แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชล้มลุก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชล้มลุก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ผักแขยง (ขะ-แยง)หรือ กะแยง (Rice Paddy Herb)

ผักแขยง
ผักแขยง (ขะ-แยง)หรือ กะแยง (Rice Paddy Herb)
เป็นพืชพื้นบ้านที่รู้จักกันดีในแถบภาคอีสานและภาคเหนือ ถือเป็นวัชพืชในนาข้าวด้วยทั้งต้นมีกลิ่นหอมฉุน สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์แบบไหลไปตามรากแล้วเกิดการแตกกอเป็นต้นใหม่/การงอกจากเมล็ด ผักชนิดนี้เป็นพืชล้มลุกฤดูกาลเดียว พบมากช่วงฤดูฝน มันจะเจริญเติบโตได้ดีในนาที่มีน้ำขัง ผักแขยงจะเริ่มแห้งตายช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม หลังจากที่มันออกดอกออกผลเสร็จแล้ว

ผักแขยง มีชื่อวิทยาศาสตร์
คือ Limnophila aromatica (Lam.) Merr. เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์  Scrophulariaceae หรือ Plantaginaceae ผักแขยงมีด้วยกัน 2 ชนิดคือ Limnophila aromatica (Lam.) Merr. และ Limnophila geoffrayi Bonati.ตามหลักพฤษศาสตร์

ลักษณะของผักแขยง
ผักแขยงจะมี “ลำต้น” ที่อวบน้ำ ลำต้นเป็นทรงกลมตั้งตรง ผิวลำต้นเป็นสีเขียวอ่อนแต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีสีเข้มขึ้น และมีขนเล็กๆปกคลุม ด้านในของลำต้นจะกลวงมีรูอากาศ

“ใบ”จะเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่อยู่ตรงข้ามกัน และจะออกสลับข้างกันเป็นชั้นๆ โคนของใบจะติดกับลำต้น ใบรียาว ปลายแหลม มีสีเขียว และปกคลุมด้วยขนเล็กๆ ขอบใบเหยักเหมือนฟันเลื่อย

“ดอก”ของผักแขยงจะออกดอกมาจากยอดและซอกใบตรงลำต้น จะออกดอกพร้อมกันทั้งต้น ดอกเหมือนกรวยตรงปลายบานออกเป็นกลีบดอก 5 แฉก กลีบดอกมีสีม่วงอ่อนจนถึงม่วงเข้ม บางชนิดเป็นสีแดงม่วง และสีม่วงอมฟ้า

“ราก”ผักแขยงจะมีระบบรากเป็นรากแก้วกลมๆแทงลึกลงไปในดิน และมีรากแขนงรากฝอย

“ผล”จะมีรูปร่างเหมือนกระสวย ไม่มีเนื้อ ฝักอ่อนสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะสีน้ำตาล และ

“เมล็ด”จะเป็นทรงรีเล็กอยู่ในผลเมื่อผลแก่จัดก็จะแตกเมล็ดสีน้ำตาลดำออกมา

สรรพคุณและประโยชน์
ในผักแขยง มีโปรตีน มีคาร์โบไฮเดรต มีวิตามินเอ มีวิตามินซี มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีแคลเซียม มีฟอสฟอรัส มีเหล็ก มีไขมัน มีพลังงาน มีเส้นใย มีเบต้าแคโรทีน มีแคลเซียม มีโพแทสเซียม

และยังพืชที่มีกลิ่นหอมฉุน มีรสเผ็ดร้อน ช่วยดับกลิ่นคาวในอาหารได้ ช่วยให้เจริญอาหาร ลดอาการเบื่ออาหาร

นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันเส้นเลือดตีบตัน ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดอาการร้อนใน แก้ไข้มาลาเรีย แก้ไข้รากสาด กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยดับกลิ่นปากก แก้ปวดฟัน บรรเทาอาการไอ ช่วยขับลมแก้ท้องอืด เป็นยาระบายอ่อนๆ  ช่วยรักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ฝีหนอง  ช่วยป้องกันมะเร็ง

ในตัวผักแขยงเองยังมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งคล้ายกับน้ำมันสนที่สามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อไวรัสได้

นอกจากนี้ยังเป็นยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะแมลงกลุ่มที่ทำลายผลไม้ได้อีกด้วย แต่ก็มี “ข้อควรระวัง”คือ สตรีมีครรภ์หรือหลังคลอดบุตรบางรายอาจจะแพ้ผักแขยงนี้ได้

bfd53 | shopping booksmark | welcome robot | music online | bioly1

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

กล้วยหอม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น ลำต้นเทียมสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 20 เซนติเมตร ตามลำต้นด้านนอกมี ประดำเล็กน้อย ด้านในสีเขียวอ่อน และมีเส้นลายสีชมพู
ใบ ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง และมีปีก เส้นกลางใบสีเขียว
ดอก ก้านช่อดอกมีขนใบประดับรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายแหลม ด้านบนสีแดงอมม่วง มีไข ด้านในสีแดงซีด
ผล เครือหนึ่งมี 4-6 หวี หวีละ 12-16 ผล ปลายผลมีจุกเห็นชัด เปลือกบาง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แต่ที่ปลายจุกจะมีสีเขียว แล้วเปลี่ยนสีภายหลัง เนื้อสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม รสหวาน

สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม

แหล่งปลูกที่เหมาะสมในการปลูกกล้วยหอมมีสภาพพื้นที่เป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง มีการระบายน้ำได้ดีมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูก มีความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นกรด-ด่าง 4.5-7.5
เป็นพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง หรือเลือกพื้นที่ที่มีแนวกันลม อุณหภูมิเหมาะสมกับการเจริญเติบโต ประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส ไม่ควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส

พันธุ์

พันธุ์ที่นิยม คือ กล้วยหอมทอง (AAA Group) ให้ผลผลิตสูง รสชาติดี และผลโต

การปลูก

การเตรียมดิน
:ไถดะ 1 ครั้ง ตากดินแล้วไถพรวน 1-2 ครั้ง ให้ดินร่วนซุย ไม่มีวัชพืช ถ้ามีวัชพืชมากกว่าร้อยละ 20 ต้องไถพรวนใหม่

