แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

มะแฮะนก

มะแฮะนก

วงศ์ LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAE
Flemingia lineata (L.) W.T.Aiton var. lineata
(syn. Moghania lineata (L.) O.Kuntze)

ชื่อสามัญ มะแฮะนก (เชียงใหม่) ; ขมิ้นธรณี ,ขมิ้นมัทรี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเกษตร เป็นไม้พุ่มลำต้นตั้งตรง สูง 80 - 125 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 4.2 - 6.6 มิลลิเมตร ใบประกอบแบบขนนกมี 3 ใบย่อย (trifoliate) ใบรูปไข่กลับแกมใบหอก (obovate-lanceolate) ใบย่อยบนสุดยาว 6.34 - 8.22 เซนติเมตร กว้าง 1.86 - 2.34 เซนติเมตร ใบย่อยด้านข้างยาว 4.7 - 6.36 เซนติเมตร กว้าง 1.45 - 1.91 เซนติเมตร ก้านใบรวมยาว 2.13 - 2.59 เซนติเมตร สีใบเขียว นุ่มปานกลาง หน้าใบ หลังใบ และก้านใบมีขนสั้นๆปกคลุมปานกลาง เส้นใบ (vein) และเส้นกลางใบ (mid rib) ของส่วนหลังใบเป็นสันนูนขึ้น ขอบใบเป็นขนครุยสั้นๆ (ciliate) หูใบรูปแถบเรียวยาวไปส่วนปลาย ช่วงออกดอกประมาณเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนมกราคม ดอกเดี่ยวรูปดอกถั่วออกที่ปลายยอดและตามซอกใบ สีดอกชมพู-แดง ความยาวของดอกถั่ว 0.47 - 0.65 เซนติเมตร ฝักรูปขอบขนาน (oblong) ยาว 0.65 - 0.89 เซนติเมตร กว้าง 0.41 - 0.53 เซนติเมตร เมล็ดรูปกลมสีน้ำตาล-ดำ 1-2 เมล็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเมล็ด 2 - 2.3 มิลลิเมตร

แหล่งที่พบและเก็บรวบรวมพันธุ์ พบขึ้นในพื้นที่โล่งแจ้งและป่าผลัดใบ สภาพดินร่วนทราย ดินเหนียว เช่น ตำบลบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ (PC 181) ตำบลบุโฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย (PC 199) ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 543 เมตร และพบมีขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าชุ้มชื้น สภาพดินทรายละเอียด เช่น ตำบลคลองแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

คุณค่าทางอาหาร ระยะก่อนออกดอกอายุประมาณ 12 สัปดาห์ มีค่าโปรตีน 16.21 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 1.41 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 28.66 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 4.77 เปอร์เซ็นต์ NFE 48.95 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยส่วน ADF 34.08 เปอร์เซ็นต์ NDF 52.33 เปอร์เซ็นต์ เฮมิเซลลูโลส 18.25 เปอร์เซ็นต์ และ ลิกนิน 10.93 เปอร์เซ็นต์

การใช้ประโยชน์ เป็นอาหารสัตว์ โค กระบือ แพะ และสัตว์ป่า ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง ดินระบายน้ำไม่ดี


วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

โมกราชินี

ชื่อพื้นเมือง : โมกราชินี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia sp.

ชื่อวงศ์ : APOYNACEAE

ลักษณะวิสัย : ไม้พุ่ม

ลักษณะพิเศษของพืช : ดอกสีขาว รูปร่างคล้ายดอกโมกป่า

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้มงคล

โมกราชินี พรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกค้นพบโดยศาสตราจารย์ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสำรวจและจำแนกพรรณไม้ กรมป่าไม้ ในระหว่างโครงการสำรวจพรรณพฤกษชาติภูเขาหินปูน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิงในหอพรรณไม้ต่างประเทศที่เกี่ยวข้องหลายประเทศ ยังไม่เคยปรากฏชื่อหรือรายงานลักษณะรูปพรรณของพรรณไม้ชนิดนี้มาก่อน และ Dr. D.J. Middleton ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้วงศ์ APOCYNACEAE ของโลกแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์-วาร์ดประเทศสหรัฐอเมริกายืนยันและสนับสนุนการยกรูปพรรณไม้สกุลโมกมัน ( Wrightia ) นี้เป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก การค้นพบพรรณไม้ชนิดใหม่นี้มีความสำคัญยิ่งต่อวงการพฤษศาสตร์ เนื่องจากในปัจจุบันโอกาสค้นพบพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกในวง APOCYNACEAE มีน้อยมาก โดยเฉพาะประเภทไม้ต้น พรรณไม้ใหม่นี้เป็นชนิดที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ มีลักษณะดอกที่สวยงาม จัดเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียว ( Endemic species ) พบเฉพาะในประเทศไทย มีสถานภาพเป็นพรรณไม้ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ ชนิดหนึ่งของโลก ( Rare and endangered species ) สมควรที่จะอนุรักษ์และนำมาปลูกขยายพันธุ์ต่อไป กรมป่าไม้จึงขอพระราชทานพระราชานุญาตให้ชื่อพรรณไม้ชนิดใหม่ของสกุล Wrightia ตามพระนามของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ว่า " Wrightia sirikitiae Middleton & Santisuk " เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จากการที่ได้ทรงสนับสนุนและทรงริเริ่มโครงการต่าง ๆ ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่องและเพื่อเป็นสิริมงคลในวงการ พฤกษศาสตร์ของประเทศไทย




วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

มะกล่ำตาหนู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abrus precatorius Linn.

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE

ชื่อท้องถิ่น : กล่ำเครือ กล่ำตาไก่ มะกล่ำเครือ มะกล่ำแดง มะแค้ก ตากล่ำ มะขามเถา ไม้ไฟ


ลักษณะ : มีลักษณะทรงต้น ใบ ดอก และผลเหมือนมะกล่ำเผือก ต่างกันที่กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง และเมล็ดสีแดงสด
รอบขั้วสีดำ

ส่วนที่นำมาใช้ : ราก

สรรพคุณ : ราก ขับเสมหะ แก้เสียงแห้ง ชงดื่มแก้ไอและหวัด พบว่าใบมีสารหวานชื่อ abrusosides ซึ่งมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 30 – 100 เท่า และไม่มีพิษ เมล็ดมีสารพิษชื่อ abrin ถ้ากลืนทั้งเมล็ดไม่มีพิษ เพราะเปลือกแข็งไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร แต่ถ้าขบเมล็ดให้แตกและกินเพียง 1 – 2 เมล็ด มีพิษถึงตายได้ เมล็ดอ่อนเปลือกบางมีอันตรายมากกว่า อาหารพิษ จะเกิดขึ้นหลังจากกิน 3 ชั่วโมงถึง 2 วัน มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ทางเดินอาหารอักเสบ ตับไตถูกทำลาย ควรรีบปฐมพยาบาลโดยทำให้อาเจียนและรีบนำส่งโรงพยาบาล

ต้นมะกล่ำตาหนูเป็นไม้เลื้อยตะกูลถั่ววงศ์ Papilionaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Abrus precatorius Linn. มีใบเป็นคู่รูปขนนก 8-15 คู่ ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบ ผลเป็นฝักคล้ายถั่วลันเตา ภายในจะมี 3-5 เมล็ด เมล็ดกลมเรียวขนาด 6-8 มิลลิเมตร เมล็ดมีเปลือกแข็ง สีแดงสดเป็นมันมีสีดำตรงขั้วประมาณ 1 ใน 3 ของเมล็ด ตัวอย่างแสดงในรูปที่ 1 และรูปที่ 2
ภายในเมล็ดมะกล่ำตาหนูมีส่วนประกอบของ N-methyltryptophan, abric acid, glycyrrhizin, lipolytic enzyme และ Abrin
Abrin เป็นสารพิษในพืช (phytotoxin) มีสูตรโครงสร้างคล้าย Ricin แต่ Abrin มีความเป็นพิษสูงกว่า ลักษณะทางกายภาพเป็นผง หรือผงละออง มีสีขาวเหลือง สามารถละลายในน้ำได้ คงสภาพในที่มีความร้อนสูงและความเย็นจัดได้

ความเป็นพิษ

Abrin เป็นสารจากพืชที่มีพิษรุนแรง สามารถสกัดแยกสารพิษนี้ได้จากเมล็ด Abrus precatorius มีสูตรโครงสร้างและคุณสมบัติคล้าย Ricin แต่ Abrin มีความรุนแรงในการเกิดพิษมากกว่า 75 เท่า ปริมาณ Abrin ที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้คือ 0.1-1 mg/kg ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถนำไปทำเป็นสารเคมีเพื่อใช้ในสงคราม Abrin ประกอบด้วยโปรตีน 2 peptide chains คือ Abrin A และ Abrin B ต่อกันด้วยพันธะ disulfide ตรงตำแหน่ง Cys247 ของ A-chain กับ ตำแหน่ง Cys8 ของ B-chain
การทำงานในส่วนของ A-chain เป็นโมเลกุลขนาด 251 residues ทำหน้าที่ยังยั้งขบวนการสังเคราะห์โปรตีนของ 60s Ribosome โดยการดึง Adenine ซึ่งเป็น DNA base ในตำแหน่งที่ 4 และตำแหน่งที่ 324 ของ 28s rRNA ออก ทำให้ไรโบโซมไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้ ส่วน B-chain เป็น galactose specific lectin ที่ประกอบด้วย 268 และ 256 กรดอะมิโน ทำหน้าที่จับกับผิวของผนังเซลล์เพื่อช่วยในการรับและส่งผ่าน A-chain ให้สามารถผ่านผนังเซลล์ได้ โดย Abrin 1 โมเลกุลสามารถยังยั้งการสังเคราะห์โปรตีนได้ 1,500 ไรโบโซมต่อวินาที

ค่ามาตรฐาน

NIOSH (National Institute of Occupation Safety and Health) กำหนดค่า OELs (Occupational exposure limits) ของ Abrin ที่ เพดาน: 0.00006 mg/m3 (sensitizer)

อาการการเกิดพิษ

อาการและอาการแสดงของผู้ที่ได้รับพิษ Abrin ขึ้นอยู่กับลักษณะการสัมผัส (การหายใจ การรับประทาน หรือการสัมผัสทางผิวหนัง) และปริมาณที่ได้รับสัมผัส กรณีได้รับ Abrin โดยการรับประทาน สารพิษอาจมีผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย หลายระบบได้แก่

ระบบทางเดินอาหาร จะแสดงอาการภายใน 6 ชั่วโมงหลังจากรับประทาน แต่ก็มีบางรายแสดงอาการภายใน 1-3 วัน โดยจะมีอาการ ได้แก่ อาเจียร ท้องเสีย ปวดท้อง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาเจียรเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือด และช็อกจากเสียเลือด (hypovolaemic shock)
ระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นเร็วและผิดปกติ ในรายที่ได้รับสารพิษปริมาณมากหัวใจล้มเหลว ถึงขั้นเสียชีวิตได้
ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เลื่อนลอย เพ้อ จนกระทั่งอาจไม่รู้สึกตัว
ระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้มีเลือดออกมาพร้อมปัสสาวะ แต่ปริมาณปัสสาวะน้อยเนื่องจากเซลล์ไตถูกทำลาย
ระบบกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง มือสั่น กล้ามเนื้อหดเกร็ง ผิวหนังแดง

กรณีได้รับ Abrin โดยการหายใจ ผู้ได้รับสารพิษจะแสดงอาการภายใน 8 ชั่วโมง หลังจากได้รับสารพิษโดยระยะแรกจะมีอาการหายใจลำบาก มีไข้ ไอ มีอาการคลื่นเหียน และแน่นหน้าอก อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ซึ่งจะทำให้หายใจลำบากอย่างมาก ผิวหนังเปลี่ยนเป็นคล้ำ ในรายที่ได้รับสารพิษปริมาณมากจะทำให้ความดันเลือดต่ำ แต่หัวใจเต้นเร็วและผิดปกติ และหัวใจล้มเหลว ถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากสารพิษถูกผิวหนังอาจทำให้เกิดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบแดง หากถูกตาจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ตา และอาจถึงกับตาบอดได้

การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ

ผู้ได้รับสารพิษสามารถตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการได้ด้วยวิธี Enzyme-linked Immunosorbent Assay จากเลือดและของเหลวในร่างกาย และตรวจยืนยันโดยวิธี Immono-histochemical techniques

การรักษาผู้ได้รับพิษ

ปัจจุบันยังไม่มี antidote สำหรับ Abrin และยังไม่มีวิธีการรักษาที่เฉพาะเพื่อการช่วยเหลือผู้ได้รับพิษ ทั้งนี้การช่วยเหลือขึ้นอยู่กับการได้รับพิษของคนไข้
กรณีผู้ที่ได้รับสัมผัสทางผิวหนัง ควรรีบลดความเข้มข้นในการปนเปื้อนโดยการล้างผิวหนังที่สัมผัสด้วยน้ำและน้ำสบู่ปริมาณมากๆ
ถ้าผู้ป่วยได้รับพิษโดยการหายใจ การช่วยเหลือคือ การรักษาตามอาการของลักษณะผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวมน้ำ และต้องรับการช่วยการหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจ
ถ้าผู้ป่วยได้รับพิษทางการกิน ต้องลดปริมาณสารพิษในกระเพาะอาหารโดยใช้ activated charcoal เพื่อดูดซับสารพิษ (ล้างกระเพาะ) แล้วตามด้วยการให้ยาถ่ายจำพวก magnesium citrate และให้สารอาหารน้ำทางหลอดเลือดดำ เพื่อรักษาสมดุลย์ของเหลวในร่างกายแล้วรักษาตามอาการ ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมักเสียชีวิตหลังจากได้รับพิษอยู่ในช่วง 36-72 ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยไม่เสียชีวิตในช่วงเวลาดังกล่าวแสดงว่าสามารถรอดชีวิตได้

การป้องกัน

หลีกเลี่ยงการสัมผัส Abrin แต่ถ้าจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย ได้แก่ หน้ากากกันสารพิษแบบเต็มหน้า ถุงมือ แว่นตา ชุดคลุมเพื่อป้องกันสารพิษ และอุปกรณ์ช่วยหายใจ(Self-Contained Breathing Apparatus)
ดูแลสุขลักษณะล้างมือก่อนรับประทานอาหารและดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ

จากเว็บ http://webdb.dmsc.moph.go.th


กลับสู่หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

มะกล่ำต้น

มะกล่ำต้น เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคล จังหวัดสิงห์บุรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Adenanthera pavonina L.

วงศ์ : Leguminosae

ชื่อสามัญ : Red Sandalwood Tree

ชื่ออื่น : มะกล่ำตาช้าง มะหัวแดง มะโหกแดง , อีสานเรียกต้นบักหล่ำ

ไม้ดีมีประโยชน์ : มะกล่ำตาช้างรักษาโรคหลายอย่าง

"มะกล่ำตาช้าง" ที่เราเห็นตามป่าเบญจพรรณทั่วไป นอกจากที่จะใช้ประโยชน์ที่นำไม้มาใช้ในงานก่อสร้างแล้ว คนโบราณอาศัย "มะกล่ำตาช้าง" ทำเป็นยาหลายอย่าง อาทิ ใช้ราก มาต้มดื่มแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก แก้ท้องร่วงเป็นบิด ส่วนเมล็ด บดเป็นผงดับพิษ โรยรักษาแผลที่เกิดจากหนอง และฝีได้ ขณะที่ ใบและเมล็ดแก้ริดสีดวงทวารหนัก และเปลือกกับเนื้อไม้ใช้ย้อมผ้าสีธรรมชาติเป็นสีแดงได้

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเขนาดกลาง อยู่ในวงศ์ LEGUMINOSAE เท่าที่เห็นมาสูงเต็มที่ราว 20 เมตร เรือนยอดมีรูปทรงเป็นพุ่มกลม ให้ร่มเงาได้ดี เปลือกต้นมีรอยแตกประปราย สีน้ำตาลอ่อน

ใบ เป็นประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับตามกิ่ง แต่ละใบมีใบย่อย 6-15 คู่ ใบย่อยรูปรีแบบขอบขนาน กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว 2-4 ซม. โคนใบและปลายใบมน ขอบใบเรียบ ยอดนำมารวก หรือนึ่งใสปลา หรือนึ่งใส่กบอร่อย

ดอก ออกเป็นช่อขนาดเล็กคล้ายหางกระรอก เวลาบานสีขาวอมเหลืองอ่อน

ผล ออกเป็นฝักแบนยาว รูปทรงบิดงอเล็กน้อย ผลมีความกว้างราว 1-1.5 ซม. ยาว 12-18 ซม. ผลแก่แตกด้าน นำมานึ่งใส่ปลาก็อร่อย ลักษณะเมล็ดสีแดงเรียงเป็นตลับหลายเมล็ด เมล็ดเป็นคนละชนิดกับ มะกล่ำตาหนู

เมล็ด มะกล่ำตาหนูนำมาคั่วกินไม่ได้เนื่องจากมีพิษ ส่วนมะกล่ำ หรือหมากหล่ำ ตามรูปข้างบนสีแดงทั้งหมดนำมาคั่วใส่เกลือกินได้

ไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ขึ้นกระจัดกระจายในป่าเบญจพรรณและป่าดิบทั่วไป




วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มันสำปะหลัง

มันสำปะหลัง (Cassava)

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญพืชหนึ่ง เป็นพืชอาหารที่ใช้เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต ถ้าพิจารณาจากปริมาณการผลิตพืชอาหารทั่วโลกมันสำปะหลังอยู่ในอันดับที่ 5 รองมาจากข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวและมันฝรั่ง เป็นพืชอาหารที่สำคัญของประเทศในเขตร้อน โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ และเอเชียบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งปลูกมันสำปะหลังเพื่อใช้ในการบริโภคโดยตรง ปริมาณการผลิตของมันสำปะหลังทั่วโลกประมาณสองในสามส่วนใช้เป็นอาหารมนุษย์ที่เหลือใช้เลี้ยงสัตว์และใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม (Cock , 1985) จากรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พ.ศ. 2538 ทั่วโลกผลิตมันสำปะหลังได้ 163.78 ล้านตัน แหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่ทวีปแอฟริกา ซึ่งผลิตได้ถึง 82.77 ล้านตัน รองลงมาเป็นทวีปเอเชีย ผลิตได้ 48.36 ล้านตัน ส่วนทวีปอเมริกาผลิตรวมกันได้ 32.5 ล้านตัน ส่วนมากเป็นประเทศในอเมริกาใต้หรือแถบลาตินอเมริกา ประเทศที่ผลิตได้มากที่สุดในโลก 5 อันดับแรกได้แก่ ไนจีเรีย บราซิล ไทย ซาอีร์ และอินโดนีเซีย
สำหรับประเทศไทยมันสำปะหลังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากเพราะมีเนื้อที่ปลูกมากเป็นอันดับ 4 รองจาก ข้าว ข้าวโพด และยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ. 2532 มีเนื้อที่ปลูกมากที่สุดถึง 10.14 ล้านไร่และผลิตมันสำปะหลังได้ถึง 24.26 ล้านตัน ทำให้ผลผลิตมากเกินความต้องการราคาจึงต่ำลง เกษตรกรจึงหันไปปลูกพืชอื่นแทนทำให้เนื้อที่ปลูกมันสำปะหลังในปีต่อมาลดลงเหลือปีละ 8-9 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 17-20 ล้านตัน ซึ่งพอเพียงกับความต้องการของตลาดแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญที่สุดได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีเนื้อที่ปลูกรวมกันมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ปลูกทั้งประเทศ รองลงมาได้แก่ ภาคกลาง ซึ่งรวมภาคตะวันออกและภาคตะวันตกมีเนื้อที่ปลูกประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์และภาคเหนือมีเนื้อที่ปลูกประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาคใต้ไม่มีการปลูกมันสำปะหลังเลย จังหวัดมีเนื้อที่ปลูกมากที่สุดได้แก่จังหวัดนครราชสีมา มีเนื้อที่ปลูกถึง 1.7 ล้านไร่ และมีจังหวัดที่มีเนื้อที่ปลูกเกินหนึ่งแสนไร่ใน พ.ศ. 2539 รวม 24 จังหวัด
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่ผลิตมันสำปะหลังมากที่สุดในโลก แต่เป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากที่สุดในโลก เพราะประเทศที่ผลิตได้มากกว่า ได้แก่ บราซิล และไนจีเรีย จะใช้บริโภคภายในประเทศหมด ส่วนประเทศไทยมีการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังน้อยมากผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไทยส่งออกอยู่ในรูปของมันเส้นและมันอัดเม็ดมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ตลาดที่สำคัญได้แก่ประชาคมยุโรป ส่วนที่เหลือส่งออกในรูปแป้งและสาคูไปยังประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เกาหลี และอื่นๆ รวมมูลค่าของการส่งออกทั้งหมดมากกว่าสองหมื่นล้านบาทต่อปี
มันสำปะหลังมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา ตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของประเทศเม็กซิโกในทวีปอเมริกาไปจนถึงประเทศบราซิลในอเมริกาใต้ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบเครื่องปั้นดินเผาเป็นรูปหัวมันสำปะหลังที่ประเทศเปรู แสดงให้เห็นว่าชนชาวพื้นเมืองรู้จักใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารมานานกว่า 2,500 ปี และก่อนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสจะสำรวจพบทวีปอเมริกาใน ค.ศ. 1492 (พ.ศ. 2035) นั้น ยังไม่เคยพบพืชชนิดนี้ที่ใดมาก่อนเลยมันสำปะหลังได้แพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของโลกในสมัยที่มีการล่าอาณานิคมในราวศตวรรษที่ 16 โดยชาวโปรตุเกสได้นำมันสำปะหลังจากประเทศบราซิลไปยังทวีปแอฟริกา ส่วนทวีปเอเชียนั้นชาวสเปนได้นำมันสำปะหลังจากประเทศเม็กซิโกไปยังประเทศฟิลิปปินส์ก่อนในราวศตวรรษที่ 17 และชาวดัทช์ได้นำมันสำปะหลังจากสุรินัมเข้ามายังเกาะชวาในราวต้นศตวรรณที่ 18 สำหรับประเทศไทยเชื่อกันว่ามีการนำมันสำปะหลังจากมาลายูเข้ามาปลูกในภาคใต้ราว พ.ศ. 2329 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นมันสำปะหลังชนิดหวานใช้ทำขนมส่วนพันธุ์ชนิดขมที่ปลูกส่งโรงงานนั้นนำเข้ามาภายหลังโดยปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพาราโดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลามีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันและสาคูส่งออกไปยังปีนังและสิงคโปร์ เมื่อยางพาราโตขึ้นคลุมพื้นที่ทั้งหมดไม่สามารถปลูกมันสำปะหลังได้ จึงได้ย้ายแหล่งปลูกไปยังภาคตะวันออกที่จังหวัดชลบุรีและระยอง การปลูกมันสำปะหลังเป็นการค้าขนาดใหญ่นั้นเริ่มหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ. 2489) เพราะประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาต้องการแป้งมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากทำให้พื้นที่ปลูกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเทศไทยได้ส่งกากมัน มันเส้น และมันอัดเม็ดไปยังยุโรปเพื่อการเลี้ยงสัตว์มากขึ้นจึงได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนกระทั่งปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มันสำปะหลังมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Manihot esculenta Crantz. หรือ Manihot utilissima Pohl. อยู่ในตระกูล Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่มเตี้ย อายุหลายปี
ราก มันสำปะหลังมีรากน้อยและอยู่ไม่ลึกจากผิวดิน มีราก 2 ชนิด คือ รากจริงและรากสะสมอาหาร ที่เรียกกันทั่วไป หัว มีปริมาณแป้งประมาณ 15 - 40 % มีกรดไฉโดรไซยานิก ( HCN ) หรือกรดพรัสซิก ( prussic acid ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว การแช่น้ำ การต้ม จะทำให้กรดระเหยไปได้
ลำต้น มีลักษณะเป็นข้อๆ ซึ่งเป็นรอยที่ก้านใบร่วงหลุดไป สีของลำต้นส่วนยอดจะเป็นสีเขียวส่วนทางด้านล่างอาจมีสีน้ำตาล หรือสีม่วงแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์
ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบแยกเป็นแฉกคล้ายใบปาล์มมีสีเขียว ก้านใบอาจมีสีเขียว หรือสีแดง บางพันธุ์ใบจะมีสีเหลือง หรือขาว หรือใบด่าง ที่ใช้เป็นไม้ประดับ
ดอก มันสำปะหลังมีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกตัวผู้จะอยู่ทางส่วนปลายของช่อดอกมีขนาดเล็กกว่าดอกตัวเมีย มีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีเหลืองหรือมีลายแดง ผลและเมล็ด ในแต่ละผลจะมี 3 เมล็ด เมล็ดจะมีสีเทาหรือลายจุดดำ

