แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ละมุด

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Ericales

วงศ์ Sapotaceae

สกุล Manilkara

สปีชีส์ M. zapota

ชื่อวิทยาศาสตร์
Manilkara zapota (L.) P. Royen

ละมุด เป็นต้นไม้ผลขนาดกลาง ไม่สลัดใบ สูงประมาณ ๑๕-๒๐ เมตร ต้นแผ่กิ่งก้านสาขาแข็งแรง กิ่งเหนียวไม่หักง่าย เมื่อต้นยังไม่แก่ เปลือกจะเรียบมีสีน้ำ ตาลอ่อน มียางสีขาวอยู่ทั่วทุกส่วนของลำต้น ซึ่งยางของละมุดนี้มีประโยชน์สำหรับทำไคเคิลกัม (Chicle gum) หรือชิวอิ่งกัม (Chewing gum) ใช้ทำหมากฝรั่ง เมื่อต้นแก่เปลือก จะแยกแตกออกจากกัน ใบมีสีเขียวเข้มค่อนข้างแข็ง หนา เรียบ รูปรี ปลายใบแหลมเล็กน้อย ยาว ประมาณ ๑๐-๑๕ เซนติเมตร กว้าง ประมาณ ๓-๗ เซนติเมตร ด้านบนใบเป็นมัน ใต้ท้องใบสีเขียวอ่อน ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เปลือกผลบาง มีสีน้ำตาลอ่อน เนื้อมีทั้งกรอบและนิ่ม ผลขณะยังดิบอยู่จะมียางสีขาว แต่เมื่อสุกจะไม่มียาง และเนื้อผลจะมีสีน้ำตาลปนแดง เมล็ดมีลักษณะแข็งสีดำเป็นมัน รูปร่างยาวเรียวประมาณ ๔ เซนติเมตร ในผลหนึ่ง ๆ มีเมล็ดประมาณ ๒-๖ เมล็ด

ละมุดที่ปลูกกันอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่ใน ประเทศไทย มี 2 ชนิด คือ


1. ละมุดไทยหรือละมุดสีดา มีลักษณะทรงพุ่มโปร่ง โคนใบเรียว ปลายใบมนผลมีขนาดเล็ก อีกชนิดหนึ่งคือ ละมุดฝรั่ง มีอยู่หลายพันธุ์คือ พันธุ์มะกอก เป็นละมุดผลใหญ่ เนื้อนิ่มช้ำง่าย ติดผลไม่ค่อยดก ใบยาวรี แคบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ผลสุกมีสีน้ำตาลอมขาว มีเนื้อผลแข็งและกรอบ พันธุ์ไข่ห่าน ปลายใบยาวรี ปลาย ใบแคบ สีเขียวอ่อน ขนาดผลใหญ่ใกล้เคียงกับพันธุ์มะกอก ผลสุกเนื้อในค่อนข้างหยาบแต่ไม่แข็งกรอบ พันธุ์กระสวย มีขนาดผลเล็ก รูปร่างยาวรี ก้นผลแหลม ผลสุกมีเนื้อสีแดง รสหวาน ให้ผลดก ปัจจุบันไม่นิยมปลูก

2. พันธุ์ฝาชี ผลสุกมีลักษณะคล้ายฝาชี ผิวของผลมีขุย เนื้อผลสุก หยาบ และไม่หวาน จึงไม่เป็นที่นิยมปลูก ปัจจุบันนิยมปลูกพันธุ์มะกอกและไข่ห่าน การปลูกและดูแลรักษา การขยายพันธุ์นิยมใช้วิธีตอนกิ่งและเพาะเมล็ด กิ่งตอนจะให้ผลเมื่ออายุครบ 3 ปี ส่วนการเพาะเมล็ดให้ผลเมื่ออายุ 6 ปี หลังจากตัดกิ่งตอนจากต้นแม่ ควรชำไว้ในถุงเพาะชำ พักไว้ในโรงเรือน 1-2 เดือน ก่อนนำไปปลูกในแปลง ระยะปลูกใช้ระยะ 8x8 เมตร หลุมปลูกขนาดกว้างและลึก 30 เซนติเมตร เท่ากัน คลุกดินล่างกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 1 ปุ้งกี๋ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วเกลี่ยลงหลุม

ปลูกกิ่งตอนหรือต้นกล้าและกลบดินให้แน่น รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหรือโดโลไมต์ จะทำให้ต้นละมุดเจริญเติบโตได้ดี ปักหลักผูกติด กับต้นกันลมพัดโยก รดน้ำพอชุ่ม ถ้าต้องการให้อัตรา การตายต่ำควรปลูกในต้นฤดูฝน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนเป็นต้นไป ครบ 3 ปี กิ่งตอนเริ่มให้ผลผลิต ละมุดออกดอกระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงกรกฎาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนธันวาคม จนถึงเดือนมกราคม อายุ 3 ปี ให้ผล 100-200 ผลต่อต้น หลังเก็บเกี่ยวผลแล้วควรตัดแต่งกิ่งที่แห้งและเป็นโรค เผาทำลายทิ้ง ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น แบ่งใส่ 2 ครั้ง ต้นฤดูและปลายฤดูฝน พร้อมปุ๋ยคอกเก่าอีก 1-2 ปุ้งกี๋ ต่อต้น หากฝนไม่ตกต้องรดน้ำตามทันที ปีที่ 4-6 จะให้ 300-500 ผลต่อต้น และปีที่ 7-10 ให้ผล 600-900 ผลต่อต้น

ศัตรูสำคัญของละมุดคือ หนอนเจาะลำต้น เป็นตัวอ่อนของแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง ตัวเต็มวัยมีความยาว 3-5 เซนติเมตร ปีกมีสีดำและสีเหลืองส้มคาดกลางปีก วิธีป้องกันกำจัด ให้หมั่นตรวจดูแลต้นละมุดในสวน วิธีเก็บผลให้เขย่ากิ่งเบา ๆ รองรับด้วยสวิง รวบรวมผลได้ตามต้องการ ล้างน้ำให้สะอาด วางกระจายในร่มบนแคร่ไม้ให้แห้ง บ่มให้สุกในตุ่ม ที่รองก้นด้วยใบตอง วางผลละมุดเป็นชั้น ๆ เกินครึ่งตุ่มเล็กน้อย ปักธูปที่จุดแล้วจำนวน 10 ดอก คลุมด้วยผ้าหรือกระสอบที่ปากตุ่ม ครบ 2 คืน ละมุดจะสุกพร้อมกัน นำผลออกจำหน่ายได้




ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 27 มิถุนายน 2551



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ลองกอง

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta
ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Sapindales

วงศ์ Meliaceae

สกุล Lansium

สปีชีส์ L. domesticum

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lansium domesticum Corrêa
ลักษณะโดยทั่วไป

ลองกอง เป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ดังนั้นสภาพอากาศที่ปลูกลองกองควรมีอากาศร้อนและชุ่มชื้น อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส ความชื้นในอากาศ 70-80% ปริมาณน้ำฝน 2000-3000 มิลลิเมตรต่อปี ระดับความสูงน้อยกว่า 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดินควรเป็นดินร่วนปนทรายมีอินทรียวัตถุสูง มีการระบายน้ำดี และต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอที่จะให้กับลองกองตามเวลาที่ต้องการ

การปลูก
ลองกองสามารถปลูกด้วยต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดโดยตรง หรือต้นกล้าที่เปลี่ยนยอดแล้ว การเปลี่ยนยอดทำได้หลายวิธี คือ การเสียบยอด การเสียบข้าง การทาบกิ่ง และติดตา ก่อนปลูกลองกอง ควรเตรียมพื้นที่วางระบบน้ำ และปลูกพืชให้ร่มเงาให้เรียบร้อย

การเตรียมต้นกล้า
ต้นกล้าที่ใช้ควรมีอายุตั้งแต่ 1 ปี สมบูรณ์แข็งแรง ใบยอดคู่สุดท้ายแก่เต็มที่ ก่อนปลูกค่อย ๆ งดน้ำและปุ๋ย และเพิ่มแสงให้มากขึ้นทีละน้อย

การปรับพื้นที่
ควรขุดตอและรากไม้เก่าออกให้หมด ไถตากดินไว้ 10-15 วัน แล้วปรับพื้นที่ให้เสมอ

การวางระบบน้ำ
การปลูกลองกองเป็นการค้า จำเป็นต้องมีระบบน้ำ ควรใช้ระบบพ่นฝอย (มินิสปริงเกลอร์)

