แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชผัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชผัก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

กล้วยไข่ (Kluai Khai)

กล้วยไข่ (Kluai Khai)
กล้วยไข่ (Kluai Khai)จัดเป็นพืชที่อยู่ในเขตร้อนสามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย กล้วยไข่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เพราะในแต่ละปีสามารถส่งขายต่างประเทศนำรายได้เข้าประเทศได้อย่างมาก

กล้วยไข่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Musa sapientum, Linn. ‘Kluai Khai’ เป็นพืชในวงศ์ Musaceae

ลักษณะของกล้วยไข่  ลำต้นจะมีทั้งลำต้นแท้และลำต้นเทียม ลำต้นแท้จะอยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่พ้นดินออกมาคือลำต้นเทียมซึ่งจะมีกาบซ้อนกันจนหนา กาบด้านในสุดจะมีสีชมพูแดง กาบด้านนอกเป็นสีขาวปนเหลือง ใบจะมีสีเขียวปนเหลือง ใบไม่นวล ก้านใบจะมีสีเขียวอมเหลือง แผ่นใบ 2 ด้านมีความกว้างไม่เท่ากัน กลางใบเป็นร่องกว้าง แผ่นใบขยายใหญ่ ดอก เป็นดอกรวมเรียกว่าปลี เกสรดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันโดยเพศเมียจะอยู่ด้านบนเพศผู้อยู่ด้านล่าง ตรงกลางเป็นดอกกะเทยซึ่งดอกกระเทยจะมีน้อย ก้านช่อดอกจะมีขนอ่อนปกคลุม ใบประดับดอกจะยาวรีเป้นรูปไข่ปลายแหลมม้วนงอขึ้น ด้านท้องใบเป็นสีแดงอมม่วง ด้านหลังใบสีจะซีดกว่าด้านท้องใบ ผลจะมีลักษณะทรงกระบอกสั้นปลายมนไม่แหลมมากจะอยู่เรียงกัน 10-14 ผล เรียกว่าหวี  กล้วย 1 ต้น จะมีประมาณ 7-10 หวี ซึ่งรวมกันจะเรียกว่า เครือ เปลือกผลจะบาง ยังไม่สุกจะมีผลสีเขียวเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและอาจมีจุดดำเล็กๆกระจายอยู่ทั่วผิวเปลือก เนื้อกล้วยไข่จะมีสีครีมอมส้ม เนื้อแน่น รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมน่ากิน

สรรพคุณของกล้วยไข่
- ช่วยรักษาอาการท้องผูก เพราะกล้วยไข่มีปริมาณเส้นใยและกากอาหารจำนวนมากช่วยในการขับถ่ายและแก้ท้องผูกได้ดี
-  ป้องกันโรคโลหิตจาง เพราะกล้วยไข่มีธาตุเหล็กสูง ธาตุเหล็กจะช่วยกระตุ้นการสร้างฮีโมโกลบินในเลือด
- บำรุงสมอง เนื่องจากโพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยไข่นั้นสามารถทำให้ร่างกายมีการตื่นตัวอยู่เสมอ
- แก้อาการเสียดท้อง ในกล้วยไข่มีกรดที่มีผลต่อร่างกายช่วยลดการเสียดท้องได้
- ช่วยลดอันตรายจากความดันโลหิตสูงได้ และช่วยลดอันตรายที่เกิดจากโรคความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก
- ช่วยรักษาแผลในลำไส้  เพราะเนื้อกล้วยไข่อ่อนนุ่มเหมาะกับผู้ป่วยโรคลำไส้และกล้วยไข่เองมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรดไม่ระคายเคืองทางเดินอาหารแถมยังช่วยเคลือบผนังลำไส้ได้อย่างดี
- ป้องกันโรคซึมเศร้า กล้วยไข่มีโปรตีน Try Potophan เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนชนิดนี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็น Rerotonin ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น

ข้อควรระวัง ไม่ควรกินกล้วยไข่ช่วงเช้าหลังตื่นนอน เพราะท้องกำลังว่าง เมื่อกินกล้วยไข่ซึ่งอุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ ปวดท้องได้   และอย่ากินกล้วยไข่มากเกินไปเพราะจะทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานมากเกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการ

ประโยชน์ด้านอื่นๆ ใบตองกล้วยไข่ สามารถนำไปห่อขนม หรือทำห่อหมกทำกระทงอาหารได้ กาบกล้วยสามารถนำมาทำเป็นเชือกรัดของได้ ส่วนต้นก็สามารถนำไปทำเป็นเยื่อกระดาษได้

การขยายพันธุ์  สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการใช้เหง้าพันธุ์หรือแยกหน่อก็ได้

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562

ข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม

ข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม
ข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม  เป็นพืชไร่จัดเป็นไม้ล้มลุกจำพวกเดียวกันกับหญ้า เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีอายุ 1 ฤดูกาล มีลักษณะพิเศษคือทั้งต้นจะเป็นสีม่วงแดง แม้กระทั่งฝักและเมล็ดก็เป็นสีม่วงแดง รสชาติดี เหนียวนุ่ม สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

ลักษณะของข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม  ลำต้นมีลักษณะอวบกลมเป็นข้อตั้งตรงแข็งแรงสีของลำต้นเป็นสีเขียวแกมม่วงแดงไม่มีกิ่งก้าน ภายในของลำต้นจะฟ่ามคล้ายฟองน้ำ  ใบจะเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบจะเรียวยาวเป็นรูปขอบนานกันพอไปถึงปลายใบจะโค้งแหลมเข้า โคนใบจะมนติดลำต้นก้านใบจะเป็นกาบขนาดใหญ่โอบล้อมลำต้นเอาไว้กาบใบจะเป็นสีม่วงแดง  เส้นกลางใบจะมองเห็นชัดเจน ใบเรียบ ขอบใบจะมีขนเล็กๆขึ้นอยู่ถ้าโดนผิวจะทำให้ระคายเคืองได้ ดอกจะออกเป็นช่อมีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน

ดอกตัวผู้จะออกที่ปลายยอด ส่วนดอกตัวเมียจะออกระหว่างกาบใบและลำต้นดอกมีสีม่วงแดงทั้งตัวผู้และตัวเมีย ดอกเพศเมียจะเจริญเติบโตเป็นผลหรือที่เรียกว่าฝักข้าวโพด  ผลข้าวโพด จะเรียกว่าฝักซึ่งจะถูกห่อหุ้มด้วยกาบบางๆหลายชั้นชั้นนอกสุดจะเป็นสีม่วงแดงส่วนชั้นด้านในจะเป็นสีขาวแกมม่วงแดง ฝักเป็นทรงกระบอกและมีเมล็ดข้าวโพดสีม่วงแดงเรียงเป็นระเบียบรอบแกนกลางของฝัก

ประโยชน์ของข้าวโพดข้าวเหนียว เหนียวทับทิม ข้าวโพดชนิดนี้จะมีสาร แอนโทไซยานิน (anthocyanin) ที่ให้สีม่วง แดง หรือน้ำเงิน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยหยุดผมขาดหลุดร่วง ชะลอผมหงอก กระตุ้นให้เส้นผมดกดำ นอกจากนี้ยังมีคุณค่าทางอาหารสูง

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ต้นแววมยุรา (Torenia)

ต้นแววมยุรา (Torenia)
ต้นแววมยุรา (Torenia)เป็นไม้ดอกล้มลุก มีถิ่นกำเนิดมาจากเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของทวีปเอเชีย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทยและพบได้ทั่วไปตามภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ต้นแววมยุรา มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ  Torenia fournieri Linden. ex E.Fourn. เป็นพืชในวงศ์ Scrophulariaceae  สกุล Scrophulariaceae และอยู่ในสปีชีส์ T.  fournieri

ลักษณะของต้นแววมยุรา  ลำต้นและกิ่งจะเป็นเหลี่ยม แตกกิ่งก้านจำนวนมาก ลำต้นตรงมีขนสีขาวปกคลุมอยู่  ใบจะเป็นรูปไข่รียาว โคนของใบเว้าเข้าตรงกลางเหมือนหัวใจ ส่วนด้านปลายจะเว้าเข้าตรงกลางเป็นปลายแหลม ขอบใบหยักเหมือนฟันเลื่อย ออกใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบจะบาง มีสีเขียว และมีขนปกคลุมด้านหลังใบและท้องใบ มองเห็นเส้นใบชัดเจน ดอกจะมีหลายสี เช่น แดง ชมพู ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน หรือมีหลายสีในดอกเดียวกัน ดอกจะออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง  โคนกลีบดอกจะเชื่อมกันเป็นหลอดคล้ายกรวยยาว ส่วนปลายกลีบจะแตกเป็นกลีบดอก 5 แฉก คล้ายปากแตร ขนาดกลีบดอกไม่เท่ากัน ปลายกลีบจะมีขนปกคลุม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีและจะออกดอกเยอะช่วงหน้าฝน  ผลเป็นฝักรูปรีหรือทรงกระบอกขั้วฝักจะมีกลีบเลี้ยงติดแน่นอยู่ เมื่อฝักแห้งจะแตกให้เห็นข้างในซึ่งมีเมล็ดจำนวนมาก

