แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หญ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หญ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หญ้าหวาน (Stevia)

หญ้าหวาน (Stevia)
หญ้าหวาน (Stevia) เป็นพืชสมุนไพรรสชาติหวาน มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Stevia rebaudiana Bertoni เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ Asteraceae สกุล Stevia สปีชีส์ S.rebaudiana

หญ้าหวาน เป็นพืชพื้นเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปารากวัยและประเทศบลาซิล ต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้นำมาใช้อย่างแพร่หลาย ส่วนประเทศไทยของเราเพิ่งมีการใช้หญ้าหวานกันเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา หญ้าหวานเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศค่อนข้างเย็นจึงนิยมปลูกกันมากในภาคเหนือ 


หญ้าหวาน มีสารให้ความหวานที่ชื่อว่า สตีวิโอไซด์(Stevioside) สารนี้ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 150-300 เท่า และยังทนทานต่อกรดและความร้อนไม่ถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ 

ลักษณะของหญ้าหวาน หญ้าหวานเป็นพืชล้มลุกระยะยาว คล้ายๆต้นกะเพราและต้นแมงลัก  ลำต้นจะกลมและมีความแข็งแรง 


หญ้าหวาน เป็นพืชใบเลี้ยงคู่แต่แตกใบออกใบเดี่ยวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆตามลำต้นและกิ่ง เหนือซอกใบจะมียอดเล็กๆทั้ง 2 ข้าง ใบเป็นรูปวงรีโค้งเข้าหาปลายแหลม ใบมีสีเขยวสดและรสหวาน แผ่นใบเรียบ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย  ดอกจะออกเป็นช่อ ก้านดอกสั้นมีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกมีสีขาว(ยกเว้นฤดูฝนจะเป็นสีม่วง) ด้านในดอกจะมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาลและมีเกษรตัวเมียที่มีก้านเกสรสีขาวยื่นออกมาจากกลางดอก  ผลจะเป็นผลแห้งเล็กๆไม่แตก ด้านในจะมีเมล็ดสีดำมีขนปุยปกคลุมเป็นเมล็ดเดี่ยวจำนวนมาก

สรรพคุณหญ้าหวาน  หญ้าหวานมีสรรพคุณทางยา ช่วยลดน้ำตาลในเลือดเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  ช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือดและความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคอ้วน  ทั้งนี้ยังช่วยสมานแผลทั้งภายนอกและภายในทำให้แผลหายได้ไวขึ้น รวมทั้งทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น 


หญ้าหวาน มีความหวานแต่เป็นพืชที่ไม่ให้พลังงานจึงทำให้เหมาะกับการนำไปใช้ลดความอ้วนได้ดี สำหรับใครที่รู้สึกร่างกายไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงสามารถดื่มน้ำต้มหญ้าหวานเพื่อเพิ่มกำลังวังชาได้  ส่วนการใช้หญ้าหวานในการลดความดันโลหิตนั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ยิ่งถ้ามีการกินยาลดความดันโลหิตอยู่แล้วไม่ควรรับประทานหญ้าหวานควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกันกับผู้ที่เป็นความดันโลหิตต่ำไม่ควรรับประทานหญ้าหวาน

การขยายพันธุ์  สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งทางเมล็ดและการปักชำกิ่ง  การเพาะเมล็ดข้อดีคือ ทำได้เร็ว ลำต้นแตกกิ่งมาก ให้ผลผลิตสูงและให้ผลผลิตนานหลายปี ทนโรคทนแมลง  การปักชำ ข้อดีคือ ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ข้อเสียคือ ลำต้นแตกกิ่งน้อย อายุการให้ผลผลิตสั้น ลำต้นอ่อนแอไม่ทนโรคทนแมลง

ข้อควรระวัง
-สตรีตั้งครรภ์แลพะให้นมบุตรไม่ควรบริโภคหญ้าหวาน
-ผู้ป่วยเบาหวานเมื่อรับประทานหญ้าหวานให้หมั่นตรวจวัดน้ำตาลในเลือด
-ผู้ที่เป็นความดันโลหิตต่ำไม่ควรรับประทาน
-ผู้ที่แพ้พืชตระกูลเดียวกับหญ้า เช่น ดาวเรือง เบญจมาศ ไม่ควรบริโภคเพราอาจทำให้แพ้ได้
-รับประทานหญ้าหวานดิบอาจมีผลข้างเคียงกับไต ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจรวมทั้งหลอดเลือดได้


bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดอกหงอนนาค

ชื่ออื่นๆ : น้ำค้างกลางเที่ยง หญ้าหงอนเงือก หงอนเงือก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murdannia giganteum ( Vahl. ) Br.

