อม อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี (PC 192, PC 231)

คุณค่าทางอาหาร อายุ 60 วัน มีโปรตีน 12.14 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 29.86 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 2.59 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 7.18 เปอร์เซ็นต์ NFE 54.65 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยส่วน ADF 38.43 เปอร์เซ็นต์ NDF 42.50 เปอร์เซ็นต์ ลิกนิน 11.92 เปอร์เซ็นต์

การใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารสัตว์สำหรับโค กระบือ แกะ ทนต่อการแทะเล็ม



วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

ก้นบึ้งเล็ก

ก้นบึ้งเล็ก

วงศ์ PAPILIONOIDEAE
Campylotropis parviflora (Kurz) Schindl. ex Gagnep.

ชื่อสามัญ ก้นบึ้งเล็ก หิ่งเม่น (เชียงใหม่) เลือดใน (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาตร์และเกษตร เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูง 1.0 – 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 9.5 – 12.5 มิลลิเมตร ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมหนาแน่น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย 3 ใบ รูปรี (elliptic) หรือรูปขอบขนาน (oblong) ใบบนสุดกว้าง 1.1 – 3.2 เซนติเมตร ยาว 3.2 - 5.0 เซนติเมตร ใบข้างกว้าง 1.2 - 2.9 เซนติเมตร ยาว 2.6 – 4.4 เซนติเมตร หน้าใบมีขนปกคลุมหนาแน่น หลังใบมีขนน้อยมาก ช่อดอกยาว 10.5 – 12.8 เซนติเมตร ออกดอกที่ปลายยอด กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน ค่อนข้างกลม มี 1 เมล็ด ออกดอกมากช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และต้นฤดูฝนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

แหล่งที่พบและเก็บรวบรวมพันธุ์ พบในสภาพพื้นที่เป็นเขา อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ (PC 189) ซึ่งมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 893 เมตร

การใช้ประโยชน์ ยาพื้นบ้าน ใช้รากต้มน้ำดื่ม ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ (วงศ์สถิต และคณะ, 2543)


วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

แก้วมือไว

แก้วมือไว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterolobium integrum Craib.

วงศ์
: Papilionoideae


ชื่อสามัญ
: flowered beggarweed


ชื่ออื่น
: กะเทว, กะแท้วแดง (เลย) ; แก้วตาไว, แก้วมือไว (ภาคกลาง) ; ขี้แร็ก (ราชบุรี) ; เด่นแทว (ภาคตะวันออก) ; เขนแทว, ทับเพียว (นครราชสีมา) ; หนามเล็บแมว, หนามเหียง (ตาก)


ลักษณะทั่วไป
: เป็นไม้พุ่ม ขนาดเล็ก อายุหลายปี แตกกิ่งก้านมาก ต้นตั้งสูง 63.75-100.97 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 7.37-11.05 มิลลิเมตร ลำต้นเหนียว สีเขียวอมน้ำตาล มีขนสีขาวยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ปกคลุมหนาแน่น ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ (odd-pinnate) เรียงตรงข้ามกัน (opposite) ใบเป็นแบบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ (ovate-oblong) โคนใบกลม ปลายใบเว้าบุ่ม (retuse) มีติ่ง ขนาดใบยาว 1.9-2.5 เซนติเมตร กว้าง 0.9-1.3 เซนติเมตร หน้าใบ หลังใบมีขนละเอียดสั้น ๆ สีขาวปกคลุมหนาแน่น ใบสีเขียว ผิวใบนุ่ม เส้นกลางใบ (mid rib) เล็กยาวจากโคนถึงปลายใบ เส้นใบ (vein) เรียงตัวแบบโค้งจรดกัน (anastomosing) เส้นใบด้านหลังมองด้วยตาเปล่าไม่ชัดเจน ขอบใบเรียบ (entire) หูใบ (stipule) แบบรูปเข็มแหลม (filiform) สีม่วงอมแดง ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ก้านใบรวมยาว 4.22-5.92 เซนติเมตร ก้านใบย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร และมีขนคลุม ออกดอกเดือน มิถุนายน-มีนาคม ช่อดอกขนาดเล็กออกที่ตาข้างแบบช่อกระจะ (raceme)มีจำนวนมาก ช่อดอกยาว 1.14-1.8 เซนติเมตร ช่อดอกย่อยยาว 0.4-0.6 เซนติเมตร มี 8-26 ดอกต่อช่อ ก้านช่อดอกสั้นมาก ยาว 0.05-0.2 เซนติเมตร ดอกรูปดอกถั่ว กลีบกลาง (standard) สีเขียวอมแดง กลีบคู่ข้าง (wing) สีชมพูอมส้ม กลีบคู่ล่าง (keel) สีเขียว ฝักรูปทรงกระบอกกลม มี 10-21 ฝักต่อช่อ ฝักยาว 2.36-2.8 เซนติเมตร กว้าง 0.18-0.26 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด


ประโยชน์ : ส่วนยอดอ่อนและใบ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ สำหรับแทะเล็มของโค-กระบือ


จากเว็บ http://www.rspg.or.th

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

แกลบหนู

แกลบหนู ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendrolobium lanceolatum (Dunn) Schindl.