สรรพคุณ รากสดทุบพอแหลก หรือทุบผสมเกลือ อมแก้ปวดฟัน
ประโยชน์ด้านอื่น  ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับตามตามอาคารสถานที่ทั้งภายในอาคารและภายนอกอาคารให้ดูสวยงาม สดใส และยังช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้

การขยายพันธุ์  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ต้นแววมยุราเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่อากาศอบอุ่นมีร่มหรือกึ่งร่ม ไม่ชอบโดนแสงแดดโดยตรง ชอบดินร่วนปนทรายที่มีความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดีไม่มีน้ำขัง ค่า pH ของดินควรอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 อุณหภูมิ 21-25 องศาเซลเซียส จะทำให้ต้นแววมยุราทนทานต่อโรคและศัตรูพืช ออกดอกมาก


bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Karanda)

มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Karanda)
มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Karanda) เป็นผลไม้สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีรสเปรี้ยว ในประเทศไทยผลไม้ชนิดนี้มีมาตั้งแต่โบราณ คนโบราณถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ช่วยรักษาโรคได้หลายชนิดและช่วยในการซ่อมแซมร่างกาย และยังเป็นพืชที่อยู่ในวรรณคดีไทย เรื่อง นางสิบสอง ตอน พระรถเมรี อีกด้วย มะม่วงหาว

มะนาวโห่ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Carissa carandas อยู่ในวงศ์ Apocynaceae  สกุล Carissa  และอยู่ในสปีชีส์ C.carandas  การกระจายพันธุ์คาดว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย สามารถพบได้ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า จีน  และไทย

มะม่วงหาวมะนาวโห่ จะถูกเรียกชื่อตามแต่ละท้องถิ่น เช่น มะนาวไม่รู้โห่  มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่  มะนาวโห่ ต้นหนามแดง  เป็นต้น

ลักษณะของมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ลำต้น ขยายแตกกิ่งก้านและตามกิ่งก้านจะมีหนามแหลมยาว ลำต้นกลม เป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว ผิวลำต้นเรียบสีน้ำตาลอมเทา และมียางสีขาว ใบ จะออกเป็นใบเดี่ยวรูปวงรีปลายและโคนของใบจะมน ขอบใบเรียบ ใบเรียบเป็นมัน ดอก จะออกเป็นช่อสีขาวและมีขนาดเล็กก้านดอกสั้น ดอกแทงออกมาจากซอกใบตามใบกิ่ง กลีบดอกป็นรูปหอก ผล จะเป็นรูปวงรีขนาดเท่านิ้วโป้งมีสีแดงเหมือนมะเขือเทศราชินี มีรสเปรี้ยวมาก ออกเป็นพวง เมื่อผลแก่จะมีสีดำรสเปรี้ยวอมหวาน ผิวเปลือกบางเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มียางสีขาว รับประทานได้ทั้งสีแดงและสีดำและมีเมล็ดขนาดเล็กแข็งอยู่ข้างใน 

ราก จะเป็นระบบรากแก้ว แทงรากลึก มีรากฝอยรากแขนงออกตามแนวราบมีสีน้ำตาล

ประโยชน์ของต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่  ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นผลไม้รสเปรี้ยว ทำให้มีวิตามินซีสูง นอกจากนี้ยังมี วิตามินเอ วิตามินบี3 บี1 บี5 บี6 บี9 บี12 มีแคลเซียม โปรตีน ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต เส้นใย พลังงาน ไขมัน โซเดียม ฟอสฟอรัส 