ลำต้น : สูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นอวบน้ำ ใบรูปดาบ กว้าง 4.12 มม. ยาว 15-40 ซม. ออกสลับรอบข้อที่ผิวดิน

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด ดอกสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก กลีบดอก 3 กลีบ กลีบตรงกลางด้านบนจะตั้งฉากกับกลีบด้านข้างทั้ง 2 กลีบ ยามเช้าจะหุบดอก แล้วจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่

แหล่งที่พบ : ขึ้นบริเวณลานดินทรายที่มีน้ำขังหรือทุ่งหญ้าป่าสนบนภูเขาสูงๆ ที่ชุ่มชื้น จุดที่มีหงอนนาคทุ่งใหญ่ที่สุดของไทยอยู่ที่ภูสอยดาว นอกจากนี้ยังพบได้อีกหลายแห่งเช่น เขาสมอปูน ทุ่งโนนสน เขาใหญ่ และอีกหลายที่

ช่วงเวลาออกดอก ส.ค. - ต.ค.




วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พยัพเมฆ

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าหนวดแมว (ไทย)

ชื่อสามัญ : Java Tea, Kidney Tea Plant, Cat is Wiskers

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.

วงศ์ : LABIATAE

ลักษณะทั่วไป :


ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นนั้นจะมีความสูงประมาณ 50-100 ซม. ต้นกิ่งอ่อน จะเป็นสี่เหลี่ยม

ใบ : จะออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะใบนั้นขอบใบจักเป็นสีเขียวเข้ม ตรงปลายใบจะสอบเรียวและแหลม ส่วนตรงโคนใบจะสอบแหลม ตรงกลางนั้นจะกว้างมาก

ดอก : จะออกดอกตรงปลายยอด เป็นสีขาวอมม่วงเรื่อ ๆ มีความยาวประมาณ 20-25 ซม. ดอกจะออกเป็นชั้น ๆ ตามก้านช่อดอกชั้นละประมาณ 6 ดอก มีลักษณะคล้ายดอกกะเพราะ หรือดอกโหระพา

เกสร : เกสรตัวผู้จะมีอยู่ประมาณ 4 อัน จะยาวยื่นออกมาพันกลีบดอก มีลักษณะคล้ายหนวดแมว ส่วนเกสรตัวเมียจะมีอยู่ 1 อัน แต่ยาวกว่าเกสรตัวผู้

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ เป็นยา

สรรพคุณ : ใบ ใช้รักษาโรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคคุดทะราด ใช้ใบกับกิ่งต้มอาบ รักษาโรคหนองใน โดยการใช้กิ่งและใบต้มสารส้มกินวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

อื่น ๆ : พรรณไม้ชนิดนี้ที่ใบจะมีสาร Orthosiphonin และเกลือของโปแตสเซี่ยมจะช่วยทำให้ Uric acid และเกลือ urate ไม่ไปสะสมที่ใด

ถิ่น ที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย พม่า แหลมอินโดจีน หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค ชะวา ฟิลิปปินส์ และทวีปออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไป บางบ้านมักจะปลูกไว้เป็นไม้ประดับ หรือปลูกตามวัดใช้เป็นยา

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา : ใบนั้นจะประกอบด้วยเกลือของโปแตสเซี่ยม ในปริมาณที่สูง จึงมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะในคนไข้ที่เป็นโรคไต และโรคบวมน้ำ (edema) โดยการใช้ใบทำเป็นยาชงดื่มแทนน้ำ และยังเป็นยาบรรเทาอาการปวด และอาการบวมตามข้อได้ สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานให้ดื่มน้ำสกัดจากใบจะทำให้ปริมาณของน้ำตาลใน เลือดลดลง และจะทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงด้วย




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หญ้าลิ้นงู


หญ้าลิ้นงู

ชื่ออื่น ๆ : สุ่ยเฉียบฉ่าว (จีนกลาง), จุ่ยจี้เช่า (แต้จิ๋ว)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oldenlandia corymbosa Linn (Hedyotis” corymbosa Lam.)