วงศ์
: Papilionoideae


ชื่ออื่น
: แกลบหนู แกลบหูหนู แปรงหูหนู (ปราจีนบุรี) กระดูกเขียด (นครพนม) กระดูกอึ่ง (ราชบุรี บุรีรัมย์) กระดูกอึ่งใหญ่ (นครราชสีมา) อึ่งใหญ่ (กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ)


ลักษณะทั่วไป
: เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูง 1.0 – 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 9.5 – 12.5 มิลลิเมตร ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมหนาแน่น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย 3 ใบ รูปรี (elliptic) หรือรูปขอบขนาน (oblong) ใบบนสุดกว้าง 1.1 – 3.2 เซนติเมตร ยาว 3.2 - 5.0 เซนติเมตร ใบข้างกว้าง 1.2 - 2.9 เซนติเมตร ยาว 2.6 – 4.4 เซนติเมตร หน้าใบมีขนปกคลุมหนาแน่น หลังใบมีขนน้อยมาก ช่อดอกยาว 10.5 – 12.8 เซนติเมตร ออกดอกที่ปลายยอด กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน ค่อนข้างกลม มี 1 เมล็ด ออกดอกมากช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และต้นฤดูฝนพฤษภาคมถึงมิถุนายน


ประโยชน์
: เป็นอาหารสัตว์ ยาพื้นบ้าน ใช้รากต้มน้ำดื่ม ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ (วงศ์สถิต และคณะ, 2543)


จากเว็บ http://www.rspg.or.th

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

ก้นบึ้งเล็ก

ก้นบึ้งเล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Campylotropis parviflora (Kurz) Schindl. ex Gagnep.

วงศ์ : Papilionoideae

ชื่ออื่น : ก้นบึ้งเล็ก หิ่งเม่น (เชียงใหม่) เลือดใน (ภาคกลาง)

ลักษณะทั่วไป : เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูง 1.0 – 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 9.5 – 12.5 มิลลิเมตร ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมหนาแน่น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย 3 ใบ รูปรี (elliptic) หรือรูปขอบขนาน (oblong) ใบบนสุดกว้าง 1.1 – 3.2 เซนติเมตร ยาว 3.2 - 5.0 เซนติเมตร ใบข้างกว้าง 1.2 - 2.9 เซนติเมตร ยาว 2.6 – 4.4 เซนติเมตร หน้าใบมีขนปกคลุมหนาแน่น หลังใบมีขนน้อยมาก ช่อดอกยาว 10.5 – 12.8 เซนติเมตร ออกดอกที่ปลายยอด กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน ค่อนข้างกลม มี 1 เมล็ด ออกดอกมากช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และต้นฤดูฝนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

ประโยชน์ : เป็นอาหารสัตว์ ยาพื้นบ้าน ใช้รากต้มน้ำดื่ม ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ (วงศ์สถิต และคณะ, 2543)

จากเว็บ http://www.rspg.or.th

เกล็ดหอย

เกล็ดหอย

ชื่อวิทยาศาสตร์
: Desmodium triflorum (L.) DC.


วงศ์
: Papilionoideae
ชื่อสามัญ : flowered beggarweed

ชื่ออื่น : หญ้าเกล็ดหอย เกล็ดปลา (กรุงเทพฯ) ผักแว่นดอย (แม่ฮ่องสอน) หนู่เต๊าะโพ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน) หญ้าตานทราย (เชียงsใหม่, แม่ฮ่องสอน) หญ้าตานหอย (ภาคกลาง) ผักแว่นโคก (นครศรีธรรมราช)
ใหญ่ (นครราชสีมา) อึ่งใหญ่ (กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ)

ลักษณะทั่วไป : เป็นพืชล้มลุกทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน สูง 4.5-12.5 เซนติเมตร ลำต้นมีขนสั้นๆละเอียดปกคลุมหนาแน่น เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 0.6-1.1 มิลลิเมตร ใบประกอบแบบขนนกมีใบย่อย 3 ใบ (trifoliate) ใบคล้ายรูปหัวใจกลับ ปลายใบเว้าตื้น หน้าใบไม่มีขน หลังใบมีขนน้อยถึงน้อยมาก ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมหนาแน่น ขอบใบเรียบ (entire) ออกดอกที่ปลายยอดและตามซอกใบ กลีบดอกสีม่วงสดหรือสีม่วงบานเย็น ช่อดอกยาว 0.5 - 2.5 เซนติเมตร มีดอกย่อย 2-6 ดอก ฝักคอดเป็นข้อๆ 1 - 6 ข้อ ออกดอกติดเมล็ดตลอดทั้งปี


ประโยชน์ : อาหารสัตว์ โค-กระบือ

จากเว็บ http://www.rspg.or.th

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

เกล็ดลิ่นใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllodium pulchellum (L.) Desv.