ทั้งนี้ยังช่วยลดอาการเจ็บคอ คอแห้ง แก้ไข้ ช่วยถอนพิษไข้ ช่วยดับพิษร้อน แก้ไอ แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ปวดหู ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย แก้โรคลักปิดลักเปิด  ช่วยขับถ่ายพยาธิ ช่วยรักษาแผลเบาหวาน รักษาโรคผิวหนัง แก้คันตามผิวหนัง รักษาอัมพาต ช่วยบำรุงผิวพรรณ  ป้องกันโรคมือท้าชา ป้องกันโรคถุงลมโป่งพอง ป้องกันโรคภูมิแพ้ แก้เลือดออกตามไรฟัน ป้องกันโรคตับ ต้านโรคมะเร็ง ช่วยรัษาโรคตาปลา ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงกระพาะ  รักษากลากเกลื้อน

ช่วยบรรเทาอาการของโรคเกาต์และไทรอยด์  รวมทั้งยังช่วยสมานแผลฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย

การขยายพันธุ์  มะม่วงหาวมะนาวโห่สามารถขึ้นได้กับสภาพดินทุกชนิด แต่จะชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินที่มีความชุ่มชื้น ชอบแสงแดด ทนแล้งได้ดี ปลูกได้โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง

ข้อควรระวัง สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานเด็ดขาด ส่วนผู้ที่เป็นโรคหัวใจโตไม่ควรรับประทานมากเพราะจะทำให้แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ควรเริ่มจากวันละ 1 ผลก่อน เพื่อปรับให้ร่างกายชินก่อน เมื่อไม่มีอาการจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละผล

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หญ้าหวาน (Stevia)

หญ้าหวาน (Stevia)
หญ้าหวาน (Stevia) เป็นพืชสมุนไพรรสชาติหวาน มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Stevia rebaudiana Bertoni เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ Asteraceae สกุล Stevia สปีชีส์ S.rebaudiana

หญ้าหวาน เป็นพืชพื้นเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปารากวัยและประเทศบลาซิล ต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้นำมาใช้อย่างแพร่หลาย ส่วนประเทศไทยของเราเพิ่งมีการใช้หญ้าหวานกันเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา หญ้าหวานเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศค่อนข้างเย็นจึงนิยมปลูกกันมากในภาคเหนือ 


หญ้าหวาน มีสารให้ความหวานที่ชื่อว่า สตีวิโอไซด์(Stevioside) สารนี้ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 150-300 เท่า และยังทนทานต่อกรดและความร้อนไม่ถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ 

ลักษณะของหญ้าหวาน หญ้าหวานเป็นพืชล้มลุกระยะยาว คล้ายๆต้นกะเพราและต้นแมงลัก  ลำต้นจะกลมและมีความแข็งแรง 


หญ้าหวาน เป็นพืชใบเลี้ยงคู่แต่แตกใบออกใบเดี่ยวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆตามลำต้นและกิ่ง เหนือซอกใบจะมียอดเล็กๆทั้ง 2 ข้าง ใบเป็นรูปวงรีโค้งเข้าหาปลายแหลม ใบมีสีเขยวสดและรสหวาน แผ่นใบเรียบ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย  ดอกจะออกเป็นช่อ ก้านดอกสั้นมีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกมีสีขาว(ยกเว้นฤดูฝนจะเป็นสีม่วง) ด้านในดอกจะมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาลและมีเกษรตัวเมียที่มีก้านเกสรสีขาวยื่นออกมาจากกลางดอก  ผลจะเป็นผลแห้งเล็กๆไม่แตก ด้านในจะมีเมล็ดสีดำมีขนปุยปกคลุมเป็นเมล็ดเดี่ยวจำนวนมาก

สรรพคุณหญ้าหวาน  หญ้าหวานมีสรรพคุณทางยา ช่วยลดน้ำตาลในเลือดเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  ช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือดและความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคอ้วน  ทั้งนี้ยังช่วยสมานแผลทั้งภายนอกและภายในทำให้แผลหายได้ไวขึ้น รวมทั้งทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น 


หญ้าหวาน มีความหวานแต่เป็นพืชที่ไม่ให้พลังงานจึงทำให้เหมาะกับการนำไปใช้ลดความอ้วนได้ดี สำหรับใครที่รู้สึกร่างกายไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงสามารถดื่มน้ำต้มหญ้าหวานเพื่อเพิ่มกำลังวังชาได้  ส่วนการใช้หญ้าหวานในการลดความดันโลหิตนั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ยิ่งถ้ามีการกินยาลดความดันโลหิตอยู่แล้วไม่ควรรับประทานหญ้าหวานควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกันกับผู้ที่เป็นความดันโลหิตต่ำไม่ควรรับประทานหญ้าหวาน

