แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้ประดับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้ประดับ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ต้นคริสต์มาส (Poinsettia พอยน์เซตเทีย)

ต้นคริสต์มาส (Poinsettia พอยน์เซตเทีย)
ต้นคริสต์มาส (Poinsettia พอยน์เซตเทีย) ต้นคริสต์มาสเป็นพืชไม่ค่อยชอบน้ำ ชอบอยู่ในที่แสงแดดรำไร อย่ารดน้ำมากไปจนดินแฉะตลอดเวลาเพราะจะทำให้รากเน่าใบเริ่มเหี่ยวและตายในที่สุด วิธีรดน้ำที่ดีคือเมื่อหน้าดินเริ่มแห้งจึงค่อยรดน้ำ ต้นคริสต์มาสไม่ชอบแสงแดดจัดๆ ถ้าโดนแดดจัดๆ ใบจะไหม้

ต้นคริสต์มาสมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Euphorbia pulcherima จัดอยู่ในวงศ์ EUPHORBIACEAE มีถิ่นกำเนิดมาจาก อเมริกาใต้ แถบเม็กซิโกและกัวเตมาลา ส่วนประเทศไทยเริ่มนิยมปลูกอยู่ในแถบภาคอีสานและภาคเหนือ

ลักษณะของต้นคริสต์มาส เป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลางสูงได้ถึง 3 เมตร แตกกิ่งชี้ตั้งขึ้น เป็นพุ่มแน่น ต้นคริสต์มาสเป็นพืชตระกูลเดียวกับโกสนและโป๊ยเซียน ลำต้นแก่มีสีน้ำตาล ส่วนลำต้นอ่อนจะเป็นสีเขียว  ใบอ่อนด้านบนซึ่งก็คือส่วนของใบเลี้ยงสามารถเปลี่ยนสีได้ ซึ่งสีที่ได้จะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ทั้งสีแดง สีเหลือง สีขาว และ สีชมพู ซึ่งจะเปลี่ยนสีในช่วง เดือนตุลาคมถึงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศหนาว ส่วนช่วงเวลาอื่นจะมีใบสีเขียวตามปกติ นอกจากใบอ่อนด้านบนแล้วยังมีส่วนของใบล่างซึ่งจะมีสีเขียวเขียวเข้ม ขอบใบหยัก ดอกของต้นคริสต์มาสจะเป็นกลุ่มดอกกระจุกเล็กๆ อยู่ปลายยอด ไม่มีกลีบดอก และสีไม่สวยสะดุดตา  ผลค่อนข้างกลม  ต้นคริสต์มาสมีข้อควรระวังคือ ในลำต้นและใบจะมีน้ำยางสีขาวมีพิษทำให้ระคายเคืองผิว

ประโยชน์ของต้นคริสต์มาส  ปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือนปลูกประดับได้ทั้งด้านในและด้านนอกสถานที่ หรือจะปลูกใส่กระถางเพื่อมอบเป็นของขวัญก็ได้ ใบอ่อนสามารถนำมาพอกผิวหนังเพื่อแก้โรคไฟลามทุ่งได้ และต้นคริสต์มาสยังช่วยฟอกอากาศ ดูดซับสารพิษได้

การขยายพันธุ์  นิยมตัดกิ่งปักชำ ปลูกได้ในดินทุกชนิด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง ไม่ชอบแสงแดดจัดๆ สามารถปลูกได้ในกระถาง

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

กระฉอดแรด

วงศ์ Dryopteridaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Tectaria griffithii (Baker) C.Chr.
ชื่อพื้นเมือง กะฉอดแรด (ตะวันออกเฉียงใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นสั้น ตั้งตรง เกล็ดรูปหอก ยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร กว้าง 3 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้มถึงดำ โคนตัด ขอบเรียบ ปลายแหลมยาว ก้านใบยาว 70 เซนติเมตร สีน้ำตาลแดง มีร่องด้านบน เกล็ดและขนหนาแน่นตลอดทั้งก้าน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นที่โคน รูปห้าเหลี่ยม ยาว 70 เซนติเมตร กว้าง 40 เซนติเมตร ใบย่อยชั้นแรกเรียงกึ่งตรงข้าม 1-4 คู่ ใบย่อยชั้นแรกคู่แรกรูปสามเหลี่ยมไม่สมมาตร ก้านยาว 1.5-2 เซนติเมตร ใบย่อยยาว 30 เซนติเมตร กว้าง 25 เซนติเมตร ขอบหยักเป็นแฉก แฉกหรือใบย่อยชั้นที่สองด้านล่างยาวกว่าด้านปลาย ใบย่อยชั้นที่สองแรกด้านล่างมีขนาดใหญ่และยาวอย่างเด่นชัด ยาว 20 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม แฉกเฉียง ปลายตัด ใบย่อยชั้นแรกบริเวณกึ่งกลางใบมีขนาดเล็กกว่าคู่แรกเล็กน้อย รูปหอกแกมขอบขนาน ก้านสั้นหรือไร้ก้านหรือโคนเชื่อมกับแกนกลางแผ่เป็นครีบ ปลายเรียวแหลม ขอบหยักเป็นแฉกรูปเคียว ปลายแหลมถึงมน ใบย่อยชั้นแรกที่ปลายแกนกลางรูปไข่แกมสามเหลี่ยม โคนเชื่อมกับแกนกลางแผ่เป็นปีก ปลายเรียวแหลม ขอบหยักเป็นแฉกลึกเกือบถึงแกนกลาง รูปขอบขนานถึงรูปเคียว ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน แกนกลาง เส้นกลางใบ และเส้นกลางใบย่อยด้านล่างมีเกล็ดประปราย เส้นใบร่างแห มีเส้นใบย่อยอยู่ภายใน กลุ่มอับสปอร์เกิดที่ปลายเส้นใบย่อยในช่องร่างแห เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เกลี้ยง (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)

การใช้ประโยชน์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับอาคาร

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

เข็มเหลือง

ชื่ออื่น ๆ : เข็มแสด , พุ่มสุวรรณ , เข็มเหลือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ascocentrum Minatum ( Lindl.)

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มแต่เล็กกว่าเข็มขาว

ใบ : ใบนั้นจะเป็นรูปไข่ ริมขอบใบจะเรียบ ส่วนตรงปลายใบมน

ดอก : ดอกนั้นจะอยู่รวมกันเป็นช่อมีสีเหลือง แต่ไม่มีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ : โดยการตอนกิ่ง หรือทางกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยารักษาฝีกาฬจักหัวใจ

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

เข็มป่า

ชื่ออื่น ๆ : เข็มตาไก่ (เชียงใหม่), เข็มโพดสะมา (ตานี), เข็มดอย (พายัพ) ,เข็มป่า (ไทย)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora Cibdela Craib

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง ลำต้นนั้นใหญ่ประมาณเท่าข้อมือ ลำต้นมีความสูงประมาณ 3-4 เมตร

ใบ : ใบนั้นจะมีสีเขียวสด เป็นรูปไข่ยาวๆ ริมขอบใบเรียบ ใบนั้นจะยาวประมาณ 6-18 ซม. และ กว้างประมาณ 2.5 ซม.

ดอก : ดอกเข็มจะออกตลอดปี และออกดอกเล็ก ๆ เป็นพวงเหมือนดอกเข็มธรรดา แต่จะมีดอกเป็น สีขาว

ผล : ผลนั้นจะมีลักษณะเป็นผลกลม ๆ และมีสีเขียว

การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด และตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ดอก ใบ ผล เปลือก และราก ใช้ทำเป็นยา

สรรพคุณ : ดอก ใช้รักษาโรคตาเปียก ตากแดง ตาแฉะ

ใบ ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิทั้งปวง

ผล ใช้เป็นยารักษาโรคริดสีดวงจมูก

เปลือก ใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำหยอดหูใช้ฆ่าแมงคาเรืองเข้าหู

ราก ใช้ทำเป็นยารักษาเสมหะในท้อง หรือในทรวงอก

อื่น ๆ : มักเป็นพรรณไม้ชอบขึ้นตามธรรมชาติในป่าทั่วๆ ไปในประเทศไทย มักจะ นำมาปลูกกันตาม วัดวาอารามแล้วตัวแต่งให้เป็นพุ่มให้สวยงาม

ถิ่นที่อยู่ : มักจะเป็นเข็มพันธุ์ญี่ปุ่นทั้งสิ้นไม่ใช่ของไทย


เข็มแดง

ชื่ออื่นๆ : เงาะ (สุราษฎร์),เข็มแดง (ยะลา) , ตุโดปุโยบูเก๊ะ (มลายู), จะปูโย (มะละยู-นรา)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora Lobbii Loud.