ระยะปลูก
ถ้าปลูกแซมกับพืชอื่นระยะปลูกที่ใช้ขึ้นกับพืชหลัก (พืชประธาน) ถ้าปลูกเป็นพืชเดี่ยว ควรใช้ระยะระหว่างต้น 4-6 เมตร และระหว่างแถว 6-8 เมตร พืชที่ให้ร่มเงา
ปลูกในสวนที่ปลูกลองกองพืชเดี่ยว เช่น กล้วย ยอป่า ทองหลาง แคฝรั่ง และสะตอ เป็นต้น และควรมีพืชบังลม เช่น กระถิน ไผ่ และสน รอบ ๆ สวนด้วย การเตรียมหลุมปลูก ขึ้นกับสภาพของดิน และการวางระบบน้ำ
- กรณีที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ การขุดหลุมไม่จำเป็นต้องทำ หลังจากกำหนดแนวและจุดปลูกแล้วให้โรยหินฟอสเฟต 500 กรัม (ประมาณ 1.5 กระป๋องนมข้น) พรวนคลุกกับหน้าดินให้เข้ากัน
- ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรขุดหลุม
ขนาด กว้าง ลึก และยาว ด้านละ 50 ซม. ใส่ปุ๋ยคอก 1 ปี๊บ และหินฟอสเฟต 1.5 กระป๋องนมข้น คลุกกับดินที่ขุดหลุมแล้วกลบคืนลงในหลุม 2ใน3 ของหลุม ฤดูปลูก
ควรปลูกต้นฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) แต่ถ้ามีน้ำรดเพียงพอก็สามารถปลูกในฤดูร้อนได้

การดูแลรักษา

การปฏิบัติดูแลหลังจากปลูก
หลังจากปลูกควรมีวัสดุคลุมโคน เช่น ฟางข้าว แกลบ ใบกล้วย หรือทางมะพร้าว และทำร่มเงาโดยใช้ตาข่ายพรางแสง ทางมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน

การให้น้ำ
ควรให้อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ฝนทิ้งช่วง

การใส่ปุ๋ย
ควรใส่ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี หว่านปุ๋ยบริเวณใต้ทรงพุ่มโดยรอบ ห่างจากโคนต้นประมาณ 20-30 ซม. และพรวนดินกลบ และใส่หลังจากตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืช ปริมาณที่ใส่ขึ้นกับอายุและขนาดของต้น
ปีที่ 1: ใส่ปุ๋ยคอก 5 กก./ต้น ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 150-200 กรัม/ต้น
ปีต่อ ๆ ไป (ยังไม่ให้ผลผลิต) ใส่ 2 ครั้ง/ปี ต้นและปลายฤดูฝน โดยใส่ปุ๋ยคอก 15-50 กก./ต้น/ครั้ง และปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 0.5-3.0 กก./ต้น/ครั้ง โดยใช้ระยะจากโคนต้นถึงชายพุ่ม 1.0 เมตร ใส่ปุ๋ย 1.0 กก.
ระยะที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 3-5 กก./ต้น แต่ถ้าการแตกใบอ่อนไม่สม่ำเสมอ หรือแตกช้า ควรพ่นด้วย 46-0-0 อัตรา 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร.

การตัดแต่งกิ่ง
ควรตัดแต่งกิ่งแห้ง เป็นโรค และกิ่งกระโดงออก

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การกำจัดวัชพืช
ควรใช้วิธีการตัด หรือถาก ขุด หรือถอน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี
แมลง
- หนอนชอนใต้เปลือกผิว ป้องกันกำจัดโดย
1. ใช้ไส้เดือนฝอยพ่น ความหนาแน่น 2,000 ตัว/น้ำ 1 มล. จำนวน 3-5 ลิตร สำหรับต้นเล็ก และ 5-7 ลิตร สำหรับต้นใหญ่ ต้องพ่นตอนเย็น (หลัง 5 โมงเย็น) และพ่นน้ำเปล่าให้ต้นลองกองเปียกก่อนจึงจะพ่นไส้เดือนฝอย
2. ขุดผิวเปลือกออก แต่ต้องเป็นบริเวณที่ไม่มีตาดอก
3. ใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น มดง่าม กระแต กระรอก และตัวห้ำ
- แมลงวันทอง ป้องกันกำจัดโดยใช้สารฟีโรโมนล่อ พ่นสารยีสต์โปรตีนไฮโดรไลซีส ใช้กับดักกาวเหนียว และการห่อผล เป็นต้น
- ผีเสื้อมวนหวาน เข้าทำลายเมื่อผลลองกองสุก แก้ไขโดยใช้หลอดไฟล่อแมลง กรงกับดัก การรมควันไล่ และการห่อผล เป็นต้น
- เพลี้ยแป้ง ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยไวท์ออย


โรคที่สำคัญ ได้แก่
- โรคราดำ เกิดจากเชื้อรา เชื้อราจับที่ผลทำให้ผลมีสีดำ คล้ายเขม่าติดอยู่ ระบาดมากในสภาพอากาศแห้ง และเย็น ป้องกันกำจัดโดย พ่นด้วยกำมะถันผง หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ และเมื่อผลโตพ่นด้วยคาร์เบนดาซิม
- โรคราแป้ง ระบาดในสภาพอากาศชื้น เชื้อราปกคลุมบริเวณขั้วผล และกระจายไปทั่วผล คล้ายแป้งสีขาว ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยกำมะถันผง และคาร์เบนดาซิม
- โรคราสีชมพู ทำให้ใบและยอดแห้งตาย มีราสีขาวแกมชมพูเจริญรอบกิ่งที่ตายและเปลือกล่อนจากกิ่งป้องกันกำจัดโดย ตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ และกิ่งที่ตายออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง แล้วพ่นด้วย แมนโคเซป หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์

การตัดแต่งช่อดอก
ควรทำในระยะที่ช่อดอกยาว 5-10 ซม. (สัปดาห์ที่ 3-5) ตัดให้เหลือ 1 ช่อต่อหนึ่งจุด (โดยให้แต่ละช่อห่างกัน 10-15 ซม.) แล้วเลือกตัดช่อบริเวณปลายกิ่งที่มีขนาดเล็ก (เส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 3 ซม.) ช่อที่ชี้ขึ้นบน ช่อที่สั้นและไม่สมบูรณ์ออก จำนวนช่อต่อต้นขึ้นกับขนาดทรงพุ่ม อายุ ความสมบูรณ์ ของต้น

การตัดแต่งช่อผล
ควรทำเมื่อผลมีอายุ 2-3 สัปดาห์ หลังดอกบานตัดช่อที่มีผลร่วงมาก ช่อที่ผลเจริญเติบโตช้า และควรตรวจช่อผลถ้าหากมีผลแตก หรือผลที่แคระแกร็นควรเด็ดออก เพื่อให้ผลในช่อมีขนาดสม่ำเสมอ






กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ลางสาด (การปลูก)

ลางสาด มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่นได้แก่ มลายูเรียก ลาซะ ดูกู ไทยเรียก ลางสาด

มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า ลานเสท (Lancet), ลานเซียม (Langsium) และลานสาท (Langsat)

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ลานเซียม โดเมสติคัม (Lansium domesticum, Corr..)

จัดอยู่ในวงศ์ มีเลียซีอี้ (Meliaceae)

ลางสาดเป็นไม้ผลในสกุลเดียวกับลองกอง มีลักษณะใกล้เคียงกันมากแม้ว่าเกษตรกรจะนิยมปลูกลองกองมากกว่า เพราะผลผลิตมีรสชาติดี และขายได้ราคาดีกว่า แต่ลางสาดก็ยังจัดเป็นไม้ผลพื้นเมืองของไทยที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอีกชนิดหนึ่ง

สถานการณ์ทั่วไป

ลางสาดเป็นไม้ผลในสกุลเดียวกับลองกองมีลักษณะใกล้เคียงกันมากแม้ว่าเกษตรกรจะนิยมปลูกลองกองมากกว่า
เพราะผลผลิตมีรสชาติและขยายได้ราคาดีกว่า แต่ลางสาดก็ยังจัดเป็นไม้ผลพื้นเมืองของไทยที่ให้ผลตอบแทนสูงอีกชนิดหนึ่ง

ลักษณะทั่วไปของพืช

ลางสาดเป็นไม้ผลเมืองร้อน (ร้อนชื้น) ที่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นและมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดปี ลักษณะของใบลางสาดจะบางกว่าลองกอง และใบหยักเป็นคลื่นน้อยกว่า (ร่องใบตื้นกว่า) ลักษณะอื่น ๆ ใกล้เคียงกับลองกอง

พื้นที่ส่งเสริม

แหล่งผลิตที่สำคัญ คือ อุตรดิตถ์ จันทบุรี สุโขทัย ชุมพร และ นครศรีธรรมราช

ประโยชน์ทางสมุนไพร

เปลือกผล มีสารโอเลอเรซิน ซึ่งมีสรรพคุณในการใช้แก้ท้องร่วง และบรรเทาอาการปวดท้อง

เปลือกต้น มีรสฝาด จึงมีสรรพคุณใช้รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้