วงศ์ : Leguminosae-caecalpinodeae

ชื่ออื่น : เกล็ดปลาช่อน (สระบุรี); เกล็ดลิ่นใหญ่(นครราชสีมา); ลิ่นต้น, หญ้าสองปล้อง (ภาคกลาง);ลูกหนีบต้น (ปราจีนบุรี);หญ้าเกล็ดลิ่น (ภาคเหนือ,ภาคใต้); หางลิ่น (สุราษฎร์ธานี)

ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้พุ่ม(shrub)ขนาดเล็ก อายุหลายปี ปลายยอดค่อนข้างตั้ง ต้นสูง 102.19-113.57 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 32.4 – 37.2 มิลลิเมตร ลำต้นสีน้ำตาลแดงมีขนปกคลุมปานกลาง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ มี ใบย่อย3 ใบย่อยและมีก้านใบ(pinnately-trifoliate) รูปร่างใบย่อยแบบรูปไข่แกมใบหอก(ovate lanceolate) โคนค่อนข้างกลม แผ่นกลางใบกว้างโค้งไปปลายใบ ปลายใบค่อนข้างมน(obtuse) ใบกลางยาว 9.9-13.1 เซนติเมตร กว้าง 4.3-7.3 เซนติเมตร ใบย่อยข้างขอบใบล่างโค้งเบี้ยวเล็กน้อย ใบข้างยาว 5.51-8.67 เซนติเมตร กว้าง 2.47-5.09 เซนติเมตร ซอกใบมีกิ่งใบย่อยเกิดซ้อน ใบสีเขียวเข้ม หน้าใบและหลังใบมีขนสั้นๆปริมาณปานกลาง ขอบใบเรียบมีสีน้ำตาลแดง ผิวใบค่อนข้างหยาบเล็กน้อย หน้าใบมีผิวมัน นูนขึ้นเล็กน้อยและย่น(rugose) หลังใบผิวค่อนข้างสาก ซึ่งแตกต่างจากต้นเกล็ดปลาหมอ(Phyllodium elegan)ที่มีผิวใบนุ่ม มีขนละเอียดปกคลุมหนาแน่นทั้งหน้าใบและหลังใบ มีปลายใบสอบเรียว ขอบใบสีน้ำตาลเหลือง ต้นเกล็ดปลาช่อนมีก้านใบสีน้ำตาลแดง มีขนละเอียดปกคลุมมาก ก้านใบยาว 0.88-1.02 เซนติเมตร หูใบค่อนข้างแข็งเรียวแบบหนาม(spinous) ออกดอกประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม ดอกออกตามซอกใบและปลายยอด ความยาวช่อดอกรวม 9.13-13.93 เซนติเมตร ลักษณะดอกออกเป็นกระจุกมีใบประดับลักษณะคล้ายเกล็ดปลาประกบไว้สองใบ ดอกเดี่ยวรูปดอกถั่ว กลีบดอกสี เหลืองนวล อับเรณู(anther)สีเหลือง ในแต่ละช่อมี 21-36 ช่อดอกย่อย รูปฝักแบนคอดเป็นข้อๆ ฝักแก่สีดำอมน้ำตาล มีขนปกคลุม ฝักยาว 0.88-1.06 เซนติเมตร กว้าง 0.27-0.41 เซนติเมตร มี 1-3 ข้อ มี 2-5 ฝักต่อช่อ

ประโยชน์ : เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติของ โค กระบือ สำหรับแทะเล็ม

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

กูดเมอ

วงศ์ Thelypteridaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thelypteris immersa (Blume) Ching.

ชื่อท้องถิ่น กูดเมอ (ชื่อเรียกทั่วไป)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นสั้น ตั้งตรง เกล็ดแบบเซลล์ผนังหนา รูปแถบ ยาว 7-8 มิลลิเมตร กว้าง 0.5-0.6 มิลลิเมตร โคนตัด ขอบมีขน ปลายเรียวยาวแหลม สีน้ำตาล ก้านใบยาว 75-80 เซนติเมตร กว้าง 0.7-1 เซนติเมตร สีฟางข้าว เกล็ดหนาแน่นบริเวณโคนก้าน ใบเป็นใบหยักแบบขนนกสองชั้น รูปสามเหลี่ยม ยาว 1-1.2 เมตร กว้าง 65-70 เซนติเมตร แกนกลางด้านล่างเกลี้ยง ด้านบนมีขนยาวสีเหลืองอ่อนหนาแน่น ใบย่อยเรียงสลับหรือกึ่งตรงข้าม 25-30 คู่ ใบย่อยรูปแถบ ยาว 25-35 เซนติเมตร กว้าง 2.5-3 เซนติเมตร ไม่มีก้านใบย่อย โคนตัด ปลายเรียวแหลม ขอบหยักเป็นแฉกลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ แฉกเฉียงรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร กว้าง 3-5 มิลลิเมตรขอบเรียบมีขนปลายมนกึ่งแหลมเนื้อใบบางอ่อนนุ่มสีเขียวอ่อนเส้นใบแบบขนนกปลายอิสระต่อมสีเหลืองปกคลุมตามแนวเส้นใบด้านล่าง เส้นกลางใบ มีขนยาวหนาแน่น เส้นกลางใบย่อย และเส้นใบมีขนสีเหลืองอ่อนประปราย กลุ่มอับสปอร์กลม เกิดบริเวณกึ่งกลางบนเส้นใบย่อย เรียงเป็นระเบียบขนานกับเส้นกลางใบย่อย ข้างละ 1 แถว เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์กลม เกลี้ยง (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

กูดหูกวาง

วงศ์ Dryopteridaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Tectaria impressa (Fee’) Holtt.