การเตรียมหลุมปลูก

- ระยะปลูกระหว่างแถวและต้น 2x2 เมตร
- ขนาดหลุมปลูก กว้าง ยาว ลึก 30x30x30 เซนติเมตร
- รองก้นหลุมด้วยดินผสมปุ๋ยอินทรีย์ ด้วย 5 กิโลกรัมต่อหลุม

การเตรียมพันธุ์และการปลูก

- ใช้หน่อพันธุ์ที่สมบูรณ์ ปราศจากศัตรูพืช มีความยาวหน่อ 25-35 เซนติเมตร มีใบแคบ 2-3 ใบ
- วางหน่อพันธุ์ที่ก้นหลุม จัดวางให้ด้านที่ติดต้นแม่อยู่ในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้มีการออกดอกไปในทิศทางเดียวกัน และสะดวกในการดูแลรักษา
- กลบดินและกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น คลุมดินด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง และรดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา

การให้น้ำ:ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูปลูก เมื่อหน้าดินแห้งต้องให้น้ำ (โดยเก็บตัวอย่างดินจากผิวดินลึก15 เซนติเมตร กำเป็นก้อน ถ้าแบมือแล้วแตกร่วงควรให้น้ำเพิ่มแก่ต้นกล้วย)

การให้ปุ๋ย

- ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 และ 2 เมื่อกล้วยหอมอายุ 1 และ 3 เดือน ด้วยสูตร 20-10-10 หรือ 15-15-15 หรือสูตร ใกล้เคียงอัตรา 125-250 กรัมต่อต้นต่อครั้ง
- ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 และ 4 เมื่ออายุ 5 และ 7 เดือน ด้วยสูตร 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 125-250 กรัมต่อต้นต่อครั้ง
- ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก) ปีละ 1-2 ครั้ง

การแต่งหน่อ:หลังจากปลูกกล้วยประมาณ 5 เดือน ให้แต่งหน่อ เพื่อให้ต้นแม่มีความสมบูรณ์

การค้ำยันต้น:ต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือดามกล้วยทุกต้น ที่ออกปลีแล้ว เพื่อป้องกันลำต้นหักล้ม และตรวจดูการค้ำยันให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง

การหุ้มเครือ และตัดใบธง:การหุ้มเครือกระทำหลังจากตัดปลีไม่เกิน 15 วัน เพื่อให้ผิวกล้วยสวย และป้องกันแมลงทำลายด้วยถุงพลาสติกสีฟ้า แบบเปิดด้านล่าง โดยหุ้มทั้งเครือ และหุ้มทุกเครือ ส่วนการตัดใบธง ตัดเมื่อใบธงเริ่มหักก่อนที่จะเสียดสีกับผิวกล้วย

โรคที่สำคัญ

โรคตายพราย (Panama disease)

เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f. cubense

อาการ:มักเป็นกับกล้วยที่มีอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป ลักษณะอาการของกล้วยที่เพิ่งจะเป็นโรคนี้ สังเกตเห็นได้ยาก เนื่องจากเชื้อของโรคจะทำลายลำต้นด้านรากก่อน และเจริญอย่างรวดเร็วไปตามท่อน้ำของลำต้น อาการในช่วงนี้จะสังเกตเห็นเป็นทางสีเหลืองอ่อนตามก้านใบของใบล่างหรือใบแก่ ปลายหรือขอบใบจะเริ่มเหลืองและขยายไปอย่างรวดเร็วจะเหลืองหมดทั้งใบ ใบอ่อนจะมีสีเหลืองไหม้หรือตายนึ่ง และบิดเป็นคลื่นในที่สุดจะหักพับตรงบริเวณโคนก้านใบ ส่วนใบยอดอาจจะเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่ในระยะแรก แต่ในที่สุดก็จะแห้งตายไปเช่นกัน
อาการที่บริเวณลำต้น โดยเฉพาะตรงส่วนโคนต้นหรือเหล้าของกล้วย เมื่อผ่าดูภายในจะพบแผลเน่าเป็นจุดสีเหลืองอ่อนจนถึงน้ำตาลแก่หรือแดงส้ม และมีกลิ่นเหม็น ส่วนบริเวณลำต้นที่เรียกว่า กาบกล้วย เมื่อนำมาตัดขวางจะพบเป็นรอยช้ำ เน่า สีน้ำตาลเข้มหรือดำ อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ ลามเข้าไปข้างในต้นกล้วยจะยืนต้นแห้งตาย หากเป็นกล้วยที่ให้ผลแล้ว เครือจะเหี่ยวผลลีบเล็กไม่สม่ำเสมอ และแก่ก่อนกำหนด เนื้อจะจืดซีดและเปลี่ยนเป็นสีดำ

การป้องกันกำจัด
- คัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยจากบริเวณที่ไม่เป็นโรคไปปลูก
- มีการปรับสภาพของดินที่เป็นกรดโดยการใส่ปูนขาว อัตราที่ใช้ประมาณไร่ละ 4-5 ตัน
- หมั่นทำความสะอาดแปลงปลูกและเครื่องมือเครื่องใช้อยู่เสมอ เนื่องจากเชื้อชนิดนี้สามารถแพร่ กระจายได้ง่าย
- ทำลายต้นกล้วยที่เป็นโรค โดยการสุมไฟเผาหรือขุดหลุมฝังให้ลึกอย่างน้อย 3-4 ฟุต
- หลักเลี่ยงการปลูกในหลุมเดิมที่เคยปลูกมาแล้ว
- ควรลดธาตุไนโตรเจนให้น้อยลง การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากจะทำให้พืชอ่อนแอเชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย
- ทำความสะอาดโคนกอกล้วยอย่าให้เกิดรกรุงรัง และทำทางระบายน้ำให้ดี และราดโคนต้นให้ชุ่มด้วย สารเคมี เช่น แคปแทน 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

โรคใบจุด

เกิดจากเชื้อราหลายชนิด เช่น Cecospora musae, Phyllosticma musarum, Guignardia musae ฯลฯ

