แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตระกูลหญ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตระกูลหญ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้าเนเปียร์

หญ้าเนเปียร์ (Pennisetum purpureum)

เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี สายพันธุ์ที่นิยมปลูก คือ หญ้าเนเปียร์แคระ (P. purpureum. Cr. Mott.) หญ้าเนเปียร์ (ธรรมดา) และหญ้าเนเปียร์ลูกผสม (P. Purpureum x P. americanum) ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และหญ้าบาน่า หญ้าเนเปียร์แคระสูง 1- 2 เมตร แตกกอดี ใบมาก ส่วนหญ้าเนเปียร์ธรรมดา และเนเปียร์ลูกผสมสูง 3- 4 เมตร ทุกสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 3-4 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8–10 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน ไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ย่อยดินให้มีขนาดเล็กและร่วนซุย

การปลูก ปลูกได้ด้วยท่อนพันธุ์ ระยะปลูก 75x75 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ท่อน ให้ข้ออยู่ใต้ดินลึก 1- 2 นิ้ว ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ท่อนพันธุ์ 300- 500 กิโลกรัม

การใส่ปุ๋ย ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชภายหลังจากปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์ การตัดหญ้าเนเปียร์ไปเลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก และตัดหญ้าครั้งต่อไปทุก 30-45 วัน ช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดอายุน้อยกว่า 30 วัน โดยตัดชิดดิน หญ้าเนเปียร์เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ กระบือ ในรูปหญ้าสด หรือหญ้าหมัก ไม่เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง


วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้าโร้ด

หญ้าโร้ดส์ (Chloris gayana)

เป็นหญ้าอายุหลายปี ทนแล้งได้ดี ทนต่อสภาพน้ำขังได้เป็นครั้งคราว ทนต่อการแทะเล็มได้ดี ทนต่อสภาพดินเค็มได้ดีกว่าหญ้าอื่น ๆ หลายชนิด ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2.0-2.5 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8-10 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน ไถย่อยดินให้ละเอียด โดยการไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ

การปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่าน หรือปลูกเป็นแถวห่างกัน 50 เซนติเมตร เมล็ดพันธุ์หญ้าโร้ดมีขนและเบามากก่อนหว่านแนะนำให้ผสมเมล็ดพันธุ์กับขี้เลื้อยหรือทราย

การใส่ปุ๋ย ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์ การตัดหญ้าโร้ดไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10- 15 เซนติเมตร สำหรับการปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็ม ควรปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน หลังจากนั้นจึงทำการตัด หรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน ในช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดใช้ประโยชน์ได้ที่อายุน้อยกว่า 30 วัน หญ้าโร้ดเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก

หญ้าพลิแคทูลั่ม

หญ้าพลิแคทูลั่ม (Paspalum plicatulum)

เป็นหญ้าอายุหลายปี ต้นตั้งเป็นกอ เจริญเติบโตได้ในดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทนต่อสภาพแห้งแล้ง ทนน้ำท่วมขัง ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1.5-2.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 7-8 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน ไถย่อยดินให้ละเอียด โดยไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ

การปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่าน หรือปลูกเป็นแถว ๆ ห่างกัน 50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง
การกำจัดวัชพืช ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์ การตัดหญ้าพลิแคทูลั่มไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10- 15 เซนติเมตร สำหรับการปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มในแปลงหญ้า ควรปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน หลังจากนั้นจึงทำการตัด หรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน หญ้าพลิแคทูลั่มเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้ง หรือหญ้าหมัก

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้าอะตาตรัม

หญ้าอะตาตรัม Paspalum atratum

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี ลักษณะลำต้นตั้งเป็นกอสูงประมาณ 1-2 เมตร กอใหญ่ ใบกว้าง ถ้าปลูกในพื้นที่ซึ่ง มีสภาพแวดล้อม เหมาะสมจะมีใบดก ทนแล้งและทนน้ำท่วม ขังได้ดี ขยายพันธุ์ได้ทั้งเมล็ดและหน่อพันธุ์ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งประมาณ 3 - 4 ตันต่อไร่ต่อปี มีโปรตีน ประมาณ 7 - 8 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับปลูกเพื่อตัดสดเลี้ยงสัตว์

การเตรียมพื้นที่

หากปลูกด้วยเมล็ดควรเตรียมดินให้ดี โดยไถพรวน 2 - 3 ครั้ง

การปลูก

ปลูกโดยหยอดเมล็ดเป็นแถว อัตรา 2 ก.ก.ต่อไร่ ระยะห่างระหว่างแถว 30-50 ซ.ม. หรือใช้หน่อพันธุ์ปลูกระยะระหว่างต้นและ แถวห่างกัน 50 ซม.

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 ก.ก.ต่อไร่ นอกจากนี้ อาจมีการใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย เพื่อเพิ่มอินทรีย์ วัตถุในดิน ในการดูแลรักษาแปลงหญ้าหลังการตัด ทุกครั้งควรใส่ปุ่ยยูเรียในอัตรา 10 กก.ต่อไร่

การควบคุมวัชพืช

กำจัดวัชพืชครั้งแรก 3-4 สัปดาห์แรกหลังปลูก และกำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกอีก 2 เดือน

การใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์

การตัดเพื่อนำให้สัตว์กินควรตัดครั้งแรกเมื่อหญ้ามีอายุ 45-60 วัน หลังจากนั้นจึงจะทำการตัดทุก ๆ 25-30 วัน โดยตัดชิดดิน เหมาะที่จะใช้เลี้ยงโคกระบือในรูปหญ้าสด

การเก็บถนอมพืชอาหารสัตว์

สามารถเก็บถนอมในรูปหญ้าหมักได้



วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้าแพงโกล่า

หญ้าแพงโกล่า Digitaria eriantha

ลักษณะของหญ้า เป็นหญ้าที่มีลำต้นเล็ก ไม่มีขน มีอายุหลายปี ต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย ความยาว 40-64 เชนติเมตร มีปล้องประมาณ 7-13 ปล้อง ใบมีลักษณะเรียวเล็กยาวประมาณ 12-19 เชนติเมตร ใบกว้าง 4 มิลิเมตร ใบดกอ่อนนุ่ม เมื่ออายุมากลำต้นจะทอดไปตามผิวดิน มีรากและแตกหนอตามข้อ เป็นหญ้าอายุที่มีหลายปี ลำต้นเล็ก ไม่มีขน ใบเล็กเรียวยาว ใบดกอ่อนนุ่ม

การปลูก ใช้ท่อนพันธุ์อายุไม่น้อยกว่า 60 วัน อัตรา 250-300 กิโลกรัมต่อไร่

พื้นที่ลุ่ม ทำเทือกแบบนาหว่านน้ำตม ปรับระดับน้ำให้สูง 10-15 เซนติเมตร หว่านท่อนพันธุ์ให้ทั่วแปลง แล้วนาบกดท่อนพันธุ์ให้จมน้ำ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วระบายน้ำออก
พื้นที่ดอน หลังจากไถพรวนแล้ว ชักร่องห่างกัน 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร วางท่อนพันธุ์ 3-5 ท่อน เรียงต่อกันเป็นแถว ใช้ดินกลบเล็กน้อยและเหยียบให้แน่น

ปลูกได้ทั้งสภาพดินทรายถึงทนแล้ง ทนน้ำท่วมขัง แต่ไม่ชอบ ถ้าควบคุมน้ำได้จะให้ผลผลิตทั้งปี เจริญเติบโตดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน

การใส่ปุ๋ย ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ในแต่ละรอบของการตัดควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) 2 ครั้ง ๆ ละ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งแรกหลังตัด 1 วัน และครั้งที่ 2 หลังตัด 10-15 วัน
การกำจัดวัชพืช ใช้วิธีการตัดปรับทุกๆ 45-60 วัน 2-3 ครั้ง หรือใช้สารกำจัดวัชพืช 2, 4-D

ผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการ ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 5.0-7.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 7-11 เปอร์เซ็นต์ ปลูกครั้งหนึ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 5 ปี