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลัษณะต้นนั้นจะคล้ายเข็มขาว

ใบ : ใบนั้นจะหนายาวและแข็งมีสีเขียวสด ตรงปลายใบของมันจะแหลม

ดอก : ดอกนั้นจะออกรวมกันเป็นช่อใหญ่แบนมีสีแดงเข้ม ดอกนั้นจะโตกว่าเข็มขาวมาก แต่ไม่มีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ : โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือปักชำ

ส่วนที่ใช้ : ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงไฟธาตุ บรรเทาอาการบวม รักษาตาพิการ รักษากำเดา
รักษาเสมหะ

อื่น ๆ : เป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกกันตามชนบท และชอบขึ้นเองตามป่าราบ หรือป่าเบญจพันธุ์ พรรณไม้นี้ถ้าอยู่นานหลายปีอาจจะโตเท่าต้นมะม่วงได้

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดสระบุรี และจะมีขึ้นประปรายตามจังหวัดต่างๆ


จากเว็บ http://health.spiceday.com/viewthread.php?tid=52952

เข็มขาว

ชื่ออื่น ๆ : เข็มไม้ (ไทย),เข็มพระราม (กรุงเทพ),เข็มปลายสาน(ตานี),เข็มขาว(พายัพ)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora ebarbata Craib.

วงศ์ : -

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

ใบ : มีลักษณะเป็นรูปไข่ ริมขอบใบจะเรียบตรงปลายใบของมันจะมน

ก้านดอก : ก้านดอกนั้นจะยาวส่วนปลายก้านดอกจะเป็นกลีบเล็กๆ อยู่เพียง 4 กลีบ

ดอก : ดอกนั้นจะออกรวมกันอยู่เป็นช่อ มีสีขาว มีกลิ่นหอมเย็น

ราก : รากนั้นจะมีรสหวาน

การขยายพันธุ์ : โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ปักชำ

ส่วนที่ใช้ : ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยากิน รักษาโรคตา เจริญอาหาร




จากเว็บ http://health.spiceday.com/viewthread.php?tid=52950


วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

นนทรี

ชื่อสามัญ Yellow Flamboyant

ชื่อวิทยาศาสตร์ Peltophorum pterocarpum (DC.)K. Heyne

วงศ์ LEGUMINOSAE

ชื่ออื่น กระถินป่า กระถินแดง สารเงิน

ถิ่นกำเนิด เอเชียเขตร้อน
ลักษณะทั่วไป

เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง ลำต้นค่อนข้างเปลาตรง สูง 8-15 เมตร ชอบขึ้นตามป่าชายหาด เปลือกสีเทาค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ ทั่วไป เรือนยอดเป็นรูปร่มหรือทรงกลมกลายๆ ตามกิ่งและก้านอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง ใบ เป็นช่อเรียงสลับเวียนกันถี่ๆ ตามปลายกิ่งดูเป็นกลุ่ม ช่อหนึ่ง ยาว 20-27 ซม. ประกอบด้วยแขนงใบย่อยที่ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ 9-13 คู่ แขนงย่อยคู่ต้นๆ จะสั้นกว่าคู่ที่ถัดไป แต่คู่ที่อยู่ที่ปลายช่อก็จะสั้นเช่นกัน ใบย่อยเล็กรูปร่างคล้ายเมล็ดข้าวสารแบนๆ กว้างประมาณ 5 มม. ยาว 10-15 มม. โคนใบเบี้ยว ปลายใบทู่ๆ หลังใบสีเขียวเข้มกว่าท้องใบ โคนก้านใบ ก้านแขนงย่อย และก้านช่อบวม หูใบเป็นเส้นเรียว ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อตั้งตรง ขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านแขนงมาก อยู่ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบตอนปลายๆ กิ่ง ยาว 20-30 ซม. กลีบดอกป้อมบางและยับย่น โคนกลีบมีขนสีน้ำตาลประปราย เกสรผู้มี 10 อัน ผล เป็นฝักแบนๆ รูปรี ปลายและโคนสอบแหลม กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 5-12 ซม. สีน้ำตาลอมม่วง เมื่อแก่จัดจนแห้งเป็นเป็นสีน้ำตาลดำ แต่ละฝักมี 1-4 เมล็ด เมล็ดแข็งแรงรูปร่างและขนาดเท่าใบย่อย เรียงตามยาวของฝัก ผลแก่ในเดือนพฤศจิกายน ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด

สภาพที่เหมาะสม ดินทั่วไป ชอบแสงแดดจัด

ประโยชน์

เนื้อไม้ สีชมพูอ่อน ถึงน้ำตาลแกมชมพู เป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรงหรือเป็นคลื่นบ้าง เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อยผ่าไสกบตบแต่งง่าย ใช้ทำกระดานปูพื้น เพดาน ฝา เครื่องเรือน และหีบใส่ของ เปลือก มีรสฝาด รับประทานเป็นยาขับโลหิต กล่อมเสมหะและโลหิต กับใช้เป็นยาขับลม ผายลม แก้ท้องร่วง มีผู้ปลูกเป็นไม้ประดับกันมากเพราะพุ่มใบและดอกสวยงาม


วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

ตะแบกนา

ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ: ตะแบกนา ตะแบกไข่ เปื๋อยนา เปื๋อยหางค่าง

ลักษณะ: ผลัดใบ สูง 15 - 30 เมตร

ใบ: ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อยใบอ่อนสีแดงมีขนสั้นอ่อนนุ่มปกคลุม ใบแก่ขนจะหลุดหายไป แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก กว้าง 5 - 7 เซนติเมตร ยาว 12 - 20 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนสอบ
ดอก: สีม่วงอมชมพูต่อมาเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือเกือบขาว ออกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่ง ผล รูปรี ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์: โดยเมล็ด

ประโยชน์:เนื้อไม้ละเอียดแข็ง ใจกลางมักเป็นโพรง ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่รับน้ำหนัก เสา กระดานพื้น และเครื่องมือการเกษตร และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ขึ้นประปรายในป่าเบญจพรรณพื้นที่ที่ค่อนข้างชุ่มชื้นทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ส่วนภาคตะวันออก และภาคใต้มีขึ้นอยู่มากใน ป่าดงดิบ ป่าน้ำท่วม และตามท้องนา ทั่ว ๆ ไป

ออกดอก กรกฎาคม - กันยายน ไม่แน่นอนแล้วแต่สภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อม เก็บเมล็ดได้ประมาณเดือน ธันวาคมขึ้นไป ผลแก่ จะแตกเพื่อโปรยเมล็ดในราวเดือน มีนาคม

จากเว็บ http://my.dek-d.com/chinjung-jomjun/blog/?blog_id=10025127


วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

แก้วเจ้าจอม

ชื่อวิทยาศาสตร์: Guaiacum officinale L.

ชื่อสามัญ: Ligmum Vitae

ลักษณะ


ไม้ต้น สูง 10-15 ม. เปลือกต้นสีเทาเข้ม กิ่งมีข้อพองเห็นเป็นปุ่มๆ ทั่วไป ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ มีใบย่อย 2-3 คู่ เรียงตรงข้าม ใบย่อยไม่มีก้าน รูปไข่กลับ รูปไข่กว้าง หรือรูปรีเบี้ยวเล็กน้อย ปลายมน โคนสอบ ขอบเรียบ มีจุดสีส้มที่โคนใบย่อยด้านบน ดอกเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่ยอด 3-4 ดอก สีฟ้าอมม่วงและจะซีดลงเมื่อใกล้โรย กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ โคนติดกันเล็กน้อย ร่วงง่าย กลีบดอก 5 กลีบ รูปรีหรือรูปไข่ เกสรเพศผู้ 10 อัน แยกกัน เกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 5 แฉก ผลแห้งแตก รูปหัวใจกลับ มีครีบ 2 ข้าง สีเหลืองหรือสีส้ม มี 1-2 เมล็ด เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล

ประโยชน์

นำมาปลูกในประเทศไทยเป็นไม้ประดับ แก่นไม้สีน้ำตาลถึงดำ แข็งมาก เป็นมัน และหนักมาก ทนต่อแรงอัดและน้ำเค็ม จึงนิยมนำมาใช้ทำกรอบประกับเพลาเรือเดินทะเล หรือกรอบประกับเพลาเครื่องจักรในโรงงานต่างๆ ทำรอก ด้ามสิ่ว และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการความแข็งแรงมากๆ ยางไม้ใช้เป็นยาขับเสมหะ ยาระบาย ขับเหงื่อ แก้ข้ออักเสบ ใช้ร่วมในยาฟอกเลือด ทำเป็นยาอมแก้ต่อมทอนซิลและหลอดลมอักเสบ ละลายในเหล้ารัมและเติมน้ำเล็กน้อยใช้อมกลั้วคอแก้เจ็บคอ กินแก้ปวดท้อง และใช้ใส่แผล น้ำคั้นจากใบกินแก้อาการท้องเฟ้อ เปลือกและดอกเป็นยาระบาย ยาชงจากดอกเป็นยาบำรุงกำลัง