เปลือกต้น มีรสขม ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ไข้

วิธีการปลูก

เหมือนลองกอง

ระยะปลูก

๔x๖ เมตร

จำนวนต้นต่อไร่

ประมาณ ๖๐ ต้น / ไร่

การใส่ปุ๋ย

๑. เพื่อป้องกันต้นหลังการเก็บเกี่ยว ปุ๋ยอินทรีย์ ๒๐ - ๕๐ กก. / ต้น

ปุ๋ยเคมีสูตร ๑๕ - ๑๕ - ๑๕ หรือ ๑๖ - ๑๖ - ๑๖ ๑ - ๓ กก. / ต้น

๒. เพื่อส่งเสริมการดอกดอก (ช่วงปลายฝน)

ปุ๋ยเคมีสูตร ๘ - ๒๔ - ๒๔ หรือ ๙ - ๒๔ - ๒๔ ๒ - ๓ กก. / ต้น

๓. เพื่อบำรุงผล (ใส่ในช่วงที่ตาดอกกำลังยืดตัว)

๔. ปุ๋ยเคมีสูตร ๑๓ - ๑๓ - ๒๑ ๒ - ๓ กก. / ต้น

การให้น้ำ

เหมือนลองกอง

การปฏิบัติอื่น ๆ

เหมือนลองกอง

แนวทางการส่งเสริม

เพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดการสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถผลิตลางสาดได้ ในปริมาณพอเหมาะ โดยที่ผลผลิตส่วนใหญ่มีคุณภาพดี และใช้ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม

๑. ส่งเสริมการรวมกลุ่มปรับปรุงคุณภาพผลผลิต

๒. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ถูกต้องตามขั้นตอนพัฒนาการของพืชให้ทั่วถึง

๓. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชลางสาดแบบผสมผสาน

๔. ส่งเสริมและพัฒนาเรื่องการจัดระบบให้น้ำในสวนลางสาดอย่างเหมาะสม

๕. ถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการเก็บเกี่ยวและปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง

ปัญหาอุปสรรค

เกษตรกรปฏิบัติตามวิทยาการสมัยใหม่ไม่ครบถ้วนทำให้ ผลผลิต / ไร่ต่ำและ ผลผลิตส่วนใหญ่มีคุณภาพไม่ดี

๑. ปัญหาการอารักขาพืชไม่เหมาะสม

๒. การเก็บเกี่ยวไม่ถูกวัยเพราะไม่มีความรู้



จากเว็บ
http://www.doae.go.th/
http://www.watchari.com/




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ลิ้นจี่


การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

(ส่วนไม่จัดอันดับ) Angiosperms
(ชั้นไม่จัดอันดับ) Eudicots

(อันดับไม่จัดอันดับ) Rosids
อันดับ Sapindales
วงศ์ Sapindaceae

สกุล Litchi
Sonn.
สปีชีส์ L. chinensis

ชื่อวิทยาศาสตร์ Litchi chinensis Sonn

ลักษณะทั่วไปของพืช

ลิ้นจี่เป็นไม้ผลกึ่งเมืองร้อน ลำต้นเป็นทรงพุ่มแผ่กว้าง เมื่อเจริญเต็มที่ลำต้นสูงประมาณ 10 - 12 เมตร เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ของภาคเหนือ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศหนาว ชอบดินร่วนซุย ความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 5 - 6 มีการระบายน้ำดี และควรมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 400 เมตร ต้องการอากาศหนาวในช่วงออกดอก คือ ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 250 ชั่วโมง หรือ ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง แต่มีบางพันธุ์ซึ่งเป็นลิ้นจี่ที่ปลูกในเขตภาคกลาง ได้แก่ พันธุ์ค่อม สามารถออกดอกติดผลได้ในสภาพอากาศ ภาคกลาง ปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 1,000 - 1,500 มิลลิเมตร / ปี ความชื้นสัมพัทธ์ในระยะก่อน ออกดอก ควรต่ำกว่า 80% และในระยะติดผลอยู่ในช่วง 80 - 100% ลิ้นจี่อายุประมาณ 3 ปี ถ้ามีการดูแลรักษาและการตัดแต่งที่ดี ลิ้นจี่จะให้ผลผลิตได้ดีมากกว่า 30 ปี ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 4 เดือน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 กิโลกรัม / ต้น ขนาดผลลิ้นจี่อยู่ระหว่าง 60 -90 ผล/กิโลกรัม ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างกลางเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม

ลิ้นจี่ เป็นไม้ผลที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Litchi chinensis, Somn สามารถขึ้นได้งอกงามในดินร่วนเหนียวหรือดินร่วน ปนทราย มีความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (PH) ประมาณ ๖ - ๗ มีฝนตกสม่ำเสมอตลอดปีประมาณ ๔๐ - ๖๐ นิ้วต่อปี มีอากาศหนาว ปานกลางจะช่วยให้ลิ้นจี่ออกดอกและติดผลมากขึ้น โดยเฉพาะภาคเหนือของประเทศไทยมีดินที่อุดมสมบูรณ์อากาศหนาวพอสมควร จึงเป็นทำเลที่เหมาะแก่การปลูกลิ้นจี่
พันธุ์ลิ้นจี่ที่นิยมมี ๒ พันธุ์ คือ
๑. พันธุ์เบา เริ่มตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลสุกใช้เวลาประมาณ ๔๕ - ๕๐ วัน ได้แก่ พันธุ์แห้ว พันธุ์กระโหลกใบยาว
๒. พันธุ์หนัก เริ่มตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลสุกใช้เวลาประมาณ ๗๐ - ๗๕ วัน ได้แก่ พันธุ์กระโถนท้องพระโรง พันธุ์กระโนใบไหม้
สำหรับภาคกลางนิยมปลูกพันธุ์ค่อมและพันธุ์ลำเจียก ส่วนภาคเหนือนิยมปลูกพันธุ์โอวเฮียะ พันธุ์ฮงฮวย และพันธุ์จักรพรรดิ์
การขยายพันธุ์ส่วนมากใช้วิธีตอนกิ่งทั้งสิ้น ซึ่งได้ผลถึง ๙๐ -๙๕ % การเตรียมดินหากพื้นที่ต่ำและน้ำขังควรปลูกแบบ ยกร่องถ้าเป็นที่ราบดอนให้ปลูกแบบสวน ในเว้นระหว่างแถว ๑๒ x ๑๒ เมตร ขุดหลุมกว้างลึกยาว ๑ เมตร ผสมปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมักกับ ดินส่วนบนแล้วกลบลงจนเต็มหลุม ใช้ไม้ปักผูกเชือกยึดกับลำต้นป้องกันไม่ให้ต้นโยกไปมา และควรทำร่มบังแดด ในระยะหนึ่งก่อน ระยะแรกต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ในหน้าฝนระวังอย่าให้น้ำท่วม ระยะลิ้นจี่ยังเล็ก (อายุ ๓ - ๔ ปี) ควรใช้ปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ โดยโรยปุ๋ยรอบๆ ทรงพุ่มใบแล้วพรวนกลบต้นละ ๒๐๐ - ๓๐๐ กรัมต่อปี ส่วนที่ให้ผลแล้วควรใส่ ปุ๋ยพวกฟอสเฟตเพิ่มให้อีกต้นละ ประมาณ ๒๐๐ - ๓๐๐ กรัม
ควรปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วควบคู่กันไปด้วย เป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ควรตัดแต่งกิ่งที่เบียดเสียดกัน อยู่และกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ตอนกลางพุ่มที่ไม่ได้รับแสงแดดออก และควรปลูกต้นไม้รอบบริเวณสวน เช่น ต้นไผ่ ต้นสน ช่วยบังลมให้