การใช้ประโยชน์ การตัดหญ้าแพงโกล่าไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดหญ้าครั้งแรก 60 วันหลังปลูก และตัดครั้งต่อไปทุก ๆ 40 วัน โดยตัดสูงจากพื้นดิน 5-10 เซนติเมตร การปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มครั้งแรกควรปล่อยเมื่อหญ้าอายุ 90 วัน หญ้าแพงโกล่าเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้ง (มีความเหมาะสมต่อการทำหญ้าแห้ง) หรือหญ้าหมัก
Digitaria eriantha

การปลูกหญ้าแพงโกล่าพื้นที่ดอน

•การเตรียดิน
ทำการไถพรวนดิน 2-3 ครั้ง โดยครั้งแรกทำการไถกลับหน้าดินและกำจัดวัชพืชที่ปกคลุมดินอยู่ ส่วนการไถครั้งที่ 2 และ 3 เพื่อทำการทำลายวัชพืชที่ขึ้นมาใหม่และเพื่อย่อยดินให้ละเอียดและปรับหน้าดินให้เรียบ จากนั้นทำการชักร่องห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร

•การเตรียมท่อนพันธุ์
ท่อนพันธุ์ของหญ้าแพงโกล่าที่จะใช้ปลูกต้องไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป มีอายุประมาณ 60 วัน ความยาวของต้นประมาณ 60 เซนติเมตร ขอควรระวังคือ ท่อนพันธุ์ที่ตัดมาแล้วควรนำไปปลูกทันทีไม่ควรทิ้งท่อนไว้นาน เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตของท่อนพันธุ์หลังทำการปลูกลดลง แต่หากเกษตรกรจำเป็นต้องเก็บท่อนพันธุ์ไว้ ควรเก็บท่อนพันธุ์ไว้ในที่ร่มและควรทำการรดน้ำให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา

•การปลูก
วางท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าประมาณ 3-5 ท่อน เรียงกันเป็นแถวตามแนวร่องที่ขุดไว้ ใช้ท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าประมาณ 100-150 กิโลกรัม จากนั้นนำดินกลบท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าบาง ๆ เป็นระยะโดยให้เหลือเฉพาะส่วนยอด

•การให้น้ำ
ควรให้น้ำหญ้าแพงโกล่าอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูแล้ง หรือเกษตรกรจะใช้วิธีรดน้ำแบบปริงเกอร์ประมาณ 7 วัน ๆ ละประมาณ 4-6 ชั่วโมง

•การให้ปุ๋ย
เกษตรกรควรให้ปุ๋ยหญ้าแพงโกล่าสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนทำการปลูกหญ้าและให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหรือปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราส่วน 10-20 กิโลกรัมต่อไร่หลังจากตัดหญ้าแพงโกล่าทุกครั้ง และในปีต่อ ๆ ไปเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 รองพื้นในช่วงต้นฤดูฝนทุก ๆ ปี

•การกำจัดวัชพืช
เกษตรกรควรใช้จอบถากวัชพืชหลังจากทำการปลูกหญ้าแพงโกล่าได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ และหลังจากที่หญ้าแพงโกล่าเจริญเติบโตเต็มที่แล้วเกษตรกรควรกำจัดวัชพืชประมาณ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ให้เกษตรกรดูการเจริญเติบโตของวัชพืชว่ามากน้อยเพียงใด

การปลูกหญ้าแพงโกล่าพื้นที่ลุ่ม
หญ้าแพงโกล่า Digitaria decumbens มีการเจริญเติบโตแบบกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย ลำต้นนอนไปตามพื้นดิน มีรากและหน่ออ่อนงอกมาตามข้อ หญ้าแพงโกล่ามีใบยาวเรียวเล็ก มีขนเล็กน้อย หญ้าแพงโกล่าสามารถขึ้นได้ทั้งดินทรายและดินเหนียวทนต่ออากาศแล้งได้ดี

•การเตรียมดินสำหรับพื้นที่ลุ่ม
ไถกลับหน้าดินและทำการกำจัดวัชพืช และไถพรวนครั้งที่ 2 หลังจากที่วัชพืชเน่าและตายแล้ว เพื่อย่อยดินให้ละเอียด จากนั้นแบ่งแปลงปลูกหญ้าแพงโกล่าออกเป็นขนาดย่อย คาดปรับสภาพพื้นดินให้เรียบ จากนั้นปล่อยน้ำเข้าแปลงทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงทำการตีเทือกด้วยจอบหมุนหรือคราด

•การเตรียมท่อนพันธุ์
ท่อนพันธุ์ของหญ้าแพงโกล่าที่จะใช้ปลูกต้องไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป มีอายุประมาณ 60 วัน ความยาวของต้นประมาณ 60 เซนติเมตร ขอควรระวังคือ ท่อนพันธุ์ที่ตัดมาแล้วควรนำไปปลูกทันทีไม่ควรทิ้งท่อนไว้นาน เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตของท่อนพันธุ์หลังทำการปลูกลดลง แต่หากเกษตรกรจำเป็นต้องเก็บท่อนพันธุ์ไว้ ควรเก็บท่อนพันธุ์ไว้ในที่ร่มและควรทำการรดน้ำให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา

•การปลูก
การปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ลุ่มสามารถทำได้ทั้งการปักดำหรือหว่านท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าก็ได้ โดยจะใช้ท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าประมาณ 300 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นใช้ลูกกลิ้งคราดหรือขลุบทับให้ท่อนพันธุ์บางส่วนจมดิน

•การให้น้ำ
หากหญ้าแพงโกล่าปลูกในพื้นที่ชลประทาน ควรปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงทันทีหลังจากปลูกหญ้า และต่อจากนั้นควรให้น้ำในช่วงฝนแล้งทุก ๆ 15 วัน

•การใส่ปุ๋ย
ควรใช้ปุ๋ยผสมสำหรับนาข้าว สูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8 อัตราส่วน 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่รองพื้นก่อนทำการปลูกหญ้า หว่านปุ๋ยให้สม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงหลังจากที่เกษตรกรระบายน้ำออกและทำเทือกพร้อมที่จะปลูกหญ้า เมื่อหญ้าตั้งตัวเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหลังจากให้น้ำทุกครั้งเพื่อเร่งการเจริญเติบโต นอกจากนี้ในการตัดหญ้าแต่ละครั้งเกษตรกรก็ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทุกครั้ง

•การกำจัดวัชพืช
ควรทำการกำจัดวัชพืชหลังจากทำการปลูกหญ้าแพงโกล่าประมาณ 30 วัน โดยจะใช้แรงงานคนหรือสารเคมีก็ได้ สารเคมีที่ใช้ คือ สารเคมีที่ใช้ในนาข้าว อัตราส่วน 30 กรัมต่อ น้ำ 20 ลิตร (1 ปีบ) โดยการฉีดพ่นให้ทั่วแปลง

หญ้ากินนีสีม่วง

หญ้ากินนี่สีม่วง Panicum maximum

ประวัติความเป็นมา

หญ้ากินนีสีม่วง (Purple guinea) เป็นหญ้าในสกุลกินนี (Panicum maximum) นายกีร์ โรแบร์ ที่ปรึกษา กรป.กลาง นำมาจากประเทศไอเวอรี่โคส ทวีปอัฟริกา ประมาณปี พ.ศ. 2518 ปลูกครั้งแรกที่จังหวัดสกลนคร ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดี สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ดี เป็นที่นิยมสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอย่างแพร่หลาย กรมปศุสัตว์ได้เริ่มขยายพันธุ์เพื่อผลิตเมล็ดในหน่วยงานของกองอาหารสัตว์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และส่งเสริมให้เกษตรกร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่าย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2536 เป็นต้นมา และในปี พ.ศ. 2537 สามารถผลิตเมล็ดได้ทั้งหมด 14.8 ตัน โดยสถานีอาหารสัตว์ ผลิตได้ 4.8 ตัน ที่เหลือผลิตโดยเกษตรกร ส่วนในปี พ.ศ. 2538 มีเป้าหมายการผลิตถึง 183 ตัว (กองอาหารสัตว์, 2537)