พันธุ์


พันธุ์ มันสำปะหลังที่
ปลูกในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. พันธุ์ที่ใช้ประดับ นิยมปลูกตามบ้านเพื่อความสวยงาม เนื่องจากใบมีแถบสีขาวและเหลืองกระจายไปตามความยาวของใบจึงเรียกว่า มันด่าง และยังมีพันธุ์อีกชนิดหนึ่งเป็นพันธุ์ป่า มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดกลางถึงใหญ่ใช้ปลูกเพื่อให้ร่มเงาพบมากแถบจังหวัดชลบุรีและระยอง
2. พันธุ์ชนิดหวาน พันธุ์นี้จะใช้หัวเป็นอาหารมนุษย์โดยเชื่อม ต้ม ปิ้ง หรือเผา ไม่มีรสขมเนื่องจากมีปริมาณ HCN ต่ำ ที่พบในบ้านเรามี 3 พันธุ์ ได้แก่ มันสวน มันห้านาทีหรือก้านแดงและระยอง 2 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรปรับปรุงขึ้นมาใช้สำหรับทอดเป็นแผ่นบางเช่นเดียวกับ potato chips
3. พันธุ์ชนิดขม พันธุ์นี้มีเนื้อที่ปลูกมากที่สุดหลายล้านไร่เป็นพันธุ์ปลูกส่งโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นมันเส้น มันอัดเม็ด และแป้ง แต่เดิมปลูกพันธุ์เดียวคือพันธุ์ดั้งเดิมที่มีผู้นำเข้ามาในประเทศเป็นเวลานาน ผ่านการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีจนจัดเป็นพันธุ์พื้นเมือง ต่อมากรมวิชาการเกษตรได้ทำการคัดเลือกพันธุ์จากแหล่งปลูกทั่วไปพบว่าพันธุ์ที่ปลูกในจังหวัดระยองให้ผลผลิตดีที่สุดจึงตั้งชื่อใหม่ว่า พันธุ์ระยอง 1 ลักษณะทรงต้นสูงใหญ่แข็งแรงความงอกดีเก็บต้นไว้ทำพันธุ์ได้นานให้ผลผลิตค่อนข้างสูงต้านทานโรคและแมลงได้ดี แต่มีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำโดยเฉพาะในฤดูฝน ต่อมามีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังโดยหน่วยงานของราชการอย่างน้อยสองแห่งที่ดำเนินการในเรื่องนี้หน่วยงานแรกคือ กรมวิชาการเกษตรมีศูนย์วิจัยอยู่ที่จังหวัดระยองฉะนั้นพันธุ์ใหม่ๆ จึงใช้ชื่อว่า พันธุ์ระยอง เช่น ระยอง 2 ระยอง 3 ระยอง 5 ระยอง 60 และระยอง 90 ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสถานีวิจัยอยู่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จึงใช้ชื่อพันธุ์ใหม่ว่าศรีราชา 1 และเกษตรศาสตร์ 50 ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นการร่วมฉลองในโอกาสที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก่อตั้งมาครบ 50 ปี ในพ.ศ. 2536

ลักษณะดีเด่นของพันธุ์ระยอง 5
ผลผลิต พันธุ์ระยอง 5 เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตหัวสด ผลผลิตมันแห้ง และผลผลิตแป้งสูงกว่าทุกๆ พันธุ์ และทุกๆ สภาพแวดล้อม เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ระยอง 1 ให้ผลผลิตหัวสด มันแห้ง และผลผลิตแป้งสูงกว่า 23, 32 และ 44% ตามลำดับ

การดูแลรักษากิ่งพันธุ์
อายุกิ่งพันธุ์เก็บได้ไม่เกิน15วันถ้านานกว่านี้เปอร์เซ็นต์ความงอกจะลดลงต้นที่คัดไว้ทำพันธุ์ควรวางให้ส่วนยอดตั้งขึ้นและโคนต้นแตะพื้นดิน เกษตรกรควรทำแปลงพันธุ์ไว้ใช้ปลูก ในฤดูต่อไป เพื่อให้ได้ท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพ และเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง โดยเฉพาะเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวในฤดูแล้ง และไม่สามารถปลูกต่อได้ทันที

การเปรียบเทียบลักษณะ
การเปรียบเทียบลักษณะของมันสำปะหลังพันธุ์
ระยอง 5, ระยอง 1, ระยอง 3, ระยอง 60, ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
สภาพพื้นที่ดิน มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกในเขตร้อนสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกว้างขวางพบปลูกตั้งแต่บริเวณเส้นรุ้งที่ 30 องศาเหนือถึง 30 องศาใต้ และที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 2,000 เมตร แต่ปลูกมากระหว่างเส้นรุ้งที่ 20 องศาเหนือถึง 20 องศาใต้ ประเทศไทยอยู่ในระหว่างเส้นรุ้งที่ 6-20 องศาเหนือ จึงสามารถปลูกมันสำปะหลังได้ทุกภาค
มันสำปะหลังขึ้นได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายเพราะจะลงหัวและเก็บเกี่ยวง่ายมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง แต่สามารถขึ้นและให้ผลผลิตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำซึ่งปลูกพืชไร่อื่นๆ เช่น ข้าวโพดและถั่วต่างๆ ไม่ได้ผล โดยทั่วไปพบว่าเขตปลูกมันสำปะหลังมักจะเป็นพื้นที่ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์จนกระทั่งมีผู้เข้าใจผิดว่าการปลูกมันสำปะหลังทำให้ดินเสื่อมหากปลูกในดินมีความอุดมสมบูรณ์เกินไปมันสำปะหลังพันธุ์พื้นเมืองจะเจริญเติบโตทางต้นและใบมากและลงหัวน้อย แต่พันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ เช่น ระยอง 5 และเกษตรศาสตร์ 50 นั้นยิ่งดินดีมากยิ่งให้ผลผลิตมาก มันสำปะหลังจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินที่ไม่มีน้ำท่วมขังมี pH ระหว่าง 5.5-8.0 ทนต่อสภาพความเป็นกรดสูงได้แม้ pH ของดินจะต่ำจนถึง 4.5 ก็ไม่ทำให้ผลผลิตลดแต่ไม่ทนต่อสภาพดินที่เป็นด่างโดยไม่สามารถขึ้นถ้า pH สูงถึง 8

สภาพอากาศ มันสำปะหลังเจริญเติบโตที่อุณหภูมิ 10-35 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิที่เหมาะสมโดยเฉลี่ยต้องไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสเพราะจะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงักในเขตหนาวหรือ เขตอบอุ่นที่มีหิมะและน้ำค้างแข็งจึงไม่สามารถปลูกมันสำปะหลังได้ (Cock , 1985)
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนแล้งต้องการน้ำฝนเฉลี่ย 1,000-3,000 มิลลิเมตรต่อปี เมื่องอกขึ้นมาและตั้งตัวได้แล้วจะไม่ตายแม้ฝนจะทิ้งช่วงนาน 3-4 เดือน ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังมีระบบรากลึก อาจลึกถึง 2.6 เมตร (CIAT , 1980) จึงสามารถหาน้ำจากใต้ดินขึ้นมาใช้ได้ แต่มันสำปะหลังไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง เพราะจะทำให้หัวเน่าและตายได้ ถึงแม้ว่ามันสำปะหลังจะทนแล้งแต่ถ้าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยน้อยกว่า 600 มิลลิเมตรต่อปี เช่น เขตทะเลทรายก็ไม่สามารถปลูกมันสำปะหลังได้ (Cock , 1985)

ฤดูปลูก มันสำปะหลังสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกช่วงต้นฤดูฝน (เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม) ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และปลูกในช่วงปลายฤดูฝนหรือในฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์) ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือจะปลูกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม การปลูกในช่วงต้นฤดูฝนให้ผลผลิตหัวสดสูงกว่าการปลูกในช่วงอื่นๆ แต่ถ้าเป็นดินทรายการปลูกในช่วงฤดูแล้งจะให้ผลผลิตหัวแห้งสูงสุด (วิจารณ์และคณะ , 2537) การเลือกฤดูปลูกของเกษตรกรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1. ปริมาณน้ำฝน การปลูกในช่วงต้นฤดู ปริมาณน้ำฝนยังไม่มากนักจึงมีเวลาเตรียมดินได้ดี การมีเวลาเตรียมดินอย่างดีจะทำให้จำนวนวัชพืชลดลงมาก ดินร่วนเหมาะกับการลงหัวและมันสำปะหลังจะได้รับน้ำฝนตลอดระยะเวลาของการเจริญเติบโต ถ้าปลูกช่วงปลายฤดูหรือในฤดูแล้งหลังจากมันสำปะหลังขึ้นมาแล้วจะพบกับระยะฝนทิ้งช่วง 2-3 เดือน ทำให้มันสำปะหลังชะงักการเจริญเติบโตแต่ข้อดีของการปลูกปลายฝนคือมีวัชพืชขึ้นรบกวนน้อย

2. ชนิดดิน ถ้าเป็นดินทรายสามารถปลูกได้ตลอดปีแต่เกษตรกรมักนิยมปลูกปลายฤดูฝน เช่น แถบจังหวัดระยองและชลบุรี แต่ถ้าเป็นดินเหนียวจะนิยมปลูกต้นฤดูฝน เพราะถ้าเป็นฤดูแล้งการไถพรวนจะได้ดินก้อนใหญ่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจะแห้งตายก่อนที่จะงอกเป็นต้น

3. พันธุ์ มันสำปะหลังพันธุ์พื้นเมืองถ้าเก็บเกี่ยวในฤดูฝนจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำและการขนส่งลำบากจึงนิยมปลูกปลายฤดูเพื่อการเก็บเกี่ยวและขนส่งในฤดูแล้งจะได้คุณภาพและราคาดี แต่ในปัจจุบันมีพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูงทุกฤดูจึงสามารถปลูกได้ทั้งปีเป็นการกระจายผลผลิตให้สม่ำเสมอตลอดปีได้ (ปิยะวุฒิ , 2535)

การปลูกและการดูแลรักษา

การเตรียมดิน มันสำปะหลังเป็นพืชหัวผลผลิตที่ใช้ประโยชน์คือรากที่มีการสะสมอาหารจำพวกแห้งจนขยายใหญ่ขึ้นเป็นหัวอยู่ในดิน การเลือกพื้นที่ปลูกควรเลือกที่ดอนดินเป็นดินร่วนปนทรายถ้าเป็นดินเหนียวต้องมีการระบายน้ำดีน้ำไม่ท่วมขังและต้องมีหน้าดินลึกพอสมควร ก่อนปลูกควรไถและพรวนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร เพื่อกลบเศษซากพืชจากฤดูก่อนและทำลายวัชพืชต่างๆ ให้ลดจำนวนลง การไถด้วยผาน 3 ติดท้ายรถแทรกเตอร์ 1 ครั้ง ตามด้วยพรวนจาน 7 ผาน อีก 1 ครั้ง จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังและกำไรสูงสุด ถ้าพื้นที่มีความลาดเทต้องไถตามแนวขวาง เพื่อป้องกันการชะล้างพังทะลายของดินและถ้าดินระบายน้ำได้ดีต้องยกร่องปลูก