การขยายพันธุ์  สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งทางเมล็ดและการปักชำกิ่ง  การเพาะเมล็ดข้อดีคือ ทำได้เร็ว ลำต้นแตกกิ่งมาก ให้ผลผลิตสูงและให้ผลผลิตนานหลายปี ทนโรคทนแมลง  การปักชำ ข้อดีคือ ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ข้อเสียคือ ลำต้นแตกกิ่งน้อย อายุการให้ผลผลิตสั้น ลำต้นอ่อนแอไม่ทนโรคทนแมลง

ข้อควรระวัง
-สตรีตั้งครรภ์แลพะให้นมบุตรไม่ควรบริโภคหญ้าหวาน
-ผู้ป่วยเบาหวานเมื่อรับประทานหญ้าหวานให้หมั่นตรวจวัดน้ำตาลในเลือด
-ผู้ที่เป็นความดันโลหิตต่ำไม่ควรรับประทาน
-ผู้ที่แพ้พืชตระกูลเดียวกับหญ้า เช่น ดาวเรือง เบญจมาศ ไม่ควรบริโภคเพราอาจทำให้แพ้ได้
-รับประทานหญ้าหวานดิบอาจมีผลข้างเคียงกับไต ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจรวมทั้งหลอดเลือดได้


bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

อ้อยดำ (Saccharum sinense Roxb.)

อ้อยดำ
อ้อยดำ (Saccharum sinense Roxb.) หรือบางคนรู้จักในชื่อ อ้อยแดง อ้อยขม

อ้อยชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ saccharum sinense  อยู่ในวงศ์  Graminae

ความนิยม อ้อยชนิดนี้เป็นพืชพื้นบ้านของไทยคนไทยไม่นิยมนำมารับประทาน แต่นิยมนำมาทำเป็นยาสมุนไพร

ลักษณะของอ้อยดำ  อ้อยดำจัดเป็นไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ ลำต้นเหมือนอ้อยทั่วไปแต่จะมีสีม่วงแดงถึงดำ ลำต้นกลมยาว มีไขสีขาวเคลือบลำต้น มีข้อปล้องชัดเจน ผิวเรียบ  เปลือกมีสีแดงอมม่วง  ที่ข้อจะมีตา ลำต้นแข็งแรงเป็นมัน เปลือกของอ้อยดำมีรสขม  น้ำอ้อยไม่หวานเหมือนอ้อยทั่วไปและไม่ค่อยจะมีน้ำ “ใบ”จะเป็นใบเดี่ยวออกที่ข้อแบบเรียงสลับโคนของใบหุ้มลำต้น ใบเรียวยาวมีขนสากทั้ง 2 ด้านของใบ แผ่นใบมีสีม่วงเข้มมีไขสีขาวปกคลุม กลางใบเป็นร่อง ขอบใบจะคม  “ดอก”อ้อยดำจะออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอดของลำต้น จะออกดอกเมื่อก่เต็มที่ ช่อดอกจะมีดอกย่อยจำนวนมากสีขาวและมีขนยาว

เมื่อแก่จัดเมล็ดจะมีพู่ที่ปลายเมล็ดและร่วงลงพื้นหรือลอยไปตามลมเมื่อมีลมพัดมา  “ราก”จะมีรากอากาศออกตามข้อที่ลำต้น

อ้อยชนิดนี้ขึ้นได้กับสภาพดินทุกชนิด เป็นพืชที่ชอบน้ำแต่ก็ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี

การขยายพันธุ์ อ้อยดำขยายพันธุ์ได้ด้วยการตัดชำหรือแยกหน่อ

อ้อยดำมีสารสำคัญคือ แอลกอฮอล์ กรดอะมิโน แอสพาราจีน ฟีโนลิก เอสเตอร์ อีเทอร์อัลคาลอยด์ ส่วนรากอ้อยก็มีธาตุหลายชนิดเช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม กำมะถัน ทำให้อ้อยดำเหมาะต่อการนำมาทำยาสมุนไพร