ลักษณะทั่วไป

หญ้ากินนีสีม่วงเป็นพืชที่มีอายุหลายปี การเจริญเติบโตเป็นแบบกอตั้งตรง มีใบขนาดใหญ่ ดก อ่อนนุ่ม มีลำต้นสูงใหญ่กว่าหญ้ากินนีธรรมดา ส่วนของข้อปล้อง กลุ่มดอก (Spilelets) และเมล็ดสีม่วงอมเขียวต่างจากหญ้ากินนีพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีสีเขียว ขนาดของเมล็ดใหญ่กว่ากินนีธรรมดา หญ้ากินนีสีม่วงมีช่วงเวลาของการเจริญเติบโต ก่อนออกดอกอยู่ระหว่าง 90-110 วัน ความสูงเมื่อเริ่มออกดอก ประมาณ 220 เซนติเมตร (ศศิธร และคณะ, 2536 ก) สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพร่มเงา เช่นเดียวกับหญ้ากินนีธรรมดาหญ้ากินนีสีม่วงสามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ตั้งแต่ดินเหนียว จนถึงดินทราย ทนทานต่อสภาพดินค่อนข้างเค็ม ทนแล้ง และสามารถตอบสนองต่อการให้น้ำ และปุ๋ยได้ดี

การผลิตเมล็ดพันธุ์

การปลูกและการดูแลรักษา ช่วงเวลาปลูก

ควรปลูกตั้งแต่ต้นฤดูฝน ในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เพื่อให้ญ้าตั้งตัวได้ในช่วงฤดูฝน

การเลือกพื้นที่ปลูก


ควรเป็นที่ดอน มีการระบายน้ำดี ดินมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร

การปลูก

ปลูกเช่นเดียวกับการปลูกเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ แต่ใช้ระยะปลูกที่ห่างกว่าคือ ระยะระหว่างแถว 50x50 เซนติเมตร หรือ 75x25 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยไนโตรเจน ค่อนข้างมีความสำคัญต่อผลผลิตเมล็ดหญ้า ดังนั้น ควรใช้ปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และให ้ปู่ยอีกครั้งก่อนหญ้าออกดอก 1 เดือน โดยใช้แอมโมเนียมซัลเฟต 30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือยูเรีย 15 กิโลกรัมต่อไร่ ควรใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม

การเก็บเกี่ยว

หญ้ากินนีสีม่วง จะออกดอกในเดือนกันยายน-ตุลาคม ช่วงการออกดอกช้า และยาวนานกว่ากินนีพันธุ์อื่น ๆ (ศศิธร และคณะ, 2536ก) โดยทั่วไปหญ้ากินนีจะออกดอกไม่พร้อมกัน ทำให้การสุกแก่ไม่พร้อมกัน การกำหนดระยะเวลาเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์เพียงครั้งเดียวทำได้ยาก วิธีการที่น่าจะได้ผลดี ควรเป็นวิธีการเคาะช่อดอก ให้เมล็ดแก่ร่วงลงในภาชนะทุก 3-5 วัน จนเมล็ดหมด สำหรับในพื้นที่ขนาดใหญ่ ที่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวให้ทัน ก่อนที่เมล็ดจะร่วงหล่นเสียหาย ยังต้องใช้วิธีการเกี่ยวช่อดอกบ่ม แต่วิธีนี้จะทำให้ได้ผลผลิต และคุณภาพต่ำกว่าวิธีการเคาะช่อดอก การเคาะช่อดอกควรเริ่มเคาะในช่วงประมาณ 10 วันหลังออกดอก 50 เปอร์เซ็นต์ (วีระศักดิ์ และคณะ, 2536) ในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรจะมีการมัดช่อดอกภายในกอรวมกันเมื่อเริ่มออกดอก เพื่อสะดวกในการเคาะ และถ้าใช้ถุงตาข่ายไนล่อนคลุมช่อดอก เพื่อให้เมล็ดร่วงลงในถุง แล้วเอาเมล็ดออกทุก 3-5 วัน จะทำให้ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดสูงขึ้น (ตา รางที่ 9) แต่ค่าใช้จ่ายก็จะสูงเพิ่มมากขึ้นด้วย ในแปลงทดสอบของสถานีอาหารสัตว์สกลนคร การเคาะช่อดอกจะทำให้ได้ผลผลิต 60 กิโลกรัมต่อไร่ (ธวัช และชุมพล, 2537)

คุณภาพเมล็ดพันธุ์

คุณภาพเมล็ดพันธุ์หญ้ากินนีสีม่วง จะดีกว่าหญ้ากินนีธรรมดาและเฮมิลกินนี ไม่ว่าจะเป็นความบริสุทธิ์หรือความงอก (ตารางที่ 10) กองอาห ารสัตว์กำหนดมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ หญ้ากินนีสีม่วงที่ผลิตได้ ต้องมีความบริสุทธิ์ 50 เปอร์เซนต์ ความงอก 40 เปอร์เซ็นต์

สรุป

หญ้ากินนีสีม่วงเป็นหญ้าอายุหลายปี ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพร่มเงา ขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ด ใช้อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดมีคุณภาพดีกว่าหญ้าในกลุ่มกินนีด้วยกัน ตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน และปุ๋ยคอกได้ดีควรตัดหญ้าเลี้ยงสัตว์ครั้งแรกหลังปลูก 70 วัน และหลังจากนั้น ควรตัดทุก 30-45 วันได้ผลผลิตปีละ 1.5-4 ตันต่อไร่ มีโปรตีนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นหญ้าที่มีคุณค่าทางอาหารอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สามารถนำไปเลี้ยงแม่โคที่ให้นมในระดับวันละ 8-10 กิโลกรัม ได้โดยไม่ต้องให้อาหารข้นเสริม ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ หญ้ากินนีสีม่วงเริ่มออกดอกระหว่างเดอนกันยายน-ตุลาคม และเก็บเมล็ดในเดือนพฤศจิกายน ให้ผลผลิตเมล็ดประมาณ 50-90 กิโลกรัมต่อไร่ โดยวิธีเคาะช่อดอก ซึ่งจะให้เมล็ดที่มีคุณภาพดี


วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้ารูซี่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brachiaria ruziziensis

ลักษณะทั่วไป

•มีถิ่นกำเนิดในประเทศคองโก ทวีปอัฟริกา
•นำเข้ามาปลูกครั้งแรกในประเทศไทย โดยองค์การส่งเสริมการเลี้ยงโคนมใน ปี พ.ศ. 2511 ปัจจุบันเป็นพันธุ์หญ้าที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายที่สุด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี ต้นกึ่งเลื้อยกึ่งตั้ง สามารถเจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำได้ ขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน ดินมีการระบายน้ำดี ทนแล้งพอสมควร ทนต่อการเหยียบย่ำของสัตว์ ไม่ทนน้ำท่วมขัง ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2.0 – 2.5 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 7-10 เปอร์เซ็นต์
•ตัวใบของหญ้ารูซีมีขนาดยาว 10-20 ซม.
•กว้าง 0.6-1.5 ซม.
•ทรงพุ่มสูงประมาณ 90-100 ซม.
•มีช่อดอกย่อยมากกว่า (3-6 ช่อดอกย่อย) และมักจะโค้งงอเล็กน้อย หญ้ารูซี่ออกดอกราวเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม ติดเมล็ดดีมาก เมล็ดมีขนาดกลางจำนวนประมาณ 270,000 เมล็ดต่อกิโลกรัม มีกลีบดอกและเปลือกเมล็ดติดหุ้มแข็ง

การปลูก

ใช้เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่อัตรา 2.0 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านหรือโรยเป็นแถว ๆ ห่างกัน 50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช

ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์การตัดหญ้า

ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก
ตัดสูงจากพื้นดิน 10-15 เซนติเมตร

การปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มในแปลงหญ้า
ปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน ทำการตัดหรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน

•ในช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดได้ที่อายุน้อยกว่า 30 วัน หญ้ารูซี่เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก


การเก็บถนอมพืชอาหารสัตว์

เป็นพืชอาหารสัตว์ที่เหมาะที่จะเก็บถนอมในรูปของหญ้าแห้ง หรือหญ้าหมัก

การผลิตเมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่


การเตรียมเมล็ดพันธุ์


ไม่ควรใช้เมล็ดค้างปี เมล็ดพันธุ์หญ้าไม่ต้องขัดถูหรือลวกน้ำร้อน

การปลูก

ปลูกด้วยเมล็ด ใช้เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม / ไร่ โดยวิธีหยอดหลุม หลุมละ 3 - 5 เมล็ด ระยะระหว่างหลุม 25 - 40 เซนติเมตร หรือปลูกด้วยหน่อพันธุ์หรือต้นกล้า โดยเพาะกล้าทิ้งไว้ในช่วงต้นฤดูฝน เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 1 เดือน จึงนำมาปักดำ โดยใช้ระยะ 25 - 40 เซนติเมตร



วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สร้อยสุวรรณา

สร้อยสุวรรณา

ใบ : เปลี่ยนรูปเป็นเส้นและมีกระเปาะดักแมลงเช่นเดียวกับทิพเกสร
ดอก : สีเหลืองสดในเรียงอยู่บนก้านเป็นช่อยาวมี 3 - 10 ดอก โคนดอกเชื่อมติดกันและยื่นยาวเป็นจะงอยแหลม ด้านล่าง ส่วนปลายแยกเป็น 2 ปาก ดูคล้ายเป็นถ้วยเล็ก ๆ ผลกลมแป้นขนาดเล็กเมื่อแก่จะแตกออกส่งเมล็ดภายใน ให้หล่นลงดิน และเจริญขึ้นใหม่ในฤดูฝนปีต่อไป ออกดอกในเดือน ต.ค. - ธ.ค.



วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

ส้มกบ

ชื่ออื่น ๆ : สังส้ม (แพร่), ผักแว่นเมืองจีน, เกล็ดหอยจีน, ผักแว่น (ภาคกลาง), ส้มสังกา, ส้มสามตา (เชียงใหม่),ส้มดิน,หญ้าตานทราย (แม่ฮ่องสอน), ซาเฮี้ยะซึ่งเช่า (จีน)

ชื่อสามัญ : Indian Sorrel, Yellow Oxalis

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oxalis corniculata Linn.

วงศ์ : OXALIDACEAE

ลักษณะ ทั่วไป :


ต้น : เป็นพรรณไม้ขนาดเล็ก หรือเป็นหญ้าคล้ายผักแว่น ลำต้นจะเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ตามลำต้นจะมีขนอ่อน ๆ นุ่ม ๆ สีขาวปกคลุมอยู่ทั่วทั้งต้นและใบ ลำต้นยาวประมาณ 20 นิ้ว

ใบ : เป็นไม้ใบกระกอบ ก้านหนึ่งจะมีใบอยู่ 3 ใบ ซึ่งแต่ละใบนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับรูปหัวใจสีเขียว ก้านใบจะชูใบตั้งขึ้นยาวประมาณ 1-2 นิ้ว มีสีเขียวเช่นกัน

ดอก : ออกเป็นช่อ หรือบางทีก็ออกดอกเดี่ยว มีสีเหลือง และมีกลีบอยู่ 5 กลีบ ลักษณะของกลีบเป็นรูปหัวใจ หรือบางทีก็ปลายมน กลีบเลี้ยงสีเขียวมีอยู่ 5 กลีบ ก้านดอกยาวเท่ากับก้านใบได้ เกสรมี 10 อันอยู่กลางดอก

ผล : เป็นรูปแท่งทรงกระบอก ปลายแหลม และมีอยู่ 5 เหลี่ยม ยาวประมาณ 0.5-1 นิ้วตามผลจะมีขนอ่อน ๆ ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งผล มีสีเขียวอ่อน ๆ ออกขาว ๆ ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่จำนวนมากเป็นรูปแบนรีสีน้ำตาล เมื่อผลแก่จะแตกออกและดีดเมล็ดกระเด็นไปได้ไกล ๆ

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย แต่จะต้องมีความชุ่มชื้นด้วย ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น

สรรพคุณ : ทั้งต้น ใช้ได้ทั้งต้นสดและต้นแห้ง ปรุงเป็นยาแก้บวม ท้องร่วง บิด ดีซ่าน อาเจียนเป็นเลือด เจ็บคอ เลือดกำเดาออก โดยนำมาต้มหรือบดเป็นผงกินก็ได้ และถ้าฟกช้ำจากการถูกระทบกระแทก หรือหกล้ม และแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ใช้ใบต้มชะล้าง หรือตำพอก

ตำรับยา :


1. แผลไฟลวก นำต้นสดมาแล้วล้างให้สะอาดตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันพืชทาตรงบริเวณที่เป็นนั้น

2. แผลฟกบวมช้ำ ใช้ต้นสด 60 กรัมตำให้ละเอียดทาตรงบริเวณที่เป็น หรือจะใช้ผสมกับน้ำตาลแดงต้มกินก็ได้โดยใช้ปริมาณเท่ากัน

3. ไอ หอบ ใช้ต้นสดต้มผสมกับข้าวกินวันละ 3 ครั้ง

4. เจ็บคอ ใช้ต้นสด 30-60 กรัมผสมเกลือเล็กน้อยแล้วตำให้ละเอียด เอาผ้าห่อไว้แล้วอบ

5. เลือดกำเดาออก ใช้ต้นสดตำให้ละเอียดแล้วอุดรูจมูกไว้

6. บิด ให้ใช้ต้นแห้งบดเป็นผง กินกับน้ำสุก กินครั้งละ 15 กรัม

7. โรคเรื้อน ใช้ต้นแห้ง 6-10 กรัมต้มน้ำกิน

8. ดีซ่านตัวเหลือง ใช้ต้นสด 30-45 กรัมต้มน้ำกินวันละ 2 ครั้ง

9. หนองใน ปัสสาวะเป็นเลือด นำต้นสดมาคั้นเอาน้ำแล้วผสมกับน้ำผึ้งกิน

10. อาเจียนเป็นเลือด หรือกระอักเลือด ใช้ต้นแห้ง 12 กรัม ผสมกับเกลือเล็กน้อยต้มกับน้ำกิน

11. ฝีที่เต้านม ใช้ต้นแห้ง 15 กรัมต้มน้ำกินแล้วเอากากที่เหลือนั้นตำพอก

12. รากฟันเป็นหนอง ใช้ต้นสดผสมเกลือเล็กน้อย แล้วตำและนำมาคั้นเอาแต่น้ำ ทาบริเวณที่เป็นวันละ 3-5 ครั้ง

ข้อมูลทางคลีนิค :

1. ตับอักเสบชนิดที่ติดต่อได้ จากการรักษาคนไข้ 20 กว่าราย ผลออกมาได้ผลดีมาก โดยการใช้ต้นสด 30 กรัมตุ๋นกับเนื้อหมู 30 กรัม (ไม่ติดมัน) กินวันละ 1 ครั้งติดต่อกัน 7 วัน

2. โรคนอนไม่หลับ จากการรักษาคนไข้ 5,000 ราย ผลที่ออกสามารถสงบประสาทและทำให้นอนหลับได้ โดยการใช้ต้นสดผสมกับ ซ่งจำสด 1 กก. น้ำ 8 ลิตรต้มให้เดือดนานถึง 1 ชม. แล้วนำไปกรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในภาชนะ เสร็จแล้วอีกภาชนะหนึ่งจะมีพุทราจีน 0.5 กก. กับน้ำ 2 ลิตร ต้มจนเดือดนาน 1 ชม. แล้วนำไปกรองเอาแต่น้ำ และนำสิ่งที่กรองทั้งสองชนิดนี้มาผสมกัน ใส่สารกันบูดกับน้ำตาลทรายลงไป แบ่งกินครั้งละ 15-20 มล. วันละ 3 ครั้ง

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา : ในออสเตรเลียนั้น ต้นส้มกบนี้มีพิษต่อแกะ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้แกะเดินโซเซ และล้มตายไปในที่สุด น้ำคั้นจากต้น มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Staphylococcus aureus และแบคทีเรียพวกแกรมบวกอื่นอีกด้วยแต่จะไม่มีผลต่อ Escherichia coli

สาร เคมีที่พบ : ลำต้นมี malic acid ในใบมีเกลือ oxalate อยู่จำนวนมากประมาณ 12% (ในน้ำหนักแห้ง) และนอกจากนี้ยังมี citric acid และ tartaric acid อยู่เป็นจำนวนมากอีกด้วย มีแครอทีน 3.6% แคลเซี่ยม 5.6% และวิตามินซี 125 มก.%





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พยัพเมฆ

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าหนวดแมว (ไทย)

ชื่อสามัญ : Java Tea, Kidney Tea Plant, Cat is Wiskers

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.