ลักษณะอาการ:เมื่อเริ่มเป็นจะเป็นจุดขนาดเล็ก สีเหลือง สีแดง ดำ หรือน้ำตาลขึ้นอยู่กับเชื้อสาเหตุ แล้วจะขยายใหญ่ขึ้น ทำให้กล้วยชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง ผลสุกก่อนกำหนด รสชาติหรือคุณภาพเสียไป

การป้องกันกำจัด:ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล อัตรา 8 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแคปแทน อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์เบนดาซิม อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นต้น
ตัดใบที่เป็นโรคมากออกมาเผาทำลาย

โรคใบเหี่ยว (Bacterial wilt)

เกิดจากเชื้อบักเตรี Pseudomonas solanacearum จะอยู่ทั้งในดินบริเวณโคนต้นและในส่วนของกล้วยเป็นโรค จะแพร่กระจายไปกับน้ำและติดไปกับหน่อพันธุ์

ลักษณะอาการ:ใบกล้วยจะเป็นสีเหลือง เหี่ยวเฉา และอาจห้อยลงมา แต่เมื่อพบเห็นอาการนี้โรคจะอยู่ในระยะรุนแรงมากแล้ว โดยทั่วไปเมื่อโรคเริ่มเป็น จะพบว่าเนื้อเยื่อของกาบลำต้น เหง้า (ลำต้นแท้) ก้านใบ ก้านเครือ มีท่อน้ำท่ออาการถูกทำลาย เป็นสีน้ำตาล เมื่อผ่าออกจะมีของเหลวเหนียวเป็นยางไหลออกมา โรคนี้จะทำให้ต้นกล้วยค่อย ๆ ตายไป ถ้าเป็นในระยะออกเครือจะทำให้ผลอ่อนสุกก่อนกำหนด ขนาดเล็กเท่านิ้วมือปะปนกับผลอ่อนที่ยังเขียวอยู่ เมื่อเป็นในระยะต้นอ่อน ใบจะเป็นสีเหลืองมีขอบใบแห้งอยู่โดยรอบ แคระแกรน ไม่เจริญเติบโต

การป้องกันกำจัด:ทำความสะอวดเครื่องมือเกษตร เช่น มีด จอบ เสียม ต้องระมัดระวังอย่าใช้มีดที่ตัดแต่งจากกล้วยกอหนึ่งไปยังอีกกอหนึ่ง เพราะจะเพิ่มการระบาดของโรค กล้วยที่เป็นโรคต้องขุดทิ้ง นำไปเผาไฟ แล้วราดหลุมด้วยฟอร์มาลิน 5 เปอร์เซ็นต์
แช่หน่อพันธุ์ปลูกด้วยฟอร์มาลิน 5 เปอร์เซ็นต์




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

พริกหยวก

พริกหยวก Green pepper

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Copsicum annuum L.

พริกหยวกเป็นพืชที่กินผล ใช้ประกอบอารหารได้หลายชนิด มีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก ประเทศอเมริกาใต้ และประเทศไทย

ลักษณะโดยทั่วไป

พริกหยวกเป็นพืชล้มลุก อายุสั้นทรงพุ่มเล็ก มีผลสีเหลืองอมเขียวมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างยาวปลายผลเรียวลง และเปลี่ยนเป็นสีส้มเมื่อแก่ มีรสเผ็ดไม่มากนักและมีกลิ่นฉุน
พริกหยวกขึ้นได้กับดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำได้ดี ไม่ชื้นจนเกินไป พริกหยวกสามารถปลูกได้ตลอดปี พันธุ์พริกหยวก ส่วนมากที่ปลูกเป็นพื้นเมืองซึ่งปลูกกันมานาน
















กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

ดาวกระจาย

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Asterales

วงศ์ Compositae

สกุล Cosmos


สปีชีส์ Cosmos sulphureus

ชื่อสามัญ : Mexican Diasy, Cosmos

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cosmos sulphureus Cav.
ตระกูล : Compositae

ถิ่นกำเนิด : อเมริกากลาง



ลักษณะทั่วไป

ดาวกระจายมีพุ่มต้นสูง 3-4 ฟุต เป็นไม้ดอกที่พบปลูกตามรั้วบ้าน และขึ้นเองทั่วไปตามริมทาง
เมล็ดงอกง่ายเจริญเติบโตเร็วเมื่อต้นโตเต็มที่จะออกดอกสะพรั่งทยอยบานนาน 4- 6 สัปดาห์จากนั้นดอกจะโรยพร้อมกับติดเมล็ดเพราะดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่งดอกวงนอกเป็นหมันกลีบดอกมีสีต่างๆมีตั้งแต่สีชมพู ชมพูอมม่วง แดง ขาว กลีบดอกบาง มี 8 กลีบสีเหลืองถึงสมมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ดอกซ้อนมีพุ่มเตี้ย ส่วนดอกวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศกลีบดอกเป็นหลอดสีเหลืองปลายจักส่วนมากเป็นดอกชั้นเดียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ประมาณ 3 นิ้ว

สภาพการปลูก

ดาวกระจายเป็นไม้ดอกอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกง่ายเลี้ยงง่ายและโตเร็ว สามารถขึ้นได้ในทุกที่ ๆ มีแสงแดดจัด ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน หนาวหรือฝน

การขยายพันธุ์

ขยายพันธุ์โดย การเพาะเมล็ด

การดูแลรักษา

การรดน้ำทำตามความจำเป็น เตรียมดินก่อนปลูกให้พอสมควร เมื่อต้นงอกและมีขนาดโตคือมีใบจริง 2-3 คู่ ใส่ปุ๋ยผสม 15-15-15 หรือใกล้เคียง ต้นละประมาณ 1 ช้อนชา เพียงครั้งเดียว ดาวกระจายจะงามทั้งต้นและดอก แต่มีข้อเสียนิดหน่อย คือ ดาวกระจายมีอายุค่อนข้างสั้น ออกดอก เพียง 3-4 ชุดด้นจะโทรม และตายในที่สุด จึงต้องขยันปลูกใหม่เสมอ



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

สาบแร้งสาบกา

ชื่ออื่น ๆ : เทียนแม่ฮาง (เลย), หญ้าสาบแฮ้ง (เชียงใหม่), หญ้าสาบแร้ง (ราชบุรี), ตับเสือเล็ก (สิงห์บุรี), เซ้งอั้งโซว (จีน-แต้จิ๋ว)

ชื่อสามัญ : Goat Weed

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ageratum conyzoides Linn.