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นเลื้อยยาว ประมาณ 6-20 นิ้ว ลำต้นมีลักษณะเรียบเกลี้ยง
เล็กยาว และแตกกิ่งก้านสาขาออกมาก

ใบ : ใบมีลักษณะแหลมเรียวเล็ก ไม่มีก้านใบ หูใบมีขนาดเล็กขนาดของใบยาวเพียง 0.5-1 นิ้ว กว้าง 1.5-3.5 มม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ๆ หนึ่งมีประมาณ 2-4 ดอก แยกออกกันเป็นคู่ ๆ ออกตามบริเวณง่ามใบ ลักาณะของดอกมีกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอก มีสีขาวเป็นรูปกรวยแยก ปลายแยก เป็น 4 กลีบ ดอกบานเต็มที่มีขนาดโตประมาณ 2.5 มม. ก้านดอกยาวประมาณ 0.6-2 ซม.

ผล : ผลมีลักษณะเป็นสันสี่มุม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 มม. เปลือกนอกแข็งไม่แตก ข้างในผลมีเมล็ดเล็กเล็ก เป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามที่ที่มีความชื้นแฉะ เจริญเติบโตได้ดี ในดินอุดมร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้น ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้มาเลเรีย เป็นลำไส้อักเสบ หรือใช้ลำต้นสด ต้มเอาน้ำใช้ล้างแผลฝีบวม ไฟไหม้น้ำร้อนลวก เป็นต้น





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หญ้าแพรก

หญ้าแพรก

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าแผด (ภาคเหนือ), หนอเก่เค (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ทิซั่วเช่า (จีน)

ชื่อสามัญ : Dub grass, Florida grass, Bermuda grass, Bahana grass, Scutch grass, Creeping-cynodon, Wire grass

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cynodon dactylon Pers.

วงศ์ : GRAMINEAE

ลักษณะ ทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ประเภทเดียวกับหญ้า แตกกิ่งก้าน เลื้อยปกคลุมดินยาวประมาณ 1 เมตร และลำต้นที่ชูตั้งขึ้นสูงประมาณ 4-12 นิ้ว ลักษณะของลำต้นเป็นข้อ และมีรากงอกออกมา

ใบ : ใบออกที่ข้อลำต้นตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นเส้นยาว โคนใบมีขนสั้น ปลายใบแหลมยาว ขนาดของใบมีความยาวประมาณ 1-6 ซม. กว้างประมาณ 1-3 มม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีช่อดอกย่อยอีกประมาณ 3-6 ช่อ ลักษณะของช่อดอกย่อย เป็นเส้นมีสีเขียวอมเทา หรือสีม่วงยาวประมาณ 1-2 นิ้ว และลักษณะของดอกย่อยจะออกเรียงกันเป็นแถว

ผล : เมื่อดอกร่วงก็จะติดผล มีขนาดยาวประมาณ 1 มม.

การ ขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบขึ้นเอง ตามที่ว่างริมถนน หรือบริเวณสนามหญ้า ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ต้องการความชื้นในปริมาณค่อนข้างมาก ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด กิ่ง และราก

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ราก

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นสด ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ ขับลม อาเจียนเป็นเลือด แก้อัมพาต ปวดเมื่อยกระดูก แก้โรคเบาหวาน ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ริดสีดวงทวาร หรือใช้ลำต้นสดนำมาตำให้คั้นเอาน้ำและกาก ทา หรือพอกแก้ปวดข้อ ช่วยห้ามเลือด พิษไข้มีผื่นต่าง ๆ เช่น เป็นหัด เหือด อีสุกอีใส ดำแดง เป็นต้น

ราก ใช้รากแห้งประมาณ 60 กรัมนำมาต้ม หรือบดให้ละเอียด ใช้กินเป็นยาแก้โรคหนองเรื้อรัง ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ซิฟิลิสในระยะออกดอก ริดสีดวงทวารมีเลือดออก และเป็นยาแก้บวมน้ำ เป็นต้น

ข้อมูล ทางเภสัชวิทยา : 1. จากการทดลองฉีดอัลคาลอยด์ ของหญ้าแพรก ในปริมาณ 2.5 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ฉีดเข้าในหลอดโลหิตดำ ของกระต่าย ผลปรากฏว่าเลือดจากบาดแผลของกระต่ายเกิดการแข็งตัวขึ้น
และเลือดหยุดไหลได้เร็วขึ้น

2. จากการสกัดลำต้นของหญ้าแพรก ด้วยอีเธอร์ จะได้สารที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa, Streptococcus faecalis Salmonella typhi, Shigella dysenteriae, Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis แต่สารที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งมีการทดลองกับ Vaccinia virus




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้าพันงูแดง

หญ้าพันงูแดง

ชื่ออื่น ๆ : ****งูน้อย (ภาคเหนือ), พันงูแดง (ภาคกลาง), อั้งเกยซั้งพี (จีน-แต้จิ๋ว)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyathula prostrata (Linn.) Bl.