วงศ์ : LABIATAE

ลักษณะทั่วไป :


ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นนั้นจะมีความสูงประมาณ 50-100 ซม. ต้นกิ่งอ่อน จะเป็นสี่เหลี่ยม

ใบ : จะออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะใบนั้นขอบใบจักเป็นสีเขียวเข้ม ตรงปลายใบจะสอบเรียวและแหลม ส่วนตรงโคนใบจะสอบแหลม ตรงกลางนั้นจะกว้างมาก

ดอก : จะออกดอกตรงปลายยอด เป็นสีขาวอมม่วงเรื่อ ๆ มีความยาวประมาณ 20-25 ซม. ดอกจะออกเป็นชั้น ๆ ตามก้านช่อดอกชั้นละประมาณ 6 ดอก มีลักษณะคล้ายดอกกะเพราะ หรือดอกโหระพา

เกสร : เกสรตัวผู้จะมีอยู่ประมาณ 4 อัน จะยาวยื่นออกมาพันกลีบดอก มีลักษณะคล้ายหนวดแมว ส่วนเกสรตัวเมียจะมีอยู่ 1 อัน แต่ยาวกว่าเกสรตัวผู้

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ เป็นยา

สรรพคุณ : ใบ ใช้รักษาโรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคคุดทะราด ใช้ใบกับกิ่งต้มอาบ รักษาโรคหนองใน โดยการใช้กิ่งและใบต้มสารส้มกินวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

อื่น ๆ : พรรณไม้ชนิดนี้ที่ใบจะมีสาร Orthosiphonin และเกลือของโปแตสเซี่ยมจะช่วยทำให้ Uric acid และเกลือ urate ไม่ไปสะสมที่ใด

ถิ่น ที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย พม่า แหลมอินโดจีน หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค ชะวา ฟิลิปปินส์ และทวีปออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไป บางบ้านมักจะปลูกไว้เป็นไม้ประดับ หรือปลูกตามวัดใช้เป็นยา

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา : ใบนั้นจะประกอบด้วยเกลือของโปแตสเซี่ยม ในปริมาณที่สูง จึงมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะในคนไข้ที่เป็นโรคไต และโรคบวมน้ำ (edema) โดยการใช้ใบทำเป็นยาชงดื่มแทนน้ำ และยังเป็นยาบรรเทาอาการปวด และอาการบวมตามข้อได้ สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานให้ดื่มน้ำสกัดจากใบจะทำให้ปริมาณของน้ำตาลใน เลือดลดลง และจะทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงด้วย




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หมอน้อย

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าละออง, หญ้าดอกขาว (กรุงเทพฯ), หญ้าสามวัน (เชียงใหม่), ก้านธูป (จันทบุรี), ถั่วแฮะดิน, ฝรั่งโคก (เลย), เสือสามขา (ตราด) , ซางหางฉ่าว (จีนกลาง)
เซียหั่งเช่า (แต้จิ๋ว)

ชื่อสามัญ : Purple Fleabane

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vernonia cinerea (L) Less. (Conyza cinerea L.)

วงศ์ : COMPOSITAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลักษณะของลำต้นตั้งตรง มีกิ่งก้านน้อยทั่วกิ่งและก้านมีขนขึ้นปกคลุม
ลำต้นมีความสูงประมาณ 8-32 นิ้ว

ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน มีขนาดกว้างประมาณ 1-3 ซม. ยาวประมาณ 2-6 ซม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ หรือเป็นกระจุก ดอกย่อยมีประมาณ 20ดอก ดอกเป็นสีม่วงแดง ลักษณะของดอกคล้ายกับดอกดาวเรือง

ผล : เมื่อดอกร่วงโรยแล้ว ก็จะติดผล มีขนที่ข้อเป็นสีขาว ข้างในผลมีเมล็ดเดี่ยว เปลือกของมันแข็ง และแห้งไม่แตก มีขนาดยาวประมาณ 2 มม.

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำ และความชื้นในปริมาณปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบ ดอก เมล็ด ราก

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นแห้ง ประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ ปวดท้อง ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น แผลบวมอักเสบ ความดันโลหิตสูง หรือใช้ตำให้ละเอียดเอามาพอกแก้นมคัด ดูดหนองแก้บวม หรือคั้นเอาน้ำจากลำต้นกินแก้บิด ท้องเสีย และแก้ริดสีดวงทวาร เป็นต้น

ใบ ใช้ใบสด นำมาตำให้ละเอียด ใช้พอกแผลช่วยสมาน หรือคั้นแล้วกรองเอาน้ำ หยอดตาแก้ตาฟาง ตาแดง

เมล็ด ใช้เมล็ดแห้ง ประมาณ 2-4 กรัม นำมาป่นให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อนกิน เป็นยาขับพยาธิเส้นด้าย
ปัสสาวะขัด ท้องอืด แก้ไอ บำรุงธาตุ โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคผิวหนังด่างขาว และเป็นยาแก้พิษ เป็นต้น

ราก ใช้รากสด 30-60 กรัม (แห้ง 15-30 กรัม) นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้ไอเรื้อรัง ช่วยเร่งคลอด และขับรกหลังคลอด เป็นต้น

ตำรับ ยา : 1. เป็นความดันโลหิตสูง ให้ใช้ลำต้นแห้ง สะพ้านก๊น ต้นแห้ง ส้มดินต้นแห้ง ในปริมาณเท่ากันอย่างละ 15 กรัม นำมารวมกัน แล้วต้มเอาน้ำกิน

2. เป็นไข้หวัด ไอ ให้ใช้คนทีเขมาแห้ง ใบไทรย้อยใบทู่แห้ง และรากบ่อฮ๋วมแห้ง

ในปริมาณอย่างละ 15 กรัม นำมารวมกันต้มเอาน้ำกิน

3. เด็กกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ให้ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 15-30 กรัม นำมาชงกินกับน้ำร้อนกินแบบน้ำชา

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา : ใบ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคได้เล็กน้อย แต่ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิ แต่เมล็ดและราก

มีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิได้



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หญ้าลิ้นงู


หญ้าลิ้นงู

ชื่ออื่น ๆ : สุ่ยเฉียบฉ่าว (จีนกลาง), จุ่ยจี้เช่า (แต้จิ๋ว)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oldenlandia corymbosa Linn (Hedyotis” corymbosa Lam.)

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นเลื้อยยาว ประมาณ 6-20 นิ้ว ลำต้นมีลักษณะเรียบเกลี้ยง
เล็กยาว และแตกกิ่งก้านสาขาออกมาก

ใบ : ใบมีลักษณะแหลมเรียวเล็ก ไม่มีก้านใบ หูใบมีขนาดเล็กขนาดของใบยาวเพียง 0.5-1 นิ้ว กว้าง 1.5-3.5 มม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ๆ หนึ่งมีประมาณ 2-4 ดอก แยกออกกันเป็นคู่ ๆ ออกตามบริเวณง่ามใบ ลักาณะของดอกมีกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอก มีสีขาวเป็นรูปกรวยแยก ปลายแยก เป็น 4 กลีบ ดอกบานเต็มที่มีขนาดโตประมาณ 2.5 มม. ก้านดอกยาวประมาณ 0.6-2 ซม.