การเตรียมวัสดุปลูก การปลูกมันสำปะหลังนิยมใช้ท่อนพันธุ์โดยตัดลำต้นให้เป็นท่อนปลูก 15-20 เซนติเมตร เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แก่มีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป โดยปกติเกษตรกรจะปลูกมันสำปะหลังและเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 10-12 เดือน หลังจากที่เก็บหัวส่งโรงงานแล้วจะเก็บต้นไว้ใช้ขยายพันธุ์ปลูกต่อไปทันที ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถปลูกฤดูต่อไปได้เมื่อใด เช่น ฝนทิ้งช่วงหรือขาดแรงงานแนะนำว่าควรเหลือพื้นที่ที่ยังไม่เก็บเกี่ยวไว้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อพร้อมจะปลูกจึงตัดเพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพของท่อนพันธุ์เนื่องจากตัดต้นไว้นานเกินไป
การปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ท่อนพันธุ์ดังกล่าวเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ค่อนข้างช้า เมื่อเปรียบเทียบกับพืชไร่อื่น คือมีอัตราการขยายพันธุ์ประมาณไม่เกิน 10 เท่า เท่านั้น ในสมัยก่อนเกษตรกรปลูกเฉพาะพันธุ์พื้นเมืองทั่วไปจึงไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนท่อนพันธุ์ แต่ในปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์ดีขึ้นใหม่หลายพันธุ์ จึงต้องมีวิธีขยายพันธุ์ให้ได้มากเพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกพันธุ์ดีให้มากขึ้นโดยเร็ว ซึ่งทำได้โดยตัดท่อนพันธุ์ให้มีขนาด 3-5 เซนติเมตร (ปกติ 20-25 เซนติเมตร) หรือมีตา 2-3 ตา นำไปปักชำในถุงพลาสติกนานประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนย้ายลงปลูกในแปลง วิธีนี้สามารถขยายพันธุ์ได้ไม่ต่ำกว่า 40 เท่า อีกวิธีคือ การตัดต้นไปทำพันธุ์ก่อนถึงอายุเก็บเกี่ยวเหลือต้นตอไว้ให้แตกหน่อขึ้นมาเมื่อได้อายุประมาณ 6 เดือน ก็สามารถตัดไปขยายพันธุ์ได้อีกวิธีนี้สามารถขยายพันธุ์เพิ่มได้ประมาณ 24 เท่า นอกจากนี้ยังมีวิธีขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนมากแต่มีเทคนิคและวิธีการที่ยุ่งยากมาก เช่น การขยายพันธุ์โดยใช้ยอดอ่อนสามารถผลิตท่อนพันธุ์ที่ตัดตามความยาวปกติได้ 12,000-24,000 ท่อนและวิธีการใช้ตาข้างของก้านใบก็สามารถผลิตท่อนพันธุ์ได้ 120,000-300,000 ท่อน

วิธีการปลูกและระยะปลูก การปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ท่อนพันธุ์ทำได้ 2 วิธี ได้แก่
1. การปลูกแบบฝังหรือวางนอน เป็นวิธีการปลูกแบบเก่าปัจจุบันไม่นิยมปลูกด้วยวิธีนี้ เพราะต้นมันสำปะหลังจะงอกโผล่พ้นดินช้ากว่าวัชพืชทำให้การกำจัดวัชพืชลำบากมากขึ้น แต่มีข้อดีคือถ้าดินมีความชื้นน้อยการปลูกด้วยวิธีนี้จะต้องมีต้นอยู่รอดมากและไม่ต้องระวังว่าจะปลูกโดยเอายอดลงดิน
2. การปลูกแบบปัก ใช้ท่อนพันธุ์ปักลงในดินให้ลึกประมาณ จากท่อนพันธุ์ควรระวังอย่าปักส่วนยอดลงดินเพราะตาจะไม่งอกการปักตรง 90 องศา หรือปักเฉียง 45 องศากับพื้นดินให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน ข้อดีของการปลูกแบบนี้คือมันสำปะหลังจะงอกเร็วสะดวกต่อการกำจัดวัชพืชและปลูกซ่อมและลงหัวด้านเดียวเป็นกลุ่มง่ายต่อการเก็บเกี่ยวและให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบฝัง 10-15 เปอร์เซ็นต์ ในฤดูฝนควรปลูกแบบปักจะปักตรงหรือปักเฉียงก็ได้ใช้ท่อนพันธุ์ยาว 20 เซนติเมตร ปักลึก 5-10 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นฤดูแล้งควรให้ท่อนพันธุ์ยาวขึ้นเป็น 25 เซนติเมตร และปักตรงให้ลึก 15 เซนติเมตร จะทำให้มีจำนวนต้นอยู่รอดเก็บเกี่ยวและผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบปักเฉียงและแบบฝังในสภาพที่ดอนและน้ำไม่ท่วมขังไม่จำเป็นต้องยกร่องปลูก
มีข้อแนะนำให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ระยอง 1 โดยใช้ระยะ 100 x 100 เซนติเมตร ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่จะปลูกได้ 1,600 ต้น แต่พันธุ์ใหม่ที่ปลูกในปัจจุบันมีลักษณะทรงพุ่มแตกต่างกันไปจึงควรปรับระยะปลูกให้เหมาะสม เช่น พันธุ์ระยอง 90 ควรใช้ระยะ 80 x 100 เซนติเมตร (2,000 ต้นต่อไร่) พันธุ์ระยอง 60 ซึ่งต้นขนาดเล็กกว่าควรใช้ระยะ 66 x 100 เซนติเมตร (2,400 ต้นต่อไร่) อย่างไรก็ตามระยะปลูกยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามวัตถุประสงค์ในการปลูก เช่น ถ้าต้องการปลูกพืชแซมหรือใช้เครื่องมือเครื่องทุ่นแรงช่วยในการกำจัดวัชพืชหรือการเก็บเกี่ยวอาจต้องขยายระยะแถวให้กว้างขึ้นเป็น 110-150 เซนติเมตร และลดระยะระหว่างต้นให้แคบลงเป็น 60-80 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงาน

การใส่ปุ๋ย มันสำปะหลังส่วนใหญ่จะปลูกในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ฉะนั้นจึงต้องมีการบำรุงรักษาดินมิให้เสื่อมสภาพลงการใช้ปุ๋ยเคมีจะช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและเพิ่มผลผลิตได้ การปลูกมันสำปะหลังโดยไม่ใส่ปุ๋ยจะทำให้ผลผลิตลดลงเฉลี่ยปีละ 250 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นถ้าปลูกซ้ำติดต่อกันหลายปีความอุดมสมบูรณ์ของดินจะลดลงเรื่อยๆ ให้ใส่ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง โดยครั้งแรกใส่สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อมันสำปะหลังอายุ 1 เดือน ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่พร้อมปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ 15 กิโลกรัมต่อไร่ 15 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือน โดยขุดหลุมข้างต้นในแนวทรงพุ่มใส่ปุ๋ยแล้วกลบดินแต่ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่เพียงครั้งเดียวเมื่ออายุ 1-2 เดือน การปลูกพืชหมุนเวียนโดยใช้พืชตระกูลถั่วเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินให้ดีขึ้นรวมถึงการไถกลบเศษซากของมันสำปะหลังฤดูก่อนจะช่วยปรังปรุงคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการเพิ่มผลผลิตของมันสำปะหลังอีกวิธีหนึ่งด้วย
ในพื้นที่ที่มีความลาดเท นอกจากการบำรุงดินดังกล่าวแล้วควรอนุรักษ์ดินและน้ำควบคู่ไปด้วย โดยการไถ พรวน และยกร่องปลูกขวางความลาดเทหรือปลูกหญ้าแฝกแทรกระหว่างแถวมันสำปะหลังทุกระยะ 20 เมตร ก็จะช่วยป้องกันการชะล้างของหน้าดินได้ ควรใช้ระยะปลูกถี่ขึ้นเพื่อลดช่องว่างในระยะแรกของการเจริญเติบโต

การควบคุมวัชพืช มันสำปะหลังมีโรคและแมลงรบกวนน้อยมากปัจจัยที่มีผลทำให้ผลผลิตลดลงมากที่สุดได้แก่วัชพืช เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชที่มีระยะปลูกค่อนข้างห่างและมีการเจริญเติบโตในระยะแรกช้ามากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 เดือน จึงจะสร้างพุ่มใบให้ชนกันจนครอบคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมด ฉะนั้นในระยะแรกจะมีวัชพืชขึ้นรบกวนมากและระยะเวลาวิกฤติในการกำจัดวัชพืชจะอยู่ที่ 2-3 เดือนแรก เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่มันสำปะหลังกำลังลงหัวหลังจาก 4 เดือนไปแล้วมันสำปะหลังจะไม่มีการสร้างหัวเพิ่ม แต่จะขยายขนาดหัวให้ใหญ่ขึ้นถ้ามีวัชพืชขึ้นรบกวนในช่วงนี้มากจะทำให้ผลผลิตลดลง การเริ่มกำจัดวัชพืชครั้งแรกต้องรีบกระทำอาจเริ่มที่ 15 วันหลังจากปลูกยิ่งล่าช้าออกไปผลผลิตจะยิ่งลดลงควรกำจัดวัชพืชครั้งแรกให้เสร็จภายใน 1 เดือนหลังจากปลูกและอาจต้องกำจัดวัชพืชอีก 2-3 ครั้ง จนกว่าพุ่มของใบมันสำปะหลังจะชิดกัน
การควบคุมวัชพืชในมันสำปะหลังมีหลายวิธีสำหรับพื้นที่ขนาดเล็กอาจใช้แรงงานคนภายในครอบครัวโดยใช้จอบถาก ถ้าพื้นที่มากขึ้นอาจใช้แรงงานสัตว์ เช่น โค หรือกระบือ ลากไถเข้าพรวนดินระหว่างแถวซึ่งเรียกว่าการเดี่ยวร่องและใช้จอบถากในระหว่างต้นซึ่งจะลดพื้นที่ในการถากหญ้าได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และช่วยให้กำจัดวัชพืชได้เร็วขึ้น ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ต้องใช้เครื่องพรวนดินระหว่างแถวติดท้ายรถแทรกเตอร์เข้าทำงานแทนแรงงานสัตว์ การกำจัดวัชพืชด้วยแรงคนหรือสัตว์มีข้อจำกัดหลายประการเช่น แรงงานหายากทำงานได้ช้าและการกำจัดวัชพืชในฤดูฝนวัชพืชบางส่วนจะไม่ตาย ดังนั้นอาจต้องใช้สารกำจัดวัชพืชร่วมด้วย ซึ่งสารที่ใช้มี 2 ประเภท ได้แก่

ประเภทสารคุม (pre-emergence herbicides) ฉีดพ่นสารทันทีที่ปลูกเสร็จ ก่อนที่มันสำปะหลังและวัชพืชจะงอกสามารถควบคุมการงอกของวัชพืชได้นาน 45-60 วัน สารเหล่านี้ได้แก่ อะลาคลอร์ (alachlor) เมโตคลอร์ (metolachlor) ไดยูรอน (diuron) และอ๊อกซีฟลูออร์เฟน (oxyfluorfen)