ลิ้นจี่เริ่มออกผลเมื่ออายุ ๕ - ๖ ปี ผลมี ๒ รุ่น รุ่นแรกออกก่อน ผลัดใบ รุ่นหลังผลัดใบแล้วออกดอก การเก็บลิ้นจี่จะเลือกเก็บ เฉพาะช่อที่แก่สุกเต็มที่ มีสีแดงจัด ซึ่งลิ้นจี่จะสุกไม่พร้อมกัน เมื่อเก็บผลมาแล้วก็ตัดแต่งช่อให้สะอาดเก็บไว้ในที่มีลมโกรก หรือห้องที่มีอากาศโปร่ง
โรคและศัตรูของลิ้นจี่มีน้อย ศัตรูสำคัญคือ ไรแดง หรือแมงมุมแดงที่คอยดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบ จะเกิดขึ้นในระยะ ที่ลิ้นจี่กำลังแตกใบอ่อน ป้องกันโดยใช้กำมะันผง ๑๐๐ กรัม ผสมน้ำ ๑ ปีบ ๑๒๐ ลิตร ฉีดพ่นตามที่ลิ้นจี่กำลังแตกใบใหม่ทุก ๑๐ -๑๕ วัน
ลิ้นจี่ปลูกในประเทศไทยมานานแล้ว สันนิษฐานว่าสวนลิ้นจี่เกิดขึ้นตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยชาวจีนเป็นผู้นำเอาเข้ามา ในรูปกิ่งตอนหรือผลแล้วนำมาเพาะอีกทีหนึ่ง เพราะสมัยนั้นชาวจีนเข้ามาเมืองไทยมาก มีการซื้อขายสินค้าแลกเปลี่ยนกัน เชื่อว่าจะต้อง มีลิ้นจี่รวมอยู่ด้วยและคงจะมีการปรับปรุงบำรุงพันธุ์กันต่อๆ มา
ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เช่นที่อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และจังหวัดเชียงรายมีการปลูกลิ้นจี่มาก สันนิษฐานว่าพันธุ์ลิ้นจี่ ที่เข้ามาระยะหลังคงจากไต้หวัน เพราะมีหมู่บ้านที่เป็นเขตที่อยู่ของชาวจีนฮ่ออดีตทหารจีนก๊กมินตั๋งมาอาศัยอยู่ จึงได้รับความช่วย เหลือทางด้านพืชเมืองหนาว เช่น ลิ้นจี่ ท้อ และสาลี่ จากทางรัฐบาลไต้หวัน ประกอบกับโครงการหลวงมีนโยบายจะไม่ให้ชาว เขาย้ายถิ่นจึงสนับสนุนให้ปลูกพืชเมืองหนาวเหล่านี้ ทำให้มีปริมาณของลิ้นจี่ที่มีคุณภาพดีเพิ่มขึ้น และลิ้นจี่ทางภาคเหนือกับลิ้นจี่ทาง ภาคกลางสุกในเวลาแตกต่างกัน จึงนับว่าเป็นผลดีอย่างยิ่งแก่ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค
ลิ้นจี่นับเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของเชียงใหม่ โดยเฉพาะอำเภอฝางและแม่อายจะจัดให้มีการส่งเสริมการขายลิ้นจี่ โดยจัด "งานวันลิ้นจี่" ขึ้นทุกๆ ปี เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัวอีกด้วย ราคาลิ้นจี่ตกกิโลกรัมละ ๒๕ - ๓๐ บาท ในระยะที่ มีผลมากส่วนระยะที่มีผลน้อยก็อาจจะได้ราคาดีกว่านี้


วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เลี่ยน

ชื่ออื่น ๆ : เฮี่ยน, เคี่ยน, เกรียน(ภาคเหนือ), โขวหนาย (แต้จิ๋ว), ขู่เลี่ยน (จีนกลาง)

ชื่อสามัญ : Bead Tree, Bastard Cedar, China Tree, Chinaball Tree, Persian Lilac

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melia azedarach Linn.

วงศ์ : MELIACEAE

ลักษณะทั่วไป


ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบ ๆ ต้นซึ่งมีจำนวนมาก เป็นพรรณไม้ผลัดใบ ลำต้นสูงประมาณ 20 เมตร

ใบ : ออกใบเป็นช่อ ช่อหนึ่งจะมีใบอยู่ประมาณ 3-5 ใบ ช่อใบยาว 8 นิ้ว ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน ตามเส้นใบจะมีขนอ่อน ๆ ปกคลุมอยู่ ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-1.5 นิ้วยาว 1.5-3 นิ้ว

ดอก : ออกเป็นช่อ อยู่ตรงส่วนยอดของต้นและตามง่ามใบ ดอกมีสีม่วงอ่อน ดอกที่โคนก้านช่อจะบานก่อน แล้วจะบานขึ้นไปตามลำดับ ดอกยาวประมาณ 0.5 นิ้วมีอยู่ 5 กลีบเกสรที่อยู่กลางดอกเป็นสีม่วงเข้ม ซึ่งจะตัดกับสีของกลีบน่าดูมาก

ผล : ผลเป็นลูกกลม ๆ โตประมาณ 0.5 นิ้ว เมื่ออ่อนเป็นสีเขียว พอแก่เป็นสีเหลืองอ่อน ในผลจะแบ่งออกเป็น 4-5 ห้อง แต่ละห้องมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง เจริญงอกงามได้ดีในดินที่ร่วนซุยและ จะชอบความชุ่มชื้นเล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปักชำ

ส่วนที่ใช้ : ใบ ดอก ผล และเปลือกของต้น

สรรพคุณ : ใบ ขับพยาธิตัวกลม ขับระดู ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ฝาสมาน และไล่แมลง

ดอก ฆ่าเหา แก้โรคผิวหนัง

ผล แก้โรคผิวหนัง แผลพุพองที่หัว ทาแผลพุพองจากไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก เป็นยาฆ่าเหา ฆ่าแมลง

เปลือก ต้น หรือเปลือกราก เราจะนำมาปรุงเป็นยาได้คือ ต้องเก็บในหน้าหนาว และเอาเฉพาะเปลือกชั้นในสีเทาเท่านั้น โดยขูดเอาผิวชั้นนอกออกทิ้งก่อน จะเป็นยาทำให้อาเจียน ขับพยาธิตัวกลม ไล่แมลง

ข้อห้ามใช้ : คนที่มีอาการดังกล่าวนี้ห้ามใช้เป็นอันขาด มีอาการแขนขาเย็น ไม่กระหายน้ำ อาการกลัวหนาว ชอบดื่มของร้อน เป็นชั้นฝ้าบนลิ้นขาว (อาการพร่อง) ท้องร่วง ปัสสาวะมาก และใส ปวดท้อง

ตำรับยา : 1. ผื่นคัน ปวดฟัน ใช้เปลือกของต้น ต้มกับน้ำแล้วบ้วนปาก หรือชะล้าง

2. แก้หิด ใช้กิ่งหรือเปลือกต้น นำมาเผาให้เป็นเถ้า แล้วไปคุกผสมกับน้ำมันหมูใช้ทาตรงบริเวณที่เป็น

3. พยาธิปากขอ ใช้เปลือกต้น 600 กรัมกับน้ำ 3,000 มล. ต้มให้เหลือเพียง 600 มล. และนำเอาทับทิม 25 กรัม กับน้ำ 300 มล. ต้มให้เหลือเพียง 120 มล. แล้วเอาส่วนที่เหลือทั้งสองชนิดนี้มาผสมกันทาน ผู้ใหญ่ให้ทานครั้งละ 30 มล.

4. พยาธิตัวกลมในเด็กเล็ก ใช้เปลือกของรากหรือเปลือกต้น 3 กรัมต้มกับน้ำทาน

ข้อมูลทางคลีนิค : ผลในการขับพยาธิตัวกลม ด้วยการใช้เปลือกต้นแห้ง 5-10 กรัม/ผู้ใหญ่ และขนาด 3-6

กรัม/เด็ก ผู้ใหญ่กินครั้งละ 6-8 เม็ด เด็กอายุ 1 ขวบกินครั้งละ 2 เม็ด 2-4 ขวบ กิน 2-3 เม็ด 4-6 ขวบกิน 3-4 เม็ด 6-8 ขวบ กิน 4 เม็ด โดยการกินวันละ 2 ครั้ง พบว่าได้ผลอยู่ 20.2-100% ส่วนใหญ่จะขับพยาธิออกมาภายใน 24-48 ชั่วโมง

สาร เคมีที่พบ : ภายในต้นเลี่ยนนี้มีสารขมอยู่หลายอย่าง ซึ่งเป็นพวก triterpenoids ภายในเปลือกต้นมี triacontane, B-sitosterol, glucose ภายในใบมี carotenoid และ meliantin ภายในผลมี bakayanin, neo-bakayanin ภายในเมล็ดมี tetranortriterpenoids สารนี้มีฤทธิ์ในการกำจัดแมลง และน้ำมันที่ได้จากเมล็ดมีสารพวก fatty acid (linoleic acid, oleic acid, myristic acid, palmitic acid)






จากเว็บ http://health.spiceday.com/





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

เล็บมือนาง

ชื่ออื่น ๆ : มะจีมั่ง, จ้ามัง, จะมั่ง(เหนือ), วะดอนิ่ง (มลายู-ยาลา), ไท้หม่อง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ : Rangoon Creeper

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Quisqualis Indica Linn.