ฤดูกาลออกดอก

ออกดอกในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน และเดือนสิงหาคม-ตุลาตคม

สภาพการปลูก

แก้วเจ้าจอมชอบอยู่กลางแจ้ง เป็นไม้กลางแจ้ง เติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำได้ดี

การขยายพันธุ์

ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำและ ตอนกิ่ง

การปลูกและดูแลรักษา

ปลูกเป็นไม้กระถางก็ได้หรีอปลูกลงดินก็ได้ วัสดุที่ใช้ปลูก คือ ดินก้ามปู : ปุ๋ยคอกอัตราส่วน 1:2:1

จากเว็บ http://www.thaigoodview.com



ตาเบบูยาพันธุ์ทิพย์ .ชมพูพันธุ์ทิพย์

ชื่ออื่นๆ : ชมพูอินเดีย ตาเบบูยาพันธุ์ทิพย์

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Tabebuia rosea (Bertol.) Raf.

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ข้อมูลทั่วไป


ชมพูพันธุ์ทิพย์เป็นไม้ต้น ผลัดใบ สูง 8 - 18 เมตร ใบ ออกตรงข้ามสลับฉาก ใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อย 5 ใบ ใบย่อยรูปรี โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม กว้างประมาณ 5 ซม. ยาวประมาณ 10 ซม. ดอกช่อ ออกตามปลายกิ่ง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ดอกร่วงง่าย สีชมพู หรือ ม่วงอมชมพู ผล เป็นฝัก แห้ง แตก รูปร่างแคบ แบน ยาวประมาณ 15 ซม.เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ด จำนวนมาก มีปีก ออกดอกเดือน กุมภาพันธ์- เมษายน การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่งหรือ ปักชำ ประโยชน์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป เนื่องจากดูแลง่ายและดอกสวยงาม เป็นไม้ประดับที่ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร เป็นผู้นำเข้ามา จึงได้ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ท่าน ถิ่นกำเนิด อเมริกากลางและอเมริกาใต้




กลับสู่หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

บัววิกตอเรีย

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร พืช (Plantae)

ส่วน พืชดอก (Magnoliophyta)

ชั้น พืชใบเลี้ยงคู่ (Magnoliopsida)

อันดับ Nymphaeales

วงศ์ วงศ์บัว (Nymphaeaceae)

สกุล บัววิกตอเรีย Victoria

บัววิกตอเรีย เป็นบัวมีใบใหญ่มาก ลักษณะกลม มีขอบยกสูงขึ้นมาคล้ายกระด้ง จึงเรียกว่า บัวกระด้ง ก้านใบมีหนามแหลม เป็นไม้ถิ่นเดิมในอเมริกาใต้ ได้มีการนำบัวพันธุ์นี้ไปเพาะบนเกาะอังกฤษได้สำเร็จ ดอกบัวดอกแรกที่ผลิบานได้ส่งไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เพราะทรงอนุญาตให้นำพระนามาภิไธยมาขนานนามบัวชนิดนี้ มีผู้นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับในเมืองไทยนานแล้ว

บัววิกตอเรียอีกชนิดหนึ่งคือ Victoria cruziana Orbigny เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาใหม่ต่างกับชนิดที่กล่าวมาแล้วตรงดอกสีขาว แต่เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มในวันที่ 2 และกลีบดอกชั้นนอกมีหนามแหลมเฉพาะตรงโคนกลีบ และขอบใบสูงกว่า

ลักษณะ

บัววิกตอเรีย (Victoria waterlily) เป็นบัวในสกุล Victoria มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า บัวกระด้ง จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ประมาณ 6 ฟุต ลอยบนผิวน้ำ ใบอ่อนมีสีแดงคล้ำเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ขอบใบยกขึ้นตั้งตรง มีหนามแหลมตามก้านใบและผิวใบด้านล่าง ก้านดอกและกลีบเลี้ยงด้านนอกมีหนามแหลม ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ดอกแรกบานจะมีสีขาว จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีขาวอมชมพู และเป็นสีแดงเรื่อในที่สุด บานเวลาใกล้ค่ำ หรือกลางคืน มีกลิ่นหอม และจะหุบในตอนสายของวันรุ่งขึ้น

บัววิกตอเรีย อมาโซนิกา เป็นสายพันธุ์หนึ่งของ บัววิกตอเรีย ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 3 เมตร ก้านบัวยาว 7-8 เมตร พบอยู่ทั่วไปตามหนองน้ำตื้นๆ ของแม่น้ำอะเมซอน วันที่ออกดอกวันแรกจะมีสีขาว แต่พอเข้าวันที่สองจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู

ใบ

ใบเดี่ยวออกสลับถี่ลอยอยู่บนผิวน้ำ เรียงเป็นวง แผ่นใบกลมใหญ่กว้างประมาณ 1.5 เมตร ด้านบนเป็นมันสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวปนม่วงแดง มีขนเส้นใบใหญ่นูน ก้านใบมีหนามแหลม ขอบใบยกขึ้นคล้ายขอบกระด้ง

ดอก

ดอกเดี่ยว ใหญ่ หอมมาก แรกบานสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพู ชมพูเข้มและม่วงตามลำดับ ดอกบานเหนือน้ำเล็กน้อย กลีบดอกชั้นนอกสีเขียว หนามแหลมจำนวนมากเรียงซ้อนกันหลายชั้น เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 ซม. ผลค่อนข้างกลม เปลือกหนา มีหนาม เมล็ดใหญ่จำนวนมาก ออกดอกตลอดปี บานตอนเย็น- กลางคืน หุบตอนเช้า

การค้นพบ

ถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ถ้าปลูกในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาวจะมีอายุไม่เกิน 1 ปี และตายเมื่อเข้าฤดูหนาวและน้ำเป็นน้ำแข็ง

การขยายพันธุ์

โดยไหลซึ่งแตกจากเหง้าใต้ดิน ปลูกลงในบ่อในโคลนเลนโดยตรง หรือ ปลูกในกระถางทรงแบนให้ตั้งตัวก่อน แล้วนำไปวางในโคลนเลนให้แตกไหลออกมาและเจริญต่อไป บัววิกตอเรียเป็นบัวที่มีความทนทานปลูกเลี้ยงง่ายสามารถทนแดดทนฝนได้ดี เหมาะที่จะปลูกในบ่อกว้าง ๆ และไม่มีวัชพืชหรือพรรณไม้อื่นขึ้นปะปน

ประโยชน์

ใช้ปลูกประดับในสระน้ำ ใช้ปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ดีบัวช่วยขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ เมล็ดบัวใช้ทำอาหารคาว หวาน กลีบดอกใช้มวนบุหรี่ ใบอ่อนเป็นผักจิ้ม ใบแก่ใช้ห่อของแทนใบตอง



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

การปลูกบัวหลวง


บัวเป็นไม้ดอกที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ก่อนสมัยพุทธกาลตามพุทธประวัติ พบว่าบัวมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อพระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พุทธศาสนิกชนจึงมีการใช้ดอกบัวเพื่อการบูชาพระ ตลอดทั้งในพิธีการทางศาสนาพุทธ บัวจึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ ของความบริสุทธิ์และคุณงามความดี ในพุทธ - ศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบระดับสติปัญญาของมนุษย์กับการเจริญเติบโตของบัวเป็น 4 ระดับ คือ บัวในโคลนตม บัวใต้น้ำ บัวปิ่มน้ำ และบัวเหนือน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ที่มีคุณค่าสูงสุด นอกจากนั้นการเขียนวรรณคดีหรือบทนิพนธ์ต่างๆ ยังได้มีการนำดอกบัวสายพันธุ์ต่างๆ มาเรียบเรียงลงในเอกสารอีกด้วย
ในปัจจุบันมีเกษตรกรและผู้สนใจจำนวนมากมีการปลูกบัวเพื่อเป็นอาชีพมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากบัวนั้นมีความหลากหลายในการใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ของบัวได้มากมาย ดังนั้นจึงมีการปลูกบัวเพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ เช่น การปลูกเพื่อตัดดอก เก็บไหล เก็บผัก เก็บเมล็ดจำหน่าย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดในแต่ละท้องถิ่นตลอดจนบัวบางสายพันธุ์ยังนำมาปลูกในกระถาง เพื่อเป็นไม้ประดับ

