แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ผ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ผ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไผ่หวานหม่าจู

หากเอ่ยถึง อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ต้องขอบอกไว้เลยว่า ไกลปืนเที่ยงจริงๆ เพราะเท่าที่สังเกตดู เกือบจะทุกพื้นที่ยังมีปัญหาในเรื่องของไฟฟ้า น้ำประปา ที่ยังไปไม่ถึง ระยะทางเดินรถไม่สะดวก เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง เนื่องจากที่ผ่านมามีฝนตกหนักน้ำท่วมบ่อยๆ กว่าจะถึงที่หมายแต่ละแห่งก็ต้องผ่านป่าเขา เข้าไปลึกพอสมควร อย่างบ้านของเกษตรกรท่านหนึ่งที่ชื่อว่า คุณพินิจ จิตรพิโรจน์ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 10 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โทร. (01) 741-9107 (01) 250-3105

คุณพินิจ ออกมาต้อนรับคณะผู้มาเยือนด้วยอาการที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับสมาชิกในครอบครัว แนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อย พร้อมกับแจ้งความประสงค์ที่จะเข้ามาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกไผ่หม่าจูของคุณพินิจ คุณพินิจจึงเริ่มเล่าที่มาที่ไปว่า ทำไม ถึงได้มาปลูกไผ่หม่าจู ที่บริเวณด้านหลังบ้านแทนการปลูกไผ่ศรีปราจีนเหมือนอย่างเกษตรกรท่านอื่น

คุณพินิจ เล่าว่า ตนมีที่ทั้งหมด 50 ไร่ แต่เดิมเคยปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง ขนุน และไผ่ศรีปราจีน ฯลฯ มาก่อน แต่ประสบปัญหาการตลาดและไผ่ศรีปราจีนก็ออกดอกตายหมด เช่นเดียวกับเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อปี 2528 ตนจึงต้องตัดไผ่ศรีปราจีนทิ้งทั้งหมด และได้คิดหาพืชผักและไม้ผลชนิดอื่นๆ มาปลูกทดแทน

ประมาณ ปี 2544 ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามามอบไผ่พันธุ์ใหม่ให้กับคุณพินิจ ไผ่พันธุ์ใหม่ที่ว่านี้เขาเรียกกันว่า "ไผ่หม่าจู" ที่มาของแหล่งพันธุ์ไผ่ชนิดนี้มาจากประเทศไต้หวัน

ช่วงแรก คุณพินิจได้รับกิ่งพันธุ์ไผ่หม่าจูจากกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 33 ต้น นำมาปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ต่อมาได้มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก 7 ไร่ โดยใช้วิธีการทาบกิ่งไผ่เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวน 500 ต้น ขั้นตอนการปลูกไผ่หม่าจูก็ไม่แตกต่างกับไผ่พันธุ์อื่นๆ โดยปลูกในระยะประมาณ 2x2 เมตร หลุมลึก 20 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยแกลบและปุ๋ยขี้ไก่

ปีแรก เป็นการปลูกไผ่เพื่อเลี้ยงลำไผ่เอาไว้เพื่อขยายพันธุ์เพิ่ม ซึ่งการปลูกระยะแรกๆ จะให้น้ำเกือบทุกวัน ถ้าวันไหนดินมีความชื้นอยู่แล้วจะไม่ต้องให้น้ำอีก พอไผ่ตั้งตัวได้แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นให้น้ำ 3 วัน ต่อครั้ง ผ่านไปประมาณสัก 7 เดือน ก็จะเริ่มเห็นหน่อไผ่แทงออกมาจากดิน ช่วงนี้แหละที่จะต้องเลี้ยงลำเอาไว้ก่อน อย่างไผ่หม่าจู 1 กอ จะให้หน่อได้มากกว่าไผ่ชนิดอื่นๆ ถึง 30-40 หน่อ

การเลี้ยงลำไผ่

จะเลี้ยงลำอย่างนี้ไปประมาณ 1 ปี ขึ้นไป พอเข้าปีที่สองจึงเริ่มขยายพันธุ์ไผ่โดยการตอนกิ่ง การตอนกิ่งหรือทาบกิ่งเวลาที่เลือกกิ่งตอนจะเลือกกิ่งไผ่ที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป จากนั้นจะนำขุยมะพร้าวผสมกับน้ำยาเร่งรากมาห่อหุ้มกิ่งไผ่เอาไว้ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะเห็นว่ามีรากงอกออกมา และรออีกสัก 25 วัน ถึงค่อยตัด โดยใช้เลื่อยตัดออกมาใส่ถุงดำขนาดเล็กที่เตรียมเอาไว้ ประมาณอีก 3 สัปดาห์ รากไผ่จะเดินเต็มถุง จึงสามารถจำหน่ายกิ่งพันธุ์ได้ ไผ่หม่าจูที่ได้จะมีขนาดความสูง 1.5 เมตร ขายราคา 150 บาท

คุณพินิจยังบอกอีกว่า ไผ่หม่าจูแตกต่างจากไผ่พันธุ์อื่นๆ คือให้ผลผลิตเร็ว เนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานกรอบ มีรสขื่นน้อย และเมื่อเข้าฤดูฝนประมาณเดือนเมษายน-พฤศจิกายน ต้นไผ่หม่าจูก็จะเริ่มให้หน่อเรื่อยๆ พอช่วงฤดูหนาวก็จะมีการพักต้น ประมาณ 3 เดือน

การผลิตไผ่หม่าจูนอกฤดูจะเริ่มประมาณเดือนมกราคม-เมษายน ช่วงนี้จึงควรให้น้ำเพิ่ม 3 วัน ต่อครั้ง และตัดแต่งกิ่งเก่าออก พร้อมกับเติมปุ๋ยคอกบริเวณโคนต้นไผ่ (ปุ๋ยขี้ไก่) ใส่ปีละ 3 ครั้ง ใส่ปุ๋ยน้ำหมัก ปุ๋ยพืชสด รออีกประมาณ 1 เดือน ขึ้นไป ต้นไผ่ก็จะเริ่มให้หน่อ แต่หน่อของไผ่หม่าจูจะออกน้อยกว่าช่วงเวลาปกติ

คุณพินิจ บอกว่า ไผ่หม่าจู จะสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง เช่น กาบใบของใบไผ่ที่ห่อหุ้มอยู่ที่ลำไผ่มีขนาดใหญ่กว่าไผ่ปกติประมาณเกือบ 2 เท่า ของใบไผ่ธรรมดา สามารถที่จะขายส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเป็นกล่องโฟม เพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม ส่วนใบของมันยังนำไปห่อทำเป็นบ๊ะจ่าง ขนมสามเหลี่ยมที่ใส่ในน้ำหวาน และถ้าเป็นหน่อไผ่สดจะขายได้กิโลกรัมละ 20-80 บาท ชนิดที่เขาอบแห้งขายกิโลกรัมละ 200 บาท

ด้านการตลาด ไผ่หม่าจู มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะตลาดกิ่งพันธุ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก แต่ยังผลิตขายได้น้อย หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากทราบเกี่ยวกับไผ่หม่าจู ก็สามารถติดต่อขอข้อมูลจากคุณพินิจได้ตามที่อยู่ข้างต้น รับประกันความผิดหวัง