วงศ์ : COMBRETACEAE

ลักษณะ ทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้เถาขนาดกลาง ที่แตกกิ่งก้านสาขาหนาทึบและตามลำต้น หรือกิ่งอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลอมเทาปกคลุมอยู่แต่ต้นที่แก่ผิวจะเกลี้ยง หรือบางทีก็กลายเป็นหนามไปเลย ต้องหาหลักยืดหรือร้านให้ลำเถาเกาะยึด

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปมนขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมนและมีติ่งแหลม โคนใบจักเว้าเข้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือบางใบก็เป็นคลื่น ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-1.5 นิ้วยาว 3.6 นิ้วมีสีเขียว เนื้อบางและท้องใบจะมีขนปกคลุมจำนวนมาก

ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกจะเป็นหลอดยาวมาก ยาวประมาณ 3-4 นิ้วตรงปลายแยกออกเป็น 5 กลีบสีชมพู หรือสีแดงอมขาว หลอดของดอกจะโค้งเล็กน้อย เกสรยาวยื่นออกมากลางดอก
5 อัน

ผล : เป็นสัน และแข็ง สันมีอยู่ 5 สันผล โตประมาณ 0.5 นิ้วยาว 1-1.5 นิ้วมีสีดำ

การ ขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ชอบขึ้นในดินที่ปนทรายหรือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี จะเลื้อยขึ้นเป็นพุ่มตามร้านที่เตรียมไว้ให้ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอน และเอาเหง้าไปปลูกก็ได้แต่ต้องฝังลึกประมาณ 4 นิ้ว

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบ ผล เมล็ด และราก

สรรพคุณ : ทั้งต้น แก้ตานขโมยพุงโร ขับพยาธิและตานทราง

ใบ ตำพอกแก้บาดแผล แก้อักเสบ หรือทาแก้แผลฝี และถ้านำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ จะเป็นยาแก้ตัวร้อน
แก้ปวดหัว ถอนพิษ แก้สารพัด แก้กาฬ แก้พิษสำแดงของแสลง

ผล แก้อุจจาระเป็นฟอง เหม็นคาวในเด็ก และขับพยาธิไส้เดือน กินแล้วทำให้สะอึก

เมล็ด เป็นยาถ่ายพยาธิลำไส้ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ให้ใช้ 5-7 เม็ด เด็กใช้ 2-3 เม็ด ทุบให้แตกแล้วต้มเอาน้ำดื่ม

ราก แก้อุจจาระเป็นฟอง เป็นยาระบาย ขับพยาธิไส้เดือน แต่ถ้าผสมกับสมุนไพรอื่น จะใช้แก้ตานขโมย
แก้เด็กเป็นซาง แก้ซางแห้ง แก้อุจจาระพิการ ริดสีดวง แก้ธาตุวิปริต แก้ตับทรุด เจริญอาหาร

ข้อมูล ทางคลีนิค : 1. ฤทธิ์ในการก่อกลายพันธุ์ โดยการสกัดจากผลซึ่งจะกำจัด histidine ออกก่อนเอาไปทดสอบ และผลออกมาว่าไม่มีผลต่อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ ไม่ว่าจะสกัดด้วยน้ำร้อน
หรือเมธานอล

2. ฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย จะสกัดจากเมล็ดด้วยน้ำร้อน แต่ก็ไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเป็นหนอง และแบคทีเรียในลำไส้

3. ฤทธิ์ในการขับพยาธิ ในประเทศจีนได้ใช้เมล็ดเป็นยาขับพยาธิโดยใช้ผสมกับยา Shin-chun Tsu ซึ่งใช้แทนยา santonin (เป็นยาถ่ายพยาธิ) ต่อมาได้มีการค้นคว้าจนรู้ว่าสารนั้นคือ ควิสควอลิคแอซิค ซึ่งเป็นสารพวกกรดอมิโนน้ำมันที่ได้จากเมล็ดจึงเป็นยาถ่ายอย่างแรง

ข้อมูล ทางเภสัชวิทยา : ฤทธิ์ในการฆ่าแมลง ได้นำเอากิ่งและใบแห้ง มาสกัดด้วยน้ำ 40 มล./กก. แต่ก็ไม่มีผลที่จะฆ่าแมลงสาบอเมริกัน ถึงแม้จะใช้ความเข้มข้นต่าง ๆ ก็ไม่มีฤทธิ์ฆ่าแมลงสาบเยอรมันและมวนได้

สารเคมีที่พบ : ในต้นจะมีสารพวก Quisqualic acid





จากเว็บ http://health.spiceday.com/

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

ลิ้นควาย

ลิ้นควาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hoya diversifolia Blume.

วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ลักษณะ ทั่วไป


ต้น : เป็นพรรณไม้เลื้อย ที่มีลำต้นอาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ๆ มีลำต้นต้นใหญ่ และเป็นข้อปล้องซึ่งตามข้อนี้จะมีรากออกมาเพื่อเอาไว้ยึดเกาะ ตามลำต้นมีน้ำยางสีขาว

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับปลายแหลมหรือมน โคนใบแหลมหรือมน มีเนื้อใบหนา ของใบจะม้วนลง ขนาดของใบกว้างประมาณ 1.5-2.5 นิ้วยาว 2-4 นิ้ว สีเขียว ก้านใบยาว 4-13 มม.

ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ตามง่ามใบ มีก้านช่อดอกใหญ่ และมีขนปกคลุมอยู่ กลีบดอกมี 5 กลีบส่วนโคนเชื่อมติดกัน
ดอกบานเต็มที่ประมาณ 8 มม. สีขาวอมเขียว ด้านในกลีบมีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ เช่นกันมีขนาดเล็ก

ผล : เป็นฝัก และออกเป็นคู่ ๆ โค้งเป็นรูปเคียวยาว 6 นิ้วกว้างอยู่ 1 นิ้ว เปลือกหนา เมล็ดยาวประมาณ 6 มม.

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้เลื้อยที่ชอบความชุ่มชื้น มักขึ้นอยู่ตามริมแม่น้ำ หรือตามป่าดงดิบชื้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ

สรรพคุณ : ใบ ตำพอกแก้ปวดข้อ หรือใช้ต้มน้ำอาบ



จากเว็บ http://health.spiceday.com/


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ลำไย


ชื่ออื่น ๆ : ลำไยป่า (ทั่วไป) เจ๊ะเลอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dimocarpus longan Lour.
วงศ์ : SAPINDACEAE

ลักษณะทั่วไป
ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง จะแตกกิ่งก้านสาขาที่เรือนยอดของต้น ลำต้นและกิ่งก้านมีสีน้ำตาลอมเทา

ใบ : ออกใบเดี่ยว มีขนาดเล็ก แต่ใบจะดกหนาทึบ ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี ลักษณะของใบเป็นรูปหอกปลายแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย มีสีเขียวเข้ม

ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น ซึ่งดอกลำใยนี้จะมีขนาดเล็ก สีเหลือง หรือน้ำตาลอ่อน ๆ

ผล : พอดอกร่วงโรยไปก็จะติดผลออกมา ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกกลม เปลือกสีน้ำตาล เนื้อในผลสีขาวใส และผลหนึ่งจะมีเมล็ดอยู่ 1 เม็ดมีสีดำ ผลทานได้มีรสหวานจะแก่จัดในราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นพรรณไม้ที่มีผู้นิยมทานผลกันมาก และเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของทางภาคเหนือด้วย

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีความชื้นเล็กน้อย ไม่ชอบน้ำมาก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอน

ส่วนที่ใช้ : ใบ ดอก เมล็ด ราก เปลือกผล เนื้อหุ้มเมล็ด

สรรพคุณ : ใบ เป็นใบสด มีรสจืดและชุ่ม สุขุม เป็นยาแก้โรคมาลาเรีย ริดสีดวงทวาร ฝีหัวขาด และแก้ไข้หวัด โดยนำเอาต้มน้ำกิน

ดอก ใช้ดอกสด หรือตากแห้งเก็บไว้ใช้ เป็นยาแก้โรคเกี่ยวกับหนองทั้งหลาย โดยใช้ใบสดประมาณ 5-30 กรัมต้มน้ำกิน

เมล็ด ต้มหรือบดเป็นผงกินจะมีรสฝาด ใช้ภายนอกจะรักษากลากเกลื้อน แผลมีหนอง แก้ปวด สมานแผล ใช้ห้ามเลือด

รากหรือเปลือกราก ต้มน้ำกินหรือเคี้ยวให้ข้นผสมกิน มีรสฝาด แก้สตรีตกขาวมากผิดปกติ ขับพยาธิเส้นด้าย

เปลือก ผล ใช้ที่แห้งนำมาต้มน้ำกิน แก้อาการวิงเวียนศีรษะและอ่อนเพลีย ทำให้สดชื่น จะมีรสชุ่ม หรือใช้ทาภายนอก โดยเผาเป็นเถ้าหรือบดเป็นผงโรยแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

เนื้อหุ้มเมล็ด นำมาต้มน้ำกินหรือแช่เหล้า เป็นยาบำรุงม้ามเลือดลมและหัวใจ บำรุงร่างกาย สงบประสาท แก้อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก ลืมง่าย นอนไม่หลับ ประสาทอ่อน หรือจะบดเป็นผงผสมกับยาเม็ดกินก็ได้