วงศ์ : COMPOSITAE

ลักษณะ ทั่วไป :


ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุเพียงปีเดียวตาย ลำต้นจะตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามาก ทั้งต้นจะมีขนปกคลุมอยู่ และเมื่อเด็ดมาขยี้ดมจะมีกลิ่นเฉพาะตัวเลย ลำต้นสูงประมาณ 1-2 ฟุต

ใบ : ออกใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ แต่ตรงส่วนยอดใบจะเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี ปลายแหลม โคนใบเว้าคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบเป็นจักฟันเลื่อย พื้นใบมีสีเขียว และมีขนสั้น ๆ อ่อน ๆ ปกคลุมอยู่ ยาวประมาณ 2-5 นิ้ว ก้านใบมีขนปกคลุมตลอดทั้งก้าน

ดอก : ออกดอกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น ช่อหนึ่ง ๆ จะมีดอกขนาดเล็กประมาณ 6 มม. อัดตัวอยู่กันแน่น ดอกมีสีม่วงน้ำเงินหรือขาว มีอยู่ 5 กลีบ ๆ เลี้ยงสีเขียว

ผล : แปลกมาก คือจะเป็นรูปเส้นตรงสีดำ ส่วนบนจะมีขนสั้นอยู่ 5 เส้น

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิดซึ่งจัดเป็นวัชชพืชชนิดหนึ่ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบ และราก

สรรพคุณ : ทั้งต้น แก้ไข้ ขับระดู แก้บิด แก้ลม และแก้ช่องทวารหนักหย่อนยาน

ใบ พอกแก้คัน แก้แผลเรื้อรังที่เยื่อเมือก ห้ามเลือด ทาภายนอกแก้ปวดบวม แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ น้ำต้มกินแก้ไข้ น้ำคั้นใช้หยอดตาแก้ตาเจ็บ เป็นยาทำให้อาเจียน

ราก ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนนิ่ว แก้ไข้

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันขึ้นอยู่ทั่วไปตามที่รกร้างว่างเปล่า

ตำรับ ยา : 1. แผลเรื้อรังที่เนื้อเยื่อเมือกบวมอักเสบ นำใบสดและยอดมาล้างให้สะอาด ผสมกับเกลือและข้าวหมัก ตำให้เข้ากันแล้วพอกบริเวณที่เป็น

2. ไข้หวัด ใช้ใบสด 60 กรัมต้มน้ำกิน

3. แผลเรื้อรังมีหนอง ฝี ให้ใช้ใบสดผสมกับน้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย แล้วตำพอก

4. ปวดกระดูก ปวดข้อ ใช้ใบสดตำพอก

5. คออักเสบ ใช้ใบสด 30-60 กรัมนำมาล้างให้สะอาดเสียก่อนแล้วคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำตาลกรวด รับประทานวันละ 3 ครั้ง

6. ตาปลาอักเสบ ปากเป็นแผล ใช้ใบสด 120 กรัมกับกากเมล็ดชา 15 กรัม ผสมกันแล้วตำพอก

7. หูชั้นกลางอักเสบ ใช้ยอดสดคั้นเอาแต่น้ำแล้วหยอด

8. แผลฟกช้ำ มีเลือดออก ใช้ยอดและใบตำพอก

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา : สารที่สกัดจากต้นนั้นจะมีฤทธิ์ในการยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อ Staphylococcus Aureus

สาร เคมีที่พบ : ทั้งต้นมีสารพวก น้ำมันระเหย โปแตสเซียมคลอไรด์ มีกรดอินทรีย์ กรดอมิโน อัลคาลอยด์ ฟลาโวนอยด์ coumarin, B-sitosterol, friedelin และ stigmasterol





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

สับปะรด

ชื่ออื่น ๆ : แนะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ขนุนทอง, ยานัด, ย่านนัด (ใต้), บ่อนัด (เชียงใหม่), เนะซะ (กะเหรี่ยงตาก), ม้าเนื่อ (เขมร), มะขะนัด, มะนัด (เหนือ), หมากเก็ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), สับปะรด (กรุงเทพฯ), ลิงทอง (เพชรบูรณ์)
ชื่อสามัญ : Pineapple

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ananas comosus (Linn.) Merr.

วงศ์ : BROMELIACEAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุอยู่หลายปี ลักษณะของลำต้นนั้นจะแตกออกมาเป็นกอ ใหญ่ ไม่มีกิ่งก้านใด ๆ ทั้งสิ้น จะมีก็แต่เพียงกาบใบที่ห่อหุ้มลำต้นไว้ มีปล้องสั้น ๆ สูงประมาณ 1-3 ฟุต

ใบ : แตกออกมาเป็นกอ เรียงแบบบันไดเวียนอย่างหนาแน่นและจะไม่มีก้านใบเลย ลักษณะของใบเรียวยาว ปลายแหลม โคนใบจะเป็นกาบห่อหุ้มลำต้นอยู่ ขอบใบมีหนามบ้างเล็กน้อย ผิวใบเรียบ ด้านบนจะเป็นสีเขียวเข้มและทางสีแดง ส่วนด้านล่างนั้นจะออกสีขาวปนน้ำเงิน
ขนาดของใบกว้างประมาณ 2.5 นิ้วยาว 1 เมตร

ดอก : เป็นช่อ โผล่ออกมาจากกลางกอ ช่อดอกนี้ใหญ่มีดอกหนาแน่นและก้านช่อก็ใหญ่แข็งแรงยาวประมาณ 3-6 นิ้วกลีบดอกมี 3 กลีบ มีขนาดเล็กด้านบนสีฟ้าอมม่วง ด้านล่างสีขาวมีเกสร 6 อันเรียงกันเป็น 2 ชั้น