ประเภทสารฆ่า (post-emergence herbicides) ฉีดพ่นสารภายหลังจากที่วัชพืชและมันสำปะหลังงอกขึ้นมาแล้วแต่ยังมีขนาดเล็กเรียกว่า early post-emergence ซึ่งต้องเลือกใช้สารที่ไม่เป็นอันตรายต่อมันสำปะหลังและเป็นสารที่กำจัดเฉพาะวัชพืชใบแคบเท่านั้น เช่น อาโลซี่ฟอพ (halosyfop) โปรปาควิซาฟอพ (propaquizafop) และฟลูอะซีฟอพ (fluazifop) สารดังกล่าวจะได้ผลในขณะที่วัชพืชมีขนาดเล็กมีเพียง 3-4 ใบ เท่านั้น เมื่อมันสำปะหลังมีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปเรียกว่า late post-emergence หากยังมีวัชพืชขึ้นรบกวนต้องใช้สารอีกกลุ่มหนึ่งเช่น พาราควอท (paraquat) ไกลโฟเสท (glyphosate) ซัลโฟเสท (sulfosate) และกลูโฟซิเนท (glufosinate) พ่นโดยระวังอย่าให้ละอองสารปลิวไปถูกต้นและใบมันสำปะหลัง เพราะจะเป็นอันตรายได้
การควบคุมวัชพืชในไร่มันสำปะหลังให้ได้ผลดีที่สุดควรใช้วิธีผสมผสานทั้งการถากหญ้าใช้สารคุมและการใช้สารฆ่าจากการทดลองพบว่าการใช้จอบถาก 1 ครั้ง ตามด้วยสารฆ่า 2 ครั้ง หรือการใช้สารคุมตามด้วยจอบถาก 2 ครั้ง จะให้ผลผลิตและรายได้สุทธิสูงกว่าการใช้จอบถาก 3 ครั้ง

การเก็บเกี่ยว
มันสำปะหลังได้เปรียบพืชไร่ชนิดอื่นที่สามารถยืดหยุ่นอายุการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังตามความจำเป็น เช่น ราคา และแรงงาน แต่โดยปกติจะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 11-12 เดือน เพราะผลผลิตมันสำปะหลังจะมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าอายุมากเกินไปแม้จะให้ผลผลิตหัวสดสูง แต่คุณภาพจะลดลงเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำลงสัดส่วนของเส้นใยจะสูงขึ้นและถ้ายึดอายุเก็บเกี่ยวออกไปมากจะไปกระทบต่อการปลูกในปีต่อไปด้วย วิธีการเก็บเกี่ยวจะใช้แรงงานคนถอนหรือใช้จอบขุด แต่ถ้าดินมีความชื้นน้อยอาจใช้เครื่องมือที่เกษตรกรคิดขึ้นเองเรียกว่า ดั๊ม ลักษณะเป็นเหล็กคล้ายกับหัวค้อนถอนตะปูติดกับคานงัดซึ่งจะช่วยทุ่นแรงได้มาก ในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องแรงงานมากจึงมีการประดิษฐ์เครื่องขุดมันสำปะหลังติดท้ายรถแทรกเตอร์ขึ้นซึ่งมีหลายแบบ จากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครื่องขุดมัน 4 แบบ สรุปได้ว่าเครื่องขุดมันมีความสามารถทำงานได้ระหว่าง 2.27-2.85 ไร่ต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานระหว่าง 71.74-80.79 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าการสูญเสียจากผลผลิตที่หลงเหลือในดินระหว่าง 2.27-17.04 เปอร์เซ็นต์ ส่วนค่าใช้จ่ายจะต่ำกว่าการใช้แรงงานคนประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ และลดแรงงานได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
หลังจากขุดหัวมันสำปะหลังจะต้องตัดเหง้าและต้นออกและรีบส่งหัวมันสดเข้าโรงงานทันทีหรืออย่างช้าไม่เกิน 3 วัน มิฉะนั้นหัวมันจะเริ่มเน่าส่วนลำต้นต้องเก็บทันทีเพื่อใช้ทำพันธุ์ต่อไปโดยนำไปกองรวมกันแบบตั้งขึ้นให้โคนติดพื้นดินส่วนยอดตั้งขึ้นจะเก็บไว้กลางแจ้งหรือในร่มไม้ก็ได้ วิธีนี้สามารถเก็บต้นได้นานถึง 30 วัน ถ้าทิ้งต้นไว้ในไร่นานจะถูกแดดเผาจนต้นแห้งตายไม่สามารถไปปลูกได้

การใช้ประโยชน์
1. ใช้เป็นอาหารมนุษย์ โดยนำหัวสดไปต้ม นึ่ง ปิ้ง เผา หรือเชื่อม สำหรับประเทศที่บริโภคมันสำปะหลังเป็นอาหารหลักจะมีวิธีการปรุงแต่งโดยเฉพาะ เช่น Gari อาหารของชาวไนจีเรีย หรือ Bononoka ของชาวมาดากัสกา นอกจากนี้ยังนำแห้งมันสำปะหลังไปปรุงเป็นอาหารทั้งคาวและหวานอีกหลายชนิด
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ด ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ส่งออกทั้งหมด เพื่อการเลี้ยงสัตว์ของประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรปสำหรับการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยใช้มันสำปะหลังน้อยมาก แม้ว่ามันสำปะหลังสามารถใช้เลี้ยงสัตว์ทุกชนิด แต่ผู้ใช้จะต้องปรับสูตรอาหารให้เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิด ข้อดีของการใช้มันสำหรับเป็นอาหารสัตว์คือราคาถูกและยังไม่เคยพบสาร aflatosin จึงปลอดภัยต่อการบริโภค แต่มีข้อเสียบ้างที่ว่าการใช้มันสำปะหลังต้องป่นให้ละเอียดและต้องผสมกากน้ำตาลซึ่งวิธีการผสมค่อนข้างยุ่งยาก
3. ใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะนำแป้งดิบ (native starch) มาใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปอื่นๆ เช่น ผลิตผงชูรส และไลซีน สารให้ความหวานเช่น glucose dextrose sorbital manitol และ inositol และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น สารดูดน้ำ (polymer) พลาสติกที่สลายได้ทางชีวภาพ ผลิตเชื้อไรโซเบียม ผลิต flexible foam สำหรับทำที่นอนและเฟอร์นิเจอร์ ผลิต rigid foam เพื่อการบรรจุหีบห่อและตกแต่งภายใน นอกจากนี้ยังนำไปผลิตแป้งแปรรูป (modified starch) โดยการนำเอาแป้งดิบมาผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของแป้งให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างเช่น อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมไม้อัด อุตสาหกรรมทำกาวและอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์

โรคและการป้องกันกำจัด
มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก อาจเนื่องมาจากส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมืองซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีและมีความต้านทานต่อโรคและแมลงอยู่แล้ว แต่เมื่อนำพันธุ์ใหม่เข้ามาปลูกโดยไม่มีการควบคุมที่ดีพออาจมีโรคร้ายแรงติดเข้ามาระบาดในประเทศได้ ดังนั้นการนำพันธุ์เข้ามาใหม่จึงควรมีการระวังป้องกันอย่างเข้มงวดโรคที่พบระบาดในประเทศไทยมีดังนี้

โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot)
เชื้อสาเหตุ : เชื้อรา Cercosporidium henningsii
อาการ : อาการที่พบจะเป็นจุดที่ใบโดยเฉพาะใบแก่รอยแผลจะเป็นเหลี่ยมตามเส้นใบมีขอบชัดเจนสีเหลืองตรงกลางแผลจะแห้งโรคนี้พบได้ในทุกพันธุ์ พันธุ์พื้นเมืองซึ่งเป็นพันธุ์ต้านทานปานกลางโรคนี้ทำให้ผลผลิตลดลง 14-20 เปอร์เซ็นต์
การป้องกันกำจัด : การป้องกันกำจัดโดยใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชไม่คุ้มค่า

โรคใบไหม้ (Cassava bacterial blight , CBB)
เชื้อสาเหตุ : เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas camprestris pv. Manihotis
อาการ : อาการจะเกิดขึ้นที่ใบ เริ่มแรกเป็นจุดเหลี่ยมฉ่ำน้ำแล้วขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นใบไหม้ ใบเหี่ยว ร่วงหล่น มียางไหล ต่อมาเกิดอาการยอดเหี่ยวและแห้งตายลงมา (die back) เป็นโรคที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่งซึ่งจะทำความเสียหายให้มันสำปะหลังได้ถึง 30-90 เปอร์เซ็นต์
การแพร่ระบาด : ในประเทศไทยพบอาการต้นเป็นโรคแต่ไม่ระบาดรุนแรง อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมในการระบาดและพันธุ์ที่แนะนำส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างต้านทานต่อโรคนี้
นอกจากนี้ยังสามารถพบโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคใบจุดไหม้ (blight leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Cercospora viscosae โรคใบจุดขาว (white leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Phaeoramularia manihotis โรคลำต้นเน่า (stem rot) เกิดจากเชื้อ Glomerella cingulata และโรคหัวเน่า (root rot) ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อราหลายชนิดมักจะเกิดขึ้นเมื่อหัวมันสำปะหลังเป็นแผล
แมลงและการป้องกันกำจัด แมลงที่ทำลายมันสำปะหลังมักจะพบระบาดมากในช่วงที่อากาศค่อนข้างแห้งแล้งมักจะเป็นแมลงพวกปากดูด ได้แก่
ไรแดง (red spider mite)
ที่พบทำความเสียหายให้มันสำปะหลังมี 2 ชนิดได้แก่ ไรแดงหม่อน (Tetranychus truncatus) จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใต้ใบล่างๆ แล้วลามขึ้นสู่ยอดและไรแดงมันสำปะหลัง (Oligonychus biharensis) จะดูดกินน้ำเลี้ยงบนหลังใบส่วนยอดแล้วขยายปริมาณลงสู่ส่วนล่างของต้น ถ้าไรแดงระบาดมากๆ ใบจะเหลืองซีด ม้วนงอ ส่วนยอดงองุ้มถ้ามันสำปะหลังมีขนาดเล็กอาจตายได้
การป้องกันกำจัด : หากระบาดมากต้องพ่นสารกำจัดแมลงและศัตรูพืชเป็นจุดเฉพาะบริเวณที่ระบาดรุนแรงสารที่ใช้ได้แก่ ฟอร์มีนาเนท (formetanate)

เพลี้ยแป้ง (stripped mealy bug)
เป็นแมลงปากดูดทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่างๆ และถ่ายมูลเหลวไว้ทำให้เกิดราดำ ถ้าระบาดมากต้นจะแคระแกร็นยอดแห้งตายหรือแตกพุ่ม
การป้องกัน : ถ้าพบต้องตัดต้นไปทำลาย การใช้สารกำจัดแมลงมักไม่คุ้มค่า
แมลงหวี่ขาว (white fly)
เป็นแมลงปากดูดจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนใต้พืชและถ่ายมูลเหลวออกมาทำให้เกิดราดำ มักเกิดควบคู่กับการเข้าทำลายของไรแดงและเพลี้ยแห้ง
แมลงปากกัดอื่นๆ
พบบ้างแต่ไม่ทำความเสียหายมากนัก เช่น แมลงนูนหลวง ตัวหนอนจะทำลายกัดกินราก ต้นมันสำปะหลังที่มีขนาดเล็กอาจตายได้ ด้วงหนวดยาว ตัวหนอนจะกัดกินภายในเหง้าและต้นทำให้ต้นหักล้ม

ปัญหาในการผลิตและแนวทางการแก้ไข

ปัญหา
1. ปริมาณการผลิตไม่แน่นอน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเฉลี่ย 8-9 ล้านไร่ต่อปี ได้ผลผลิตหัวมันสด 20-21 ล้านต้น แต่ปริมาณความต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศรวมกันประมาณปีละ 19 ล้านตัน (ใช้ภายในประเทศเพียง 3-4 ล้านต้น) ฉะนั้นถ้าปีใดผลิตได้มากจะเกิดปัญหาการล้นตลาดและราคาตกต่ำ ถ้าปีใดพื้นที่ปลูกลดลงผลผลิตไม่เพียงพอราคาจะสูง
2. ประสิทธิภาพการผลิตค่อนข้างต่ำ คือเฉลี่ย 2.2-2.3 ตันต่อไร่ สาเหตุเนื่องมาจากการใช้พันธุ์พื้นเมืองซึ่งให้ผลผลิตไม่สูงนักและเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ การดูแลรักษาไม่ถูกวิธีขาดการบำรุงดินและการใช้ปุ๋ยเคมีหรือใช้อย่างไม่ถูกต้องทำให้ดินเสื่อมสภาพเร็วและส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง
3. ความไม่แน่นอนของตลาดต่างประเทศ เนื่องจากไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่วนมากในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดไปยังประเทศกลุ่มประชาคมยุโรปเพื่อการเลี้ยงสัตว์ ฉะนั้นถ้าในปีใดประเทศเหล่านั้นผลิตธัญพืชได้มากก็จะซื้อมันสำปะหลังจากไทยน้อยหรือกดราคา แต่ถ้าปีใดขาดแคลนธัญพืชก็จะหันมาใช้มันสำปะหลังจากไทยมากขึ้นทำให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาหัวมันสดภายในประเทศ

แนวทางแก้ไข
1. ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยใช้พันธุ์ดีที่แนะนำ เช่น ระยอง 5 , ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 ซึ่งพันธุ์เหล่านี้ให้ผลผลิตสูง 3.1-4.2 ตันต่อไร่ และมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงถึง 20-24.9 ซึ่งระหว่างพ.ศ. 2536-2540 กรมส่งเสริมการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดในเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับมันสำหรับมันสำปะหลัง 26 จังหวัดซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด และภาคตะวันออก 7 จังหวัด โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดีให้ได้ถึง 1.56 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชนได้แก่ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง ซึ่งมีโครงการที่จะขยายมันสำปะหลังพันธุ์ดีให้กับเกษตรพร้อมกับให้การฝึกอบรมด้านการปลูกมันสำปะหลังด้วย โดยกำหนดเป้าหมายที่จะปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดีเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านไร่ภายในพ.ศ. 2540
2. ลดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง โดยพยายามจำกัดให้ปลูกมันสำปะหลังเฉพาะในเขตเศรษฐกิจสำหรับมันสำปะหลัง 26 จังหวัดเท่านั้น พร้อมทั้งจะต้องลดพื้นที่ปลูกทั่วประเทศลงให้ได้ 1.2 ล้านไร่ภายใน 3 ปี (พ.ศ. 2537-2539) พร้อมไปกับการส่งเสริมให้ปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อการผลิตเยื่อกระดาษ และการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์แทน เช่น โคเนื้อ และโคนม
3. ส่งเสริมการให้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้มากขึ้น โดยการใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ภายในประเทศมากขึ้นหาตลาดส่งออกมันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันชนิดแป้งดิบและแป้งแปรรูปเพิ่มขึ้นและส่งเสริมการวิจัยเพื่อหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากมันสำปะหลัง เช่น สารดูดน้ำพลาสติกที่สลายได้และภาชนะบรรจุอาหาร

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มะม่วงหิมพานต์

ลักษณะทั่วไป

มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของอเมริกา เขตแล้งชายฝั่งทะเลตอนกลางและตอนเหนือของบราซิล มะม่วงหิมพานต์เผยแพร่ไปยังส่วนต่างๆ ของโลกโดยนัดเดินเรือชาวสเปน เข้าสู่ประเทศไทยพร้อมๆกับยางพารา ในราว พ.ศ. 2444 พระยารัชฎานุประดิษฐ์
เราใช้ส่วนของผลหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเมล็ดรับประทาน ปรุงอาหาร น้ำจากก้านผลใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ขับปัสสาวะ ใช้ผลิตไวน์ และช่วยกระตุ้นสมองให้จำได้ดีขึ้น ใบอ่อนใช้แก้โรคท้องร่วง โรคบิด ใบแก่ใช้บดพอกแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ยางของมะม่วงหิมพานต์ใช้เป็นยากันปลวก ใช้ทำกาว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มะม่วงหิมพานต์มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anacardium accidentale L. อยู่ในตระกูลเดียวกับมะม่วงคือ Anacardiaceae เป็นพืชที่มีสีเขียวตลอดปี แตกกิ่งก้านแผ่กว้าง เนื้อไม้ไม่สู้แข็งนัก มียางเหนียวสีเหลือง
ใบ ค่อนข้างหนา ปลายใบกลมมน โคนใบแหลม ใบออกเป็นพุ่ม
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบพานิเคิล แต่ละดอกมีขนาดเล็กมาก มีกลิ่นหอม มีกลีบดอก 5 กลีบสีขาว กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เมื่อดอกบานจะเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวไปเป็นสีชมพูอมเหลือง ดอกมี 3 ชนิด คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกกะเทยอยู่บนช่อดอกเดียวกัน
ผล จะติดอยู่ตอนล่างของก้านอก ซึ่งเป็นก้านผลพองโตออก ส่วนผลที่แท้จริงคือ ส่วนที่มีรูปร่างคล้ายเมล็ด โดยทั่วไปเรียกว่า เมล็ด แท้ที่จริงแล้วคือ ผล เมื่อยังอ่อนมีสีเขียวเป็นมัน เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาล มีเนื้อ ( kernel ) รูปไตอยู่ภายใน สีขาวนวล มีสองซีกประกบกัน

พันธุ์


พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ ศิริชัย ศรีสะเกษ บราซิล อินเดีย อาฟริกา

การขยายพันธุ์


การเสียบยอดแบบเสียบลิ่ม
นิยมกระทำกับต้นมะม่วงหิมพานต์ที่มีต้นขนาดเล็ก ซึ่งได้จากการเพาะกล้าในถุงพลาสติกจนต้นโตได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 1/2-1 เซนติเมตรหรือเมื่ออายุได้ 2-2 1/2 เดือนหลังจากการเพาะแล้วจึงนำมาเสียบ


วิธีทำ
1. เพาะต้นตอลงในถุงพลาสติกจนอายุประมาณ 2- 2-1/2 เดือน
2. ตัดต้นตอเหลือยาว 3-5 นิ้ว ใช้มีดที่คมและสะอาดผ่าตามยาว แผลลึกประมาณ 1.5 เซนติเมตร
3. เลือกยอดพันธุ์ดีที่มีตาเต่งและเป็นยอดที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป
4. ตัดใบที่ติดอยู่กับยอดให้หมดและเอาตายอดเหลือไว้เพียง 1 ตา ใช้มีดเฉือนยอดให้เป็นรูปลิ่ม
5. เสียบยอดพันธุ์ดีลงบนต้นตอที่เตรียมไว้ให้เปลือกของต้นตอสัมผัสกับกิ่งพันธุ์ดีทั้ง 2 ข้าง หรือด้านใดด้านหนึ่ง
6. พันรอยแผลด้วยผ้าพลาสติกโดยพันจากล่างขึ้นบนจนมิดรอยแผล
7. ครอบด้วยถุงพลาสติก เพื่อต้นที่ต่อไว้จะได้ไม่เหี่ยว แล้วนำเข้าไว้ในที่ร่ม
8. เอาถุงที่ครอบออกเมื่อยอดพันธุ์ดีเริ่มแตกผลิยอดออกมาซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน

การเสียบยอดแบบเสียบเปลือก
นิยมกระทำกับต้นมะม่วงหิมพานต์ที่มีต้นหรือกิ่งค่อนข้างโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป


วิธีทำ
1. ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะเปลี่ยนพันธุ์ดีบริเวณกิ่งต่างๆ ทุกกิ่ง โดยลอกเปลือกกิ่ง มะม่วงหิมพานต์ให้แผลยาว 3-5 นิ้ว แล้วตัดเปลือกที่ลอกออกให้เหลือ 1 ใน 3
2. เลือกยอดที่มีตาเต่งยอดไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ตัดยอดให้ยาว 3-5 นิ้ว และริดใบออกให้หมด
3. ใช้มีดที่คมและสะอาดเฉือนยอดพันธุ์ดี
4. สอดยอดพันธุ์ดีลงในรอยเผยอของเปลือกที่เตรียมไว้ตามข้อ 1 ให้รอยแผลของกิ่งพันธุ์ดีแนบชิดกับต้นตอที่เปิดเปลือก
5. พันพลาสติกใสจากล่างขึ้นบน เพื่อกันน้ำซึมเข้าแผล
6. แก้พลาสติกออกหลังจากตาเริ่มผลิออก
7. การเจริญเติบโตของยอดมะม่วงหิมพานต์พันธุ์ดี

การปลูก


มะม่วงหิมพานต์สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ดินเปรี้ยวก็สามารถปลูกได้ แต่จะต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดี มะม่วงหิมพานต์สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งได้ดี
เตรียมหลุมประมาณขนาด 30x30x30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและ รอคฟอสเฟต นำต้นกล้ามาปลูกโดยใช้ระยะปลูกประมาณ 6x6-8x8xเมตร ในระยะ 1 – 2 ปี อาจทำการปลูกพืชแซม เช่น สับปะรด น้อยหน่า เป็นต้น เพื่อเสริมรายได้ในระยะแรก
ควรใส่ปุ๋ยคอกอย่างน้อยปีละครั้ง และใส่ปุ๋ยวิยาศาสตร์เช่น 13-13-21 ปีละ 2 – 3 ครั้ง คลุมโคนต้นในฤดูแล้งเพื่อช่วยรักษาความชื้น มะม่วงหิมพานต์ไม่ต้องการตัดแต่งมากนัก นอกจากมีโรคและแมลงเข้ารบกวน

การเก็บเกี่ยว
มะม่วงหิมพานต์สามารถออกติดผลตั้งแต่ปีแรก เริ่มให้ผลผลิตมากในราวเดือน ธันวาคม – มกราคม ผลจะแก่เก็บเกี่ยวได้ต่อเมื่ออายุประมาณ 75 วัน ภายหลังการออกดอก เก็บเกี่ยวโดยใช้ไม้ปลายแหลมจิ้ม ใช้ตะกร้อสอย หรือเขย่าให้ผลร่วง


วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หม้อข้าวหม้อแกงลิง

หม้อข้าวหม้อแกงลิง (อังกฤษ: Nepenthes)
( nə'pεnθiːz / มาจากภาษากรีก: ne = ไม่, penthos = โศกเศร้า, ความเสียใจ; ชื่อของภาชนะใส่เหล้าของกรีกโบราณ (กรีก: Nepenthe) ) หรือที่รู้จักกันในชื่อของหม้อข้าวหม้อแกงลิง หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นสกุลของพืชกินสัตว์ในวงศ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง ซึ่งประกอบไปด้วย 120 กว่าชนิด และลูกผสมอีกมากมาย เป็นไม้เลื้อยจากโลกเก่าที่ขึ้นในเขตร้อนชื้น กระจายพันธุ์ตั้งแต่ตอนใต้ของจีน, อินโดนีเซีย, มาเลเซียและฟิลิปปิน; ทางตะวันตกของมาดากัสการ์ (2 ชนิด) และเซเชลส์ (1 ชนิด) ; ตอนใต้ของออสเตรเลีย (3 ชนิด) และนิวแคลิโดเนีย (1 ชนิด) ; ตอนเหนือของอินเดีย (1 ชนิด) และศรีลังกา (1 ชนิด) พบมากที่บอร์เนียว และ สุมาตรา ส่วนมากนั้นเป็นพืชที่ขึ้นตามที่ลุ่มเขตร้อนชื้น แต่ในระยะหลังหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดใหม่ๆมักพบตามภูเขาซึ่งมีอากาศร้อนตอนกลางวันและหนาวเย็นตอนกลางคืน ส่วนชื่อหม้อข้าวหม้อแกงลิง (อังกฤษ: Monkey Cups) มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าลิงมาดื่มน้ำฝนจากหม้อของพืชชนิดนี้