ชื่อพื้นเมือง กูดซาง กูดกวาง กูดหก (เหนือ) กูดเกียว (เพชรบูรณ์) กูดฮ่มค่า
(ลำปาง) โชนป่า (ใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นสั้น ทอดนอน เกล็ดรูปแถบ ยาว 6-7 มิลลิเมตร กว้าง 0.7-0.8 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้มถึงดำ โคนตัด ขอบเรียบ ปลายแหลมยาว ใบมีภาวะทวิสัณฐาน ใบไม่สร้างสปอร์ มีก้านใบยาว 35-45 เซนติเมตร กว้าง 1-2 มิลลิเมตร เกล็ดหนาแน่นที่โคนก้าน ใบหยักแบบขนนกสามชั้นที่โคนใบ ใบรูปห้าเหลี่ยม ยาว 35-40 เซนติเมตร กว้าง 28-30 เซนติเมตร ใบย่อยเรียงกึ่งตรงข้าม 3-4 คู่ ใบย่อยคู่แรกรูปสามเหลี่ยมไม่สมมาตร ยาว 12-15 เซนติเมตร กว้าง 13-15 เซนติเมตร ก้านยาว 1.5-2 เซนติเมตร ขอบใบย่อยหยักเป็นแฉกปลายมน แฉกหรือใบย่อยชั้นที่สองด้านล่างยาวกว่าด้านปลาย ใบย่อยชั้นที่สองหรือสามคู่แรกด้านล่าง รูปหอกยาว 10-11 เซนติเมตร กว้าง 1.5-4.5 เซนติเมตร ปลายใบย่อยชั้นที่สองเรียวแหลม ขอบหยัก ใบย่อยบริเวณกึ่งกลางใบก้านสั้นถึงไร้ก้าน รูปหอก ยาว 10-15 เซนติเมตร กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร โคนมนถึงรูปหัวใจ ปลายใบย่อยเรียวแหลม ขอบหยักเป็นแฉกเฉียง ปลายมน ใบย่อยที่ปลายแกนกลางรูปไข่แกมสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 14 เซนติเมตร กว้างประมาณ 12 เซนติเมตร โคนรูปลิ่ม ขอบหยักลึกเกือบถึงแกนกลาง แฉกรูปขอบขนานถึงรูปเคียว ปลายแหลม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน แกนกลาง เส้นกลางใบ และเส้นกลางใบย่อยด้านล่างเกลี้ยง เส้นใบร่างแห มีเส้นใบย่อยอยู่ภายใน ใบสร้างสปอร์มีก้านใบที่ยาวกว่าและแผ่นใบขนาดเล็กและแคบกว่าใบไม่สร้างสปอร์ชัดเจน ก้านใบยาว 50-55 เซนติเมตร แผ่นใบยาว 15-20 เซนติเมตร กว้าง 15-20 เซนติเมตร กลุ่มอับสปอร์เกิดที่ปลายเส้นใบย่อยในช่องร่างแห เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เกลี้ยง (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)

การใช้ประโยชน์ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับกระถาง

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

กูดตอง

วงศ์ Thelypteridaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thelypteris aspera (J.Presl) K.Iwats

ชื่อท้องถิ่น กูดตอง (เหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นยาว ทอดนอน เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1 เซนติเมตร เกล็ดแบบเซลล์ผนังหนา รูปหอก สีน้ำตาล ยาว 5-6 มิลลิเมตร กว้าง 1-1.5 มิลลิเมตร โคนตัด ขอบเรียบ ปลายแหลม ก้านใบยาว 70-80 เซนติเมตร กว้าง 5-7 มิลลิเมตร สีฟางข้าว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกหนึ่งชั้น รูปขอบขนาน ยาว 90-100 เซนติเมตร กว้าง 60-70 เซนติเมตร ใบย่อยเรียงสลับหรือกึ่งตรงข้าม 7-8 คู่ ไม่มีก้านใบย่อย ใบย่อยรูปหอกแกมขอบขนาน ยาว 25-30 เซนติเมตร กว้าง 4-7 เซนติเมตร โคนมน ปลายเรียวแหลมยาว ขอบค่อนข้างเรียบ หรือหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบคล้ายกระดาษ สีเขียวอ่อน เมื่อทำให้แห้งสีเขียวหรือสีฟางข้าว ขนสั้นแข็งกระจายทั่วผิวใบด้านล่าง ด้านบนเกลี้ยง เส้นใบร่างแหแบบเมนีสซิออยด์ เส้นกลางใบ เส้นกลางใบย่อยและเส้นใบด้านล่างมีขนสั้นกระจายทั่ว ด้านบนเส้นกลางใบเป็นร่อง มีขนยาวปกคลุมหนาแน่น เส้นกลางใบย่อยและเส้นใบเกลี้ยง กลุ่มอับสปอร์กลม เรียงเป็น 2 แถวระหว่างเส้นกลางใบย่อย เกิดใกล้รอยเชื่อมของเส้นใบ อับสปอร์มีขนสั้นแข็ง 2-3 เส้น เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์กลม รูปไต สีเหลืองอ่อน มีขนสั้นแข็ง (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)


วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

กูดใบเล็ก

วงศ์ Pakeriaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Adiantum zollingri Mett. ex Kuhn

ชื่อพื้นเมือง กูดใบเล็ก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น สั้นตั้ง มีเกล็ดปกคลุมแน่น เกล็ดรูปยาวแคบ ยาว 6 มิลลิเมตร ขอบเรียบ มีสองสี ก้านใบยาว 12 เซนติเมตร สีน้ำตาลแดงเข้มเกือบดำ มีขนปกคลุมแน่นตลอด ขนสีน้ำตาล เป็นขนแบบหลายเซลล์ประกอบกัน (multicellular) ช่วงโคนก้านมีเกล็ด ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ยาว 30 เซนติเมตร กว้าง 4 เซนติเมตร ใบอาจตั้งตรงหรืออ่อนโค้งเล็กน้อย ซอกใบหยักเป็นพู ทอดนอนไปกับพื้น ตัวใบรูปแคบยาว ผิวด้านบนแกนกลางใบมีขนปกคลุมแน่น ผิวด้านล่างเกลี้ยงเกลา ในต้นที่โตเต็มที่ส่วนปลายแกนกลางใบอาจยืดยาวไม่มีแผ่นใบ และสามารถเกิดรากและต้นอ่อนเจริญออกมา แผ่นใบย่อยด้านข้างแกนกลางใบสองข้างเจริญเยื้องสลับกัน ใบย่อยทางด้านบนมีขนาดใหญ่กว่า ขนาดค่อยๆ เล็กลงสู่ปลายใบ และอยู่ห่างกันใบย่อยคู่ล่างใกล้โคนใบมีขนาดเล็กกว่าใบย่อยช่วงบนและทำมุมชี้ลง ใบย่อยที่มีขนาดใหญ่มักไม่มีก้าน ตัวแผ่นใบย่อย รูปร่างกึ่งสี่เหลี่ยมขอบขนาน ปลายมนกลม ขอบล่างส่วนมากตัดตรง ขอบด้านในชิดแกนทำมุมรูปลิ่มแคบกับขอบด้านล่าง ขอบด้านบนและด้านนอกเป็นหยัก ส่วนมาก ระยะหยักลึก 1/3 ของความกว้างใบ มีส่วนเว้าระหว่างหยักเห็นได้ชัด ส่วนหยักมนกลมหรือเป็นรูปช้อน ปลายของส่วนหยักมนกลม กึ่งตัดตรง หรือหยักเป็นซี่ฟัน แต่ละหยักมีปลายเส้นใบ 5-7 เส้น แผ่นใบนุ่มและบางเหมือนกระดาษ ส่วนมากผิวเกือบเกลี้ยง หรือมีขนประปรายบริเวณเส้นใบหรือที่ขอบใบ และที่ริมขอบใบ เส้นใบค่อนข้างไม่ชัดเจน ทั้งผิวด้านบนและด้านล่าง กลุ่มอับสปอร์ เกิดบริเวณปลายของหยัก ขอบใบพับลงมาปิดอับสปอร์เป็นรูปกลม หรือรูปรียาว ผิวเกลี้ยง หรือมีขนประปรายมีใบย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)

การใช้ประโยชน์ มีสรรพคุณใช้ทำยารักษา อาการไอ ไอเนื่องจากหืด เยื่อหุ้มปอด อักเสบ ขับปัสสาวะ แก้ดีซ่าน นิ่วอุดตันในไต ช่วยละลายเสมหะ แก้จุกแน่นหน้าอก แก้ขัดเบา ลดไข้ รูมาติสซัม ลดกรดในกระเพาะ


วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

กระฉอดแรด

วงศ์ Dryopteridaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Tectaria griffithii (Baker) C.Chr.
ชื่อพื้นเมือง กะฉอดแรด (ตะวันออกเฉียงใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นสั้น ตั้งตรง เกล็ดรูปหอก ยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร กว้าง 3 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้มถึงดำ โคนตัด ขอบเรียบ ปลายแหลมยาว ก้านใบยาว 70 เซนติเมตร สีน้ำตาลแดง มีร่องด้านบน เกล็ดและขนหนาแน่นตลอดทั้งก้าน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นที่โคน รูปห้าเหลี่ยม ยาว 70 เซนติเมตร กว้าง 40 เซนติเมตร ใบย่อยชั้นแรกเรียงกึ่งตรงข้าม 1-4 คู่ ใบย่อยชั้นแรกคู่แรกรูปสามเหลี่ยมไม่สมมาตร ก้านยาว 1.5-2 เซนติเมตร ใบย่อยยาว 30 เซนติเมตร กว้าง 25 เซนติเมตร ขอบหยักเป็นแฉก แฉกหรือใบย่อยชั้นที่สองด้านล่างยาวกว่าด้านปลาย ใบย่อยชั้นที่สองแรกด้านล่างมีขนาดใหญ่และยาวอย่างเด่นชัด ยาว 20 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม แฉกเฉียง ปลายตัด ใบย่อยชั้นแรกบริเวณกึ่งกลางใบมีขนาดเล็กกว่าคู่แรกเล็กน้อย รูปหอกแกมขอบขนาน ก้านสั้นหรือไร้ก้านหรือโคนเชื่อมกับแกนกลางแผ่เป็นครีบ ปลายเรียวแหลม ขอบหยักเป็นแฉกรูปเคียว ปลายแหลมถึงมน ใบย่อยชั้นแรกที่ปลายแกนกลางรูปไข่แกมสามเหลี่ยม โคนเชื่อมกับแกนกลางแผ่เป็นปีก ปลายเรียวแหลม ขอบหยักเป็นแฉกลึกเกือบถึงแกนกลาง รูปขอบขนานถึงรูปเคียว ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน แกนกลาง เส้นกลางใบ และเส้นกลางใบย่อยด้านล่างมีเกล็ดประปราย เส้นใบร่างแห มีเส้นใบย่อยอยู่ภายใน กลุ่มอับสปอร์เกิดที่ปลายเส้นใบย่อยในช่องร่างแห เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เกลี้ยง (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)

การใช้ประโยชน์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับอาคาร

กูดขาว

วงศ์ Athyriaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Diplazium esculentum (Retz.) Sw.

ชื่อพื้นเมือง กูดกิน กูดคึ (เหนือ) กูดน้ำ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ไก้กวิลุ ปู่
แปลเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ผักกูด (ชื่อเรียกทั่วไป) ผักกูดขาว (ชลบุรี) หัสดำ (ใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น ตั้งตรง สูงมากกว่า 1 เมตร เกล็ดรูปหอก สีน้ำตาลเข้มถึงดำ กว้าง 10 มิลลิเมตร ยาว 1.2 มิลลิเมตร ขอบเกล็ดหยักเป็นซี่ฟัน ก้านใบยาว 70 เซนติเมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แผ่นใบยาว 40 เซนติเมตร กว้าง 25 เซนติเมตร ใบย่อยรูปหอก เรียงสลับ ใบย่อยบริเวณโคนใบ 2-3 ใบ มักลดรูป ใบย่อยบริเวณกลางประกอบแบบขนนกหนึ่งชั้น รูปหอกหรือขอบขนาน ปลายเรียวแหลม ใบย่อยบริเวณปลายใบเป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม ใบย่อยชั้นที่สองรูปหอกแกมขอบขนาน เรียงสลับ ยาว 13 เซนติเมตร กว้าง 2.5 เซนติเมตร โคนตัดหรือรูปหัวใจ ปลายเรียวแหลม ขอบใบย่อยชั้นที่สองหยักฟันเลื่อยถึงหยักลึกเป็นแฉกมน ขอบแฉกหยักซี่ฟัน ปลายแฉกมนถึงตัด เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ สีเขียวเข้ม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน เส้นใบร่างแห มีเส้นใบย่อยราว 10 คู่ กลุ่มอับสปอร์ จัดเรียงเป็นแถวตามความยาวของเส้นใบ มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์รูปจันทร์เสี้ยว 2 ข้างของอับสปอร์ เมื่อสปอร์แก่จะเปิดออก 2 ข้าง ทิศตรงข้ามกัน (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)

การใช้ประโยชน์ ใบอ่อนนิยมนำมารับประทานเป็นผักสด หรือผักลวกจิ้มน้ำพริก



วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

กูดหางค่าง

ชื่อ : กูดหางค่าง

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Pteris biaurita L.

วงศ์ : Pteridaceae

ชื่ออื่นๆ : ผักกูดคางพญานาค

ลักษณะโดยทั่วไป : เป็นเฟิร์นที่เจริญบนพื้นดิน เหง้าสั้น มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ก้านใบยาวมีร่องที่ด้านบน ใบประกอบคล้ายขนนกสองชั้น ยาว 100-120 ซม. โครงรูปใบรูปสามเหลี่ยม มีใบย่อย 5-12 คู่ ใบย่อยคู่ล่างมีขนาดใหญ่สุด เนื้อใบบาง เส้นใบแบบร่างแห ใบย่อยขอบหยักลึกเข้ามาเกือบถึงเส้นใบ อับสปอร์เกิดเป็นแถบยาวที่ขอบใบทังสองข้าง ยกเว้นปลายใบ เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เนื้อบางใส

นิเวศวิทยา : พบขึ้นในที่ร่มรำไรตามริมน้ำ



กูดแก้ว

ชื่อพื้นเมือง : กูดแต้ม กูดแก้ว (ภาคเหนือ), กูดไก่ (เชียงราย), กูดหก (ไทยใหญ่-แม่ฮ่องสอน), กูดหัวเหล็ก (เชียงใหม่), เซ็งเขี่ยดู่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tectaria polymorpha (Wall. ex Hook.) Copel.