ผล : จะเกิดจากช่อดอกที่เจริญร่วมกัน ผนังจะเชื่อมติดกัน โดยมีแกนกลาง ลักษณะของผลเป็นรูปมนรี ตรงโคนจะกว้างกว่าส่วนปลาย และปลายผลจะมีใบเป็นกระจุกสีเขียวเข้ม และผลโตประมาณ 6 นิ้วยาว 8 นิ้วมีตาอยู่รอบผลด้วยเมื่อยังอ่อนเป็นสีเขียว พอแก่กลายเป็นสีเหลืองสดและฉ่ำน่าทานมาก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นได้ดีในดินปนทราย มีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีมาก ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำตะเกียงหรือส่วนที่อยู่ตรงปลายของผล และอาจจะใช้วิธีการนำหน่อไปปลูก แต่จะต้องกลบดินให้แน่นอย่าให้น้ำขังควรปลูกให้ลึกประมาณ 4 นิ้ว

ส่วนที่ใช้ : ใบสด ผล (ดิบและสุก) ราก เปลือก ยอดอ่อนสับปะรด

สรรพคุณ : ใบสด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัยทำให้โตมีสุขภาพดีและใช้เป็นยาถ่ายหรือฆ่าพยาธิในท้อง

ผล แก้ไอ แก้เสมหะ ระงับอาการอักเสบ น้ำลายเหนียว ขับปัสสาวะฟอกเลือด แก้บวม และถ้าเป็นผลดิบจะใช้ห้ามเลือด ขับระดู ฆ่าพยาธิ และถ้าเป็นผลสุกใช้ขับปัสสาวะ แก้หนองใน มุตกิด ช่วยย่อยอาหาร ขับเหงื่อบำรุงกำลัง

ราก ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้มุตกิดระดูขาว แก้หนองใน แก้ขัดข้อ แก้กระษัย กัดและล้างทางเดินปัสสาวะ

เปลือก แก้กระษัยทำให้ไตมีสุขภาพดี ขับปัสสาวะ ถ้าผสมกับสมุนไพรอื่นจะแก้ขัดเบายอดอ่อนสับปะรด แก้นิ่ว แก้นิ่วเลือด

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ทางตะวันออกของอเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันมีปลูกมากทางเขตร้อนและเขตใกล้เขตร้อน

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา : 1. ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ย่อยโปรตีน โดยทำการสกัดรากด้วยน้ำผลพบว่าไม่สามารถยับยั้งเอนไซม์ย่อยโปรตีนได้

2. ฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยการนำรากมาสกัดด้วยน้ำ และน้ำที่สกัดได้นั้นนำไปฉีดเข้าทางช่องท้องหนูขาว ผลที่ออกมาสามารถลดการอักเสบได้





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

สันพร้าหอม

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าเสือมอบ (ราชบุรี,สุพรรณบุรี,กาญจนบุรี), ซะเป, มอกพา, หญ้าลั่งพั้ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), พอกี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เกี๋ยงพาใย (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eupatorium stoechadosmum Hance.

วงศ์ : COMPOSITAE

ลักษณะทั่วไป :


ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่มีลำต้นตั้งตรง ตามลำต้นจะเป็นร่อง แต่ก็ค่อนข้างจะ เกลี้ยงเล็กน้อย

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกเรียงกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อต้น ลักษณะขอบใบเป็นรูปมนรี ปลายแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ผิวใบเกลี้ยง มีสีเขียว ขนาดของใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 7-11 ซม.

ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น ก้านช่อดอกจะมีขนปกคลุมหนาแน่น ดอกมีสีแดงหรือสีขาว ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ดอกมีขนาดเล็กบานเต็มที่ประมาณ 7-8 มม.

ผล : เป็นสีดำ มีสันอยู่ 5 สัน ผลจะแห้งรูปขอบขนาดแคบ

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ราก

สรรพคุณ : ทั้งต้น เป็นยาบำรุง กระตุ้นความกำหนัด แก้ปวดหัว ไข้ตัวร้อนจัด ขับเหงื่อ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น

ราก เป็นยาช่วยให้ประจำเดือนมาตามปกติ น้ำต้มดื่มแก้พิษ



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

สร้อยทองทราย

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าปุยขาว (ขอนแก่น)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polycarpaea corymbosa (Linn.) Lamk.

วงศ์ : CARYOPHYLLACEAE

ลักษณะ ทั่วไป :


ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นตรง และแตกกิ่งก้านสาขามาก ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีขนนุ่ม ๆ ปกคลุมอยู่ ลำต้นสูงประมาณ 1-2 ฟุต

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว และมีขนาดเล็กมากประมาณ 1-2 มม. ยาว 0.5-2 ซม. จะแตกใบออกตามข้อต้นรวมกันเป็นกระจุก ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาดแคบ ปลายแหลม มีเนื้อบาง แห้ง สีเขียว

ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น ดอกจะอยู่รวมกันหนาแน่น สีเงิน มีเนื้อบาง ซึ่งอาจจะมีขนปกคลุมอยู่บางดอก มี 5 กลีบ ปลายมนหรือเว้าเป็นแอ่ง และมีกลีบรองดอกอยู่ 5 กลีบห่อหุ้มอยู่ เกสรมี 5 อัน

ผล : แห้ง มี 3 พูและเมล็ดในผลมีจำนวนมาก

การ ขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ซึ่งจัดเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่สองข้างทาง หรือตามไร่สวน จะเจริญงอกงามเร็วในดินทรายหรือดินแดง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบ และดอก

สรรพคุณ : ทั้งต้น จะใช้ทาภายนอกหรือใช้ทานก็ได้รักษาเมื่อถูกงูพิษกัด

ใบ ใช้ผสมกับน้ำตาลทำเป็นยารักษาโรคดีซ่าน และตำเป็นยาพอกฝี แผลที่ถูกสัตว์กัด แผลอักเสบบวม





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หญ้าลิ้นงู


หญ้าลิ้นงู

ชื่ออื่น ๆ : สุ่ยเฉียบฉ่าว (จีนกลาง), จุ่ยจี้เช่า (แต้จิ๋ว)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oldenlandia corymbosa Linn (Hedyotis” corymbosa Lam.)