ผล : ผลมีลักษณะเป็นสันสี่มุม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 มม. เปลือกนอกแข็งไม่แตก ข้างในผลมีเมล็ดเล็กเล็ก เป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามที่ที่มีความชื้นแฉะ เจริญเติบโตได้ดี ในดินอุดมร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้น ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้มาเลเรีย เป็นลำไส้อักเสบ หรือใช้ลำต้นสด ต้มเอาน้ำใช้ล้างแผลฝีบวม ไฟไหม้น้ำร้อนลวก เป็นต้น





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หญ้าแพรก

หญ้าแพรก

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าแผด (ภาคเหนือ), หนอเก่เค (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ทิซั่วเช่า (จีน)

ชื่อสามัญ : Dub grass, Florida grass, Bermuda grass, Bahana grass, Scutch grass, Creeping-cynodon, Wire grass

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cynodon dactylon Pers.

วงศ์ : GRAMINEAE

ลักษณะ ทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ประเภทเดียวกับหญ้า แตกกิ่งก้าน เลื้อยปกคลุมดินยาวประมาณ 1 เมตร และลำต้นที่ชูตั้งขึ้นสูงประมาณ 4-12 นิ้ว ลักษณะของลำต้นเป็นข้อ และมีรากงอกออกมา

ใบ : ใบออกที่ข้อลำต้นตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นเส้นยาว โคนใบมีขนสั้น ปลายใบแหลมยาว ขนาดของใบมีความยาวประมาณ 1-6 ซม. กว้างประมาณ 1-3 มม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีช่อดอกย่อยอีกประมาณ 3-6 ช่อ ลักษณะของช่อดอกย่อย เป็นเส้นมีสีเขียวอมเทา หรือสีม่วงยาวประมาณ 1-2 นิ้ว และลักษณะของดอกย่อยจะออกเรียงกันเป็นแถว

ผล : เมื่อดอกร่วงก็จะติดผล มีขนาดยาวประมาณ 1 มม.

การ ขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบขึ้นเอง ตามที่ว่างริมถนน หรือบริเวณสนามหญ้า ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ต้องการความชื้นในปริมาณค่อนข้างมาก ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด กิ่ง และราก

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ราก

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นสด ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ ขับลม อาเจียนเป็นเลือด แก้อัมพาต ปวดเมื่อยกระดูก แก้โรคเบาหวาน ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ริดสีดวงทวาร หรือใช้ลำต้นสดนำมาตำให้คั้นเอาน้ำและกาก ทา หรือพอกแก้ปวดข้อ ช่วยห้ามเลือด พิษไข้มีผื่นต่าง ๆ เช่น เป็นหัด เหือด อีสุกอีใส ดำแดง เป็นต้น

ราก ใช้รากแห้งประมาณ 60 กรัมนำมาต้ม หรือบดให้ละเอียด ใช้กินเป็นยาแก้โรคหนองเรื้อรัง ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ซิฟิลิสในระยะออกดอก ริดสีดวงทวารมีเลือดออก และเป็นยาแก้บวมน้ำ เป็นต้น

ข้อมูล ทางเภสัชวิทยา : 1. จากการทดลองฉีดอัลคาลอยด์ ของหญ้าแพรก ในปริมาณ 2.5 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ฉีดเข้าในหลอดโลหิตดำ ของกระต่าย ผลปรากฏว่าเลือดจากบาดแผลของกระต่ายเกิดการแข็งตัวขึ้น
และเลือดหยุดไหลได้เร็วขึ้น

2. จากการสกัดลำต้นของหญ้าแพรก ด้วยอีเธอร์ จะได้สารที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa, Streptococcus faecalis Salmonella typhi, Shigella dysenteriae, Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis แต่สารที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งมีการทดลองกับ Vaccinia virus




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้าพันงูแดง

หญ้าพันงูแดง

ชื่ออื่น ๆ : ****งูน้อย (ภาคเหนือ), พันงูแดง (ภาคกลาง), อั้งเกยซั้งพี (จีน-แต้จิ๋ว)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyathula prostrata (Linn.) Bl.

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ลักษณะ ทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลำต้นสูงประมาณ 1-2.5 ฟุต ลำต้นมีลักษณะเป็นข้อ มีสีแดง ผิวเปลือกลำต้นเรียบเกลี้ยง หรือมีขนเล็กน้อย

ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นเหลี่ยม โคนใบมน ปลายใบแหลม ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-5 ซม. ยาวประมาณ 2.3-9 ซม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ตั้งตรงตามบริเวณปลายยอด ช่อดอกยาวประมาณ 7.5-18 นิ้ว ลักษณะของดอกมีสีเขียวอ่อน ปลายช่อมีดอกออกเป็นกระจุกรวมกัน โคนช่อจะมีดอกห่างกัน

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามพื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ ขึ้นเองตามธรรมชาติ

ส่วนที่ใช้ : ทั้งลำต้น

สรรพคุณ : ทั้งลำต้น ใช้ลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ แก้เบื่อเมา แก้บิด ขับโลหิต แก้นิ่ว ขับเสมหะ หรือใช้ภายนอกมาตำพอก หรือทาแก้โรคผิวหนัง ถูกตะขาบกัด เป็นต้น




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้าพันงูขาว

หญ้าพันงูขาว

ชื่ออื่น ๆ : พันงูเล็ก, พันงูขาว, หญ้าท้อง (ภาคกลาง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Achyranthes aspera Linn.

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป


ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีลำต้นตั้งตรง ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาจากโคนลำต้นนั้น
มีขนนุ่มขึ้นทั่วไป

ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปยาวรี หรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบแหลม หรือป้าน ริมขอบใบเรียบ ไม่มีหยัก

ดอก : ดอกออกเป็นช่อตั้งตรง ในช่อดอกนั้น มี หนามเป็นมันมีสีม่วง หรือสีแดง กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีขาวเมื่อแก่ ดอกนั้นก็จะกลายเป็นหนามแหลม

ผล : ผลมีลักษณะเป็นหนามแหลม

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบขึ้นตามบริเวณ ที่รกร้าง และในที่ที่มี ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ดอก ราก

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย บำรุงธาตุ แก้โรคริดสีดวงทวาร แก้ท้องร่วง โรคเกี่ยวกับปอด โรคซิฟิลิส และแก้นิ่ว เป็นต้น

ดอก ใช้เป็นยาแก้ขับเสมหะ

ราก ใช้รากนำมาต้ม เอาน้ำกินเป็นยาแก้นิ่ว




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้าใต้ใบ

หญ้าใต้ใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Phyllanthus urinaria L.

วงศ์: EUPHORBIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้ล้มลุก สูง 30-60 ซม.

ใบ ใบเรียงสลับระนาบเดียว ใบเดี่ยว รูปขอบขนาน กว้าง 3-5 มม. ยาว 6-14 มม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบสีม่วงแกมน้ำตาล

ดอก ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว ดอกเพศผู้ออกเป็นกระจุก สีนวล

ผล ผลแห้งแตกได้ มีผิวขรุขระ และขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าลูกใต้

ชื่อวิทยาศาสตร์ Phullanthus amarusschumชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAEชื่ออื่น หญ้าใต้ใบขาว, มะขามป้อมดิน

สรรพคุณ

ทั้งต้นรสขมจัด แก้ไข้ทุถชนิด แก้ไข้จับสั่น ดับพิษร้อน แก้พิษตานซาง แก้โทษน้ำดีพิการ นอนหลับๆตื่น สะดุ้งผวา กระตุ้นไตให้ทำงานแก้ขัดเบา แก้กามโรค แก้ดีซ่าน แก้ริดสีดวง แก้โรคท้องมาน แก้ปวดท้อง แก้ไอ ขับระดู ขาว ขับปัสสาวะ ลดความดันเลือด รักษาโรคตับอักเสบ ขนิดบี

วิธีใช้

๑. แก้ไข้ท้องบระดู นำหญ้าใต้ใบทั้ง ๕ ล้างน้ำสะอาด ตำละเอียดผสมสุรา คั้นเฉพาะน้ำยา กินครั้งละ ๑ ถ้วยชา

๒. แก้ร้อนใน ให้เอาหญ้าใต้ใบทั้ง ๕ ต้มกิน

๓. ขับเหงื่อ เอาหญ้าใต้ใบต้มกินขับเหงื่อ ลดไข้ได้

๔. ขับปัสสาวะ นำหญ้าใต้ใบต้มกิน กระตุ้นไตให้ทำงานและขับ ปัสสาวะ

๕. แก้ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ใช้หญ้าใต้ใบต้มกิน รักษาโรคติด เชื้อทางเดินปัสสาวะ เช่น ไตอักเสบจนตัวบวม ( ให้สังเกตดู กินแล้วต้อง มีปัสสาวะออก ถ้ากินแล้วปัสสาวะไม่ออกให้หยุดยา)