สายพันธ์บัวหลวง

บัวหลวงอยู่ในวงศ์ Nymphaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn มีชื่อสามัญว่า Sacred Lotus บัวที่นิยมปลูกมี 4 สายพันธุ์ ดังนี้

1. บัวพันธุ์ดอกสีชมพู ( บัวแหลมชมพู ) มีชื่อว่า ปทุม ปัทมา โกกระนต หรือ โกกนุต ดอกขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ ปลายเรียวสีชมพู กลีบดอกชั้นนอกมี 4-5 กลีบ รูปไข่มีขนาดเล็ดเรียงตัวกัน 2 ชั้น ส่วนกลางของกลีบมีรูปร่างโค้งป่อง ตรงกลางสีชมพูอมเขียว ส่วนกลีบดอกชั้นกลางและชั้นในสีชมพูเข้ม โคนกลีบดอกสีขาวนวล มีประมาณ 13-14 กลีบ เรียงตัวเป็นชั้น ประมาณ 3 ชั้น อยู่โดยรอบฐานดอก กลีบชั้นนอกและชั้นในมีสีและรูปร่างคล้ายชั้นกลางแต่เล็กกว่ากลีบในชั้นกลาง
2. บัวหลวงพันธุ์ดอกสีขาว ( บัวแหลมขาว ) มีชื่อว่า บุณฑริก หรือ ปุณฑริก ดอกขนาดใหญ่เป็นรูปไข่ ปลายเรียว คล้ายบัวพันธุ์ปทุม ดอกมีสีขาวประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอกสีขาวอมเขียว ส่วนกลีบในชั้นกลางและชั้นในสีขาวปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อๆ รูปร่างของกลีบและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายดอกบัวพันธุ์ปทุม 3. บัวหลวงชมพูซ้อน ( บัวฉัตรชมพู ) มีชื่อว่า สัตตบงกช ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม สีชมพู ประกอบด้วยกลีบนอกเป็นรูปรี มี 4-7 กลีบ กลีบเล็กเรียนซ้อนกันเป็นชั้น 2-3 ชั้น สีเขียวอมชมพู กลีบในสีชมพูตลอด ส่วนโคนกลีบที่ติดกับฐานรองดอกมีสีขาวอมเหลือง กลีบในมีประมาณ 12-16 กลีบ กลีบในชั้นนอกและชั้นในมีขนาดเล็กกว่าชั้นกลาง เป็นรูปไข่ที่มีส่วนกว้างอยู่ด้านบน เกสรตัวผู้ชั้นนอกๆ เป็นหมัน โดยมีก้านชูที่เป็นเกสรตัวผู้ที่เป็นแผ่นบางๆ สีชมพูคล้ายกลีบในแต่มีขนาดเล็กกว่า ไม่มีอับเรณู แต่ปลายกลีบมีส่วนยื่นออกมาที่มีฐานเรียวเล็ก ส่วนปลายพองใหญ่ มีสีขาวนวล
4. บัวหลวงขาวซ้อน ( บัวฉัตรขาว ) มีชื่อว่า สัตตบุตย์ ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม คล้ายบัวพันธุ์สัตตบงกช ดอกมีสีขาว ประกอบด้วยกลีบดอกสีเขียวอมขาว ส่วนกลีบชั้นในสีขาวตลอด ส่วนรูปทรงและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายบัวพันธุ์สัตตบงกชการปลูกและการดูแลรักษา
การทำนาบัวสามารถจำแนกตามการใช้ประโยชน์เช่น

1. เพื่อตัดดอก นิยมปลูกในเขตปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี สุพรรณบุรี
2. เพื่อเก็บเมล็ด นิยมปลูกในจังหวัดอยุธยา อ่างทอง นครสรรค์ พิจิตร พิษณุโลก 3. เพื่อเก็บไหล นิยมปลูกในจังหวัดปราจีนบุรี การขยายพันธุ์

การแยกเหง้า

วิธีนี้เหมาะสำหรับบัวในเขตร้อนคือบัวหลวง จะสร้างไหลจากเหง้า ( ราก ) ของต้นแม่แล้วงอกไปเป็นต้นใหม่ สามารถขยายพันธุ์โดยการตัดเหง้า ให้มีความยาวประมาณ 2-3 ข้อ มีตาประมาณ 3 ตา ต้นอ่อนจะขึ้นจากตา และเจริญเป็นต้นใหม่

การเก็บรักษาเหง้า

โดยนำมาวางรวมกัน รดน้ำให้โชกปิดด้วยใบตองหรือผ้าที่ชุบน้ำให้เปียก เพื่อรักษาความชื้นอย่าให้แห้ง ( พันธุ์บัว 1 เหง้าควรจะต้องมีตา 3 ตา กรณีที่มีตาไม่ถึง 3 ตา สามารถนำมามัดรวมกันแล้วนับให้ได้ 3 ตา ซึ่งเกษตรกรจะเรียก 1 กำ หรือ 1 จับ )
การเตรียมดิน

พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกบัวมีข้อควรพิจารณาดังนี้

1. พื้นที่ราบสม่ำเสมอ

2. ดินเป็นดินเหนียว มีธาตุอาหารพวกโปแตสเซียมสูง สำหรับพื้นที่ดินร่วนหรือร่วนบนทรายสามารถปลูกได้ แต่ได้ผลผลิตไม่ดี เพราะจะมีการเจริญเติบโตของใบมากกว่าดอก

3. ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อสะดวกต่อการนำน้ำเข้าไปใช้ในนาบัว

การเตรียมพื้นที่

สำหรับทำนาบัวจะคล้ายๆกับการทำนาดำ โดยเริ่มจากการเอาน้ำออกให้แห้ง ยกคันดินโดยรอบพื้นที่ สูงประมาณ 1.5 เมตร เก็บเศษวัสดุและกำจัดวัชพืชออกให้หมดปรับพื้นที่ให้เรียบ ไถดะโรยปูนขาว ตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน แล้วไถแปรอีกครั้งพร้อมกับเติมปุ๋ยคอกเก่าๆ เช่น มูลไก่ มูลโค ประมาณ 200 กิโลกรัม จากนั้นระบายน้ำเข้าให้สูงจากพื้นดินประมาณ 15 ซม . ทิ้งไว้ 3-5 วัน ให้ดินตกตะกอนและอ่อนตัว แล้วจึงนำไหลบัวมาปักดำระยะปลูกที่เหมาะสมคือระยะระหว่างต้น 2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่จะใช้ไหลบัวประมาณ 400 ไหล

การปลูกบัว

วิธีการปักดำมี 2 วิธีการคือ

1. ใช้ตะเกียบหรือใช้ไม้คีบ วิธีการนี้จะใช้ไม้ไผ่เหลาให้หนากว่าตอกเล็กน้อย ยาวประมาณ 50 ซม . แล้วนำมาพับครึ่งคีบตรงบริเวณข้อบัวที่เตรียมไว้อย่าให้บัวช้ำแล้วปักไม้ลงในดินให้ระดับไหลอยู่สูงกว่าระดับผิวดินประมาณ 4 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้บัวเน่า และเหลือใบให้ลอยน้ำ 1 ใบ

2. ใช้ดินหมก วิธีนี้ใช้กับนาบัวที่สามารถบังคับระดับน้ำได้โดยการปล่อยน้ำออกจากนาบัวซึ่งดินจะอ่อนตัวเหมาะกับการใช้เสียม หรือใช้มือคุ้ยดินให้เป็นหลุมลึก 7-10 ซม . นำไหลบัวใส่หลุมแล้วนำดินกลบไหลบัวโดยเว้นบริเวณตา หรือบริเวณส่วนยอดไว้เพื่อให้บัวแตกใบ หลังจากปักดำเสร็จ ปล่อยน้ำเข้าให้ท่วมพื้นที่นาบัวหลังจากปักดำแล้ว 15 วัน ถ้าบัวไม่แตกใบใหม่ควรทำการปักดำซ่อม

การให้น้ำ

ในช่วงเดือนแรกต้องรักษาระดับน้ำให้ขังอยู่ในนาบัวประมาณ 30 ซม . ถ้าระดับน้ำสูงกว่าที่กำหนด ใบบัวที่แตกใหม่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำจะโผล่ได้ช้า เป็นสาเหตุให้บัวตาย หลังจากนั้นเมื่อบัวเจริญเติบโตสูงขึ้น ปล่อยน้ำเข้าแปลงให้มีความลึกประมาณ 50 ซม . แต่ไม่ควรเกิน 100 ซม . เพราะความลึกระดับนี้บัวจะได้รับอุณหภูมิพอเหมาะทำให้บัวสามารถออกดอกได้มาก