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นเลื้อยยาว ประมาณ 6-20 นิ้ว ลำต้นมีลักษณะเรียบเกลี้ยง
เล็กยาว และแตกกิ่งก้านสาขาออกมาก

ใบ : ใบมีลักษณะแหลมเรียวเล็ก ไม่มีก้านใบ หูใบมีขนาดเล็กขนาดของใบยาวเพียง 0.5-1 นิ้ว กว้าง 1.5-3.5 มม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ๆ หนึ่งมีประมาณ 2-4 ดอก แยกออกกันเป็นคู่ ๆ ออกตามบริเวณง่ามใบ ลักาณะของดอกมีกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอก มีสีขาวเป็นรูปกรวยแยก ปลายแยก เป็น 4 กลีบ ดอกบานเต็มที่มีขนาดโตประมาณ 2.5 มม. ก้านดอกยาวประมาณ 0.6-2 ซม.

ผล : ผลมีลักษณะเป็นสันสี่มุม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 มม. เปลือกนอกแข็งไม่แตก ข้างในผลมีเมล็ดเล็กเล็ก เป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามที่ที่มีความชื้นแฉะ เจริญเติบโตได้ดี ในดินอุดมร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้น ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้มาเลเรีย เป็นลำไส้อักเสบ หรือใช้ลำต้นสด ต้มเอาน้ำใช้ล้างแผลฝีบวม ไฟไหม้น้ำร้อนลวก เป็นต้น





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หญ้าแพรก

หญ้าแพรก

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าแผด (ภาคเหนือ), หนอเก่เค (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ทิซั่วเช่า (จีน)

ชื่อสามัญ : Dub grass, Florida grass, Bermuda grass, Bahana grass, Scutch grass, Creeping-cynodon, Wire grass

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cynodon dactylon Pers.

วงศ์ : GRAMINEAE

ลักษณะ ทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ประเภทเดียวกับหญ้า แตกกิ่งก้าน เลื้อยปกคลุมดินยาวประมาณ 1 เมตร และลำต้นที่ชูตั้งขึ้นสูงประมาณ 4-12 นิ้ว ลักษณะของลำต้นเป็นข้อ และมีรากงอกออกมา

ใบ : ใบออกที่ข้อลำต้นตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นเส้นยาว โคนใบมีขนสั้น ปลายใบแหลมยาว ขนาดของใบมีความยาวประมาณ 1-6 ซม. กว้างประมาณ 1-3 มม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีช่อดอกย่อยอีกประมาณ 3-6 ช่อ ลักษณะของช่อดอกย่อย เป็นเส้นมีสีเขียวอมเทา หรือสีม่วงยาวประมาณ 1-2 นิ้ว และลักษณะของดอกย่อยจะออกเรียงกันเป็นแถว

ผล : เมื่อดอกร่วงก็จะติดผล มีขนาดยาวประมาณ 1 มม.

การ ขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบขึ้นเอง ตามที่ว่างริมถนน หรือบริเวณสนามหญ้า ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ต้องการความชื้นในปริมาณค่อนข้างมาก ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด กิ่ง และราก

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ราก

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นสด ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ ขับลม อาเจียนเป็นเลือด แก้อัมพาต ปวดเมื่อยกระดูก แก้โรคเบาหวาน ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ริดสีดวงทวาร หรือใช้ลำต้นสดนำมาตำให้คั้นเอาน้ำและกาก ทา หรือพอกแก้ปวดข้อ ช่วยห้ามเลือด พิษไข้มีผื่นต่าง ๆ เช่น เป็นหัด เหือด อีสุกอีใส ดำแดง เป็นต้น

ราก ใช้รากแห้งประมาณ 60 กรัมนำมาต้ม หรือบดให้ละเอียด ใช้กินเป็นยาแก้โรคหนองเรื้อรัง ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ซิฟิลิสในระยะออกดอก ริดสีดวงทวารมีเลือดออก และเป็นยาแก้บวมน้ำ เป็นต้น

ข้อมูล ทางเภสัชวิทยา : 1. จากการทดลองฉีดอัลคาลอยด์ ของหญ้าแพรก ในปริมาณ 2.5 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ฉีดเข้าในหลอดโลหิตดำ ของกระต่าย ผลปรากฏว่าเลือดจากบาดแผลของกระต่ายเกิดการแข็งตัวขึ้น
และเลือดหยุดไหลได้เร็วขึ้น

2. จากการสกัดลำต้นของหญ้าแพรก ด้วยอีเธอร์ จะได้สารที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa, Streptococcus faecalis Salmonella typhi, Shigella dysenteriae, Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis แต่สารที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งมีการทดลองกับ Vaccinia virus




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สลัดน้ำ วอเตอร์เครส

วอเตอร์เครส หรือที่เราคนไทยเรียกว่า สลัดน้ำ เป็นผักในตระกูลกระหล่ำ ซึ่งมีลักษณะเป็นผักใบเขียว นิยมนำมาทำเป็นผักสลัด หรืออาจนำมาทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก ตลอดจนเป็นส่วนประกอบของอาหารเมนูต่างๆตามใจชอบ แต่ทั้งนี้ในเรื่องคุณค่าทางอาหารแล้วมีประโยชน์เหลือเชื่อเลยทีเดียว ถ้าเทียบจากน้ำหนักที่เท่ากันแล้ว วอเตอร์เครสประกอบด้วยวิตามินซีมากกว่าส้ม มีแคลเซียมมากกว่านมทุกชนิด มีธาตุเหล็กมากกว่าผักขม และยังประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดจากสารอนุมูลอิสระอีกด้วย

จากงานวิจัยของศาสตาจารย์โรแลน มหาวิทยาลียอัลสเตอร์ที่ลงตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการและมะเร็ง พบว่าสารบางอย่างในวอเอตร์เครสสามารถยับยั้งและป้องกันการเกิดมะเร็งได้ในการทดลองพบว่าสารสกัดจากวอเตอร์เครสจะช่วยลดการทำลายDNAของเซลล์บริเวณลำไส้ที่จะนำไปสู่การเกิดมะเร็งนอกจากนี้ยังช่วยลดการโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ และช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังบริเวณต่างๆได้อีกด้วย

สารประกอบในวอเตอร์เครสที่สำคัญ คือกลูโคซิโนเลต พีโนลิกและฟลาโวนอย เมื่อคุณเคี้ยวหรือหั่นวอเอตร์เครส สารกลูโคซิโนเลตจะแตกตัวเป็น ไอโซไทโอไซยาเนต หนึ่งในนั้นคือ PEITC ( พีนิลเลตทิล ไอโซไทโอไซยาเนต) ซึ่งจากงานวิจัยมากกว่า 50 งานพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งและป้องการเกิดมะเร็ง