วิธีปลูก เพื่อเก็บหน่อขายเป็นอาชีพเริ่มจากขุดหลุมลึกและกว้าง 1 คูณ 1 เมตร ปลูกห่างกัน 4 คูณ 4 เมตร หลังจากนำต้นลงปลูกระยะแรกให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเช้าเย็น พร้อมบำรุงปุ๋ยจำพวกขี้วัวหรือขี้ควายแห้งสลับกับปุ๋ยคอกกลบฝังดินรอบโคนต้น เดือนละครั้ง พอต้นเริ่มแตกกิ่งใหม่ให้เห็นแสดงว่าต้นเคยดินและลากแข็งแรงเดินหาอาหารได้ แล้ว คอยพรวนดินรอบโคนต้นประจำ พร้อมเก็บวัชพืชอื่นๆที่ขึ้นอยู่ทิ้งให้หมด ประมาณ 6-7 เดือน หลังปลูก "ไผ่หวานหม่าจู" จะเริ่มแทงหน่อขึ้นเหนือดินให้เห็น ให้สังเกตว่าหน่อมีขนาดใหญ่สูงประมาณ 1 ฟุตเศษ สามารถเก็บเกี่ยวหน่อได้และบำรุงปุ๋ยให้ต้นทันที ถ้าลำไผ่ต้นไหนอายุนาน 1.5 ปี ให้ตัดโคนเอาลำไผ่ ไปใช้ประโยชน์หรือขายได้ เพื่อจะสร้างหน่อหรือต้นใหม่ขึ้นมาแทน และพยายามให้ต้นไผ่แตกกออยู่ในวงพอดี ไม่ควรให้กระจายกว้างเกินไป ปฏิบัติเช่นนี้เป็นวัฏจักรจะทำให้ "ไผ่หวานหม่าจู" มีหน่อให้เก็บกินและเก็บขายได้เกือบทั้งปี

ประโยชน์อื่นๆ ชาวจีนใช้ ใบของ "ไผ่หวานหม่าจู" หมักเป็นเหล้าธรรมชาติเรียกว่า "เหล้าจู๋-เย้ชิง" ใบกับรากต้มรวมกันดื่มเป็นน้ำชารักษาโรคมดลูกอักเสบ ขจัดระดูขาวและประจำเดือนไม่ปกติในสตรี ขับปัสสาวะ รักษาไตได้ อีกด้วย

ไผ่ หวานหม่าจู หรือ DEND-ROCA LAMUS LATIFLERUS มีชื่อสามัญว่า TAIWAN GIANT BAMBOO ปัจจุบันมีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง "คุณหลงคุณก็อต" ตรงกันข้ามโครงการ 15 ราคาสอบถามกันเอง ถิ่นกำเนิดประเทศไต้หวันและประเทศจีน เนื้อของหน่อมีรสชาติอร่อย ไม่ขม สามารถปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง


ที่มา :http://www.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=0503011147&srcday=2004/11/01&search=no และไทยรัฐ

ภาพ ไทยรัฐ 

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไผ่หวาน

ไผ่หวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Bambusa Sp.

ชื่อวงศ์ Gramineae

ชื่อพื้นเมือง ไผ่หวาน ไผ่บงหวาน

ลักษณะทั่วไป เป็นไผ่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะกอเป็นหุ้มแน่น ลำอ่อนมีสีเขียวใบไม้ ลำแก่จะมีสีเขียวแก่ ลำต้นมักมักมีลักษณะคดงอ มีการแตกกิ่งจำนวน 2-5 กิ่งตลอดลำ ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-5 ซม. สูงประมาณ 5-8 เมตร บริเวณเหนือข้อเล็กน้อยจะเห็นเป็นแถบวงแหวนสีขาวรอบลำชัดเจน และมีรากอากาศอยู่รอบ ๆ ข้อ ลักษณะที่สังเกตง่ายที่สุด คือ ครีบกาบทั้งสองข้างของกาบหุ้มลำจะมีขนาดไม่เท่ากัน และมีรูปทรงต่างกัน ซึ่งปกติครีบกาบของไผ่ชนิดอื่นจะมีขนาดเท่ากันหรือเหมือนกัน

ใบ ใบขนาดกลาง

ผล หน่อมีสีเขียว หนักประมาณ 200-300 กรัม

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ ขึ้นในป่าผสมผลัดใบ (เบญจพรรณ) ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมากที่จังหวัดเลย

การขยายพันธุ์และการปลูก การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า โดยการแยกเหง้าหรือเพาะเมล็ด

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูก

ดิน ควรปลูกในดินร่วนปนทราย ดินลึกมีการระบายน้ำดี

ความชื้น ต้องการความชุ่มชื้นมาก

การปลูกดูแลบำรุงรักษา

การคัดเลือกพื้นที่และเตรียมพื้นที่ ควรเตรียมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ฤดูแล้ง ซึ่งจะทำงานได้สะดวกสามารถลงมือปลูกได้ทันในต้นฤดูฝน โดยในพื้นที่ที่เป็นแอ่ง ที่ลุ่มน้ำขัง มีเนิน หรือมีตออยู่ในพื้นที่ต้องไถบุกเบิก กำจัดตอออกให้หมด ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ราบอยู่แล้ว แค่ไถพรวนกำจัดวัชพืชอย่างเดียวก็พอ ในแหล่งที่สามารถให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ก็สามารถปลูกไผ่ได้ตลอดปีเช่นกัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรปลูกตั้งแต่ฝนเริ่มตก จนถึงปลายเดือนมิถุนายน หากฝนทิ้งช่วง ควรให้น้ำช่วย หลุมที่ปลูกไผ่ตงควรมีขนาด กว้างxยาวxลึก ไม่น้อยกว่า 50x50x50 เซนติเมตร ให้ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต 1 กระป๋องนม (ประมาณ 300-500 กรัม) ต่อหลุม ผสมปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้ว 1 บุ้งกี๋ (ประมาณ 1 กิโลกรัม) และยาฆ่าแมลงฟูราดาน 1-1.5 ช้อนแกง (10-15 กรัม) คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วแล้วกลบกลับคืนลงไปในหลุม ให้ระดับดินสูงกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อสำหรับดินยุบตัวภายหลัง

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม


ระยะเวลาที่เหมาะต่อการปลูกไผ่อยู่ในช่วงฤดูฝน คือ ระหว่างเดือนพฤษภาคม - กันยายน เนื่องจากช่วงระยะที่เริ่มปลูกไผ่ต้องการน้ำมาก การปลูกในช่วง ฤดูฝนจึงลดค่าใช้จ่ายในการรดน้ำลงได้มาก และเป็นระยะที่ไผ่มีการเจริญเติบโตดีที่สุดด้วย สำหรับ ระยะปลูกและจำนวนกล้าไผ่ต่อพื้นที่ ควรมีระยะปลูกประมาณ 8 x 8 เมตร หรือประมาณ 25 กอต่อไร่ หลุมที่ปลูกมีขนาดประมาณ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร

โรคและแมลง มีโรคแมลงและศัตรูธรรมชาติ เหมือนกับโรคแมลงและศัตรูธรรมชาติของไผ่เลี้ยง

อัตราการเจริญเติบโต มีอัตราการเจริญเติบโต เหมือนกับอัตราการเจริญเติบโตของไผ่เฮียะ

ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะ

การที่ไม้ไผ่มีอายุขัยในการออกดอกและผลิตเมล็ดยาวนาน ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ มีอายุขัยในการออกดอกแตกต่างกัน บางชนิดใช้เวลานาน 30-50 ปี ในขณะที่บางชนิดใช้เวลานานกว่า ร้อยปี อายุขัยในการออกดอกที่ยาวนานและไม่สม่ำเสมอเช่นนี้ เป็นอุปสรรคในการเก็บหาและรวบรวม ตัวอย่างที่จำเป็นในการจำแนกพันธุ์อย่างยิ่ง และข้อเสนอแนะ การทำสวนไผ่นั้นใช้เวลานานถึง 3 ปี จึงจะตัดหน่อได้ ช่วงเวลาที่ยังไม่ได้ตัดหน่อ พื้น ที่ว่างอาจปลูกพืชแซมเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ฟัก แฟง มันเทศ พริก มะเขือ หรือพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ และ ยังเป็นการเพิ่มธาตุอาหารแก่ดินอีกด้วย หลังจากไผ่ให้หน่อแล้วภายในสวนอาจร่มครึ้มมากขึ้น จึง เหมาะสำหรับปลูกไม้ประเภทต้นเตี้ยที่ขึ้นได้ดีในที่ร่ม เช่น กระชาย หรืออาจปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น สมุนไพรจำพวกเร่วและกระวานลงในสวนได้ หรือปลูกควบกับไม้ผลอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น กระท้อน ขนุน ส้มโอ เป็นต้น