การให้ปุ๋ย

เมื่อบัวเจริญเติบโตและตั้งตัวได้หรือแตกใบใหม่แล้ว ให้เริ่มใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหวานให้ทั่วแปลง ในกรณีที่นาบัวเป็นที่มีน้ำไหลตลอดเวลาควบคุมระดับน้ำไม่ได้ให้ใส่ปุ๋ยแบบปุ๋ยลูกกลอน โดยนำปุ๋ยจำนวน 1 ช้อนกาแฟ บรรจุใส่ดินเหนียวแล้วปั้นดินห่อหุ้มปุ๋ยให้เป็นก้อนกลมแล้วผึ่งลมให้แห้งนำไปฝังไว้รอบๆโคนต้นบัวประมาณ 2-3 ลูก การใส่ปุ๋ยครั้งต่อไปให้พิจารณาสภาพบัวที่ปลูกอยู่ หากบัวโทรม ดอกบัวมีสีจืด หรือมีขนาดดอกเล็กลง สามารถให้ปุ๋ยได้

ศัตรูพืช

1. เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ ไรแดง และเพลี้ยอ่อน จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนทำให้ใบหยิกงอ สั้นลง
การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น มาลาไธออน หรือโพรพาไกต์ (สำหรับกำจัดไร) ฉีดพ่นทุก 15 วัน หรืออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

2. หนอนชอนใบ หนอนกินใบ จะกัดกินใบจนไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้มักจะระบาดในฤดูแล้ง
การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น มาลาไธออน ฉีดพ่นทุกๆ 10 วัน

3. หนอนผีเสื้อ หนอนกอ เป็นศัตรูที่สำคัญและระบาดได้ตลอดปี เกิดจากผีเสื้อกลางคืนวางไข่ เมื่อฟักแล้วหนอนจะกัดกินใบบัวทำให้ฉีกขาด การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น มาลาไธออน ฉีดพ่นหรือหว่านลงในแปลง อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่

4. หนู จะกัดกินเมล็ด ใบและฝักบัว การป้องกันกำจัดใช้สารเบื่อหนู และกำจัดพืชรอบๆแปลงที่เป็นที่อยู่อาศัยของหนู

5. หอย เป็นสัตว์ที่มีประโยชน์และโทษ ประโยชน์คือช่วยบอกคุณภาพของน้ำว่าน้ำในบ่อมีสภาพดีหรือเสียถ้าหอยลอยอยู่บนผิวน้ำ เกาะบริเวณขอบบ่อ แสดงว่าน้ำเริ่มเสีย ควรรีบเปลี่ยนน้ำทิ้ง โทษคือถ้ามีในปริมาณมากหอยจะเกาะก้านบัวดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ใบอ่อนเจริญไม่พ่นน้ำ กำจัดทิ้งโดยใช้ไม้ไผ่แช่น้ำทิ้งไว้ ยกขึ้นเก็บหอย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

โรค

• โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา Cercospora sp . เป็นโรคที่ไม่รุนแรงสำหรับบัว ป้องกันกำจัดโดยการตัดใบที่เป็นโรคทิ้ง

• โรครากเน่า มีลักษณะอาการ ต้นบัวจะแคระแกรน ลักษณะคล้ายขาดอาหาร ป้องกันกำจัดโดยถอนบัวขึ้นมาตัดเหง้าที่เน่าทิ้ง แล้วปลูกใหม่




จากเว็บ http://blog.eduzones.com/dingo/4264



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ชนิดบัวในประเทศไทย

นักพฤกษศาสตร์ แบ่งบัวออกเป็น 3 สกุลใหญ่คือ
สกุลเนลุมโบ ( Nelumbo ) หรือปทุมชาติ
สกุลนิมเฟียร์ ( Nymphaea ) หรืออุบลชาติ

สกุลวิกตอเรีย ( Victoria ) หรือบัววิกตอเรีย
บัว เป็นไม้น้ำที่มีดอกสวยงามเป็นที่นิยมปลูกประดับตามบ้านและตามสวนหย่อม บัว ของไทยมีหลายชนิด แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้

บัวหลวง หรือดอกบัวที่ใช้จัดแจกันบูชาพระ มีดอกและใบชูขึ้นเหนือน้ำ ใบสีเขียวนวลค่อนข้างกลม ขอบใบเรียบ ผิวด้านบนมีขนอ่อนๆ และนวล ดอกมี 4 สี ได้แก่ สีขาว สีแดง สีชมพู และสีเหลือง ติดผลเป็นฝัก การขยายพันธุ์ บัวหลวงมีไหล ชอนไชไปตามหน้าดิน ต้นใหญ่จะเกิดมาจากไหลเหล่านั้น ปลูกต้นเดียวถ้าไม่ตายในหนึ่งปีขายออกไปได้เยอะจนกระทั่งเต็มบึง

บัวสาย เป็นบัวที่อยู่ตามหนองบึงที่มีระดับน้ำลึก เป็นบัวที่ชาวบ้านมักนิยมเก็บก้านดอกมาทำอาหาร หรือที่เรียกว่า สายบัว แม้ปัจจุบันนี้ยังนิยมนำมาปรุงอาหารเช่น แกงเลียงสายบัว บัวสายมีใบที่ใหญ่ ขอบใบหยัก มีดอกสีบานเย็น สีขาว และสีชมพู ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน การขยายพันธุ์ บัวสายมีเหง้าอยู่ใต้ดิน เมื่อต้นเก่าโทรมไปเมื่อน้ำแห้ง ครั้นถึงฤดูน้ำท่วมหัวเหล่านั้นก็จะแตกต้นอ่อนขึ้นมาใหม่ และอีกแบบคือการเพาะเมล็ด

บัวผัน บัวเผื่อน เป็นบัวพื้นเมืองที่ขึ้นอยู่ตามทุ่งนา ตามหนองน้ำ และน้ำคูน้ำริมถนนที่พบเห็นได้ทั่วไปเมื่อเดินทางออกไปตามชนบทที่มีน้ำท่วมขัง ดอกบานตอนเช้าและหุบในตอนเย็น ใบรูปไข่จนถึงกลม ดอกมีหลายกลีบ มีกลิ่มหอม การขยายพันธุ์ใช้วีธีการเพาะเมล็ด

บัวลูกผสมกลุ่มบัวผัน บัวผันมีดอกเล็กและมีกลีบดอกน้อย ปัจจุบันได้มีการผสมพันธุ์ผัวบันเกิดเป็นบัวลูกผสมที่กลีบดอกซ้อนสีสันสวยงาม และเป็นที่นิยมปลูกประดับกันทั่วไป บัวประดับที่พบเห็นส่วนใหญ่ล้วนเป็นบัวลูกผสมของกลุ่มบัวผันเกือบทั้งหมด สำหรับชื่อของพันธุ์ลูกผสมนั้นมีชื่อเรียกกันมากมายแล้วแต่ผู้คิดค้นพันธุ์จะตั้งชื่อ ตั้งชื่อตามเจ้าของบ้าง ตั้งชื่อใหม่ตามจินตนาการบ้าง จดจำกันไม่หวัดไม่ไหว ขายยพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

อีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกในเมืองไทย ได้แก่บัวนอกหรือบัวฝรั่ง มีสีสันสวยงาม มีรูปทรงดอกสวย ใบกลมมันสวย สมัยก่อนมีราคาแพงต้นละ 1000 กว่าบาท ลดลงมาเหลือ 500 บาท 300 บาท จนตอนหลังนี้เหลือกระถางละ 150 บาท ไปจนถึง กระถางละ 50 บาท แต่ไปอาจจะราคา 3 กระถาง 100 , แต่ละชนิดมีสีสวยงามทั้งสีขาว สีแดง สีชมพู สีเหลือง ดอกเหลืองเกสรชมพู สารพัด บัวนอกจะมีลำต้นอยู่ใต้ดิน เจริญเติบโตไปทิศทางข้างหน้าลักษณะเหมือนไหลบัว การขยายพันธุ์เพียงแค่ตัดลำต้นออกเป็นท่อนๆ แล้ววางไว้ก็จะแตกกอใหญ่ออกมามากมาย ด้วยเหตุที่ขยายพันธุ์ง่ายจึงทำให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว

บัวกระด้ง หรือบัววิกตอเรีย ใบมีขนาดใหญ่ กลมคล้ายกระด้ง

ในจำนวนบัวทั้ง 6 ชนิดนี้ บัวหลวงนับเป็นบัวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุด และเกษตรกรปลูกมากที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์ของการปลูกที่สำคัญ 2 ประการ คือ ปลูกเพื่อตัดดอกตูม ซึ่งนำไปใช้บูชาพระ และปลูกเพื่อเก็บเมล็ด ซึ่งสามารถใช้ประกอบอาหารทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน นอกจากนี้ส่วนอื่นๆของบัวหลวง ก็ยังสามารถจำหน่ายและใช้ประโยชน์อื่นๆได้ เช่น ใบแห้ง ใช้ทำยากันยุง มวนบุหรี่ ต้มเป็นยาไทยบำรุงหัวใจ แก้ไข้ และรักษาโรคตับ ใบสด ใช้ห่ออาหาร และไหลหรือราก สามารถนำมาเชื่อมเป็นอาหารหวาน มีสรรพคุณแก้ร้อนใน และระงับอาการท้องร่วง


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

บัวหลวง

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Proteales

วงศ์ Nelumbonaceae

สกุล Nelumbo Adans.