๖. แก้นิ่ว หญ็าใต้ใบทั้ง ๕ จำนวน ๑ กำมือ ตำแหลกคั้นน้ำดื่มให้ได้ครึ่งถ้วยชา เอาสารส้มขนาดปลายนิ้วก้อยละลายลงไป ดื่มให้หมดครั้งละ ครึ่งถ้วยชา วันละ ๓ เวลาก่อนอาหาร ดื่มติดต่อกันให้ได้ ๓ วัน จากนั้น ใช้ลูกใต้ใบ ทั้ง๕ จำนวน ๑ กำมือ ต้มกับน้ำตาลทรายแดงให้พอหวานดื่มต่างน้ำติดต่อกันอีก ๓ วัน ขึ้นวันที่

๗ ดื่มน้ำอ้อยสด วันละ ๑ ขวดน้ำปลาอีก ๓ วัน เพื่อล้างนิ่วเป็นขั้นสุดท้าย รวม ๑ รอบ การรักษาเป็นเวลา ๙ วัน๗. แก้ประจำเดือนมากว่าปกติ ใช้รากสดต้นลูกใต้ใบตำผสมกับ น้ำซาวข้าวกิน

๘. ขับประจำเดือน ใช้ต้นลูกใต้ใบต้มกินขับประจำเดือน

๙. แก้นมหลง หญิงที่คลอดบุตรแล้วน้ำนมที่เคยไหลเกิดหยุดไหลและมีอาการปวดเต้านมด้วย เรียกอาการนี้ว่า นมหลง ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นฝีที่นมได้ วิธีใช้คือ เอาลูกใต้ใบทั้งห้า จำนวน ๑ กำมือ ตำผสม เหล้าขาวคั้นเาอน้ำกิน ๑ ถ้วยชา เอากากพอกทำเพียงครั้งเดียว ไม่กี่นาที นมจะไหลออกมา

๑๐. แก้ปวดหลังปวดเมื่อย ใช้หญ้าใต้ใบทั้ง ๕ ล้างน้ำสะอาดสับเป็น ชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง ใส่หม้อดินต้ม ดื่มน้ำยาต่างน้ำชา มีสรรพคุณ แก้ปวดหลังปวดเอว

๑๑. แก้เถาดานในท้อง เถาดานมีลักษณะเป็นก้อนแข็งในท้องบางที มีลักษณะเป็นแผ่นแข็ง อาจเป็นผลทำให้ปวดหลังตามาได้ เอาลูกใต้ใบทั้งห้า ตากให้แห้ง ๑ ลิตร แช่ในสุรา ๑ ลิตร หมกข้าวเปลือกไว้ ๗ วัน แล้วเอามานึ่ง คะเนว่าธูปหมด ๑ ดอก กิน เช้า-เย็น

๑๒. ยาบำรุง ใช้รากและใบของลูกใต้ใบ ทำเป็นยาชงน้ำกิน โดยถือว่า เป็นยาบำรุงกำลังอย่างดี

๑๓. แก้เบาหวาน ให้เอาลูกใต้ใบทั้งห้า ๑ กำมือ ต้มดื่มแก้เบาหวาน

๑๔. แก้ดีซ่าน เอาลูกใต้ใบทั้งห้า ต้ม ๓ เอา ๑ กินครั้งละ ครึ่ง -๑ แก้ว วันละ ๓ -๔ ครั้ง ในจีนใช้ต้นหญ้าใต้ใบต้มกินติดต่อกัน ๑ สัปดาห์ และ ยังถือว่าช่วยกำจัดพิษออกจากตับซึ่งจะมีผลทำให้สายตาดี ส่วนใน อินเดีย ใช้เฉพาะรกาต้มกิน เป็นยาแก้ดีซ่านดีมาก

๑๕ แก้กระเพาะอาหารพิการ ใช้รากลูกใต้ใบต้มหรือชงน้ำกิน บำรุง กระเพาะอาหารในเขมรใช้ลูกใต้ใบเป็นยาเจริญอาหาร ในจีน ใช้ หญ้าใต้ใบรักษาลำไส้อักเสบ

๑๖. รักษาแผล ในอินเดีย ใช้ใบลูกใต้ใบ ตำพอกหรือตำคั้นเอาน้ำทารักษาแผลสด แผลฟกช้ำ และใช้ใบตำผสมน้ำซาวข้าวพอกรักษาแผล เรื้อรัง

๑๗. แก้คัน ใช้ใบผสมกับเกลือ ตำแก้คัน

๑๘. แก้เริม ใช้ลูกใต้ใบทั้งห้า ตำผสมเหล้าคั้นเอาน้ำยา แล้วเอาสำลี ชุบแปะตรงที่เป็นเริม จะรู้สึกเย็นและหายปวด

๑๙. แก้ฟกช้ำ ใช้ต้นสดๆ ตำผสมกับสุราพอกแก้ฟกบวม บางตำรา ใช้คลุกกับข้าวสุกเสียก่อน ค่อยพอก ในอินเดีย ใช้ใบและรากแห้งบดเป็นผงผสมกับน้ำซาวข้าวพอกแก้ฟกบวม

๒๐. แก้ฝี ใช้ต้นหญ้าใต้ใบสดๆ ตำผสมกับสุรา เอาน้ำทาหรือพอกแก้ ปวดฝี

๒๑. แก้หืด ใช้ลูกใต้ใบ ทั้งห้า นำมาล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสม กับน้ำอุ่นคั้นเอาน้ำเฉพาะน้ำดื่มครั้งละ ๒-๓ อึก เป็นเวลา ๓ วันๆละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร

๒๒. แก้บิด ใช้ลูกใต้ใบทั้งห้าต้มกิน หรือใช้ลูกใต้ใบทั้งห้า แทรกปูน แดง ขนาดเม็ดถั่วดำ ต้มรวมกันกินแก้บิด



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้างวงช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Heliotropium indicum L.

ชื่อวงศ์ Boraginaceae

ชื่ออื่นๆ หงายงวงช้าง (ศรีราชา),หญ้างวงช้างน้อย (พายัพ),กุนอกาโม (มลายูตานี) :ไต่บ๋วยเอี้ยว,เฉี่ยผี่เช่า,เงียวบ๋วยเช่า (จีน)

ลักษณะต้น

เป็นพืชล้มลุกเกิดตอนฤดูฝน ถึงหน้าแล้งตาย สูง 15-50 เซนติเมตร มีขนหยาบๆ ปกคลุมทั้งต้น

ใบ ออกสลับกัน ลักษณะทรงกลมรีหรือป้อมๆ ปลายใบแหลมสั้น กลางใบกว้างออก ฐานใบเรียวต่อลงมาถึงก้านใบ ตัวใบยาว 3-8 เซนติเมตร มีขน ผิวใบมีรอยย่นขรุขระ ขอบใบมีรอยหยักเป็นคลื่น ช่อดอกเกิดที่ยอดหรือซอกใบ ยาว 3-10 เซนติเมตร

ดอก เกิดอยู่ทางด้านบนด้านเดียว บานจากโคนไปปลายช่อดอก ปลายช่อโค้งงอคล้ายงวงช้างชูขึ้น กลีบเลี้ยงสีเขียว มี 5 กลีบ กลีบดอกสีฟ้าใกล้ขาวติดกันเป็นหลอด ที่ขอบมีรอยแยกตื้นๆ แบ่งเป็น 5 กลีบบานออกกลีบดอก ประมาณ 5 มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-3.5 มิลลิเมตร มีเกสรตัวผู้ 5 อันติดอยู่ ด้านในมีก้านเกสรตัวเมีย 1 อัน รังไข่เป็นรูปจานแบนๆ ผลยาว 4-5 มิลลิเมตร เกิดจากการที่รังไข่ 2 อันรวมตัวติดกัน

มักพบตามที่ชื้นแฉะ เช่น ตามริมแม่น้ำ ลำคลอง หรือทางน้ำ แหล่งน้ำต่างๆ ท้องนาหรือตามที่รกร้างต่างๆ ตามวัดวาอารามทั่วๆ ไป และมีปลูกเก็บมาขายเป็นยาสดตามสวนยาจีนต่างๆ

การเก็บมาใช้

เก็บทั้งต้นที่เจริญเต็มที่ มีดอก ล้างให้สะอาด ใช้สดหรือตากแห้ง เก็บเอาไว้ใช้ก็ได้

สรรพคุณ

ทั้งต้น รสขมสุขุม ใช้เป็นยาเย็น แก้กระหายน้ำ ดับร้อนใน ขับปัสสาวะ แก้บวม แก้พิษปอดอักเสบ มีหนองในช่องหุ้มปอด เจ็บคอ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เด็กตกใจในเวลากลางคืนบ่อยๆ ปากเปื่อย แผลบวม มีหนอง และแก้ตาฟาง




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หญ้าคา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Imperata cylindrical Beauv.