จากงานวิจัยของศาสตราจารย์สตีเฟน ในอเมริกา พบว่าการบริโภควอเตอร์เครสจะช่วยลดอันตรายในการเกิดมะเร็งที่เกิดจากควันบุหรี่ และยังช่วยป้องกันสารพิษต่างๆที่เราได้รับทางการกินซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็ง

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยอัลสเตอร์ อังกฤษ พบว่า "ผักสลัดน้ำ" หรือ "วอเตอร์เครส" ช่วยลดความเสียหายทางดีเอ็นเอที่จะเกิดขึ้นกับเซลล์เม็ดเลือดขาว อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เซลล์พัฒนาไปเป็นมะเร็ง
นักวิจัยศึกษาเก็บข้อมูลอาสาสมัครสุขภาพดี 60 คน ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งสูบบุหรี่ ให้อาสาสมัครรับประทานผักสลัดน้ำวันละ 85 กรัม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นพบว่าความเสียหายทางดีเอ็นเอที่เกิดขึ้นกับเซลล์เม็ดเลือดขาวลดลงร้อยละ 22.9 นอกจากนี้เซลล์เม็ดเลือดขาวยังปกป้องตัวเองจากอันตรายของสารอนุมูลอิสระได้มากขึ้นด้วย
Watercress เป็นพืชที่ปลูกในน้ำสะอาด ตัดรากทิ้ง รับประทานได้ทั้งต้น นิยมรับประทานสดในสลัด ผัดน้ำมันหอย หรือดัดแปลงทำต้มจืดแทนผักตำลึงได้
ผลวิจัยพบว่า การรับประทานผักสลัดน้ำช่วยเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูตีนและเบต้าแคโรทีนในกระแสเลือด ขณะเดียวกันช่วยลดระดับไตรกีเซอไรด์ที่เป็นอันตรายลงได้ราวร้อยละ 10 ผลดีนี้เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่มีระดับสารต้านอนุมูลอิสระน้อยมากในช่วงเริ่มการศึกษา


ผักสลัดน้ำ หรือวอเตอร์เครส (water cress) กับผักเป็ดไทยนั้น ลักษณะต้นกับใบคล้ายกันอยู่

สลัดน้ำ ใช้ใบประกอบอาหาร เช่น สลัดผัก ต้มจืด ผัดน้ำมันหอย เป็นต้น ประกอบด้วยวิตามัน เอ ไรโบฟลาวิน ธาตุเหล็ก แคลเซี่ยม และโปรตีน ใช้ลดความดันโลหิต รายงานวิจัยแห่งหนึ่ง กล่าวว่าน้ำมันที่สะกัดจากพืชตระกูลกะหล่ำ (mustard oils) ประกอบด้วยสาร isothiocyanates สูง ต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดจากควันบุหรี่ในสัตว์ทดลอง และสาร phenylethyl isothiocyanates (PEITE) ในสลัดน้ำมีแนวโน้มให้ผลดีที่สุด

World cancer Research Fund and American Institute for Cancer Research (1997) รายงานว่า ผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณร้อยละ 40 สามารถลดลงได้โดยรับประทานอาหารที่เหมาะสม

มะเร็งเกิดจากการรับประทานอาหารหรือการสูดดมสารตั้งต้นของโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุอาการผิดปกติในเซลล์ สารประกอบน้ำมันในพืชตระกูลกะหล่ำ ประกอบด้วย phenylethyl isothiocyanates (PEITC) สามารถลตราการเป็นมะเร็งในหนูทดลองได้

รากสามารถเจริญจากข้อ เจริญในน้ำหรือในที่ ๆ มีความชื้นสูง สายพันธุ์ดั้งเดิมพบในลำธารน้ำสะอาด ระดับน้ำตื้น ไหลผ่านตลอดเวลา

สลัดน้ำมีสองสายพันธุ์คือ

พันธุ์สีเขียว เป็นสายพันธุ์ที่ต้องการสภาพอากาศอบอุ่น ไม่ทนต่ออุณหภูมิต่ำติด[คำไม่พึงประสงค์]กและเมล็ดง่าย
พันธุ์สีน้ำตาล เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างทนทานต่ออุณหภูมิต่ำ ติด[คำไม่พึงประสงค์]กและเมล็ดยาก ขยายพันธุ์โดยการปักชำต้น
สลัดน้ำเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูง รากจะเจริญได้ดีในพื้นที่ ๆ มีระดับน้ำตื้น (5-10 เซนติเมตร) มีน้ำสะอาดไหลผ่านช้า ๆ ตลอดเวลา การปลูกในที่ ๆ ไม่มีการหมุนเวียนของน้ำ จะทำให้น้ำเน่าเสีย และสลัดน้ำจะตาย ในกรณีที่ไม่สามารถหาแหล่งปลูกในที่มีน้ำไหลผ่านได้ อาจจะปลูกตามขอบบ่อ โดยสูงกว่าระดับน้ำ 15 เซนติเมตร และบังร่มเงา หรืออาจจะปลูกในพื้นที่ ๆ ร่มรำไร และให้น้ำแบบพ่นฝอยวันละสองครั้ง

การปลูกเพื่อบริโภคในครอบครัว และปลูกเป็นไม้ประดับ อาจจะปลูกในกระถางหรือถาดปลูก โดยการผสมวัสดุปลูกลงไปในภาชนะ สูง 5-7 เซนติเมตร ใช้ถาดรองภาชนะและใส่น้ำให้สม่ำเสมอ วางไว้ใกล้หน้าต่างหรือที่ ๆ ได้รับแสงรำไร

การเตรียมแปลงปลูก
สลัดน้ำมีถิ่นกำหนดในเขตหนาว เจริญได้ดีในอุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส แหล่งปลูกจึงเป็นพื้นที่ ๆ มีอุณหภูมิต่ำ และความเข้มของแสงต่ำในฤดูร้อน