จาก http://www.dnp.go.th/EPAC/bamboo_rattan/bamboo27.htm

blogger social network ฟังเพลงสากล Billy1

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไผ่เลี้ยง


พันธุ์ไผ่เลี้ยง

1.พันธ์หนัก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตหน่อได้ปกติในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน – สิงหาคม) แต่ถ้าจะผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูหรือต้นฤดูฝน ผลผลิตที่ได้จะไม่คุ้มกับทุน 2.พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่สามารถให้หน่อไผ่ ตกในช่วงฤดูฝน และสามารถผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูได้ดีมาก เพราะมีลักษณะเด่น คือ ถ้าได้น้ำ ได้ปุ๋ยแล้วจะให้หน่อทันที ถ้าเกษตรกรปลูกมีการบำรุงรักษาดี ผลผลิตก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ที่จะปลูกไผ่เลี้ยงขายหน่อ ควรปลูกพันธุ์เบา

การคัดเลือกพื้นที่ปลูกสวนไผ่

สภาพพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกไผ่เลี้ยง ควรมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียว ดินโคกลูกรัง การเจริญเติบโต และการให้หน่อจะไม่ดี

การเตรียมดินปลูก

-ไถครั้งแตกด้วยรถไถผาน 3 ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืช
-ไถครั้งที่ 2 ด้วยรถไถผาน 7 เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืช ระยะปลูก
สามารถปลูกได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้เครื่องมือในการจัดการแปลงหลังปลูก
1.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 2 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น
2.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น
3.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 6 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 66 ต้น
ที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรทั่วไป ควรปลูกระยะ 4 x 4 ม.
การปลูก
1.ปลูกด้วยตอชำถุง (มีค. – กค.) ขุดหลุ่มขนาด 50 50 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 1 ปุ้งกี๋ คลุกเคล้าเข้ากับดินลงในหลุมปลูก ฉีกถุงดำออกอย่าให้ดินแตก นำลงหลุมกลบดินให้แน่น แล้วรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ถ้าฝนไม่ตก)
2.ปลูกด้วยเหง้า หรือตอไผ่ที่ไม่ได้ชำถุง โดยขุดเหง้าหรือตอไผ่ แล้วนำไปปลูกทันทีด้วยการขุดหลุมเฉพาะ ไม่ต้องรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปลูกแล้วกลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วงที่เหมาะสมในการปลูกโดยวิธีนี้ คือ เดือน มค. – เมย. เหมาะสำหรับผู้ที่มีแหล่งน้ำและสะดวกในการให้น้ำ

การดูแลรักษา
-ถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
-กำจัดวัชพืชทำความสะอาดแปลงอย่าปล่อยให้หญ้าคลุม
-เมื่อไผ่ปลูกได้ 7 เดือน ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออกให้เหลือไว้แต่ต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง 3 – 5 ซม. แล้วพรวนดินรอบกอ ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5 – 10 กก. คลุมโคนด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง หรือฟางข้าว เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดิน ถ้ามีน้ำในไร่นาควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต
-เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไป ก็จะสามารถให้หน่อและเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป


เทคนิคการตัดแต่งกอและกิ่งไผ่
-หลักสำคัญในการตัดแต่งกิ่งไผ่ อยู่ที่ปีที่ 2 ซึ่งจะต้องตัดต้นที่แก่และยู่ชิดกันออก โดยใช้เลื่อยตัดแต่งกิ่งเฉพาะ จะสะดวกให้เหลือจำนวนต้นไว้ในแต่ละกอ ไม่เกิน 12 ตัน ต่อไป (การตัดแต่งควรตัดทุกปีอย่างต่อเนื่อง ปีละ 1 ครั้ง)
-ฤดูกาลที่เหมาะสมในการตัดแต่งกิ่ง คือเดือน ธค. – มค.
-หลังตัดแต่งเสร็จให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15 – 20 กก. แล้วให้น้ำทันที เพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตหน่อไผ่ช่วงต้นฤดู ซึ่งขายได้ราคาสูง
-ถ้าจะเร่งการออกหน่อ และเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้น ให้เสริมด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ 46-0-0 กอละประมาณ 2 กำมือ โดยใส่รอบๆ กอ แล้วจึงกลบด้วยปุ๋ยคอกแล้วให้น้ำทันที ถ้าไม่มีน้ำให้ก็ต้องรอเก็บผลผลิตในฤดูฝนตามปกติ แต่ผลผลิตก็จะได้มากกว่า สวนที่ไม่มีการตัดแต่งใส่ปุ๋ยอย่างแน่นอน

การเก็บผลผลิตหน่อไผ่
-ขนาดความยาวของหน่อไผ่ที่เหมาะสม 40 – 50 ซม. หรือ ถ้าเห็นหน่อไผ่พ้นดินขึ้นมาให้รออีก 4-6 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้
-ช่วงเดือนสิงหาคม ควรคัดเลือกหน่อที่มีลักษณะสมบูรณ์และแตกหน่อออกอยู่ห้างกอไว้เป็นลำต้นต่อไป
-ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,700 กก.
-รายได้เฉลี่ย 17,000 บาท/ไร่

การขยายพันธุ์ไผ่
การขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง ทำได้ 2 ลักษณะ

1.ขยายพันธุ์โดยการขุดเอาเหง้าของลำต้นไผ่ที่มีอายุ 1 ปี แต่ไม่ควรเกิน 1 ปีครึ่ง เมื่อขุดออกมาแล้วควรตัดให้เหลือตอไว้ประมาณ 40 ซม. และตัดแต่งรากออกพอประมาณ เพื่อสะดวกในการปักชำ ถุงที่เหมาะสมควรเป็นถุงดำขนาด 5 x 11 นิ้ว ขึ้นไป ส่วนผสมของดินบรรจุถุง คือ หน้าดิน 1 ส่วน และแกลบดำ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้า แล้วใส่ลงในถุงนำเหง้าไผ่ที่เรียมไว้ลงถุงกลบดินแกลบให้แน่น ตั้งถุงเรียงไว้กลางแจ้ง รดน้ำให้พอชุ่มอยู่ตลอดประมาณ 15 วัน ก็จะเริ่มแตกแขนง
ครบ 2 เดือน นำไปปลูกได้ ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ตามแบบที่ 1 คือ เดือน กพ. – พค.

2.ขยายพันธุ์โดยการใช้เหง้า จากส่วนที่เป็นเหง้าของหน่อที่ถูกตัดไปขาย แล้วเหลือตอติดดินไว้แตกแขนงขึ้นมารอให้แขนงที่แตกมาใหม่ มีใบแก่ (แตกใบขิง) จึงขุดเหง้าพร้อมแขนงนี้มาชำถุง แต่ต้องตัดกิ่งแขนงส่วนบนออกให้เหลือติดเหง้าขึ้นไปยาวประมาณ 30 – 40 ซม. ใช้วัสดุชำเหมือนกับการขยายพันธุ์แบบที่ 1 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชำแบบที่ 2 คือ ตั้งแต่เดือน พย. – พค.


จาก http://www.trytodream.com/index.php?topic=5310.0

blogger social network ฟังเพลงสากล Billy1

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผักปีกไก่

วงศ์ Polypodiaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pyrrosia adnascens (Sw.) Ching.