บัวหลวง ชื่อสกุลNelumbo มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า ปทุมชาติหรือบัวหลวง มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และไทย มีลำต้นใต้ดินแบบเหง้า และไหล ใบเมื่อยังอ่อนจะลอยปิ่มน้ำ ส่วนใบแก่จะโผล่พ้นน้ำ ก้านใบ และก้านดอกมีหนาม ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ชูสูงพ้นผิวน้ำ มีทั้งดอกทรงป้อมและแหลม กลีบดอกมีทั้งชนิดซ้อนและไม่ซ้อน สีขาว ชมพู หรือเหลือง แล้วแต่ชนิดพันธุ์ บัวในสกุลนี้เป็นบัวที่รู้จักกันดีเพราะเป็นบัวที่มีดอกใหญ่นิยมนำมาไหว้พระ และใช้ในพิธีทางศาสนา เหง้าหรือที่มักเรียกกันว่ารากบัว และไหลบัว รวมทั้งเมล็ดสามารถนำมาเป็นอาหารได้

บัวหลวง เป็นไม้ล้มลุก ซึ่งเจริญเติบโตอยู่ใต้ดิน ลำต้นสีเขียวอ่อนจนถึงเหลือง แข็งเล็กน้อย ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปกลม แผ่นใบจะชูเหนือน้ำ รูปใบเกือบกลมขนาดใหญ่ ใบมีสีเขียว ผิวใบมีนวล ก้านใบแข็งเป็นหนาม ถ้าตัดตามขวาง จะเห็นเป็นรูภายใน ก้านใบมีน้ำยางขาว เมื่อหักจะมีสายใยสีขาว ใบอ่อนสีเทานวล ปลายม้วนงอขึ้นทั้งสองด้าน ก้านใบจะติดตรงกลางแผ่นใบ ดอก เดี่ยวมีสีขาว สีชมพู กลิ่นหอม บัวหลวงจะเริ่มบานตั้งแต่ตอนเช้า ก้านดอกยาวมีหนามเหมือนก้านใบ ชูดอกเหนือน้ำ และชูสูงกว่าใบเล็กน้อย กลีบเลี้ยง ๔-๕ กลีบ ขนาดเล็ก สีขาวอมเขียวหรือสีชมพู ร่วงง่าย กลีบดอกจำนวนมากเรียงซ้อนหลายชั้น นฐานรองดอกรูปกรวย สีเหลืองนวล ผล รูปกลมรีสีเขียวนวล มีจำนวนมากฝังอยู่ในส่วนที่เป็นรูปกรวย เมื่ออ่อนมีสีเหลือง รูปกรวยนี้เมื่อเป็นผลแก่จะขยายใหญ่ขึ้นมีสีเทาอมเขียวที่เรียกว่า "ฝักบัว" มีผลสีเขียวอ่อนฝังอยู่เป็นจำนวนมาก

รูปดอกจะเป็นพุ่มทรงสูงกลีบดอกสีชมพู ซ้อนกันหลายชั้น แต่ละกลีบโค้ง มีเกสรตัวผู้สีเหลืองเป็นจำนวนมาก ถัดเข้าไปตรงกลางเป็นส่วนฐานรองดอก จะขยายเป็นรูปกรวยสีเหลืองเป็นส่วนที่ไข่จะฝังอยู่และไข่จะเจริญไปเป็นผลบัวและฝังอยู่บนฝักบัว บัวชนิดนี้ มีชื่อเรียกว่า"ปทุม ปัทมา โกกระนต โกกนุต












ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
ภาพจาก http
://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=khunnai&month=05-2005&date=05&group=3&gblog=12


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกผีเสื้อ

ดอกผีเสื้อ

ชื่อสามัญ: Dianthus

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dianthus chinensis L.

ชื่อวงศ์:Caryophyllaceae

ถิ่นกำเนิด:ตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป

ลักษณะทั่วไป :เป็นไม้ดอกที่มีอายุได้ถึง 2 ปี แต่เดิม

พืชในสกุลนี้รวมเรียกว่า Pink ทั้งหมด

เนื่องจากมีดอกสีชมพูแต่ปัจจุบันชื่อ

Pink หรือ Dianthus จะหมายถึงดอกผีเสื้อ

ต้นสูงประมาณเมตร 15- 30 เซนติเมตร

ื ใบมีรูปร่างเรียวยาว ปลายแหลม

สีเขียวเข้ม ดอกมีหลายสี เช่น สีชมพู

แดง ขาว หรือมีหลายสีในกลีบเดียวกัน

เช่น สีแดงขลิบเหลืองกลีบดอก 4-5 กลีบ

ปลายกลีบดอกมีทั้ง้เป็นคลื่นและหยัก

เหมือนฟันเลื่อย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง

ดอก 5-7 เซนติเมตร์ เมล็ดมีขนาดใหญ่

การขยายพันธุ์ :เพาะเมล็ด

สภาวะเหมาะสม: แสงแดดรำไร


ดอกเทียน

ชื่ออื่น เทียนดอก เทียนไทย เทียนสวน


ชื่อวิทยาศาสตร์ Impatiens balsamina L.


ลักษณะทั่วไป เป็นไม่พุ่มสูง 25-75 เซนติเมตร มีอายุสั้น ลำต้นตั้งตรง อวบน้ำ สีเขียวอ่อนหรือเขียวอมเหลือง


ใบ มีใบรูปใบหอกหรือรูปรีแคบ ปลายเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบจักฟันเลื่อย


ดอก ดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ออกตามซอกใบ ขนาด 3-6 เซนติเมตร มีทั้งดอกชั้นเดียว และดอกซ้อน กลีบดอกมี 5 กลีบขึ้นไป โคนกลีบล่างมีเดือยยื่นออกมาเป็นหลอดเล็กยาว ปลายโค้งขึ้น ดอกมีหลายสี


ผลและเมล็ด ฝักเป็นรูปกะสวย ปลายแหลมแตกตามยาว เมล็ดสีน้ำตาลดำ

ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ

ประเภทของดอกไม้ เป็นดอกเดี่ยว มีลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ


ประเภทของต้นไม้ เป็นไม้อายุสั้น ลำต้นสีเขียวอมเหลือง


แหล่งที่พบ พบได้ในพื้นที่ที่ชุ่มชื้น ชอบน้ำ


การบานของดอก บานทีละดอก เริ่มบานจากที่โคนลำต้นถึงปลายยอด


ตำแหน่งการเกิดของดอก เกิดที่ซอกใบ


กลีบดอก มีหลายสี อาทิ สีแดง สีม่วง สีชมพู สีส้ม จำนวน 9 -12 กลีบ


ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร


จำนวนกลีบเลี้ยง มี 2 กลีบ ปลายกลีบมีสีเขียว และช่วงโคนดอกมีสีเขียวกับสีขาว


เกสรตัวผู้ มี 1 อัน ขนาดกว้าง 2 มม. ยาว 5 มม. เป็นแท่งใหญ่ กลมและเป็นกลุ่มๆ ข้างบนสุดสีชมพู เป็นผง


เกสรตัวเมีย มี 1 อัน สีเขียวขนาด 1 มม. ปลายแหลมซ่อนอยู่ใหนเกสรตัวผู้


กลิ่นของดอก ไม่มีกลิ่น




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ดอกเทียนซ้อน

เทียนซ้อน (Balsam) ต้นสูง 35-50 ซม. ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ดอกก็ซ้อนแตกต่างกัน มากบ้างน้อยบ้าง ถ้าดอกซ้อนมากจะติดเมล็ดน้อย เพราะละออกเกสรเข้าไม่ถึง มีหลายสี ตั้งแต่ ขาว ชมพู ถึงแดง และม่วงน้ำเงิน มีสีอ่อน แก่หลากหลายทีเดียวครับ เป็นไม้กระถางขนาดกลางที่สวยมาก