ชื่อวงศ์ : DRYOPTERIDACEAE


กูดแก้ว

Tectaria angulata (Willd.) C. Chr., DRYOPTERIDACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เฟิร์น เหง้าสั้น ทอดขนานหรือตั้งตรง มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้ม เกล็ดรูปแถบแกมรูปกึ่งสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 2 ซม. ขอบเรียบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ถึงรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 40 ซม. ยาวประมาณ 50 ซม. แกนกลางใบประกอบสีน้ำตาลแดง ด้านบนมีขน ด้านล่างเกลี้ยง ก้านใบสีน้ำตาลแดงหรือเกือบดำ เป็นมัน ยาวประมาณ 60 ซม. โคนมีเกล็ดแน่น ใบย่อย 2-6 คู่ รูปขอบขนาน กว้างประมาณ 9 ซม. ยาวประมาณ 20 ซม. ปลายเรียวแหลมมีติ่งยาว โคนมนถึงรูปกึ่งหัวใจ ขอบเรียบ ใบย่อยคู่ล่างสุดหยักลึกเป็นแฉก ใบย่อยที่ปลายใบใหญ่ที่สุด รูปขอบขนานแกมรูปกึ่งสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 12 ซม. ยาวประมาณ 25 ซม. ปลายเรียวแหลมและมีติ่ง แผ่นใบบาง เส้นกลางใบย่อยสีน้ำตาลแดง มีขนทางด้านบน นูนเห็นชัดทางด้านล่าง เส้นร่างแหเห็นได้ชัด มีเส้นสั้นอยู่ภายในช่องร่างแห ก้านใบย่อยคู่ล่างยาวประมาณ 2.5 ซม. และลดขนาดความยาวลงโดยลำดับไปหาใบย่อยคู่บนสุด กลุ่มอับสปอร์รูปกลม อยู่บนเส้นสั้นในช่องร่างแห เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 มม. เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เล็กและร่วงง่าย

การกระจายพันธุ์ : ภูมิภาคมาเลเซีย

การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : ภาคเหนือและภาคใต้

สภาพนิเวศน์ : ขึ้นตามพื้นดินใกล้ลำธารในป่าดิบแล้งที่อยู่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก




กูดฮอก

กูดฮอก

วงศ์ Polypodiaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Drynaria sparsisora (Desv.) S.Moore.

ชื่อท้องถิ่น กูดฮอก (เหนือ) พังงา (มลายู-ใต้) ว่านงูกวัก ว่าว (ใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อย เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ปกคลุมแน่นด้วยเกล็ดสีน้ำตาล เกล็ดรูปกลม ด้านในสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ริมนอกสีน้ำตาลอ่อน ยาว 3 มิลลิเมตร กว้าง 2 มิลลิเมตร โคนมนหรือกลม ขอบหยักซี่ฟัน ปลายเรียวแหลมยาวคล้ายหาง ใบมี 2 แบบ ใบประกบลำต้น รูปร่างกลมรี 17-23 เซนติเมตร กว้าง 16-22 เซนติเมตร โคนรูปหัวใจ ปลายแหลม ขอบหยักเป็นแฉกลึกประมาณ 1/4 ของความยาวเส้นกลางใบ ขอบแฉกเรียบ ปลายแหลม เนื้อใบหนาไม่หลุดร่วง เส้นกลางใบและเส้นกลางใบนูนชัดเจนทั้งสองด้าน เส้นใบร่างแห ใบแท้หยักแบบขนนก ก้านใบยาว 12-18 เซนติเมตร กว้าง 6-4 มิลลิเมตร สีน้ำตาล เกล็ดปกคลุมหนาแน่นบริเวณโคนก้าน แผ่นใบ รูปขอบขนาน ยาว 40-50 เซนติเมตร กว้าง 25-35 เซนติเมตร โคนใบเฉียงแผ่ออกเป็นปีกสั้นๆ ขอบใบหยักลึกเป็นแฉกแบบขนนกจนเกือบถึงเส้นกลางใบ จำนวน 6-8 แฉก รูปขอบขนาน ขอบเรียบ ปลายแฉกเรียวแหลม เนื้อใบหนาคล้ายหนัง สีเขียวเข้ม มีรอยต่อระหว่างแผ่นใบกับเส้นกลางใบ เส้นกลางใบแผ่ออกเป็นปีกแคบ เส้นใบร่างแหปลายปิด กลุ่มอับสปอร์มีขนาดเล็ก เป็น 2 แถว อยู่ระหว่างเส้นกลางใบ จัดเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ กลุ่มอับสปอร์ กระจายไม่เป็นระเบียบบนเส้นใยใบร่างแห (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)