ข้อห้ามใช้ : คนที่มีอาการเจ็บคอ หรือไอมีเสมหะ หรือเป็นแผลอักเสบจนมีหนอง ไม่ควรกินเนื้อของผลลำไย

ตำรับ ยา : 1. โรคมาลาเรีย ใช้ใบสดกับปอขี้ตุ่นแห้ง 10-20 กรัมและน้ำ 2 แก้วผสมเหล้าอีก 1 แก้วต้มให้เหลือน้ำเพียง 1 แก้วกินก่อนมีอาการไข้ 2 ชั่วโมง

2. แผลเน่าเปื่อยและคัน ใช้เมล็ดเผาเป็นเถ้าแล้วทาตรงบริเวณที่เป็น

3. ปัสสาวะขัด ใช้เมล็ดมาทุบให้แตกแล้วต้มน้ำกิน แต่จะต้องลอกเอาเปลือกสีดำ

ของเมล็ดออกก่อน

4. กลากเกลื้อน ใช้เมล็ดชุบน้ำส้มสายชูที่หมักจากข้าวถูทาตรงที่เป็น แต่ต้องลอกเอา

เปลือกสีดำออกก่อน

5. แผลเรื้อรังและมีหนอง ใช้เมล็ดเผาเป็นเถ้า ผสมกับน้ำมันมะพร้าวทา

6. หกล้มเลือดออกหรือมีดบาด ใช้เมล็ดบดเป็นผงพอก ห้ามเลือดและจะช่วยแก้ปวด

ด้วย แต่ต้องเอาเปลือกนอกสีดำออกก่อน

7. ขับปัสสาวะหรือแก้ปัสสาวะขุ่นขาว ใช้ดอกลำใยสดประมาณ 30 กรัม ต้มผสมกับ

เนื้อหมูกิน 3-5 ครั้ง

8. น้ำร้อนลวก ใช้เปลือกผลบดเป็นผงหรือเผาให้เป็นเถ้า ผสมกับน้ำมันลูกมะเยา ทา

แผลก็จะหายปวดและไม่เป็นแผลเป็นด้วย

9. ท้องเสีย ใช้เนื้อของผล 14 ผลกับขิงสด 3 แว่นต้มกินน้ำ

10. สตรีทีคลอดบุตรแล้วมีอาการบวมตามตัว ให้ใช้เนื้อของผลกับลูกพุทราจีน และขิงสด ต้มกินน้ำ
11. เอาผลลำไยไปแช่เหล้า ไม่ว่าจะเป็นเหล้ายี่ห้ออะไรก็ได้ แช่ไว้ประมาณ 3 เดือน

แล้วเอามาทานวันละแก้ว จะเป็นบำรุงหัวใจ และช่วยบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงด้วย

ข้อมูล ทางคลีนิค : ขับพยาธิเส้นด้าย จากคนไข้ 225 คนได้ผล 220 คนโดยการใช้รากสด 50 กก. ใส่น้ำ 125 ลิตร แล้วต้มให้นานประมาณ 8-10 ชั่วโมงจนเหลือน้ำเพียง 6 ลิตรแต่ต้องเอากากออก แบ่งกินครั้งละ 30 มล. วันละ 2 ครั้งติดต่อกัน 2 วัน

สารเคมีที่พบ : ในดอก มีสารพวก fucosterol, stigmasterol อยู่ในอัตราส่วน 40 : 60 และมี sterols อื่นอีกในใบมี quercitrin, quercetin, 16-hentriacontanol, epifriedelinol, stigmasterol glucoside, stigmasterol, B-sitosterol

เนื้อหุ้มเมล็ด มีโปรตีน 1.42% น้ำ 82.39% ไขมัน 0.45% เส้นใย 0.64% sucrose 2.35% reducing sugars 5.99% แต่ถ้าเป็นเนื้อหุ้มเมล็ดแห้งจะมีน้ำ 0.85% สารที่ไม่ละลายน้ำ 19.39% และสารที่ละลายน้ำได้ 79.77% เถ้า 3.36% นอกจากนี้ยังมีโปรตีน 5.6% และไขมัน 0.5%

ผลสด มีพวก โปตัสเซียม 81-322 มก.% ฟอสฟอรัส 4.8-20.6% โซเดียม 0.1-10.3 มก.% แมกนีเซียม 4.2-19.1 มก.% แคลเซียม 0.35-41.6 มก.% เหล็ก 39-357 ไมโครกรัม% แมงกานีส 10-411 ไมโครกรัม% อลูมิเนียมน้อยกว่า 10-77 ไมโครกรัม% สังกะสี 15-133 ไมโครกรัม% และทองแดง 2-186 ไมโครกรัม%

เมล็ด มีน้ำมันสีเหลืองออกส้ม ๆ 1.57% มีแป้งอีกจำนวนมาก และมี saponaretin

หมาย เหตุ : ลำต้นของลำใย มีเนื้อไม้แข็งปานกลาง สีแดงและจะขัดขึ้นมันได้ดี เรานำมาใช้ทำเป็นเสาหรือเสาให้พืชเกาะใช้เป็นฟืน และใช้ทำเฟอร์นิเจอร์





จากเว็บ http://health.spiceday.com/



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ลำโพง

ชื่ออื่น ๆ : ลำโพงขาว, กาสลัก, ลำโพงกาสลัก, ลำโพงแดง, ลำโพงดำ (ภาคกลาง), มะเขือบ้าดอกดำ (ลำปาง), มะเขือบ้า (ภาคเหนือ, อีสาน), ละอังกะ (ส่วย-สุรินทร์), เลี้ยก (เขมร-สุรินทร์), มั่วโต๊ะโละ, เล่าเอี้ยงฮวย (จีน)

ชื่อสามัญ : Thorn Apple

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Catura metel Linn., D.alba Nees

วงศ์ : SOLANACEAE


ลักษณะ ทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุอยู่ 1-2 ปี ลำต้นจะมีขนาดเท่ากับต้นมะเขือพวง แตกกิ่งก้านออกไปรอบ ๆ ต้น ลำต้นจะเปราะแต่เปลือกต้นกลับเหนียว สูงประมาณ 2 เมตร

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ เป็นรูปไข่หรือค่อนข้างกลมเล็กน้อย ปลายใบแหลม โคนใบจะไม่เท่ากัน ขอบ เป็นคลื่นลักษณะของใบจะคล้ายกับใบมะเขือพวงเช่นกัน มีสีเขียวอ่อน

ดอก : ออกดอกเดี่ยว อยู่ตามง่ามใบหรือส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกจะเป็นรูปแตรหรือลำโพงมีขนาดใหญ่
มีสีม่วง สีขาว หรือขาวอมเหลืองอมม่วง แต่ถ้าดอกออกสีม่วงจะมีกลีบซ้อน ๆ กันอยู่ 2-3 ชั้นดอกยาวประมาณ 3.5-5.5 นิ้ว

ผล : เมื่อดอกร่วงโรยไปก็จะติดผล ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกกลมขนาดเท่ากับผลมะเขือเปราะ แต่ปกคลุมไปด้วยหนามทั้งผล โตประมาณ 1-1.5 นิ้วพอแก่จัดจะแตกออกมองเห็นเมล็ดที่อยู่ภายในสีน้ำตาลแบน อยู่เป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ปลูกง่ายชอบขึ้นในดินที่อุดมสมบูรณ์ หรือดินที่มีปุ๋ยมาก ๆ ชอบความชื้นและแฉะ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ลำโพงนี้จะมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือลำโพงกาสลักมีลำต้นสีแดงเกือบดำ ดอกสีม่วง และลำโพงขาว มีลำต้นเขียวดอกสีขาว

ส่วนที่ใช้ : ใบ เมล็ด ทั้งต้น

สรรพคุณ : ใบ เป็นยาพอกกลากเกลื้อน แก้แผลเรื้อรัง แก้ฝีและช่วยให้ผู้ที่เป็นหืดหายมใจได้สะดวก ใช้ทาเต้านมของหญิงลูกอ่อนที่ให้นมบุตร ซึ่งจะแก้อาการอักเสบของเต้านม

เมล็ด ใช้ประมาณ 30 กรัมนำมาทุบพอแหลก แล้วก็แช่กับน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา ฯลฯ ทาตรงบริเวณที่ปวดเมื่อย หรือขัดยอก จะช่วยบรรเทาอาการปวดลง แต่ต้องแช่เอาไว้ประมาณ 7 วันจึงจะนำมาใช้ได้ และใช้ใส่ฟันทีเป็นรูจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ นอกจากนี้เมล็ดยังนำมาดองเหล้าได้ด้วย ทั้งต้น ทุกส่วนของลำต้นมีฤทธิ์เป็นยาเสพติด เป็นยาระงับความเจ็บปวด แก้อาการเกร็ง และน้ำคั้นจากต้นเมื่อหยอดตาจะทำให้ม่านตาขยาย ก็เช่นเดียวกับการหยอดตา

อื่น ๆ : ใบใช้มวนสูบเป็นบุหรี่ แต่ต้องระมัดระวังในการใช้อย่าใช้ให้มากจนเกินขนาด ไม่ควรใช้เกินกว่า 1 กรัม มิฉะนั้นอาจจะเกิดอันตรายได้ โดยมีอาการคลื่นไส้ และเวียนศีรษะในขณะที่สูบ ควรเลิกทันที หรือมักมีอารมณ์เคลิ้ม เกิดความคิดสับในใช้เวลาหลายวันกว่าจะกลับคืนมาได้




จากเว็บ http://health.spiceday.com/

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ลำดวน

ชื่ออื่น ๆ : หอมนวล (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melodorum fruticosum Lour.