สำหรับการปลูก ก็ปลูกง่าย เพาะกล้าก่อน เมล็ดงอกง่าย พองอกก็รีบเอาออกแดด จะได้ไม่ยืด ต้นได้ทรงสวย ย้ายลงกระถางหรือลงดิน ตอนที่มีใบ4-5ใบ จากนั้นก็เลี้ยงไปจนเห็นดอกแหละ เทียนซ้อน ชอบชื้นมากหน่อยแต่ห้ามแฉะนะ เดี๋ยว เน่าตายหมด






กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกพิทูเนีย (Petunia)


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Petunia Hybrida
วงศ์ : Solanaceae
ชื่อสามัญ :Petunia
ชื่ออื่น ๆ : พิทูเนีย พีทูเนีย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พิทูเนียเป็นไม้ดอกหลาย ฤดู แต่ในขณะนี้นิยมปลูกพิทูเนียให้เป็นไม้ฤดูเดียว มีพุ่มต้นเตี้ย และค่อนข้างไปทางเลื้อยเป็นไม้เนื้ออ่อนลำต้น สูงประมาณ 30 ซม. ใบคล้ายใบยาสูบ แต่มีขนาดเล็กกว่า ใบกว้างประมาณ 5 ซม. ยาว 8-10 ซม. มีขนอยู่ทั่วใบตามใบ ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกมีรูปร่างเป็นรูปกรวย ดอกมีทั้งชนิดดอกเดี่ยวหรือ ดอกซ้อน กลีบรองดอก แยกเป็น 5 แฉก มีคอดอก ยาว
ลักษณะทั่วไป

-พิทูเนียเป็นไม้ดอกหลายฤดูในตระกูล Solanacea ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับยาสูบ ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบประเทศอเมริกาใต้ เช่น บราซิล อาร์เจนติน่า ชื่อสามัญเรียกว่า Petunia มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Petunia hybrida ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน มีพุ่มเตี้ยค่อนข้างเลื้อย สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ใบ คล้ายใบยาสูบ กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ลักษณะรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ทั้งหน้าใบและหลังใบมีขนอยู่ทั่วไป
-ดอกเป็นดอกเดี่ยว รูปร่างเป็นรูปกรวย คอดอกยาว กลีบดอกและกลีบรองดอกมี 5 แฉก มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ดอกมีทั้งชนิดดอกชั้นเดียวและ ชนิดดอกซ้อนดอกออกที่ยอดตามส่วนข้างของลำต้น มีสีหลายสี ได้แก่ ขาว เหลือง ส้ม ชมพู แดง ม่วง น้ำเงิน
-เมล็ดมีลักษณะกลม บรรจุอยู่ในฝัก ฝักละประมาณ 100-300 เมล็ด
พิทูเนีย ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุในดินสูง ระบายน้ำและอากาศได้ดี เก็บความชื้นได้มาก พื้นที่ปลูกต้องมีแสงแดดจัด แต่ไม่มีลมโกรกแรง

พันธุ์ที่ใช้ปลูก

พันธุ์ที่ใช้ปลูกแยกออกได้เป็น 5 ประเภท คือ
-พันธุ์ดอกใหญ่กลีบชั้นเดียว (Grandiflora Singles)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกใหญ่ตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไป ได้แก่ พันธุ์ White Cascade ดอกสีขาว Red Cascade ดอกสีแดง Pink Magic ดอกสีชมพูเข้มให้ดอกดก Sugar Daddy ดอกสีม่วงอ่อนมีลายสีม่วงเข้มที่ใจกลางดอก Calypso, Viva, Dancing Lady ดอกสี 2 สี คือแดง-ขาว Fandango, Blue Picotee, Gray-Paris ดอกสีม่วง-ขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกเล็กกลีบชั้นเดียว (Multiflora Singles)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกประมาณ 2-3 นิ้ว ดอกดก ได้แก่ พันธุ์ Commanche ดอกสีแดง Sugar Plum ดอกสีม่วง Paleface ดอกสีขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกใหญ่กลีบซ้อน (Grandiflora Double)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกใหญ่ตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป กลีบซ้อนกันแน่น ได้แก่ พันธุ์ Valentine ดอกสีแดง Allegro ดอกสีส้มอมชมพู Sonata ดอกสีขาว Lyeie ดอกสีชมพู Blue Boqret ดอกสีม่วง Cirus ดอกสีแดง-ขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกเล็กกลีบดอกซ้อน (Multiflora Double)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกประมาณ 2 นิ้ว ดอดดก ได้แก่ พันธุ์ Peppermint ดอกสีชมพูอ่อน Snowberry Tart ดอกสีขาว Cherry Tart ดอกสีชมพู-ขาว Apple Tart ดอกสีแดง ฯลฯ
-พันธุ์ดอกใหญ่พิเศษ (Superbissima Giants)
พันธุ์ในประเภทนี้มีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวและกลีบดอกซ้อน ได้แก่ พันธุ์ Can Can ดอกมีสีม่วง และขาว Ball Dwarf Giant มีหลายสี

การขยายพันธุ์
พิทูเนียขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ วิธีเพาะเมล็ดและวิธีใช้ยอดปักชำ แต่วิธีเพาะเมล็ดเป็นที่นิยมมากกว่าเพราะได้จำนวนต้นมาก ส่วนวิธีปักชำยอด มักมีปัญหาต้นเน่าง่ายและได้จำนวนต้นน้อย

วิธีการเพาะเมล็ด



-เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเล็กมากการเตรียมวัสดุเพาะชำให้ใช้ทรายร่อนละเอียดผสมกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน แล้วผสมน้ำให้ชื้นพอสมควร ใส่ลงไปในกระบะเพาะประมาณ 2 ใน 3 เกลี่ยผิวดินให้เรียบ ทำร่องลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร ห่างกันประมาณ 2.5 เซนติเมตร
-นำเมล็ดที่จะเพาะประมาณ 500 เมล็ด คลุกผสมกับทรายละเอียด 2 ช้อนชา โรยลงในร่องที่เตรียมไว้ กลบร่องบาง ๆ ใช้ไม้ปาดให้เรียบปิดด้วย กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ชุ่มน้ำ รดน้ำด้วยฝักบัวละเอียดจนเปียก
-ทุก ๆ เช้ารดน้ำวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและช่วงเย็น ประมาณ 3-6 วันเมล็ดจะงอก ให้เปิดกระดาษออก แล้วปิดด้วยกระจกใสแทน
-หลังจากเพาะประมาณ 10-12 วัน ย้ายกล้าปลูกในกระบะใบใหญ่ โดยใช้วัสดุชำเช่นเดิม ระยะปลูก 2.5x2.5 เซนติเมตร รดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช่นเดิมด้วย น้ำผสมปุ๋ยใบ เช่น เวลโกร (well grow) อัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 5 ลิตร
-หลังจากย้ายปลูกได้ 20 วัน ให้ย้ายปลูกอีกครั้งหนึ่ง ลงในกระถางขนาด 3 นิ้ว ซึ่งใส่วัสดุปลูกประกอบด้วยปุ๋ยคอก 2 ส่วน ทราย 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบผุหรือเปลือกถั่ว 1 ส่วน คลุกเคล้ากับปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตหรือปุ๋ยสูตร 14-14-14 ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อวัสดุปลูก 1 ลูกบาศก์เมตร
-ต่อจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน กล้าจะมีขนาดใหญ่พอที่จะย้ายปลูกจริงได้

การปลูก
-ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินผสมที่สามารถระบายน้ำ และเก็บความชื้นได้ดี หรืออาจใช้วัสดุปลูกเช่นเดียวกับวัสดุปลูกที่ใช้กับการปลูกกล้าในกระถาง 3 นิ้วก็ได้
-เมื่อต้นตั้งตัวดีแล้ว รดน้ำเพียงวันละครั้งพอดินชุ่ม ถ้ารดแฉะเกินไป ใบล่าง ๆ จะเหลืองและเหี่ยว
-เพื่อให้มีดอกมากขึ้น ควรทำการเด็ดยอด เป็นการเพิ่มจำนวนกิ่งให้กับพิทูเนีย
-การจัดสัดส่วนของสีให้กับดอกชนิด 2 สี
-ดอกที่มีสี 2 สี เช่น แดง-ขาว ม่วง-ขาว ถ้าต้องการให้มีสีม่วงหรือแดงมากกว่าสีขาว ต้องทำให้พิทูเนียรับแสงน้อยลง ใส่ปุ๋ยให้มากขึ้น รดน้ำให้มาก แต่ไม่แฉะ และปลูกไว้ในที่มีอากาศค่อนข้างเย็น ดังนั้นในการจัดสภาพแวดล้อมให้นั้นต้องอาศัยความชำนาญพอสมควรว่าจะทำสิ่งใดมากน้อยแค่ไหน จึงจะได้สัดส่วนของสีตามต้องการ