ชื่อท้องถิ่น ผักปีกไก่ (เชียงราย) เฟิร์นงูเขียว (กรุงเทพฯ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น เหง้า เลื้อยยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 1- 2 มิลลิเมตร ปกคลุมด้วยเกล็ดหนาแน่น เกล็ดรูปหอก ตรงกลางสีน้ำตาลเข้ม ริมขอบสีน้ำตาลอ่อน ยาว 3 มิลลิเมตร กว้าง 0.6 มิลลิเมตร โคนมน ขอบมีขนยาว ปลายแหลม ใบมีภาวะทวิสัณฐาน ใบไม่สร้าง สปอร์ มีก้านใบยาว 1 เซนติเมตร สีน้ำตาลเข้ม มีร่องด้านบน เกล็ดปกคลุมหนาแน่นบริเวณโคนก้าน ใบรูปขอบขนาน หรือรูปหอก ยาว 6 เซนติเมตร กว้าง 1.7 บางครั้ง ยาว 15 เซนติเมตร กว้าง 1.8 เซนติเมตร โคนรูปลิ่ม ขอบเรียบ ปลายมน เนื้อใบอวบหนาคล้ายหนัง สีเขียวอ่อน เส้นกลางใบด้านล่างนูนชัดเจน ด้านบนเป็นร่อง เส้นใบร่างแหไม่ชัดเจน ใบสร้างสปอร์มีขนาดยาวกว่า ก้านใบยาว 20 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร สีน้ำตาลเข้ม มีร่องด้านบน เกล็ดปกคลุมหนาแน่นบริเวณโคนก้าน มีขนรูปดาวปกคลุมทั่วก้านใบ ใบรูปขอบขนาน หรือรูปแถบ โคนสอบแคบ ขอบเรียบ ปลายแหลมหรือมน เนื้อใบอวบหนาคล้ายหนัง สีเขียวอ่อน ขนรูปดาวมีประปรายบริเวณเส้นกลางใบและหลังใบ เส้นกลางใบด้านล่างนูนชัดเจน ด้านบนเป็นร่อง เส้นใบร่างแหไม่ชัดเจน กลุ่มอับสปอร์เกิดปลายใบและกระจายหนาแน่นตามขอบใบ ยกเว้นเส้นกลางใบ ไม่มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์ กลุ่มอับสปอร์อยู่ใกล้กัน เมื่อยังอ่อนมีขนรูปดาวปกคลุมหนาแน่น (ธีรพล, 2546 ; Smitinand, T. and K.Larsen, 1989)

การใช้ประโยชน์ เลี้ยงเป็นไม้กระถางแขวนประดับได้ดี หรือปลูกเกาะติดต้นไม้ ทำให้ดูเป็นธรรมชาติ


วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ผักกุ่ม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crateva adansonii DC. subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs

ชื่อสามัญ : Sacred Barnar, Caper Tree

วงศ์ : Capparaceae

ชื่ออื่น : ผักกุ่ม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดกลาง สูง 6-10 ม. ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบประกอบยาว 7-9 ซม. ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 7.5-11 ซม. ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนแหลมหรือสอบแคบ ขอบเรียบ ใบย่อยที่อยู่ด้านข้างโคนใบเบี้ยว แผ่นใบค่อนข้างหนา เส้นแขนงใบข้างละ 4-5 เส้น ก้านใบย่อยยาว 4-5 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ก้านดอกยาว 3-7 ซม. กลีบเลี้ยงรูปรี กว้าง 2-3 มม. ยาว 4-5 มม. เมื่อแห้งมักเป็นสีส้ม กลีบดอกสีขาวอมเขียวแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือชมพูอ่อน รูปรี กว้าง 0.8-1.5 ซม. ยาว 1.2-1.8 ซม. โคนกลีบเป็นเส้นคล้ายก้าน ยาว 3-7 มม. เกสรเพศผู้สีม่วง มี 15-22 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 4 ซม. ก้านชูเกสรเพศเมียยาวประมาณ 5 ซม. รังไข่ค่อนข้างกลมหรือรี มี 1 ช่อง ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3.5 ซม. เปลือกมีจุดแต้มสีน้ำตาลอมแดง เมื่อแก่เปลือกเรียบ ก้านผลกว้าง 2-4 มม. ยาว 5-13 ซม. เมล็ดรูปคล้ายเกือกม้าหรือรูปไต กว้างประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 6 มม. ผิวเรียบ

สรรพคุณ

ใบ - ขับลม ฆ่าแม่พยาธิ เช่น พวกตะมอย และทาแก้เกลื้อนกลาก

เปลือก - ร้อน ขับลม แก้นิ่ง แก้ปวดท้อง ลงท้อง คุมธาตุ

กระพี้ - ทำให้ขี้หูแห้งออกมา

แก่น - แก้ริดสีดวง ผอม เหลือง

ราก - แก้มานกษัย อันเกิดแต่กองลม

เปลือก - ใช้ทาภายนอก แก้โรคผิวหนัง


วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ผักตบชวา

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร พืช (Plantae)

ส่วน Liliopsida

ชั้น Commelinidae

อันดับ Commelinales

วงศ์ Pontederiaceae

สกุล Eichhornia

สปีชีส์ E. crassipes

ชื่อวิทยาศาสตร์ Eichhornia crassipes (Mart.) Solms

ผักตบชวา (อังกฤษ: Water Hyacinth) เป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดู สามารถอยู่ได้ทุกสภาพน้ำ มีถิ่นกำเนิดในแถบลุ่มน้ำอะเมซอน ประเทศบราซิล ในทวีปอเมริกาใต้ มีดอก สีม่วงอ่อน คล้ายช่อดอกกล้วยไม้ และแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นวัชพืชที่ร้ายแรงในแหล่งน้ำทั่วไป มีชื่อเรียกในแต่ละท้องถิ่นดังนี้: ผักปอด, สวะ, ผักโรค, ผักตบชวา, ผักยะวา, ผักอีโยก, ผักป่อง

ประวัติ

ผักตบชวาถูกนำเข้ามาในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซียในฐานะเป็นไม้ประดับสวยงาม โดยเจ้านายฝ่ายในที่ตามเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย ได้เห็นพืชชนิดนี้มีดอกสวยงาม จึงนำกลับมาปลูกในประเทศไทย และใส่อ่างดินเลี้ยงไว้หน้าสนามวังสระปทุม จนกระทั่งเกิดน้ำท่วมวังสระปทุมขึ้น[1] ทำให้ผักตบชวาหลุดลอยกระจายไปตามแม่น้ำลำคลองทั่วไป และแพร่พันธุ์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ผักตบชวามีลำต้นสั้นแตกใบเป็นกอลอยไปตามน้ำ มีไหล ซึ่งเกิดตามซอกใบแล้วเจริญเป็นต้นอ่อนที่ปลายไหล ถ้าน้ำตื้นก็จะหยั่งรากลงดิน ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่หรือเกือบกลม ก้านใบกลมอวบน้ำตรงกลางพองออกภายในเป็นช่องอากาศคล้ายฟองน้ำช่วยให้ลอยน้ำได้ ดอกเกิดเป็นช่อที่ปลายยอดมีดอกย่อย 3-25 ดอก สีม่วงอ่อน มีกลีบดอก 6 กลีบ กลีบบนสุดขนาดใหญ่กว่ากลีบอื่น ๆ และมีจุดเหลืองที่กลางกลีบ ขยายพันธุ์โดยการแยกต้นอ่อนที่ปลายไหลไปปลูก

ประโยชน์

การบริโภค ดอกอ่อนและก้านใบอ่อนกินเป็นผักลวกจิ้มน้ำพริกหรือทำแกงส้ม
ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เช่นหมู ใช้ทำปุ๋ยหมัก ก้านและใบอ่อนนำมารับประทานได้ เครื่องจักสานผักตบชวา
ด้านสมุนไพร ใช้แก้พิษภายในร่างกาย และขับลม ใช้ทาหรือพอกแก้แผลอักเสบ

อาหารสัตว์ โดยปกติ ปศุสัตว์หลายชนิดกินผักตบชวาอยู่แล้ว กล่าวคือ วัว ควาย แพะ แกะ หินผักตบชวาที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งตามธรรมชาติ ปลาบางชนิดกินผักตบชวาในน้ำ หมูกินผักตบชวาที่ผู้เลี้ยงเก็บมาต้มให้กิน สัตว์เหล่านี้ จะช่วยกำจัดผักตบชวาให้ลดน้อยลงได้ และเรายังได้ประโยชน์จากสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าของสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ไม่ควรปลูกเลี้ยงผักตบชวาในที่สาธารณะ เพราะเป็นการช่วยส่งเสริมการแพร่กระจายของผักตบชวาไปในที่ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายตาม พรบ. สำหรับกำจัดผักตบชวาอีกด้วย ในปัจจุบัน ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา มีการนำผักตบชวาไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์โดยการบดเอาน้ำออก อบให้แห้ง แล้วอัดเป็นเม็ดแบบเดียวกับมันสำปะหลังเม็ด ผักตบชวาแห้งมีโปรตีน 11.15% ซึ่งนำว่าสูงพอสมควร