การใช้ประโยชน์ นิยมนำมาปลูกประดับสวน ทำให้ดูเหมือนเป็นป่าธรรมชาติ อีกทั้งปลูกเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ในตำราสมุนไพรจีน ใช้สำหรับบำบัดอาการป่วยเนื่องจากกระดูกแตกและเส้นเอ็นฉีกขาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว ใช้สำหรับบำบัดอาการปวดหลังและหัวเข่า แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน ในตำราสมุนไพรไทยโบราณ ใช้เหง้าต้มดื่ม แก้โรคหืดหอบ เหง้าของ Drynaria มีรสขม มีสรรพคุณช่วยให้โลหิตหมุนเวียน แก้อาการมือเท้าเย็น ขยายหลอดเลือด


วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

กูดดอย

ชื่อพื้นเมือง : กูดดอย (ลพบุรี), กูดข้างฟาน (แม่ฮ่องสอน), มหาสดำ (ภาคตะวันออกเฉียงใต้)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Blechnum orientale L.

ชื่อวงศ์ : BLECHNACEAE

ลักษณะ : เฟิร์น ลำต้นตั้ง อาจสูงได้มากกว่า 50 ซม. ลำต้นมีเกล็ดรูปแถบ สีน้ำตาล ปลายเกล็ดเรียวยาวเป็นหาง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ รูปขอบขนาน ก้านใบสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแดงเมื่อใบยังอ่อน โคนมีเกล็ดหนาแน่น ตามก้านใบมีใบที่ลดขนาดรูปร่างคล้ายติ่งหูอยู่ทั่วไป ใบย่อยมีจำนวนมาก เรียงตัวเฉียงกับแกนกลางใบประกอบ รูปแถบหรือรูปขอบขนาน ปลายเรียวยาวเป็นหาง โคนมนหรือกึ่งตัด ขอบเรียบ เส้นใบแยกสาขาเป็นคู่ใกล้เส้นกลางใบย่อย ใบย่อยไม่มีก้าน กลุ่มอับสปอร์เป็นแถบแคบๆ ทาบตลอดความยาวของเส้นกลางใบย่อย เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์แคบ มักเปิดออกก่อนที่อับสปอร์จะแก่



กูดก้านแดง

ชื่อ : กูดก้านแดง

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Thelypteris truncate (Poir.) K. Iwats.

วงศ์ : Thelypteridaceae

ลักษณะโดยทั่วไป : เป็นเฟิร์นที่เจริญบนพื้นดิน เหง้าสั้น มีเกล็ดสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ก้านใบยาวและมีเกล็ดที่โคน ใบประกอบแบบขนชั้นเดียว โครงรูปใบรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 40-50 ซม. ยาวได้ถึง 1 ม. ใบย่อย 30 คู่หรือมากกว่า ใบย่อยคู่ล่างมักลดรูปคล้ายติ่งหู เนื้อใบบาง ใบย่อยคู่กลางมีขนาดใหญ่สุดรูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม โคนสอบตัด ขอบหยักลึกเข้ามา 1/3 ของใบ อับสปอร์เกิดเป็นกลุ่มมีเยื่อคลุม กลุ่มอับสปอร์รูปร่างกลมเกิดบนเส้นใบแบบขนนกในแต่ละหยัก เห็นเป็นสองแถวขนานกัน

นิเวศวิทยา : พบขึ้นในที่ร่มรำไรตามริมน้ำ

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

กินกุ้งน้อย

ชื่อ : กินกุ้งน้อย

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Murdannia nudiflora (L.) Brenan.

วงศ์ : Commelinaceae

ชื่ออื่นๆ : ผักปลาบ หญ้าเลินแดง

ลักษณะโดยทั่วไป : ไม้ล้มลุก สูง5-50 ซม. ลำต้นอวบน้ำ แตกกอแผ่กว้างและแตกรากตามข้อ ใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นกระจุกที่โคน แผ่นใบรูปขอบขนาน ยาว 3-5 ซม. กาบใบเป็นปลอกหุ้มลำต้น ดอกออกเป็นช่อและแตกแขนงเป็น 2-3 ช่อย่อย แต่ละช่อย่อยมี 1-3 ดอก กลีบดอกสีม่วงหรือสีฟ้าอ่อน มี 3 กลีบ ผลค่อนข้างกลม สีเขียวอ่อน ปลายเป็นติ่งแหลม เมื่อแก่แตกเป็น 3 พู

นิเวศวิทยา : พบบริเวณลานหินและบริเวณที่มีน้ำขังแฉะ
ประโยชน์/โทษ : ทั้งต้นต้มในน้ำมันรักษาโรคเรื้อน ใบใช้พอกแผล ยอดกินเป็นผัก





Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...