ศัพทมูลวิทยา
คำว่า Nepenthes (นีเพนเธส) ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1737 ใน Hortus Cliffortianus (แคตาล็อกแสดงพรรณพืชของคลิฟฟอร์ด) ของคาโรลัส ลินเนียส มาจากมหากาพย์โอดิสซีของโฮเมอร์ ในข้อความที่ว่า "Nepenthes pharmakon" (เหยือกยาที่ใช้เพื่อลืมความเศร้าซึ่งหมายถึงเหล้านั่นเอง) ถูกมอบให้เฮเลนโดยราชินีแห่งอียิปต์ คำว่า "Nepenthe" แปลตรงตัวได้ว่า "ปราศจากความเศร้าโศก" (ne = ไม่, penthos = เศร้าโศก) และในตำนานเทพเจ้ากรีกนั้น เป็นการดื่มเพื่อให้ลืมความเสียใจ ลินเนียสอธิบายไว้ว่า : ถ้ามันไม่ใช่เหยือกเหล้าของเฮเลนแล้วมันคงจะเป็นของนักพฤกษศาสตร์ทุกคนอย่างแน่นอน สิ่งใดที่นักพฤกษศาสตร์รู้สึกว่าธรรมดาไม่น่าชื่นชม ถ้าหลังจากการเดินทางอันยาวนานและแสนลำบาก แล้วเขาสามารถพบพืชที่แสนวิเศษนี้ ในความรู้สึกของเขาที่ผ่านสิ่งแย่ๆและลำบากมานั้นก็ต้องถูกลืมเลือนไปหมดสิ้น เมื่อเห็นผลงานของพระผู้เป็นเจ้าที่น่าชมเชยนี้! [แปลจากภาษาละตินโดย เอช. เจ. วีตช์

พืชที่ลินเนียสกล่าวถึงก็คือ Nepenthes distillatoria หม้อข้าวหม้อแกงลิงจากศรีลังกา

หม้อข้าวหม้อแกงลิง ถูกตั้งให้เป็นชื่อสกุลในปี ค.ศ. 1753 ใน "Species Plantarum (ชนิดพันธุ์พืช) " ซึ่งเป็นการตั้งชื่อที่ถูกยอมรับและใช้จนมาถึงปัจจุบัน และ N. distillatoria ก็เป็นชนิดต้นแบบในสกุลนี้
หม้อข้าวหม้อแกงลิง จาก Species Plantarum (ชนิดพันธุ์พืช) ของคาโรลัส ลินเนียส ปี ค.ศ. 1753
ประวัติทางพฤกษศาสตร์

ภาพวาดของพลูคีเน็ต รูป N. distillatoria จาก
Almagestum Botanicum (สารานุกรมพฤกษศาสตร์ ) ปี ค.ศ. 1696ก่อนที่ชื่อ นีเพนเธส จะถูกบันทึก ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในปี ค.ศ. 1658 ข้าหลวงชาวฝรั่งเศสที่ชื่อเบเตียน เดอ ฟรากูร์ (ฝรั่งเศส: Étienne de Flacourt) ได้พรรณนาเกี่ยวกับลักษณะของพืชชนิดนี้ในงานสัมมนา Histoire de la Grande Isle de Madagascar (ประวัติของเกาะมาดากัสการ์) ดังนี้:

พืชชนิดนี้สูง 3 ฟุต ใบยาว 7 นิ้ว มีดอกและผลคล้ายแจกันขนาดเล็กที่มีฝาปิดเป็นภาพที่น่าประหลาดใจมาก มีสีแดงหนึ่งสีเหลืองหนึ่ง สีเหลืองมีขนาดใหญ่ที่สุด คนพื้นเมืองในประเทศนี้คัดค้านที่จะเด็ดดอกของมัน เพราะมีความเชื่อที่ว่าถ้าใครเด็ดมันแล้ว ฝนจะตกในวันนั้น ในเรื่องนั้นฉันและชาวฝรั่งเศสคนอื่นๆเก็บมันมา แต่ฝนก็ไม่ตก หลังฝนตกดอกของมันเต็มไปด้วยน้ำที่เกาะอยู่จนดูคล้ายลูกแก้วที่แวววาว[แปลจากภาษาฝรั่งเศสในหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากบอร์เนียว]

ฟรากูรได้ตั้งชื่อพืชชนิดนี้ว่า Anramitaco สันนิษฐานว่าเป็นชื่อท้องถิ่น แล้วก็ล่วงเลยมามากกว่าศตวรรษ หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดนี้จึงได้ถูกจัดจำแนกเป็น N. madagascariensis

หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดที่ 2 ที่ถูกพรรณนาถึงในปี ค.ศ. 1677 ได้แก่ N. distillatoria พืชถิ่นเดียวของศรีลังกา ถูกจัดจำแนกให้อยู่ภายใต้ชื่อ "Miranda herba" (สมุนไพรอันน่าพิศวง) 3 ปีต่อมา พ่อค้าชาวดัชต์ที่ชื่อเจคอบ เบรนี (Jacob Breyne) อ้างว่าพืชชนิดนี้เป็น Bandura zingalensium ซึ่งเป็นชื่อเรียกในท้องถิ่น[8] ในภายหลัง Bandura ได้กลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกหม้อข้าวหม้อแกงลิงทั่วไปจนกระทั่งลินเนียสได้ตั้งชื่อ นีเพนเธส ขึ้นในปี ค.ศ. 1737

N. distillatoria ถูกจัดจำแนกอีกครั้งในปี ค.ศ. 1683 ครั้งนี้โดยแพทย์ชาวสวีเดน ที่ชื่อ เอช.เอ็น. กริม (H. N. Grimm) [9] กริมได้เรียกมันว่า Planta mirabilis distillatoria หรือ "พืชกลั่นน้ำอันน่าอัศจรรย์" และเป็นครั้งแรกที่มีภาพประกอบอย่างละเอียดของพืชชนิดนี้ 3 ปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1686 นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษที่ชื่อจอน เรย์ (อังกฤษ: John Ray) อ้างคำพูดของกริมมากล่าวดังนี้:
รากดูดความชุ่มชื้นจากดินด้วยความช่วยเหลือของแสงอาทิตย์เข้าสู่ตัวมัน แล้วส่งผ่านไปยัง ลำต้น ก้าน ใบที่น่ากลัวของมัน ไปสู่ภาชนะตามธรรมชาติ แล้วเก็บกักไว้จนกว่ามนุษย์จะต้องการมัน [แปลจากภาษาละตินใน หม้อข้าวหม้อแกงลิงจากบอร์เนียว]

หนึ่งในภาพประกอบแรกๆของหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ปรากฏใน Almagestum Botanicum (สารานุกรมพฤกษศาสตร์ ) ของเลียวนาร์ด พลูคีเน็ต (Leonard Plukenet) ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1696 พืชที่เรียกว่า Utricaria vegetabilis zeylanensium ก็คือ N. distillatoria นั่นเอง

ภาพประกอบของ Cantharifera ใน Herbarium Amboinensis (พรรณไม้จากอองบง) ของรัมฟิออซ, เล่ม 5, ปี ค.ศ. 1747 ถึงแม้ว่าจะถูกวาดหลังศตวรรษที่ 17 แต่ไม้เถาทางขวาไม่ใช่หม้อข้าวหม้อแกงลิง แต่เป็น Flagellariaในเวลาเดียวกันเกออร์จ เบเบอร์ฮาร์ด รัมฟิออซ (เยอรมัน: Georg Eberhard Rumphius) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ค้นพบหม้อข้าวหม้อแกงลิง 2 ชนิดใหม่ในหมู่เกาะมลายู รัมฟิออซได้วาดภาพชนิดแรกไว้ เมื่อได้นำมาพิจารณาดูแล้วมันก็คือ N. mirabilis นั่นเอง และได้ให้ชื่อว่า Cantharifera แปลว่า "คนถือเหยือก" ชนิดที่ 2 ที่ชื่อ Cantharifera alba คิดว่าน่าจะเป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิด N. maxima รัมฟิออซได้พรรณนาไว้ในงานเขียนที่มีชื่อเสียงมากของเขา : Herbarium Amboinensis (พรรณไม้จากอองบง) บัญชีรายชื่อรุกขชาติแห่งเกาะอองบง ทั้ง 6 เล่ม อย่างไรก็ตามพืชชนิดนี้กลับไม่เป็นที่รู้จักจนกระทั่งเขาถึงแก่กรรมไปแล้วหลายปี

หลังจากตาบอดลงในปี ค.ศ. 1670 เมื่อต้นฉบับเขียนด้วยมือสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นบางส่วน รัมฟิออซก็ได้เขียน Herbarium Amboinensis ต่อด้วยความช่วยเหลือของเสมียนและจิตรกร ในปี ค.ศ. 1687 เมื่องานใกล้สำเร็จลุล่วง งานอย่างน้อยครึ่งหนึ่งกับเสียหายไปเพราะไฟไหม้ แต่ด้วยความอุตสาหะ รัมฟิออซและผู้ช่วยของเขาก็ทำหนังสือเล่มแรกแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1690 อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา เรือที่บรรทุกต้นฉบับไปสู่ประเทศเนเธอร์แลนด์กลับถูกโจมตีและจมลงโดยเรือรบของฝรั่งเศส เป็นการบังคับให้พวกเขาเริ่มใหม่อีกครั้ง แต่โชคยังดีที่ยังมีฉบับคัดลอกที่ถูกเก็บรักษาไว้โดย ข้าหลวง-นายพล โจฮันซ์ แคมฟุจซ์ (Johannes Camphuijs) ในที่สุดหนังสือ Herbarium Amboinensis ก็ไปถึงเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1696 แต่หนังสือเล่มแรกก็ยังไม่ถูกตีพิมพ์จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1741 เป็นเวลา 39 ปีหลังจากรัมฟิออซถึงแก่กรรม ในครั้งนี้ชื่อ นีเพนเธส ของลินเนียสได้กลายเป็นมาตราฐานที่มั่นคงแล้ว

ภาพวาดของ Bandura zeylanica (N. distillatoria) จาก Thesaurus Zeylanicus (อรรถาภิธานจากศรีลังกา) ของเบอร์แมน ในปี ค.ศ. 1737N. distillatoria ถูกวาดภาพและอธิบายอีกครั้งใน Thesaurus Zeylanicus (อรรถาภิธานจากศรีลังกา) ของโจฮันซ์ เบอร์แมน (Johannes Burmann) ในปี ค.ศ. 1737 ภาพวาดแสดงให้เห็นตั้งแต่ดอก ลำต้น และหม้อ เบอร์แมนเรียกพืชชนิดนี้ว่า Bandura zeylanica

การอ้างถึงหม้อข้าวหม้อแกงลิงครั้งต่อมาเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1790 เมื่อพระชาวโปรตุเกสที่ชื่อโจเอา เดอ เลอรีโร (João de Loureiro) พรรณนาถึง Phyllamphora mirabilis หรือ "ใบรูปหม้ออันน่าพิศวง" จากเวียดนาม แม้เขาจะอยู่ในประเทศนี้มาถึง 35 ปี มันดูไม่เหมือนว่า เลอรีโรจะเฝ้าศึกษาพืชชนิดนี้อย่างจริงจังนัก เขาอ้างว่าฝาของหม้อเคลื่อนไหวได้ในรูปแบบเปิดและปิดฝาหม้อ ในงานที่มีชื่อเสียงของเขา : Flora Cochinchinensis (พืชจากเวียดนามใต้ ) เขาเขียนไว้ว่า:

สายดิ่งที่ยื่นยาวต่อจากปลายสุดของใบที่บิดขดเป็นวงอยู่ตรงกลาง ทำหน้ายึดหม้อนิ่มๆรูปไข่นั่นไว้ มันมีปากที่เรียบเป็นโครงยื่นตรงขอบและที่ด้านตรงข้ามเป็นฝาปิด ซึ่งเปิดอยู่โดยธรรมชาติ และจะปิดเมื่อต้องเก็บกักน้ำค้างไว้ เป็นผลงานของพระผู้เป็นเจ้าที่น่าพิศวงมาก! [แปลจากภาษาฝรั่งเศสในหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากบอร์เนียว]

ในที่สุด Phyllamphora mirabilis ก็ถูกเปลี่ยนเข้าสู่สกุลของหม้อข้าวหม้อแกงลิงโดยเกออร์จ คลาริดก์ ดรูซ (George Claridge Druce) ในปี ค.ศ. 1916 ดังนั้น P. mirabilis จึงเป็น ชื่อเดิม (basionym) ของหม้อข้าวหม้อแกงลิงทั่วโลกหลายชนิด