ปุ๋ย ผักตบชวามาตุโปแตสเซียมอยู่มากเป็นพิเศษ ส่วนธาตุในโตรเจนและฟอสฟอรัส ก็มีพอสมควรและขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำที่มันขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำที่มันขึ้นอยู่ เราอาจจะนำผักตบชวาไปทำปุ๋ยได้ 32 วิธี คือ
(1) ปล่อยให้แห้ง แล้วเผาเพื่อเก็บขี้เถ้าซึ่งมีโปแตสเซียมอยู่ถึง 20% เอาไปใส่ให้แก่พืชปลูก ซึ่งมีข้อได้เปรียบตรงที่ไม้ต้องขนหนัก แต่ก็ได้เผาอินทรียวัตถุที่พืชต้องการไปหมด
(2) ทำเป็นปุ๋ยหมักโดยกองสลับชั้นกับดิน ปุ๋ยคอก ขยะ ฯลฯ ซึ่งจะเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยหมัก นำไปใช้ได้ภายใน 2 เดือน ระหว่างหมัก ควรกลับกองปุ๋ยหมักทุกๆ 15 วัน โดยเอาส่วนบนลงล่างและส่วนล่างขึ้นบน กลับกองปุ๋ยหมักสัก 2 ครั้ง จากนั้นก็ปล่อยให้ค่อยๆ กลายเป็นปุ๋ยหมักซึ่งจะมีสีดำคล้ำ ปุ๋ยหมักจากผักตบชวา (ผสมดิน) มีองค์ประกอบคือ ไนโตรเจน 2.05% ฟอสฟอรัส 1.1% โปแตสเซียม 2.5% ธาตุทั้งสามอย่างน้ำเป็นอาหารธาตุที่จำเป็นแก่การเจริญเติบโตของพืชทุกชนิดในดิน ป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้น และเมื่อสลายตัว ก็กลายเป็นอินทรียวัตถุและปุ๋ยให้แก่พืชปลูก
(3) ทำวัสดุคลุมดิน โดยกานำผักตบชวาไปคลุมพืชปลูก เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดิน ป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้น และเมื่อสลายตัว ก็กลายเป็นอินทรียวัตถุและปุ๋ยให้แก่พืชปลูก

เพาะเห็ด ผักตบชวาที่ตากแดดจนแห้งดีแล้ว สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางได้ดี วิธีที่เหมาะที่สุดก็คือ ใช้ผักตบชวาแห้ง 1 ส่วน สลับกับฟางข้าว 1 ส่วน ควรใช้ลังไม้เป็นแบบในการกองเห็ด ขนาดของลังประมาณ 30 x 30 x 50 ซม. เพื่อความสะดวกในการยกกองเห็ดออกจากลัง ควรทำลังไม้เป็น 2 ส่วน ไม่มีฝาบนและล่าง แล้วประกอบเข้าด้วยกัน โดยใช้สายยูเกี่ยว วางลังที่ประกอบแล้วลงบนแผ่นไม้ วางผักตบชวาแห้งที่แช่น้ำให้ชุ่มลงในลัง เป็นชั้นสูงประมาณ 10 ซม. แล้วกดให้แน่น โรยเชื้อเห็ดตามริม (ลึกเข้าไปประมาณ 2-3 ซม.) วางฟางข้าวที่แช่น้ำให้ชุ่มเป็นชั้น แบบเดียวกับชั้นผักตบชวา แล้วโรยเชื้อเห็ดด้วยวิธีเดียวกัน วางผักตบชวาและฟางข้าวสลับชั้นเช่นนี้จนกระทั่งถึงปากลัง ด้านบนโรยเชื้อเห็ดทั้งหมด กองหนึ่งใช้เชื้อเห็ดประมาณครึ่งกระป๋อง (กระป๋องละ 3 บาท) จากนั้นก็แกะไม้แบบลังออก ยกกองเห็ดเข้าไปไว้ในที่อับลมและชื้น เช่นใต้ถุนบ้าน เพื่อช่วยให้เห็ดมีความชื้นมากๆ ควรทำที่กำบังลมโดยใช้แผงจาก แฝก หรือแผ่นพลาสติกกั้น รักษาให้ความชื้นอยู่เสมอ จะเกิดดอกเห็ดทั้งด้านข้าสี่ด้านและด้านบนประมาณวันที่ 7 ปริมาณเห็ดที่เกิดบนได้ประมาณกองละ 1 กิโลกรัม ซากผักตบชวาและฟางข้าวที่เก็บเห็ดไปหมดแล้ว ใช้เป็นปุ๋ยหมักหรือวัสดุคลุมดินได้เป็นอย่างดี การกองเห็ดกองขนาดนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที หากสามารถทำได้ทุกวันๆ ละกองจะมีเห็ดฟางรับประทานวันละ 1 กิโลกรัม ถ้าหากรับประทานไม่หมด ก็สามารถนำไปจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ยประมาณกิโลกรัม 15 บาท โดยลงทุนค่าเชื้อเห็ดเพียง 1.510 บาท หรือได้กำไรถึง 10 เท่า

เอเลี่ยนสปีชี่ส์

ดอกสีม่วงอ่อนของผักตบชวาผักตบชวาจัดเป็น "เอเลี่ยน สปีชี่ส์" หรือ "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" ที่เข้ามาแพร่ระบาดรุกรานจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ในประเทศไทย มีการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ใน 1 เดือนผักตบชวาเพียง 1 ต้นอาจขยายพันธุ์ได้มากถึง 1,000 ต้น ถึงแม้น้ำจะแห้งจนต้นตายแต่เมล็ดของมันก็ยังมีชีวิตต่อไปได้นานถึง 15 ปีและทันทีที่เมล็ดได้รับน้ำที่เพียงพอมันก็จะแตกหน่อเป็นต้นใหม่ต่อไป[3] จนกลายเป็นปัญหาทางน้ำและทวีความรุนแรงจนเป็นปัญหาระดับประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องเสียงบในการกำจัดผักตบชวาจำนวนมาก ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลกก็เจอปัญหาเช่นเดียวกันนี้ จะมีก็แต่ประเทศในแถบยุโรปเท่านั้นที่ปลอดการรบกวน และบริเวณที่ถูกผักตบชวาคุกคามมากที่สุดคือ ทะเลสาบวิกตอเรีย ประเทศไทยเองมีการเริ่มกำจัดผักตบชวามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ถึงขนาดมีการออกพระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ. 2456[4][5] ปัจจุบันมีหน่วยงานและองค์ก่อนต่างๆได้เข้ามาช่วยเหลือในการกำจัด เช่น นำไปผลิตเป็นของใช้ อาหารสัตว์ ทำปุ๋ย ฯลฯ และมีการนำแมลงมวนผักตบจากแหล่งกำเนิดที่ทวีปอเมริกาใต้ เข้ามาทดลองปล่อยในประเทศไทย เพื่อควบคุมจำนวนประชากรของผักตบชวา