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ลักษณะ ทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลำต้นสูงประมาณ 1-2.5 ฟุต ลำต้นมีลักษณะเป็นข้อ มีสีแดง ผิวเปลือกลำต้นเรียบเกลี้ยง หรือมีขนเล็กน้อย

ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นเหลี่ยม โคนใบมน ปลายใบแหลม ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-5 ซม. ยาวประมาณ 2.3-9 ซม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ตั้งตรงตามบริเวณปลายยอด ช่อดอกยาวประมาณ 7.5-18 นิ้ว ลักษณะของดอกมีสีเขียวอ่อน ปลายช่อมีดอกออกเป็นกระจุกรวมกัน โคนช่อจะมีดอกห่างกัน

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามพื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ ขึ้นเองตามธรรมชาติ

ส่วนที่ใช้ : ทั้งลำต้น

สรรพคุณ : ทั้งลำต้น ใช้ลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ แก้เบื่อเมา แก้บิด ขับโลหิต แก้นิ่ว ขับเสมหะ หรือใช้ภายนอกมาตำพอก หรือทาแก้โรคผิวหนัง ถูกตะขาบกัด เป็นต้น




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้าพันงูขาว

หญ้าพันงูขาว

ชื่ออื่น ๆ : พันงูเล็ก, พันงูขาว, หญ้าท้อง (ภาคกลาง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Achyranthes aspera Linn.

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป


ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีลำต้นตั้งตรง ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาจากโคนลำต้นนั้น
มีขนนุ่มขึ้นทั่วไป

ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปยาวรี หรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบแหลม หรือป้าน ริมขอบใบเรียบ ไม่มีหยัก

ดอก : ดอกออกเป็นช่อตั้งตรง ในช่อดอกนั้น มี หนามเป็นมันมีสีม่วง หรือสีแดง กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีขาวเมื่อแก่ ดอกนั้นก็จะกลายเป็นหนามแหลม

ผล : ผลมีลักษณะเป็นหนามแหลม

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบขึ้นตามบริเวณ ที่รกร้าง และในที่ที่มี ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ดอก ราก

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย บำรุงธาตุ แก้โรคริดสีดวงทวาร แก้ท้องร่วง โรคเกี่ยวกับปอด โรคซิฟิลิส และแก้นิ่ว เป็นต้น

ดอก ใช้เป็นยาแก้ขับเสมหะ

ราก ใช้รากนำมาต้ม เอาน้ำกินเป็นยาแก้นิ่ว




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้างวงช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Heliotropium indicum L.

ชื่อวงศ์ Boraginaceae

ชื่ออื่นๆ หงายงวงช้าง (ศรีราชา),หญ้างวงช้างน้อย (พายัพ),กุนอกาโม (มลายูตานี) :ไต่บ๋วยเอี้ยว,เฉี่ยผี่เช่า,เงียวบ๋วยเช่า (จีน)

ลักษณะต้น

เป็นพืชล้มลุกเกิดตอนฤดูฝน ถึงหน้าแล้งตาย สูง 15-50 เซนติเมตร มีขนหยาบๆ ปกคลุมทั้งต้น

ใบ ออกสลับกัน ลักษณะทรงกลมรีหรือป้อมๆ ปลายใบแหลมสั้น กลางใบกว้างออก ฐานใบเรียวต่อลงมาถึงก้านใบ ตัวใบยาว 3-8 เซนติเมตร มีขน ผิวใบมีรอยย่นขรุขระ ขอบใบมีรอยหยักเป็นคลื่น ช่อดอกเกิดที่ยอดหรือซอกใบ ยาว 3-10 เซนติเมตร