วงศ์ : ANNONACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาตามข้อต้น ลำต้นเรียบเกลี้ยง ไม่มีขน สูงประมาณ 3-8 เมตร

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันไปตามลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี หรือรูปหอกปนรูปยาว ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบเรียบเกลี้ยง ด้านบนเป็นมันสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างนั้นสีจะอ่อนกว่า ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-1.5 นิ้วยาว 2-5 นิ้ว


ดอก : เป็นไม้ดอกเดี่ยว ออกตามส่วนยอดและตามง่ามใบ ดอกมีสีเหลืองกลิ่นหอม ดอกหนึ่งจะมีอยู่ 6 กลีบและแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบแต่กลีบชั้นในจะมีขนาดเล็กกว่าและโค้งกว่า ปลายกลีบดอกแหลม โคนกลีบดอกกว้าง ก้านดอกยาว 1 นิ้ว

ผล : มีสีเขียวอ่อน ยาว ปลายผลมน โคนผลแหลมและเป็นก้านสั้น ๆ ผิวเรียบเกลี้ยง มี 1-2 ผลอยู่รวมกัน โตประมาณ 0.5 นิ้วยาว 0.5-1 นิ้วมีเมล็ดอยู่ 1-2 เมล็ด

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เกสร

สรรพคุณ : เกสร เป็นยาชูกำลัง บำรุงหัวใจ และถ้านำมาผสมกับสมุนไพรอื่นจะเป็นยาบำรุงเลือด บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ และแก้ลม

ถิ่นที่อยู่ : จะพบต้นลำดวนได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออก และภาคกลาง





จากเว็บ http://health.spiceday.com/


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ลำเจียก

ชื่ออื่น ๆ : ลำจวน รัญจวน, ปะหนัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus odoraissimus

วงศ์ : PANDANACEAE

ลักษณะ ทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม อยู่ในประเภทเดียวกับต้นเตย ลักษณะของลำต้นจะแตกเป็นกอใหญ่ มีลำต้นสูงประมาณ 4-6 เมตร บริเวณโคนต้นจะมีรากอากาศโผล่ออกมา

ใบ : มีสีเขียว ลักษณะคล้ายกับใบสับปะรด คือจะใหญ่ ยาวและหนา ขอบใบเป็นจัก มีหนามแหลม ใต้ท้องใบมีแกนกลาง

ดอก : จะโผล่ออกมาจากกลางลำต้นพอดี ซึ่งดอกนี้จะเริ่มบานในเวลาตอนเย็นและมีกลิ่นหอมฉุน

การ ขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามชายน้ำ จะต้องการความชื้นและน้ำในปริมาณที่มาก ปลูกขึ้นดีในดินอุดมร่วนซุย หรือดินเหนียวปนทรายอุ้มน้ำได้ดี วิธีการขยายพันธุ์โดยการแยกกอหรือหน่อ

ส่วนที่ใช้ : ราก

สรรพคุณ : ราก ของลำเจียกมีรสเย็นและหวานเล็กน้อย นำมาปรุงเป็นยาแก้พิษเสมหะ พิษไข้ พิษเลือด ขับปัสสาวะ และรากอากาศที่โผล่ออกมาจากโคนต้นนั้น ปรุงเป็นยาแก้หนองใน แก้นิ่ว แก้ระดูขาวมีกลิ่นเหม็น แก้ปัสสาวะพิการ

อื่น ๆ : เป็นพรรณไม้ในวรรณคดีไทยที่กล่าวไว้ ซึ่งมีในเรื่องนิราศธารทองแดง อิเหนา ดาหลัง รามเกียรติ์ สมุทรโฆษคำฉันท์




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

ลาน

ชื่อสามัญ : Talipot palm

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Corypha umbraculifera

วงศ์ : PALMAE

ลักษณะ ทั่วไป


ต้น : เป็นพรรณไม้ที่มีลำต้นเดี่ยวไม่แตกกอ หรือหน่อ ลำต้นจะสูงใหญ่และตั้งตรง เหมือนต้นตรง มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร

ใบ : ใบใหญ่ คล้ายกับรูปใบพัดหรือใบตาล ซึ่งใบนี้จะใช้ทำพัดได้ ขอบใบจักจะตื้น ๆ มีสีเขียว

ดอก : ออกเป็นช่อ ช่อดอกสูงประมาณ 20 ฟุต ช่อหนึ่งจะมีดอกเกือบล้าน ๆ ดอกได้ ซึ่งเป็นดอกที่สมบูรณ์เพศ

ผล : ต้นหนึ่งจะติดผลอยู่จำนวนมาก นับเป็นล้าน ๆ ผล ก็ตามจำนวนของดอก ลักษณะของผลเป็นรูปกลม ๆ ผิวเรียบ สีเขียว

การ ขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ประดับที่นิยมปลูกในบริเวณสวนสาธารณะ หรือในบริเวณพื้นที่ขนาดใหญ่ เป็นไม้ที่ทนต่อแสงแดดจัดและความร้อนได้ดี ขึ้นได้ในดินทุกประเภท ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยใช้เวลาเพาะนานถึง 3-4 เดือน

ส่วนที่ใช้ : ต้น ใบ ราก

สรรพคุณ : ต้น เป็นยาแก้พิษต่าง ๆ และพิษตานราง

ใบ นำใบลานมาเผาไฟให้แห้ง แล้วบดเป็นผงปรุงเป็นยาเย็น และเป้นยาช่วยดับพิษอักเสบฟกบวม หรือพิษต่าง ๆ

ราก เอามาฝนรับประทานแก้ร้อน ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด

อื่น ๆ : ลานเป็นพรรณไม้ทีเรารู้จากการใช้ประโยชน์จากมันได้มานานแล้ว คือใบเราสามารถนำมาเป็นเครื่องจักสาน
และนำมาใช้ในการจารึก หรือเขียนเป็นตัวหนังสือแทนกระดาษได้และผลของมันเราก็ทานได้




จากเว็บ http://health.spiceday.com/

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ลางสาด

ชื่ออื่น ๆ : รังสาด รางสาด (ไทย) ละซะ ดูกู (มลายู)
ชื่อสามัญ : Langsat, Duku

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lansium donesticum Corea.

วงศ์ : MELIACEAE

ลักษณะทั่วไป ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก

ใบ : จะเป็นใบประกอบ มีใบย่อยเป็นแบบขนนก จะออกสลับกัน

ดอก : จะออกเป็นช่อ เป็นพวงสีเหลือง

ผล : ลักษณะผลจะเป็นรูปไข่ ออกเป็นพวงตามลำต้นหรือกิ่งที่แก่เปลือกผลจะมีขนนิ่ม เป็นสีนวล และมียางเป็นสีขาว ผลจะมีรสอมเปรี้ยว เป็นผลไม้ที่มีรสดี ส่วนเนื้อที่หุ้มเมล็ดนั้นจะมีลักษณะใส ในผลหนึ่งจะมีเมล็ดประมาณ 1-5 เมล็ด เปลือกผลนั้นจะบาง และมียางมาก

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด หรือการตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : เนื้อ เปลือกต้น เปลือกผล เมล็ด

สรรพคุณ : เนื้อ ใช้เป็นอาหาร จัดเป็นผลไม้ที่มีรสดีมากชนิดหนึ่ง เปลือกต้น จะมีรสฝาด ใช้เป็นยาต้มกิน รักษาเกี่ยวกับโรคลำไส้ เปลือกผล จะประกอบด้วย น้ำมันชัน (oleoresin) แต่ไม่มีพิษ ใช้เป็นยารักษาอาการท้องร่วง และอาการปวดท้อง เปลือกผลใช้เผา เป็นยาไล่ยุงได้เมล็ด จะมีรสขม ซึ่งประกอบด้วยสารอัลกาลอยด์ในปริมาณน้อย ส่วนสารที่มีรสขมนั้น เป็นพิษ ในสมัยโบราณใช้เป็นยาขับพยาธิ และรักษาอาการไข้

อื่น ๆ : รางสาดมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดที่มียางมากคือชนิดที่เราเรียกกันว่า รังสาด (Langsat) ส่วนอีกชนิดหนึ่งมีรสหวานกว่า และมียางน้อยกว่า คือ ชนิดที่เราเรียกว่า ลองกอง (Duku) ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ เป็นผลไม้ที่อร่อยดี แต่ถ้ากินมากอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศมาเลเซีย แต่ในปัจจุบัน มีปลูกกันในเขตร้อนทั่ว ๆ ไป




จากเว็บ http://health.spiceday.com/

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ลีลาวดี

ชื่ออื่น ๆ : จำปาลาว (พายัพ), จงป่า (กะเหรี่ยง-กาญจน), จำปาขาว (อีสาน), จำไป (เขมร), จำปาขอม (ใต้), ไม้จีน (ยะลา), มอยอ (มลายู-นรา)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumeria acutifolia Poir.