สรรพคุณของอ้อยดำ
-ถ้านำลำต้นสด/แห้งของอ้อยดำมาต้มกินเป็นประจำจะช่วย ขับปัสสาวะ รักษาโรคนิ่ว อาการไอ แก้ไข คอแห้ง กระหายน้ำ แก้ปวดประจำเดือน ช้ำใน
-ถ้านำแก่นมาต้มดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ ยาฟอกเลือด แก้ช้ำบวม แก้เบาหวาน แก้ไข ขับเสมหะ
-เปลือก/ชานอ้อย แก้ตานขโมย แก้แผลเน่าเปื่อย แผลกดทับ แผลอักเสบ แผลเรื้อรัง ฝีหนอง
-น้ำอ้อย แก้ตัวร้อน แก้ร้อนใน บำรุงกำลัง บำรุงธาตุน้ำ แก้พิษตานซาง แก้เมาค้าง แก้ช้ำ แก้ท้องผูก แก้ไตพิการ แก้หนองใน แก้คลื่นไส้อาเจียน ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว บำรุงกระเพาะอาหาร แก้สะอึก บำรุงกำลัง แก้ขัดเบา แก้ตาฝ้าฟาง ทำให้เจริญอาหาร

ข้อควรระวัง อย่าใช้ในปริมาณที่มากเกินไป เพราะถ้าใช้มากเกินไปจะทำให้เกิดผลกระทบกับร่างกายได้
bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ผักชี (Coriander) หรือ ผักหอมป้อม

ผักชี (Coriander) หรือ ผักหอมป้อมในภาษาอีสาน เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Coriandrum sativum อยู่ในวงศ์ Apiaceae   ผักชีเป็นพืชผักสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน แต่ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดียและเอเชียตะวันตก

ลักษณะของผักชี  ผักชีมีลำต้นผอมเพียว ใบจะติดกับลำต้นและแตกย่อยจำนวนมาก ใบหยักมีขนาดเล็กน่ารักและดูสวยงามมักถูกนำมาตกแต่งหน้าตาอาหารให้ดูสวยงาม แต่ผักชีเป็นพืชที่มีกลิ่นแรง ด้วยความที่มีกลิ่นแรงจึงมักถูกนำมาเพิ่มกลิ่นหอมในอาหารหลายๆชนิด ช่อดอกย่อยมีสีขาวอมชมพู ผลรีค่อนข้างกลมเมื่อแก่จัดจะเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล

สรรพคุณด้านยาของผักชี  
ใบผักชี  ช่วยต่อต้านอาการชัก ช่วยแก้อาการวิงเวียนศรีษะ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย แก้อาการกระหายน้ำ แก้หวัด แก้ไอ ช่วยย่อยในระบบทางเดินอาหาร รักษาอาการอาหารเป็นพิษ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันเซลล์สมองจากการถูกทำลาย และยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา 
ต้นสดผักชี ช่วยขับผื่นหัดให้ออกเร็วขึ้น ขับเหงื่อ ขับลม กระตุ้นกระเพาะอาหารและลำไส้ให้ขับน้ำดีและน้ำย่อยให้ออกมามากขึ้นช่วยให้เจริญอาหาร ละลายเสมหะและรักษาโรคริดสีดวงทวาร น้ำมันหอมระเหยของผักชีช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ดี และยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดจากการกินอาหารจำพวกปิ้งย่างได้อย่างดี
รากผักชี ช่วยขับพิษไข้อีดำอีแดง รักษาโรคหิด และอีสุกอีใส
ผล/เมล็ดผักชี  แก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก แก้บิด แก้อาการถ่ายเป็นเลือดถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยลดความดันโลหิตได้ 

สรรพคุณด้านความงาม  ผักชีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ชะลอความแก่   มีสารเบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงสายตาทำให้การทำงานของสายตาเป็นไปอย่างปกติสายตาไม่ฝ้าฟาง การทานผักชีเป็นประจำก็ช่วยเรื่องการรักษาสิวเพราะจะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และยังมีฟลาโวนอยด์ แลคโตน ฟีโนลิก แทนนิน  วิตามินเอ เกลือแร่อีกด้วย