โรค

-โรคเหี่ยว (Fusarium wilt)
เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum อาการมักเกิดกับใบแก่ที่อยู่ส่วนล่างทำให้ใบมีสีเหลืองและเหี่ยวแห้ง ต่อมาประมาณ 4-5 วัน ต้นจะตาย
โรคนี้ระบาดได้รวดเร็วมาก ถ้าพบต้นใดแสดงอาการของโรคให้รีบถอนทิ้ง และเผาทำลายเสีย
-โรคโคนเน่า (Stem canker)
เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani อาการจะสังเกตได้จากใบเหลืองและเหี่ยวในระยะเริ่มแรกแล้วแห้งตายไป โคนต้นในระดับต่ำกว่าผิวดิน จะมีรอยแผลสีน้ำตาลลึกบุ๋มลงไป
การป้องกันกำจัดให้ฉีดพ่นด้วยยากำจัดเชื้อรา และถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

เดือนฉาย (Gaillardia) เกลลาร์เดีย

เดือนฉาย (Gaillardia)

เกลลาร์เดีย มีชื่อไทยไพเราะว่า “เดือนฉาย” เป็นไม้พื้นเมืองของอเมริกาเหนือ ลักษณะดอกคล้ายเดซี่ สีสวยสะดุดตา มีทั้งสีเดียวหรือหลายสีในดอกเดียวกัน แล้วแต่สายพันธุ์ เจ้านี่จะให้ดอกทั้งปี แต่ดกที่สุดก็ในช่วงหน้าร้อน


ปกติ ดอกจะสูงห่างหน้าดินไม่เกินคืบ แต่ถ้าดินดีหรือได้ปุ๋ยก็จะโตได้ถึงสองฟุต คุณลักษณะเด่นของเจ้านี่คือทนแล้งได้ดี จึงถูกเทศบาล (แอลเอ) นำมาใช้ปลูกประดับริมถนน ตามโค้นไม้ใหญ่ หรือกระทั่งข้างถนนริมหาดก็มีให้เห็น


ชื่อที่นิยมเรียกกันในอเมริกาของเกลลาร์เดียคือ ดอกผ้าห่ม (Blanket flower) บางตำราบอกว่า เป็นชื่อที่ตั้งโดยชาวพื้นเมือง (อินเดียนแดง) เพราะสีสันฉูดฉาด ออกแนว "เอิร์ธโทน" เหมือนผ้าห่มอินเดียนแดง แต่อีกตำราบอกว่าถูกตั้งตามลักษณะการใช้งานของมัน คือเป็นพืชคลุมดิน


เป็นพันธุ์ไม้ที่สามารถคลุมพื้นที่ในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว สวย แถมราคาไม่แพง ดังนั้นหากเกิดอยากเปลี่ยนโทนสีของไม้ดอกในสวน ก็สามารถถอนแล้วเปลี่ยนไม้ดอกคลุมดินชนิดอื่นได้แบบไม่ต้องกลั้นใจอะไรมากมายนัก.






จากเว็บ http://www.thaitownusa.com/New-0809000121-1.aspx





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

แพงพวย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Catharanthus roseus "G. Don".

ตระกูล APOCYNACEAE

ชื่อสามัญ Madagascar periwinkle



แพงพวยเป็นพืชพื้นเมืองของหมูเกาะมาดากาสกา มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลาง แบ่งออกเป็น 3 subspecies ได้แก่ C. roseus var. roseus มีกลีบดอกด้านในสีม่วง ใจกลางดอกมีสีม่วงเข้ม C. roseus var. albus มีกลีบดอกด้านในสีขาว ใจกลางดอกมีสีเหลือง C. roseus var. ocellatus มีกลีบดอกด้านในสีขาวใจกลางดอกมีส้มแดง แพงพวยมีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น ได้แก่ ผักปอดนา (ภาคเหนือ) ผักนมอินทร์ (สุราษฎร์ธานี) ตับขี้หมู (เกาะสมุย, เกาะพงัน) แพงพวยฝรั่ง พังพวยฝรั่ง พังพวยบก (ไทยภาคกลาง) เป็นต้น แพงพวยเป็นพืชอายุหลายปี (perennial) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก และเป็นพืชผสมตัวเอง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ โรค แมลง ตลลอดจนสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ สามารถเจริญได้ในอากาศร้อนจัดในฤดูร้อน ชอบแสงแดดปานกลางถึงแสงแดดจัด ดอกมีสีสันสวยงาม ออกดอกตลอดปี เป็นพืชที่มีระบบรากแก้ว ลำต้นมีทั้งทอดขนานไปตามผิวดินและตั้งตรง ทรงพุ่มสูงประมาณ 40-120 เซนติเมตร

ลักษณะทั่วไป

แพงพวยนี้เป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตได้ดีแตกกิ่งก้านสาขาได้อย่างมากมาย ใบสีเขียวเข้ม ลักษณะกลมรี ขอบใบเรียบ ใบยาวประมาณ 2 นิ้ว และกว้างประมาณ 1 นิ้ว ออกดอกบริเวณยอดของต้น ดอกของแพงพวยจะมีสองสีคือแดงและขาว นิยมปลูกประดับไว้ตามสนามหญ้า ข้างทางเดินหรือข้างถนน การปลูกจะปลูกเป็น แถวหรือเป็นกลุ่ม

พันธุ์แพงพวย

1. Snowflakes มีพุ่มต้นสูง 10 นิ้ว ต้นสูงสม่ำเสมอกันหมด ดอกสีขาว

2. Little Blanch สูง 10 นิ้ว ดอกสีขาว

3. Little Bright สูง 10 นิ้ว ดอกสีขาว ใจกลางดอกสีแดง

4. Little Linda ต้นสุง 8-10 นิ้ว ดอกสีชมพูเข้มอมม่วง พุ่มต้นกระทัด และออกดอกมาก

5. Little Pinkie ดอกสีชมพูเข้ม

6. Little Mixed มีหลายสีคละกัน

7. Little Blanche สีขาว

8. Little Bright Eye สีชมพูมีแต้มสีแดง

9. Little Delicata สีขาวมีแต้มสีแดงเข้ม

10. Little Linda สีชมพูอมม่วง

11. Grape Cooler สีม่วงขาว

12. Peppermint Cooler สีขาวมีแต้มสีแดง

13. Blush Cooler สีชมพู

14. Orchid Cooler สีชมพูเข้ม

15. Parasol สีชมพูเข้ม

16. Pretty in Rose สีชมพูอ่อน

17. Tropicana Blush สีแดงอ่อน

18. Tropicana Bright Eye สีชมพู

19. Tropicana Pink สีชมพูเข้ม

20. Tropicana Rose สีชมพูเข้ม

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์แพงพวย สามารถทำได้ด้วยวิธีการปักชำ หรือเพาะเมล็ด แต่การเพาะจากเมล็ดทำได้ง่ายและสะดวกกว่าโดยสามารถเพาะลงในกระบะ หรือหว่านลงในแปลงปลูก เมล็ดจะงอกภายใน 5-7 วัน แพงพวยสามารถปลูกได้ตลอดปี เนื่องจากเป็นพืชในเขตร้อน ต้องการแสงแดดและอากาศร้อน ในต่างประเทศจะร่วงเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูหนาวและจะแตกยอดใหม่ในต้นฤดูใบไม้ผลิเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลางโดยเฉพาะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีและค่อนข้างจะแห้ง เนื่องจากจะช่วยในการส่งเสริมการเจริญของรากได้ดี ถ้าดินแฉะเกินไปจะ ทำให้รากไม่มีอากาศหายใจ ทำให้รากเน่าได้

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดจัด

น้ำ ต้องการน้ำพอสมควร อย่าให้น้ำขังแฉะ

ดิน เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 2 ครั้ง

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด แพงพวยเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก

โรคและแมลง ไม่ค่อยพบโรคและแมลงรบกวน



จากเว็บ http://www.the-than.com/FLower/9-1.html


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...