ในที่ ๆ ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำได้ ควรใช้พลาสติกรองก้นบ่อ ผสมดินร่วน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเก่า ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 ใส่ลงไปในบ่อให้สูง 25-30 เซนติเมตร เกลี่ยหน้าดินให้เรียบและทุบให้แน่น เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน ทำขอบบ่อสูง 20-30 เซนติเมตร วางก้อนหินในบ่อเพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยว

การปลูกเพื่อการค้าสามารถทำแปลงปลูกคล้ายกับการทำนา โดยเตรียมดินเช่นเดียวกับการปลูกในบ่อ

การเพาะปลูก
การขยายพันธุ์อาจเพาะเมล็ดหรือการปักชำ การขยายพันธุ์โดยเมล็ด รดน้ำแปลงปลูกให้มีความชุ่มชื้นพอสมควร เมล็ดมีขนาดเล็กมากควรผสมกับทรายละเอียดในปริมาตรที่เท่ากัน หว่านบาง ๆ ทั่วแปลงปลูก ไม่ต้องกลบเมล็ดและระวังอย่าให้มีน้ำขัง รักษาหน้าแปลงให้มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา เมื่อเมล็ดเริ่มงอก ต้นกล้าเริ่มเจริญจึงค่อย ๆ เพิ่มระดับน้ำ

การปลูกโดยใช้ต้นปักชำ ควรเด็ดใบที่อยู่ส่วนโคนออก เหลือเฉพาะใบส่วนยอดแช่ ส่วนโคนในน้ำสะอาด จะงอกรากภายในเวลา 2 วัน ใช้ระยะปลูก 5×5 เซนติเมตร

ในฤดูร้อนพันธุ์สีเขียว จะมี[คำไม่พึงประสงค์]กเจริญขึ้นมาและติดเมล็ด ซึ่งจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต

การดูแลรักษา
สลัดน้ำเป็นพืชตระกูลกะหล่ำ จะมีปัญหาการเข้าทำลายของหนอนใย และหมัดกระโดด ควรใช้มุ้งตาข่ายคลุมแปลงปลูก เนื่องจากเป็นพืชที่นิยมบริโภคในรูปผักสดไม่ควรฉีดสารเคมี

เมื่อต้นเจริญสูง 10-15 เซนติเมตร ให้เด็ดยอด เพื่อให้แตกกิ่งข้าง การเพิ่มจำนวนกิ่งต่อต้นจะทำให้ผลผลิตสูง การปลูกในที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ควรคลุมบ่อด้วยพลาสติกใส เพื่อเติมอุณหภูมิ หลังเก็บเกี่ยวแต่ละครั้ง ควรใส่ปุ๋ยคอก เพื่อเพิ่มไนโตรเจน ทุกสองถึงสามเดือนระบายน้ำทิ้ง ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี เพื่อให้ต้นเจริญรวดเร็วและสมบูรณ์

การเก็บเกี่ยว
การปลูกในพื้นที่ ๆ มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ให้ปุ๋ยอย่างพอเพียงสม่ำเสมอ ไม่เก็บเกี่ยวบ่อยครั้งจนเกินไป สามารถเก็บเกี่ยวได้หลายปี ในกรณีที่ต้นโทรม ผลผลิตต่ำ ควรปลูกใหม่ โดยการปักชำ

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กระเทียม

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Liliopsida

อันดับ Asparagales

วงศ์ Alliaceae


วงศ์ย่อย Allioideae

เผ่า Allieae

สกุล Allium

สปีชีส์ A. sativum

ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium sativum Linn.

ชื่อท้องถิ่น หอมเทียม (ภาคเหนือ) เทียน หัวเทียน (ภาคใต้) กระเทียมขาว หอมขาว (อุดรธานี)
กระเทียม(ภาคกลาง)

ลักษณะของพืช
กระเทียม เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่าหัว หัวมีกลีบย่อยหลายกลีบ
ติดกันแน่น เนื้อสีขาว มีกลิ่นฉุนเฉพาะบางครั้งในหัวมีกลีบเดียว เรียกว่า
กระเทียมโทน หัวค่อนข้างกลมใบยาวแบน ปลายแหลม ภายในกลวง ดอกรวมกันเป็นกระจุกที่ปลายก้านช่อ ดอกสีขาวเหลืองอมชมพูม่วงผลมีขนาดเล็ก

ส่วนที่ใช้เป็นยา หัวใต้ดิน

การปลูก
ใช้หัวปลูก กะเทียมชอบอากาศเย็นและดินร่วมซุย ปลูกได้ดีในทางภาคเหนือ

รสและสรรพคุณยาไทย รสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลมในลำไส้
แก้กลากเกลื้อน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
สารเคมีในหัวกระเทียม คือน้ำมันหอมระเหย Essential oil
โดยทั่วไปกระเทียมจะมีน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 0.6-1 ในน้ำมันหอมระเหย
นี้มีสารเคมีที่มีกำมะถันเป็นองค์หระกอบหลายชนิด ตัวที่สำคัญก็คือ "อัลลิซิน"
นอกจากนี้ยังมี Sulfane dimethy dipropl-disulfide sllinase "อัลลิซิน"
เป็นน้ำมันไม่มีสี ละลายได้ในน้ำ ในแอลกอฮอล์ เบนซิน และอีเทอร์ ถ้ากลั่นโดยใช้การร้อนโดยตรง จะถูกทำลาย"อัลลิซิน"ได้รับความสนใจและแยกสกัดบากกว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิดด้วยกัน หัวกระเทียมสามารถลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด ได้ทั้งคนปกติและคนไข้ที่มีโฆเลสเตอรอลสูง

วิธีใช้
แก้อากาท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ถ้ารับประทานกะเทียมดิบๆ
ครั้งละประมาณ 5-7 กลีบ หลังอาหารจะสามารถช่วยได้ รักษากลาก เกลื้อน
โดยการฝานหัวกระเทียมเอามาถูเบาๆหรือโขลกคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็น

คุณค่าทางอาหาร
ใช้ปรุงรสอาหารได้เป็นอย่างดี มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส
กำมะถัน ไขมัน โปรตีน วิตามิน เอ

ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา
เก็บในช่วงที่หัวแก่ อายุ 100 วันขึ้นไป
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...