ผักชีกับอาหาร 
ใบผักชี  ผักชีมีรสชาติที่เข้ากันได้ดีกับอาหารที่มีรสเปรี้ยวยิ่งเมนูยำ  ต้มยำ จะสามารถชูรสได้เป็นอย่างดี ผักชียังสามารถช่วยดับความคาวได้ดี  หรือจะนำผักชีมากินเป็นกับแกล้มเพื่อตัดรสชาติก็ได้ เช่น แกล้มกับสาคู  ข้าเกรียบปากหม้อ  ไส้กรอกอีสาน นำมาสับใส่น้ำจิ้มก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มหวาน น้ำจิ้มซีฟู๊ดก็ฮอตอร่อยไม่แพ้กัน และยังนำมาตกแต่งอาหารเพื่อความสวยงาม หรือจะใส่เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้กับน้ำซุปและแกงก็ได้
รากผักชี รากผักชีโขลกกับกระเทียมพริกไทยนำมาหมักเนื้อสัตว์จะทำให้รสชาติมีชั้นเชิงกว่าเดิม  ผักชียังสามารถช่วยดับความคาวได้ดี  หรือจะนำมาโขลกกับเครื่องแกงให้เครื่องแกงมีความเข้มข้นมีรสชาติที่นุ่มลึก ตัดกับความเผ็ดจัดจ้านของสมุนไพรอื่นๆได้ดี  นอกจากนี้รากผักชียังเป็นส่วนประกอบของเครื่องพะโล้ และน้ำซุปต่างๆ เพราะช่วยดึงรสชาติของน้ำซุปออกมาได้เป็นอย่างดี

เมล็ดผักชี  สามารถนำมาเป็นเครื่องเทศได้ดียิ่งนำมาคั่วจะทำให้รสชาติของเมล็ดชัดเจนยิ่งขึ้น นำมาแกงตำให้ละเอียดใส่ในพริกแกงก็ได้ หรือจะนำไปใส่ในลาบ ก้อย แหนบ ก็จะยิ่งอร่อยมากขึ้น

ข้อควรระวัง  คนที่แพ้ผักที่มีกลิ่นฉุนไม่ควรกินผักชี   ผักชีมีกลิ่นฉุนไม่ควรกินในปริมาณมากๆเพราะจะทำให้กลิ่นตัวแรงขึ้น ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรทานในปริมาณที่มากเกินไปเพราะในผักชีมีโพแทสเซียมสูงจะทำให้เกิดอันตรายได้

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ข้าวโพด ราชินีทับทิมสยาม (Siam Ruby Queen)

ข้าวโพด ราชินีทับทิมสยาม (Siam Ruby Queen)  เป็นข้าวโพดหวานที่มีลักษณะพิเศษคือเมล็ดข้าวโพดเป็นสีแดงค่ะ ข้าวโพดชนิดนี้ถูกปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์โดย ดร.ทวีศักดิ์  ภู่หล่ำ  อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งท่านอาจารย์มีผลงานมากมายเป็นที่รู้จักกันดีและท่านยังเป็น 1 ใน 5 ของนักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดระดับโลกอีกด้วยนะคะ

ราชินีทับทิมสยาม ถือได้ว่าเป็นข้าวโพดหวานพันธุ์สีแดงพันธุ์แรกของโลกและที่สำคัญเกิดจากการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์โดยฝีมือคนไทยเราเองค่ะ จุดเด่นของ ราชินีทับทิมสยาม นอกจากจะมีสีแดงสดใสแล้วยังมีรสชาติที่แปลกใหม่ ทั้งยังสามารถรับประทานสดๆเหมือนผลไม้ทั่วๆไปได้เลย  จะทำให้ได้รสชาติหวานกรอบ อร่อย

การปรับปรุงพันธุ์ของ ราชินีทับทิมสยาม ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพหรือการตัดต่อยีนใดๆแต่ใช้การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม (conventional breeding) คือ การผสมพันธุ์ระหว่างต้นพ่อกับต้นแม่ด้วยมือ (hand pollination ง่ายๆเลยคือ การเอามือช่วยผสมเกสรจากต้นนึงไปอีกต้นนึงนั่นเองค่ะ แต่ถ้ายังสงสัยตาม Google ไปดูเรื่องกฏของเมนเดลเลยค่า)เพื่อรวมลักษณะที่ดีของพ่อแม่มาไว้ในรุ่นลูกตามเป้าหมาย
ราชินีทับทิมสยาม มีปริมาณสารแอนโทไซยานิน (anthocyanin)สูง ซึ่งเป็นสารรงควัตถุสี ม่วง แดง และเป็นสารตัวเดียวกันที่มีอยู่ในดอกอัญชัญซึ่งมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง นอกจากนี้ยังมี ไลโคปีน ไฟเบอร์ เกลือแร่ และวิตามินอื่นๆอีกมาก