บทบาทในการกำจัดน้ำเสีย

ผักตบชวาสามารถช่วยในการบำบัดน้ำเสีย โดยการทำหน้าที่กรองน้ำที่ไหลผ่านกอผักตบชวาอย่างช้าๆ ทำให้ของแข็งแขวนลอยต่างๆ ที่ปนอยู่ในน้ำถูกสกัดกั้นกรองออก นอกจากนั้น ระบบรากที่มีจำนวนมากจะช่วยกรองสารอินทรีย์ที่ละเอียด และจุลินทรีย์ที่อาศัยเกาะอยู่ที่ราก จะช่วยดูดสารอินทรีย์ไว้ด้วยอีกทางหนึ่ง รากผักตบชวาจะดูดสารอาหารที่อยู่ในน้ำ ทำให้ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในน้ำเสียจึงถูกกำจัดไป อย่างไรก็ตามไนโตรเจนในน้ำเสียนั้น ส่วนมากจะอยู่ในรูปสารประกอบทางเคมี เช่น สารอินทรีย์ไนโตรเจน แอมโมเนียไนโตรเจน และไนเตรทไนโตรเจน พบว่า ผักตบชวาสามารถดูดไนโตรเจนได้ทั้ง 3 ชนิด แต่ในปริมาณที่แตกต่างกันคือ ผักตบชวาสามารถดูดอินทรีย์ไนโตรเจนได้สูงกว่าไนโตรเจนในรูปอื่นๆ คือ ประมาณ 95 % ขณะที่ไนเตรทไนโตรเจน และแอมโมเนียไนโตรเจน จะเป็นประมาณ 80 % และ 77 % ตามลำดับ[6] สถานที่แรกในประเทศไทยที่ใช้การบำบัดด้วยวิธีนี้คือ "บึงมักกะสัน" ซึ่งเป็นโครงการบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้หลักการบำบัดน้ำเสียตามแนวทฤษฎีการพัฒนาโดยการกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวา (Filtration)



วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกผีเสื้อ

ดอกผีเสื้อ

ชื่อสามัญ: Dianthus

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dianthus chinensis L.

ชื่อวงศ์:Caryophyllaceae

ถิ่นกำเนิด:ตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป

ลักษณะทั่วไป :เป็นไม้ดอกที่มีอายุได้ถึง 2 ปี แต่เดิม

พืชในสกุลนี้รวมเรียกว่า Pink ทั้งหมด

เนื่องจากมีดอกสีชมพูแต่ปัจจุบันชื่อ

Pink หรือ Dianthus จะหมายถึงดอกผีเสื้อ

ต้นสูงประมาณเมตร 15- 30 เซนติเมตร

ื ใบมีรูปร่างเรียวยาว ปลายแหลม

สีเขียวเข้ม ดอกมีหลายสี เช่น สีชมพู

แดง ขาว หรือมีหลายสีในกลีบเดียวกัน

เช่น สีแดงขลิบเหลืองกลีบดอก 4-5 กลีบ

ปลายกลีบดอกมีทั้ง้เป็นคลื่นและหยัก

เหมือนฟันเลื่อย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง

ดอก 5-7 เซนติเมตร์ เมล็ดมีขนาดใหญ่

การขยายพันธุ์ :เพาะเมล็ด

สภาวะเหมาะสม: แสงแดดรำไร


วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกผีเสื้อแสนสวย

ผีเสื้อแสนสวย

ไม้้ พุ่มปานกลางโปร่ง ดอกไม่มีกลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี ใบไม่ผลัดใบ ดิน ร่วนเหนียว

ความชื้น ปานกลาง แสง แดดเต็มวัน เติบโต ปานกลางค่อนเร็ว อายุ 5 ปีขึ้นไป

ขยายพันธุ์ ด้วยการตอน ปักชำกิ่ง เพาะเมล็ด

ต้นผีเสื้อแสนสวยเป็นชื่อไทย ชื่อฝรั่งเรียกว่า " Blre Butterfly" กำเนิดของต้นไม้ต้นนี้ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่ไม่น่าจะใช่ไม้ไทย เพราะไม่เคยเป็นที่ไหนมาก่อน มีการปลูกน้อยมาก เป็นไม้หายาก แต่คุ้มค่าที่จะหาและปลูกไว้ประดับบ้าน

ผีเสื้อแสนสวยเป็นไม้พุ่มโปร่ง เมื่อดอกบานออกมาเหมือนผีเสื้อราวกับแกะ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ มีทั้งปีกบนสองปีก ปีกล่างลำตัว แถมยังมีหนวดเป็นเกสรตัวผู้ที่ยาวย่างอ่อนช้อยเสียด้วย

ความที่ดอกผีเสื้อแสนสวยนี้เหมือนผีเสื้ออย่างมาก ทำให้เด็กๆ ตัวเล็กๆ เข้าใจว่าเป็นผีเสื้อจริงๆ บางคนก็นั่งดูไม่กล้าแตะ บางคนก็ถามว่ามันกัดมั้ย บางคนก็ถามว่าทำไมมันไม่ยอมบินกันเลย บางคนถามว่าจับได้มั้ย ผู้เขียนเลยต้องอธิบายให้ฟังว่า แท้ที่จริงมันคือดอกไม้ ไม่ใช่ผีเสื้ออย่างใด จากนั้นก็เก็บดอกผีเสื้อแสนสวยให้เด็กๆ คนละดอก โดยเอาดอกวางไว้บนใบไม้อีกทีหนึ่ง ซึ่งยิ่งดูเหมือนผีเสื้อตัวจริงใหญ่เลย

อันว่าต้นดอกผีเสื้อแสนสวยนั้นเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1- 1.5 เมตร พุ่มโปร่ง ลำต้นที่แก่แล้วมีสีน้ำตาลเข้มไปสู้น้ำตาลอ่อน ลำต้นอ่อนออกเป็นสีเขียว ส่วนใบเขียวตลอดทั้งใบ ผิวสัมผัสหยาบ รูปทรงพุ่มกลม ขนาดพุ่มเป็นกอใหญ่สัก 1 เมตร ดอกผีเสื้อออกเป็นสีฟ้ากับสีฟ้าอ่อนจนแทบขาว มีดอกตลอดทั้งปี ชอบดินร่วนเหนียว ความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน โรคแมลงไม่มี

อัตราการเจริญเติบโตปานกลาง ค่อนข้างรวดเร็วถ้าได้ดินได้น้ำได้แดดอย่างเหมาะสม การปลูกควรปลูกเป็นกอ 6 ต้นต่อตารางเมตร หรือ 3 ต้นต่อตารางเมตร หรือปลูกเป็นลำต้นเดี่ยวๆ เรียงกันเป็นแถวยาวก็ได้

ลักษณะดอกและใบเหมาะกับบรรยากาศสวนป่ามาก หรือเป็นส่วนหย่อมก็ได้ โคนต้นเมื่อสูงได้ที่แล้วจะโล่งโปร่งจึงควรปลูกไม้คลุมดินอยู่ด้านล่างหรือเหนือโคนต้น

รูปทรงของดอกเหมือนผีเสื้อ ดอกสวยงามแปลกตาอย่างยิ่งสมกับชื่อว่าผีเสื้อแสนสวย จึงควรปลูกใกล้ตาผู้ชม เพราะดอกเล็กเท่าๆ กับผีเสื้อตัวเล็กๆ ดังนั้นควรปลูกตามทางเดิน หรือใกล้อาคารใกล้ศาลา ปลูกในที่กว้างพอสมควร เพื่อจะได้ไม่ต้องจำกัดความสูงของลำต้น ให้เติบโตได้อย่างอิสระ

ผีเสื้อแสนสวยดอกนี้ คนมักเข้าใจผิดเป็นดอกผีเสื้อ ซึ่งเป็นคนละดอก คนละเรื่อง คนละพันธุ์ที่เดียว ฉะนั้นถ้าจะหาดอกน้ำควรนำภาพดอกไปให้ผู้ขายดอกไม้ดู จึงจะสามารถสื่อได้ตรงกัน




จากเว็บ http://flower2009.ueuo.com/flower15.htm

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

เผือก

เผือก (Dasheen)