ดอก เกิดอยู่ทางด้านบนด้านเดียว บานจากโคนไปปลายช่อดอก ปลายช่อโค้งงอคล้ายงวงช้างชูขึ้น กลีบเลี้ยงสีเขียว มี 5 กลีบ กลีบดอกสีฟ้าใกล้ขาวติดกันเป็นหลอด ที่ขอบมีรอยแยกตื้นๆ แบ่งเป็น 5 กลีบบานออกกลีบดอก ประมาณ 5 มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-3.5 มิลลิเมตร มีเกสรตัวผู้ 5 อันติดอยู่ ด้านในมีก้านเกสรตัวเมีย 1 อัน รังไข่เป็นรูปจานแบนๆ ผลยาว 4-5 มิลลิเมตร เกิดจากการที่รังไข่ 2 อันรวมตัวติดกัน

มักพบตามที่ชื้นแฉะ เช่น ตามริมแม่น้ำ ลำคลอง หรือทางน้ำ แหล่งน้ำต่างๆ ท้องนาหรือตามที่รกร้างต่างๆ ตามวัดวาอารามทั่วๆ ไป และมีปลูกเก็บมาขายเป็นยาสดตามสวนยาจีนต่างๆ

การเก็บมาใช้

เก็บทั้งต้นที่เจริญเต็มที่ มีดอก ล้างให้สะอาด ใช้สดหรือตากแห้ง เก็บเอาไว้ใช้ก็ได้

สรรพคุณ

ทั้งต้น รสขมสุขุม ใช้เป็นยาเย็น แก้กระหายน้ำ ดับร้อนใน ขับปัสสาวะ แก้บวม แก้พิษปอดอักเสบ มีหนองในช่องหุ้มปอด เจ็บคอ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เด็กตกใจในเวลากลางคืนบ่อยๆ ปากเปื่อย แผลบวม มีหนอง และแก้ตาฟาง




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หญ้าไข่เหา

ชื่อพื้นบ้านอีสาน หญ้าไข่เหา, นกเขา, สร้อยนกเขา

ชื่อทั่วไป หญ้าไข่เหา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Mollugo pentaphylla Linn.

วงศ์ Aizoaceae


ชื่อสามัญ หญ้าไข่เหา ( ลำปาง )

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเกษตร เป็นพืชค้างปี (annual) พบขึ้นอยู่ตามชายป่า ใต้ที่ร่มและชุ่มชื้น มีกิ่งแขนงแตกออกจากซอกใบจำนวนมาก ลำต้นทอดเลื้อยปลายยอดตั้งชันขึ้น (ascending) ความสูงของต้น 71.28- 145.18 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 3.95- 7.67 มิลลิเมตร ลำต้นกลมและค่อนข้างเหนียว สีเขียวเข้มผิวมัน มีขนสีขาวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตรปกคลุมจำนวนมาก ข้อ (node) สีเขียวมีขนสีขาวคลุมรอบๆหนาแน่น ลักษณะของข้อพองออกเล็กน้อย ข้อที่แตะดินไม่มีรากงอก ใบเป็นแบบรูปใบหอก (lanceolate) โคนใบมน แผ่นใบกว้าง ปลายใบเรียวแหลม (acuminate) ใบยาว 23.29- 27.43 เซนติเมตร กว้าง 1.62- 1.96 เซนติเมตร เส้นกลางใบ (mid rib) ด้านหน้าใบจากโคนใบถึงกลางใบเป็นร่องเห็นชัดเจน ด้านหลังใบเป็นสันเล็กค่อนข้างแข็ง สีใบเขียวเข้ม ผิวใบค่อนข้างหนาและนุ่ม มีขนสีขาวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตรปกคลุมหนาแน่น ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยถี่ (serrulate) กาบใบ (sheath) สีเขียวเข้มมีขนคลุมจำนวนมาก บริเวณขอบกาบใบมีขนยาว 3-4 มิลลิเมตรขึ้นอยู่จำนวนมาก กาบใบกลมหุ้มลำต้น ความยาวกาบใบ 5.66- 7.66 เซนติเมตร ลิ้นใบ (ligule) เป็นแผ่นเยื่อขอบลุ่ยเป็นเส้นๆ (membranous frayed) ยอดอ่อนโผล่แบบม้วน (rolled in bud) ออกดอกช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อแยกแขนง (panicle) ช่อดอกมีช่อดอกย่อยจำนวนมาก กลุ่มดอกดกหนาแน่น ช่อดอกสดสีเขียวอมเหลืองอ่อนมีน้ำเหนียวจับจะติดมือ ช่อดอก (inflorescence) ยาว 21.0- 35.3 เซนติเมตร ส่วน Head ยาว 19.5- 26.5 เซนติเมตร ช่อดอกย่อยยาว 7.13- 11.53 เซนติเมตร กลุ่มดอกย่อย (spikelet) เกาะกันอยู่เป็นคู่ๆ มีก้านดอกยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร กลุ่มดอกย่อยรูปรี ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีกาบหุ้ม (glume) บนยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร glume ล่างยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร glume บนมีดอก (floret) ที่มี lemma และ palea หุ้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ (fertile) floret ล่างเป็นดอกหมัน (sterile) ดอกแก่ร่วงทั้งชุด