ราชินีทับทิมสยาม มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นข้าวโพดข้าวเหนียวแต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะคะ ราชินีทับทิมสยามคือข้าวโพดหวานที่มีลักษณะพิเศษคือเป็นข้าวโพดสีแดงค่ะ

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

มันสำปะหลัง มัน5นาที


มันสำปะหลัง มัน5นาที
มันสำปะหลัง มัน5นาที  เป็นมันพันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกกันมานานมันชนิดนี้จะนิยมปลูกไว้เพื่อรับประทานเพราะเนื้อจะร่วนเหมาะกับการทำขนมหวานหรือจะย่างไฟเผาไฟก็อร่อย

ลักษณะของมัน5นาที ลำต้นจะตั้งตรง ต้นสูง ลำต้นมีสีน้ำตาลเข้ม มีการแตกกิ่งสูงและก้านใบจะมีสีแดง ส่วนหัวมันเปลือกนอกจะมีสีน้ำตาลเข้มผิวเปลือกจะหยาบไม่เหมือนมันสำปะหลังทั่วไป ถัดมาเปลือกจะมีสีชมพูค่อนไปทางม่วง เนื้อด้านในสีขาว หัวมันมีรูปร่างเรียวยาวปอกเปลือกง่าย

ส่วนที่มาของชื่อ มันห้านาที นั้นเพราะว่ามันชนิดนี้ใช้ความร้อนในการทำให้สุกได้ด้วยระยะเวลาสั้นๆเพียง 5 นาทีเท่านั้นเองค่ะ

การปลูกมันห้านาทีสามารถปลูกได้ง่ายๆเหมือนการปลูกมันสำปะหลังทั่วๆไปคือ เตรียมดินผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วยกร่องให้สูงขึ้นทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ หลังจากนั้นตัดท่อนพันธุ์เป็นท่อนๆความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร  แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืนแล้วค่อยเสียบลงไปที่แปลงที่เตรียมไว้ได้เลย ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30-40 เซนติเมตร ควรปลูกช่วงก่อนจะเข้าฤดูฝนเพราะมันห้านาทีนี้มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 5-8 เดือน ซึ่งจะตรงกับช่วงฤดูหนาวพอดีจะได้มีมันเผาอร่อยๆกินกันค่ะ  มันห้านาทีถ้าปล่อยทิ้งไว้เกิน 1 ปี หัวมันจะไม่มีแป้งจะกลายเป็นเส้นใยและเน่าค่ะ

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หญ้ารีแพร์ (Barbed grass ) และสรรพคุณ


หญ้ารีแพร์ (Barbed grass )หรือภาษาอีสาน เรียกกันว่า หญ้าหีหยุ่ม (หญ้าหียุ่ม) เราจะพบหญ้าชนิดนี้ได้มากในพื้นที่ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น  ที่ราบเชิงเขาสูงของภาคอีสาน


หญ้ารีแพร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Centotheca lappacea (L.) Desv.  ซึ่งเป็นพืชในวงศ์ Poaceae จัดอยู่ในพืชตระกูลไผ่ค่ะ

สรรพคุณของหญ้ารีแพร์
ในหญ้ารีแพร์จะมีสารที่ชื่อว่า ซิลิกา (Silica) ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของคอลลาเจนและน้ำไขข้อในร่างกายคนเราถ้าหากขาดสารตัวนี้จะทำให้ร่างกายแก่ก่อนวัย  นอกจากนี้สารซิลิกา ยังช่วยในเรื่องการรักษาสมดุล ซ่อมแซมโครงสร้างของกระดูกกล้ามเนื้อในร่างกาย  ช่วยฟื้นฟูรักษาบาทแผลให้หายเร็วขึ้น ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างคอลลาเจนในเซลล์ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ เต่งตึง รวมถึงช่วยให้ช่องคลอดของหญิงที่ผ่านการคลอดลูกมาแล้วมีความกระชับฟิตเปี๊ยะ และยังช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วลดการหย่อนยานของมดลูกทั้งในสตรีหลังคลอด และผู้ที่ยังไม่มีบุตร อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...