ชื่ออังกฤษ : Dasheen, Eddoe, Japanese Taro, Taro

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์


เผือก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า โคโลคาเซีย เอสคูเบนตา (แอล) ชอตต์ (Colocacia esculenta (L) Schott) อยู่ในตระกูลอะราเซีย (Aracea) ที่ทราบมีเผือกอยู่กว่า ๒๐๐ พันธุ์ ในเมืองไทยนั้นมีหลายพันธุ์เช่นกัน พืชอีกชนิดหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า เผือก หนังสือพันธุ์ไม้แห่งประเทศไทย เล่ม ๑ ของกรมป่าไม้เรียกว่า ลกกะเซีย (lok-ka-sia) และมีชื่ออื่น ๆ อีก เช่น ยัวเทีย (yautia) และแทนเนีย (tannia) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แซนโทโซมา ซากิตทิโฟลเลียม (Xanthosoma sagittifollium) ลกกะเซีย เป็นเผือกหัวเล็ก เนื่องมาจากหัวที่เป็นแกนใหญ่ไม่สะสมแป้ง จึงใช้เฉพาะส่วนหัวแขนงเท่านั้น เผือกเป็นพืชมีอายุอยู่ได้หลายฤดู ลำต้นใต้ดินเจริญเติบโตกลายเป็นหัว และมีหัวเล็ก ๆ ล้อมรอบ หัวมีขนาดและรูปร่างต่างกันออกไป ปกติต้นสูง ๐.๔-๒ เมตร ใบใหญ่เป็นรูปหัวใจ มีขนาดสีต่าง ๆ กัน ใบเกิดจากใต้ดิน ดอกปกติประกอบด้วย ๒-๕ ช่อดอก อยู่ในก้านใบ ช่อดอกมีก้านยาว ๑๕-๓๐ ซม. ดอกบานทยอยกันเรื่องๆ ดอกตัวเมียมักจะไม่มี ดอกตัวผู้หนึ่งดอกมีก้านเกสรตัวผู้ ๒-๓ อัน ผลมีสีเขียว เปลือกบาง ไม่ค่อยมีเมล็ดเท่าที่ทราบเผือกที่ปลูกในฮาวาย นิวกินี และโดมินิกัน สามารถติดเมล็ดได้ จังหวัดที่ปลูกมาก ได้แก่ ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชัยนาท สมุทรสาคร รองลงไป ได้แก่ ภาคใต้ ปลูกมากในจังวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกมากในจังหวัดบุรีรัมย์ มหาสารคาม ส่วนภาคเหนือปลูกเผือกน้อยกว่าภาคอื่น ๆ ปลูกมากในจังหวัดน่าน
เผือกในเมืองไทยเท่าที่มีผู้จำแนกไว้มี ๔ ชนิด ได้แก่
๑. เผือกหอม เป็นชนิดหัวใหญ่ หนักหัวละประมาณ ๒-๓ กก. มีหัวเล็กติดอยู่กับหัวใหญ่เล็กน้อย ต้มรับประทานมีกลิ่นหอม กาบใบใหญ่สีเขียว
๒. เผือกเหลือง หัวขนาดย่อม หัวสีเหลือง
๓. เผือกไม้หรือเผือกไหหลำ หัวมีขนาดเล็ก
๔. เผือกตาแดง ที่ตาของหัวมีสีแดงเข้มมีหัวเล็ก ๆ ติดอยู่รอบหัวใหญ่ เป็นกลุ่มจำนวนมาก กาบใบและเส้นใบสีแดง

ฤดูกาลปลูกเผือก

เผือก ขึ้นได้ทั้งในที่ดินที่มีความชุ่มชื้นสูง ที่ลุ่ม และในที่ดอน น้ำไม่ท่วม จึงมีการปลูกเผือกในพื้นที่ทั้งสองประเภท ในที่ลุ่มยังสามารถ ปลูกเผือกได้ทั้งในน้ำเหมือนปลูกข้าว กับปลูกบนดินที่ชื้นแต่ไม่มีน้ำขัง การปลูกในน้ำคล้ายการทำนาปฏิบัติกันมากในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา (ฮาวาย) ประเทศไทยไม่นิยม พวกที่ปลูกในที่ลุ่มริมแม่น้ำลำคลอง น้ำท่วมในหน้าน้ำนั้น หลังจากน้ำลดแล้วจึงทำการ ปลูกเผือกได้ประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และจะไปเก็บก่อนที่น้ำจะท่วมในปีต่อไป ในราวเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม พวกที่ ปลูกในที่ราบน้ำไม่ท่วม และไม่มีการให้น้ำชลประทาน ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน ต้องปลูก ต้นฤดูฝน ประมาณเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน

การเลือกที่และการเตรียมดิน


เผือก ชอบขึ้นในที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ ๒๑-๒๗ องศาเซลเซียส ต้องการน้ำฝนประมาณ ๑,๗๕๐-๒,๕๐๐ มม. ต่อปี ถ้าปริมาณน้ำฝนน้อยต้องมีการให้น้ำ เผือกขึ้นได้ในดินหลายชนิด ชอบดินที่มีหน้าดินลึก ระบายน้ำดี ดินร่วน มีระดับน้ำในดินสูงมี pH ๕.๕-๖.๕
การเตรียมดินเพื่อปลูกเผือก ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่จะปลูก ในรายที่ปลูกในที่ลุ่มเตรียมดินทันทีหลังจากน้ำลด โดยการไถคล้ายไถนา การเตรียมดินใช้จากน้ำลด โดยการไถคล้ายไถนา การเตรียมดินใช้แรงสัตว์มากกว่าใช้แทรกเตอร์ ตากดินไว้ประมาร ๑ เดือน จึงขุดกลับดินและย่อยดินให้ละเอียดเหมือนการเตรียมดินปลูกผัก ทำการยกร่องสูง ๓๐-๔๐ ซม. ห่างกัน ๗๐-๑๐๐ ซม ถ้าปลูกในนา คล้ายปลูกข้าวก็ไม่ต้องยกร่องเตรียมดินเหมือนเตรียมดินทำนา ในที่ดอนน้ำไม่ท่วม เตรียมดินต้นฤดูฝนประมาณ เดือน พฤษภาคม-มิถุนายน อาจใช้แทรกเตอร์ช่วยในการเตรียมดินได้ ไถ ๑ ครั้ง พรวน ๑-๒ ครั้ง ทำร่องลึก ๓๐ ซม เป็นแถวห่างกัน ๔๐-๖๐ ซม. การใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมช่วยให้เผือกเจริญงอกงามและผลผลิตสูง

วิธีการปลูกเผือก

โดยทั่วไปเผือกไม่มีเมล็ดการขยายพันธุ์ทำโดยใช้หัวเล็ก ๆ อีกวิธีหนึ่งใช้ยอดหรือส่วนบนของหัวเหมือนจุดสับปะรด การปลูกโดยใช้ หัวเล็ก ๆ ได้ปริมาณมากกว่า แต่การปลูกโดยใช้ส่วนบนของหัวขึ้นดีกว่า และได้ผลผลิตดีกว่า การปลูกในนาแบบปลูกข้าวควรใช้ยอด การปลูกด้วยหัวเล็ก ๆ จะต้องชำหัวเล็ก ๆ เหล่านี้ในแปลงที่เตรียมไว้อย่างดีให้งอกเสียก่อนวางหัวเรียงเป็นแถว เอาตาขึ้นข้างบน กลบด้วย ดินละเอียดพอมิดหัวเผือก แล้วคลุมด้วยฟางหนาประมาณ ๒-๕ ซม. รดน้ำให้ชุ่มทุกวันประมาณ ๑๐-๑๕ วัน เมื่อแตกยอดยาว ประมาณ ๑๐-๑๕ ซม. ย้ายลงปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ปลูกโดยวางหัวเล็ก ๆ หรือยอดของหัวลงในหลุมที่เตรียมไว้ ลึกประมาณ ๑๐-๑๕ ซม. หลุมละ ๑-๒ หัว กลบดินพอมิดหัวเผือก ไม่กลบจนเต็มหลุม หลังปลูก ถ้าเป็นฤดูฝนไม่ต้องรดน้ำ ถ้าเป็นฤดูแล้งหรือไม่มีฝนต้องรดน้ำจนกว่าต้นเผือกจะตั้งตัว ถ้าปลูกในนาควรใช้ยอดและปลูกลึก ๑๗-๒๕ ซม. โดยทั่วๆ ใช้ระยะปลูก ๖๐x๖๐ ซม. จะถี่หรือห่างกว่านี้ก็ได้ เช่น ระยะแถว ๖๐-๑๒๐ ซม. ระยะหลุม ๔๐-๖๐ ซม. แล้วแต่ชนิดเผือกหัวเล็กหรือหัวใหญ่