แหล่งที่พบและเก็บรวบรวมพันธุ์ พบขึ้นอยู่ในที่ร่มเงาและชุ่มชื้น ริมหนองน้ำ ดินร่วน ร่วนปนเหนียว พื้นที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 124- 442 เมตร เช่นเขตพื้นที่ตำบลบ้านโป่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล (PC 386, PC 585, SN 43 )

คุณค่าทางอาหาร อายุประมาณ 40 วัน มีค่า โปรตีน 12.90 เยื่อใยส่วน ADF 31.60 NDF 56.72 แคลเซียม 0.66 ฟอสฟอรัส 0.25 โปแตสเซียม 1.82 มิโมซีน 0.89 ไนเตรท 36.62 ppm. กรดออกซาลิค 0.82 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แทนนิน 0.50 เปอร์เซ็นต์
การใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับแทะเล็มของ โค กระบือ ปลูกขึ้นปรับตัวได้ดีในสภาพดินเหนียวเนื้อละเอียดและดินเหนียวปนลูกรัง



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แห้วหมู

แห้วหมู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyperus rotundus L.

วงศ์ : Cyperacear

ชื่อสามัญ : Nutgrass

ชื่ออื่น : หญ้าขนหมู

ลักษณะ : ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 20-40 ซม. มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวคล้ายหัวแห้วไทย แตกแขนงลำต้นเป็นเส้นแข็งเหนียวอยู่ใต้ดินและงอกเป็นหัวใหม่ได้ ใบเดี่ยว จำนวนมาก แทงออกจากหัวกว้าง 2-6 มม. ยาว 5-20 ซม. ดอกช่อ คล้ายดอกหญ้า สีน้ำตาลแดง แตกแขนงเป็น 4-10 กิ่ง ก้านช่อดอกเป็นสามเหลี่ยมตรง ผลเป็นผลแห้ง

ประโยชน์ทางสมุนไพร : ตำรายาไทยใช้หัวใต้ดินเป็นยาบำรุงหัวใจ ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ การทดลองในสัตว์พบฤทธิ์ขับปัสสาวะ ลดไข้ ลดความดันโลหิตและลดการอักเสบ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจาก a-cyperone นอกจากนี้พบฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรียชนิดฟัลซิพารัมในหลอดทดลองด้วย

การปลูก
แห้วหมูเป็นหญ้าที่พบเห็นโดยทั่วไป ปลูกโดยการใช้หัวหรือการไหลก็ได้
เป็นวัชพืชที่ไม่ส่งเสริมให้มีการปลูก

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
หัวหญ้าแห้วหมูเป็นน้ำมันหอมระเหย (Essential oil)
มีสารประกอบทางเคมีหลายชนิด จากรายงานพบว่ามีฤทธิ์ คลายอาการ เกร็งตัวของกล้ามเนื้อเรียบ และสารสกัดจากแอลกอฮอล์จากรากแห้วหมู
ทำให้มีการขับปัสสาวะมากขึ้น จากการที่มีน้ำมันหอมระเหยและลดการเกร็ง
ตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ทำให้ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียดได้ดี
กองวิจัยการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายงานว่าไม่มีพิษเฉียบพลัน

วิธีใช้
หัวหญ้าแห้วหมู ใช้เป็นยาแก้ท้องอืด
ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด โดยใช้หัวหญ้าแห้วหมู 1 กำมือ
(60-70 หัว หรือหนัก 15 กรัม) ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่มหรือใช้หัวสดครั้งละ
5 หัว โขลกให้แหลกผสมกับน้ำผึ้งรับประทานก็ได้ ความจริงไม่ต้องปลูกหญ้าแห้วหมูเลย
สามารถพบเห็นเสมอตามข้างถนนหนทางและ ตามพื้นที่ราบทั่วไป มีหญ้าแห้วหมูขึ้นอยู่เสมอ
หาได้ง่ายมาก
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...