วงศ์ : APOCYNACEAE

ลักษณะทั่วไป


ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แต่แตกกิ่งก้านสาขามากมาย กิ่งก้านจะเปราะแต่อุ้มน้ำ
เปลือกเรียบเกลี้ยงสีเขียมอมเทา ถ้าหักกิ่งจะพบยางสีขาว ๆ อยู่ภายในต้น

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกเรียบสลับกันไปตามข้อต้น แต่มักจะติดอยู่ตามปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ มีเนื้อใบหนาสีเขียวเข้ม ขนาดของใบจะกว้างประมาณ 2-3.5 นิ้วยาว 6-15 นิ้วก้านใบยาว 1-2 นิ้ว

ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น ช่อดอกจะใหญ่ เวลาที่ออกดอกจะทิ้งใบเกือบหมดต้น ลักษณะของดอกนั้นโคนดอกจะซ้อน ๆ ติดกันเป็นหลอดเล็ก ๆ มีกลีบอยู่ 5 กลีบ ซ้อนกันเป็นวง ดอกมีสีขาว ตรงกลางดอกมีสีเหลืองและสีชมพูเรื่อ ๆ อยู่รอบ ๆ กลางดอก เกสรมี 5 อัน


ผล : เป็นฝักยาว แคบ พอแก่จัด ๆ จะแตกออกเป็น 2 ซีก เมล็ดมีปีก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในดินทีร่วนซุยและมีความชุ่มชื้นด้วย ขยายพันธ์ด้วยเมล็ด ตอน

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น เปลือกต้น ดอก เนื้อไม้ ยางจากต้น และเปลือกราก

สรรพคุณ : ทั้งต้น ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า

ใบ เอาใบแห้งมาชงน้ำร้อนใช้รักษาโรคหืด หรือนำใบสดมาลนไฟให้ร้อนพอกแก้ปวดบวม

เปลือกราก ใช้เป็นยารักษาโรคหนองใน เป็นยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลม

เปลือก ต้น นำมาต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเลีย หรือใช้ผสมกับน้ำมันมะพร้าว ข้างและน้ำมันเนย ซึ่งจะเป็นยาแก้ท้องเดิน ยาถ่าย ขับปัสสาวะ

ดอก ใช้ทำธูป แต่ถ้าใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้มาเลเรีย

เนื้อไม้ เป็นยาแก้ไอ ในประเทศเขมรใช้เป็นยาถ่าย ขับพยาธิ

ยางจากต้น เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ทำให้เกิดผื่นแดง ถ้าใช้ผสมกับไม้จันทน์และการบูร เป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน

ถิ่นที่อยู่ : ถิ่นเดมอยู่ในอเมริกาเขตร้อน และนิยมปลูกกันมากทางแถบประเทศในเขตร้อน ในไทยเรานิยมปลูกกันตามวัดวาอารามทั่ว ๆ ไป

สารเคมีที่พบ : น้ำมันหอมระเหยมีสาร plumeric acid และในเปลือกมีโกลโคไซด์ซึ่งมีรสขมชื่อว่า plumerid ใช้เป็นยาระบาย



จากเว็บ http://health.spiceday.com/


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ละหุ่ง

ชื่ออื่น ๆ : ละหุ่งแดง, ละหุ่งขาว, จีนเรียกว่า ปีมั้ว

ชื่อสามัญ : Castor-Oil Plant

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ricinus communis Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ลักษณะ ทั่วไป


ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุอยู่ได้หลายปี ในบ้านของเราจะมีทั้งละหุ่งขาว และละหุ่งแดง ซึ่งละหุ่งขาวนี้ลำต้นเป็นสีเขียว ละหุ่งแดงลำต้นและก้านใบเป็นสีแดง

ใบ : ออกใบเดี่ยว ลักษณะของใบจะจักแหลม คล้ายกับฝ่ามือเป็นแผ่นกว้าง ถ้าเป็นละหุ่งขาวก้านใบก็เป็นสีเขียว แต่ถ้าเป็นละหุ่งแดงก้านใบก็เป็นสีแดง

ดอก : ออกเป็นช่อตรงส่วนยอดของต้น หรือตรงง่ามใบ ดอกเป็นสีแดง ดอกเพศผู้และเพศอยู่ต่างดอกกัน แต่จะอยู่บนต้นเดียวกัน


ผล : มี 3 พู และมีหนาม ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่ซึ่งเปลือกเมล็ดนี้ จะเป็นจุดสีน้ำตาลอมเทาคล้ายกับตัวเห็บ เนื้อในสีขาว

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย แต่ถ้าปลูกในที่อากาศเย็นต้นจะไม่สูง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เมล็ด

สรรพคุณ : เมล็ด ภายในเมล็ดละหุ่งจะประกอบไอด้วยน้ำมัน ซึ่งนำมาทำเป็นยาระบาย น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์
อุตสาหกรรม ทำสี ทำหมึกพิมพ์ เครื่องสำอาง สบู่ แต่ก่อนที่เราจะนำมาทำเป็นยานั้นจะต้องทำลายสารที่เป็นพิษเสียก่อน โดยการนำไปหุง หรือสะตุ เสียก่อน ถ้าไม่เอาออกจะเป็นอันตรายต่อผนังลำไส้ได้

อื่น ๆ : เมื่อนำเมล็ดละหุ่งมาบีบเอาน้ำมัน สารโปรตีนที่เป็นพิษโรซิน จะคงอยู่ในกาก ไม่เหมาะสมที่จะนำไปบริโภค หรือเลี้ยงสัตว์เหมาะที่จะทำเป็นปุ๋ยมากกว่าคือจะมีสารพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซี่ยม

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของอินเดีย แต่จะมีปลูกทั่ว ๆ ไปในเขตร้อน เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ หมู่เกาะอินดีสตะวันตกยุโรปตอนใต้ และอินโดนีเซียอาคเนย์

ศัตรูที่สำคัญ
- หนอนคืบละหุ่ง ใช้ยาเคมี เซฟิน 85 % แลนเนท 90 % ริฟคอร์ด 15 %
- เพลี้ยจักจั่น ใช้ยา เซฟวิน 85 % แลนเนท 90 % ลอร์สแบน 20 %
- หนอนเจาะผลละหุ่ง ใช้ยาอะโซดริน 56 % นูวาครอน 56 %

การเก็บเกี่ยว
เก็บเกี่ยวเมื่อละหุ่งแก่หมดทั้งช่อ แล้วนำมาตากแดดให้แห้ง แล้วใช้ไม้ทุบเบา ๆ ให้เปลือกแตก หรือใช้เครื่องกะเทาะเมล็ดละหุ่ง เสร็จแล้วจึงนำไปผัดเอาเปลือกออก.

ผลผลิต
165 – 180 กก./ ไร่ น้ำหนักเมล็ดละหุ่งทั้งเปลือก 100 กก. เมื่อกะเทาะเปลือกแล้วจะได้น้ำหนักเมล็ดละหุ่งประมาณ 67 กก

การเก็บรักษา
ควรเก็บเมล็ดละหุ่งที่กะเทาะพร้อมฝัดแล้วใส่กระสอบเก็บไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก และควรมีไม้รองที่ก้นกระสอบ







กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ลักกะจันทน์

ลักกะจั่น

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dracaena loureiri Gagnep.

ชื่ออื่น: จันทน์แดง จันทร์ผา ลักกะจันทน์

วงศ์: AGAVACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 4 ม. ตรงปลายมีข้อถี่

ใบ ใบเรียงสลับเป็นกระจุกที่ปลายยอด ใบเดี่ยว ใบรูปดาบ กว้าง 5-7 ซม. ยาว 50-70 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ไม่มีก้านใบ เนื้อใบกรอบแข็ง ผิวใบเรียบลื่น

ดอก ดอกช่อขนาดใหญ่ ออกบริเวณปลายยอด โค้งห้อยลง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีนวล

ผล ผลเป็นผลสดรูปร่างกลม




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...