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หลังจากปลูกจะต้องมีการกำจัดวัชพืชประมาณ ๓-๔ ครั้ง หลังจากกำจัดวัชพืชทุกครั้ง ต้องพรวน ดินระหว่างแถวและกลบโคนต้นเผือกขึ้นมาเรื่อย จนกระทั่งดินเต็มหลุม ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา (ฮาวาย) ยากำจัดวัชพืช ใช้ได้ผล สำหรับประเทศไทยยังไม่มีกรศึกษาในเรื่องนี้ กสิกรส่วนใหญ่กำจัดวัชพืชด้วยแรงงาน ในระยะที่ต้นเผือกเจริญเติบโต จะมี หัวเล็ก ๆ เกิดรอบหัวใหญ่ ถ้าต้องการให้มีหัวขนาดใหญ่ควรตัดหัวเล็กรอบๆ ทิ้ง ใช้เสียมหรือมีดตัดไม่ให้ถูกต้นเดิม

การใส่ปุ๋ย
การปลูกเผือกส่วนใหญ่ปลูกที่ลุ่ม ดินมีความอุดมสมบูรณ์ จึงไม่สู้จำเป็นที่จะต้องใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยคอกกันบ้างโดยใส่รองก้นหลุม และ ผสมน้ำรดเพื่อให้ผลผลิตสูง ในต่างประเทศมีการใส่ปุ๋ยกันโดยใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ปริมาณ ๗-๑๓ กก./ไร่ ฟอสฟอรัสปริมาณ ๒-๔ กก./ไร่ และโพแทสเซียมปริมาณ ๘-๑๕ กก./ไร่ โดยประมาณ

การให้น้ำ
ถ้าปลูกเผือก ในหน้าฝนไม่ต้องรดน้ำ แต่ในหน้าแล้งต้องให้น้ำตามความจำเป็น มักจะให้น้ำจนกว่าต้นเผือกตั้งตัว

โรคและแมลง

โรคที่เป็นมากแก่เผือก ที่ปลูกในที่ลุ่ม ได้แก่ โรคโคนเน่า (soft rot) สำหรับเผือกที่ปลูกในที่ดอนมีโรคหัวเน่า (tuber rot) อีกโรค หนึ่งที่เป็นกับเผือกทั่วไป ได้แก ใบจุด (leaf spot)แมลงที่พบทำลายเผือกได้แก่ เพลี้ยอ่อนทำลายใบ

การเก็บหัวและรักษา

เผือก มีอายุแตกต่างกัน ตั้งแต่ ๖-๑๐ เดือนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูกเผือกหอม ที่ปลูกกันมากในประเทศไทย มีอายุประมาณ ๖ เดือน เมื่อใบเริ่มเหลือง เหี่ยว แสดงว่าหัวเผือกเริ่มแก่ เก็บหัวได้ การเก็บหัวใช้วิธีถอนขึ้นทั้งต้น หรือใช้เสียมหรือจอบขุด มักขุดในระยะ ที่ไม่มีฝน ขุดขึ้นมาแล้วตัดใบและราก ทิ้งเหลือแต่หัว ล้างให้สะอาดส่งตลาด ถ้าไม่ตัดยอดจะเก็บได้นานกว่าเมื่อตัดยอด หัวเผือก มีน้ำหนักหัวละประมาณ ๑-๓ กก. ถ้าต้องการเก็บรักษาหัวเผือกให้นานไม่ควรตัดยอดทิ้ง จะต้องเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก หัวที่เก็บไว้ควรเป็นหัวที่ไม่มีบาดแผล อาจเก็บได้นาน ๔-๖ เดือน การเก็บในห้องเย็น ๑๐ องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้นานถึง ๖ เดือน ผลผลิตของเผือกแตกต่างกันตามพันธุ์ที่ปลูก โดยเฉลี่ยให้ผลผลิตประมาณ ๑-๒.๕ ตัน/ไร่ ถ้าบำรุงรักษาดี มีการให้น้ำ ให้ปุ๋ย ผลผลิตอาจถึง ๔ ตัน/ไร่




จากเว็บ http://www.vegetweb.com/


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ผกากรอง

ชื่อพื้นเมือง : ผกากรองต้น ขะจาย ตาปู ขี้กา คำขี้ไก่ สาบแร้ง

ชื่อสามัญ : Cloth of Gold, Hedge Flower

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lantana camara, Linn

ชื่อวงศ์ : VERBENACEAE

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตัดกิ่งปักชำ
ลักษณะ : ต้น ไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาโดยรอบ ลำต้นมีขนปกคลุม จับดูจะระคายมือ
ใบ รูปไข่ขอบจะจัก ปลายใบแหลม พื้นใบมีสีเขียวเข้ม ผิวของใบจะสากระคายมือ ใบออกเป็นคู่
ดอก สีเหลือง แดง ชมพู ขาว ม่วง ดอกเล็กออกเป็นกระจุก อาจมีหลายสีหรือสีเดียว ผล - เมล็ด

ประโยชน์ : ใช้ปลกเป็นไม้ดอกไม้ประดับบริเวณบ้านและสวนหย่อม

สรรพคุณ ส่วนที่นำมาใช้ทำยา คือ ใบ ดอก ราก โดยเก็บได้ตลอดปี จะใช้สดหรือตากแห้งก็ได้

"ใบ" มีรสขม เย็น ใช้แก้บวม ขับลม แก้แผลผดผื่นคันที่เกิดจากความชื้นหรือหิด ซึ่งเตรียมยาดังนี้นำใบสด10-15 กรัม มาตำและพอกบริเวณที่เป็น หรือ นำใบสดมาต้มแล้วนำน้ำที่ได้มาชะล้างบริเวณที่เป็น


"ดอก" มีรสจืดชุ่ม แต่ให้ความรู้สึกเย็น ใช้แก้อักเสบ ห้ามเลือด แก้วัณโรค อาเจียนเป็นเลือด แก้ปวดท้องอาเจียน แก้ผื่นคันที่เกิดจากความชื่นและรอยฟกช้ำที่เกิดจากการกระทบกระแทก โดยเตรียมยาดังนี้ ถ้าเป็นยารับประทานเพื่อรักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด แก้วัณโรค แก้ปวดท้องอาเจียน ให้ใช้ดอกสด 10-15 ช่อ หรือ ดอกแห้ง 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม จนกว่าอาการจะดีขึ้น ถ้าใช้รักษารอยฟกช้ำหรือผดผื่น ให้นำดอกสดมาตำและพอกบริเวณที่เป็น
"ราก" ใช้แก้หวัด ปวดศีรษะ ไข้สูง ปวดฟัน คางทูม รอยฟกช้ำที่เกิดจากการกระแทก โดยถ้าใช้รักษาอาการไข้ คางทูม ให้ใช้ราก 30-60กรัม ต้มน้ำดื่ม และถ้าใช้รักษาอาการปวดฟัน ใช้รากสด 30 กรัมกับเกลือจืด 30 กรัม ต้มน้ำบ้วนปาก การใช้ผกากรองรักษาโรคก็มีข้อควรระวัง คือ หญิงมีครรภ์ห้ามรับประทาน ส่วนที่ห้ามรับประทาน สำหรับทุกคนเพราะจะเกิดอันตรายจากพิษ คือ ผลแก่แต่ยังไม่สุกเนื่องจากสารกลุ่ม triterpenoid ได้แก่ lantadene A และ lantadene B ซึ่งรับประทานเมล็ดเข้าไปจะมีอาการเพลีย มึนงง ตัวเขียว ท้องเดิน หมดสติและเสียชีวิตในที่สุด





Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...