วงศ์ Gramineae

ลักษณะของพืช

หญ้าคาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ขึ้นอยู่ได้นานหลายปี
ดอกมีก้านยาวสีขาวเป็นมัน ขึ้นเป็นวัชพืช เห็นพบอยู่ทั่วไป

การปลูก

ปลูกโดยการใช้เมล็ดหรือไหล ปลูกง่ายมาก ไม่ต้องมี
การบำรุงรักษาแต่อย่างไร ไม่มีการส่งเสริมให้ปลูกกันเลย

ส่วนที่ใช้เป็นยา
รากสดหรือแห้ง

รสและสรพรคุณยาไทย
รสจืดแก้ร้อนใน กระหายน้ำ เป็นยาขับปัสสาวะ

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
จากการวิเคราะห็พบว่า หญ้าคามี Arundoin, Cylimdrin,
กรดอินทรีย์ น้ำตาล ไม่มีพิษเฉียบพลัน และไม่มีการวิจัยด้านอื่น
จากวารสารมีรายงานว่า ในประเทศจีน-อินโดนีเซีย ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

วิธีใช้
ใช้รากสดหรือรากหญ้าแห้ง แก้อาการขับเบา ใช้วันละ
1 กำมือ(สดหนัก 40-50 กรัม แห้ง 10-15 กรัม)หั่นเป็นชิ้นๆ ก่อน ต้มกับน้ำรับประทานวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้าไข่เหา

ชื่อพื้นบ้านอีสาน หญ้าไข่เหา, นกเขา, สร้อยนกเขา

ชื่อทั่วไป หญ้าไข่เหา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Mollugo pentaphylla Linn.

วงศ์ Aizoaceae


ชื่อสามัญ หญ้าไข่เหา ( ลำปาง )

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเกษตร เป็นพืชค้างปี (annual) พบขึ้นอยู่ตามชายป่า ใต้ที่ร่มและชุ่มชื้น มีกิ่งแขนงแตกออกจากซอกใบจำนวนมาก ลำต้นทอดเลื้อยปลายยอดตั้งชันขึ้น (ascending) ความสูงของต้น 71.28- 145.18 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 3.95- 7.67 มิลลิเมตร ลำต้นกลมและค่อนข้างเหนียว สีเขียวเข้มผิวมัน มีขนสีขาวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตรปกคลุมจำนวนมาก ข้อ (node) สีเขียวมีขนสีขาวคลุมรอบๆหนาแน่น ลักษณะของข้อพองออกเล็กน้อย ข้อที่แตะดินไม่มีรากงอก ใบเป็นแบบรูปใบหอก (lanceolate) โคนใบมน แผ่นใบกว้าง ปลายใบเรียวแหลม (acuminate) ใบยาว 23.29- 27.43 เซนติเมตร กว้าง 1.62- 1.96 เซนติเมตร เส้นกลางใบ (mid rib) ด้านหน้าใบจากโคนใบถึงกลางใบเป็นร่องเห็นชัดเจน ด้านหลังใบเป็นสันเล็กค่อนข้างแข็ง สีใบเขียวเข้ม ผิวใบค่อนข้างหนาและนุ่ม มีขนสีขาวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตรปกคลุมหนาแน่น ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยถี่ (serrulate) กาบใบ (sheath) สีเขียวเข้มมีขนคลุมจำนวนมาก บริเวณขอบกาบใบมีขนยาว 3-4 มิลลิเมตรขึ้นอยู่จำนวนมาก กาบใบกลมหุ้มลำต้น ความยาวกาบใบ 5.66- 7.66 เซนติเมตร ลิ้นใบ (ligule) เป็นแผ่นเยื่อขอบลุ่ยเป็นเส้นๆ (membranous frayed) ยอดอ่อนโผล่แบบม้วน (rolled in bud) ออกดอกช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อแยกแขนง (panicle) ช่อดอกมีช่อดอกย่อยจำนวนมาก กลุ่มดอกดกหนาแน่น ช่อดอกสดสีเขียวอมเหลืองอ่อนมีน้ำเหนียวจับจะติดมือ ช่อดอก (inflorescence) ยาว 21.0- 35.3 เซนติเมตร ส่วน Head ยาว 19.5- 26.5 เซนติเมตร ช่อดอกย่อยยาว 7.13- 11.53 เซนติเมตร กลุ่มดอกย่อย (spikelet) เกาะกันอยู่เป็นคู่ๆ มีก้านดอกยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร กลุ่มดอกย่อยรูปรี ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีกาบหุ้ม (glume) บนยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร glume ล่างยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร glume บนมีดอก (floret) ที่มี lemma และ palea หุ้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ (fertile) floret ล่างเป็นดอกหมัน (sterile) ดอกแก่ร่วงทั้งชุด

แหล่งที่พบและเก็บรวบรวมพันธุ์ พบขึ้นอยู่ในที่ร่มเงาและชุ่มชื้น ริมหนองน้ำ ดินร่วน ร่วนปนเหนียว พื้นที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 124- 442 เมตร เช่นเขตพื้นที่ตำบลบ้านโป่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล (PC 386, PC 585, SN 43 )

คุณค่าทางอาหาร อายุประมาณ 40 วัน มีค่า โปรตีน 12.90 เยื่อใยส่วน ADF 31.60 NDF 56.72 แคลเซียม 0.66 ฟอสฟอรัส 0.25 โปแตสเซียม 1.82 มิโมซีน 0.89 ไนเตรท 36.62 ppm. กรดออกซาลิค 0.82 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แทนนิน 0.50 เปอร์เซ็นต์
การใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับแทะเล็มของ โค กระบือ ปลูกขึ้นปรับตัวได้ดีในสภาพดินเหนียวเนื้อละเอียดและดินเหนียวปนลูกรัง



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

หญ้าเกล็ดหอย

ชื่อพื้นเมือง : หญ้าเกล็ดหอย (ภาคกลาง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydrocotyle sibthorpioides Lamk.

ชื่อวงศ์ : APIACEAE (UMBELLIFERAE)

ลักษณะ : ไม้ล้มลุก ทอดขนานกับพื้นดิน แตกแขนงมาก มีรากตามข้อ ยาว 10-50 ซม. ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปไต หรือค่อนข้างกลม ขอบหยักมนตื้นๆ 5-7 หยัก แต่บางครั้งถึง 9 หยัก เส้นใบออกจากโคนใบ จำนวนเท่ากับหยักของแต่ละใบ ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม เป็นกระจุกแน่น ช่อละ 3-10 ดอก ออกตามง่ามใบ ดอกสีเขียวอ่อน เล็กมาก กลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 5 อัน รังไข่มี 2 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 1 เม็ด ยอดเกสรเพศเมียมี 2 อัน ผลกลมแบน เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 มม. เมล็ดเล็กมาก

ประโยชน์ : เป็นพืชสมุนไพร ใช้ห้ามเลือดแผลสดโดยเฉพาะแผลที่ถูกปลิงและทากดูด ใช้เป็นยาแก้ไอสำหรับเด็ก แต่ถ้าใช้มากเกินไปอาจทำให้อาเจียน และยังใช้แก้โรคผิวหนังได้ด้วย






กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...