การเคลื่อนไหวของฝาหม้อที่ถูกกล่าวอ้างโดยเลอรีโรได้ถูกกล่าวซ้ำอีกครั้งโดยจีน ลุยซ์ มารี ปัวร์เรต (Jean Louis Marie Poiret) ในปี ค.ศ. 1797 ปัวร์เรตได้กล่าวถึง 2 ใน 4 ชนิดที่เป็นที่รู้จักในขณะนั้น : N. madagascariensis และ N. distillatoria เขาสร้างรูปแบบชื่อปัจจุบันและชื่อเรียกตามหลัง : Nepente de l'Inde หรือ "หม้อข้าวหม้อแกงลิงของประเทศอินเดีย" ถึงแม้ว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดนี้จะอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ก็ตาม

ใน Encyclopédie Méthodique Botanique (สารานุกรมพฤกษศาสตร์) ของจีน-บาปตีสต์ เดอ ลามาร์ก (ฝรั่งเศส: Jean-Baptiste de Lamarck) เขารวบรวมไว้ดังนี้ :

มันเป็นหม้อที่น่าพิศวง ตามดังที่ฉันจะกล่าวต่อไปนี้ โดยปกติเมื่อหม้อเต็มไปด้วยน้ำสะอาดฝาหม้อก็จะปิดลง มันจะเปิดขึ้นในระหว่างตอนกลางวัน และน้ำส่วนมากจะหายไป แต่น้ำที่หายไปนี้ใช้ไปในการบำรุงต้นระหว่างกลางคืนก็เป็นได้ และเมื่อวันใหม่เมื่อหม้อเต็มอีกครั้ง ฝาก็จะปิดลงเช่นเดิม นี่เป็นอาหารของมัน และมากเพียงพอใน 1 วันเพราะน้ำนั้นจะเหลือครึ่งเดียวในตอนกลางคืน [แปลจากภาษาฝรั่งเศสในหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากบอร์เนียว]

โรงเรือนปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงของ สถานเพาะเลี้ยงวิตช์ ภาพใน The Gardener s' Chronicle (บันทึกของชาวสวน ) ปี ค.ศ. 1872เมื่อมีการค้นพบชิดใหม่ๆ ความสนใจในการปลูกเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงจึงเกิดขึ้นตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของหม้อข้าวหม้อแกงลิงก็ว่าได้ โดยเริ่มนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 อย่างไรก็ตามความนิยมนี้กลับลดลงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก่อนจะหายไปเพราะสงครามโลกครั้งที่สอง นี่เป็นเครื่องแสดงข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีการค้นพบชนิดใหม่เลยในระหว่างปี ค.ศ. 1940 ถึง 1966 แต่ความสนใจในการปลูกเลี้ยงและการศึกษาในหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้กลับมาอีกครั้ง ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่นักพฤกษศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่ชื่อไซเกะโอะ คุระตะ (Shigeo Kurata) ผลงานของเขาในปี ค.ศ. 1960 และ 1970 ได้นำเข้าสู่ความนิยมในพืชชนิดนี้อีกครั้ง

รูปร่างลักษณะและหน้าที่
หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นไม้เลื้อย มีระบบรากที่ตื้น-สั้น สูงได้หลายเมตร ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตรหรืออาจหนากว่านั้นในบางชนิด เช่น N. bicalcarata เป็นต้น จากลำต้นไปยังก้านใบที่มีลักษณะคล้ายใบ เหมือนกับสกุลส้ม ยาวสุดสายดิ่งซึ่งบางสายพันธุ์ใช้เป็นมือจับยึดเกี่ยว แล้วจบลงที่หม้อที่เป็นใบแท้แปรสภาพมา หม้อเริ่มแรกจะมีขนาดเล็กและค่อยๆโตขึ้นอย่างช้าๆจนเป็นกับดักทรงกลมหรือรูปหลอด

ส่วนประกอบพื้นฐานของหม้อบนหม้อจะบรรจุไปด้วยของเหลวที่พืชสร้างขึ้น อาจมีลักษณะเป็นน้ำหรือน้ำเชื่อม ใช้สำหรับให้เหยื่อจมน้ำตาย จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าในหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิด ของเหลวจะบรรจุไปด้วยสารเหนียวที่ถูกผสมขึ้นเป็นสำคัญเพื่อใช้ย่อยแมลงในหม้อ ความสามารถของของเหลวที่ใช้ดักจะลดลง เมื่อถูกทำให้เจือจางโดยน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นที่เป็นถิ่นอาศัยของพืชสกุลนี้
ส่วนล่างของหม้อจะมีต่อมสำหรับดูดซึมสารอาหารจากเหยื่อที่จับได้ ส่วนบริเวณด้านบนจะมีผิวลื่นเป็นมันใช้เพื่อป้องกันเหยื่อหนีรอดไปได้ ทางเข้าของกับดักเป็นส่วนประกอบที่เรียกว่าเพอริสโตม จะลื่นและเต็มไปด้วยสีสันที่ดึงดูดเหยื่อเข้ามาและเสียหลักลื่นหล่นลงไปในหม้อ ฝาหม้อ ในหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายๆชนิดนั้นใช้ป้องกันไม่ให้น้ำฝนตกลงไปผสมกับของเหลวในหม้อ และด้านข้างจะมีต่อมน้ำต้อยไว้ดึงดูดเหยื่ออีกทางหนึ่งด้วย

โดยปกติหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะสร้างหม้อขึ้นมา 2 ชนิด คือหม้อล่าง เป็นหม้อที่อยู่แถวๆโคนต้นมีขนาดใหญ่ สีสันสวยงาม อีกชนิดคือหม้อบนที่มีขนาดเล็ก ก้านหม้อจะลีบแหลม รูปทรงของหม้อจะเปลี่ยนไป และสีสันจืดชืดกว่า หรือความแตกต่างอีกอย่างคือ หม้อล่างทำหน้าที่ล่อเหยื่อและดูดซึมสารอาหารไปใช้ในการเจริญเติบโต ส่วนหม้อบน เมื่อต้นโตขึ้น สูงขึ้น หม้อบนจะลดบทบาทการหาเหยื่อ แต่เพิ่มบทบาทการจับยึด โดยก้านใบจะม้วนเป็นวง เกาะเกี่ยวกิ่งไม้ข้างๆ ดึงเถาหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้สูงขึ้นและมั่นคงขึ้นไม่โค่นล้มโดยง่าย แต่ในบางชนิดเช่น N. rafflesiana เป็นต้น หม้อที่ต่างชนิดกัน ก็จะดึงดูดเหยื่อที่ต่างชนิดกันด้วย

เหยื่อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงโดยปกติแล้วจะเป็นแมลง แต่บางชนิดที่มีหม้อขนาดใหญ่ (N. rajah, N. rafflesiana เป็นต้น) บางครั้งเหยื่ออาจจะเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก เช่น หนู และสัตว์เลื้อยคลานดอกของหม้อข้าวหม้อแกงลิงนั้น ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะหรือช่อแยกแขนง จะแยกเพศกันอย่างชัดเจน แบบหนึ่งต้นหนึ่งเพศ ฝักเป็นแบบแคปซูล 4 กลีบและแตกเมื่อแก่ ภายในประกอบไปด้วยเมล็ด 10 ถึง 60 เมล็ดหรือมากกว่านั้น เมล็ดแพร่กระจายโดยลม

รูปแบบของกับดัก
รูปแบบทั้งหมดของกับดักในพืชกินสัตว์ดูที่พืชกินสัตว์
พืชในสกุลหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชกินสัตว์ที่มีกับดักแบบหลุมพราง (Pitfall traps, pitcher) เหมือนกับพืชในสกุล Sarracenia, Darlingtonia, Heliamphora และ Cephalotus และการวิวัฒนาการของกับดักสันนิษฐานว่าการจากการคัดเลือกภายใต้แรงกดดันในระยะเวลายาวนาน เช่น มีสารอาหารในดินน้อย เป็นต้น ทำให้เกิดการสร้างใบรูปหม้อขึ้น และอาจเกิดจากแมลงซึ่งเป็นเหยื่อของมันหาอาหารมีพฤติกรรม, บิน, คลาน และไต่ ทำให้เกิดการพัฒนาจากโพรงช่องว่างที่เกิดจากใบประกบกันกลายหม้อซึ่งเป็นกับดักแบบหลุมพราง

หม้อข้าวหม้อแกงลิงนั้นถูกจัดให้มีบรรพบุรุษร่วมกับพืชที่มีกับดักแบบกระดาษเหนียว ซึ่งแสดงว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดอาจมีการพัฒนามาจากกับดักแบบกระดาษเหนียวที่สูญเสียเมือกเหนียวไป

กับดักเกิดขึ้นที่ปลายสายดิ่งหรือมือจับซึ่งพัฒนามาจากการยืดออกของเส้นกลางใบ โดยมากเป็นรูปทรงกลมหรือรูปหลอด เป็นกระเปาะ มีของเหลวอยู่ภายในมีลักษณะเป็นน้ำหรือน้ำเชื่อม ปากหม้อที่เป็นทางเข้าของกับดักอยู่ด้านบนของหม้อ เป็นส่วนประกอบที่เรียกว่าเพอริสโตม ซึ่งมีลักษณะลื่น ฉาบไปด้วยขี้ผึ้งและเต็มไปด้วยสีสันที่ดึงดูดเหยื่อเข้ามาและเสียหลักลื่นหล่นลงไปในหม้อ ส่วนล่างของหม้อจะมีต่อมสำหรับดูดซึมสารอาหารจากเหยื่อที่จับได้ ส่วนบริเวณด้านบนจะมีผิวลื่นเป็นมันใช้เพื่อป้องกันเหยื่อหนีรอดไปได้ มีฝาปิดอยู่ที่ด้านบนของกับดักป้องกันไม่ให้น้ำฝนตกลงไปในหม้อ ใต้ฝามีต่อมน้ำต้อยไว้เพื่อดึงดูดเหยื่ออีกทางหนึ่ง

การปลูกเลี้ยง

Nepenthes rajah ที่ถูกเพาะเลี้ยงกับหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นๆหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดสามารถปลูกเลี้ยงได้ในเรือนกระจก เช่น N. alata, N. ventricosa, N. khasiana และ N. sanguinea หม้อข้าวหม้อแกงลิงทั้ง4ชนิดนี้เป็นพืชที่สูง (highlanders) (N. alata มีทั้งแบบพื้นราบและที่สูง) ส่วนตัวอย่างของชนิดพืชพื้นราบ (lowlander) ก็คือ N. rafflesiana, N.bicalcarata, N.mirabilis และ N.hirsuta

"พืชที่สูง" เป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดที่ขึ้นในที่สูงอากาศหนาวเย็นในเวลากลางคืน (1000 เมตรขึ้นไป) "พืชพื้นราบ" เป็นชนิดที่ขึ้นใกล้กับระดับน้ำทะเล (0-1000 เมตร) หม้อข้าวหม้อแกงลิงชอบน้ำสะอาด , แสงมาก (ไม่ใช่แดดจัด), ชอบชื้นไม่ชอบแฉะ, อากาศไหลเวียนได้ดี ตัวอย่างชนิดที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ง่ายอย่างเช่น N. alata ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นต่ำได้ดี พวกชนิดพื้นที่สูงต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศเย็นถึงจะเจริญเติบโตได้ดี สามารถให้ปุ๋ยได้โดยให้เจือจางกว่าที่ระบุบในฉลาก ป้อนแมลงบ้างเป็นบางครั้ง บางชนิดใช้พื้นที่ในการปลูกเลี้ยงน้อยเช่น N. bellii, N. × trichocarpa และ N. ampullaria แต่ส่วนมากจะมีขนาดต้นที่ใหญ่และยาว

การขยายพันธุ์

การเพาะเมล็ด ให้โรยบนสแฟกนัมมอสส์ที่เปียกชื้นหรือบนวัสดุปลูกอื่นๆที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เช่นขุยมะพร้าว, พีทมอสส์ ฯลฯ หลังฝักแตกออกให้รีบเพาะเมล็ดเพราะอัตรางอกจะลดลงเรื่อยๆเมื่อเก็บไว้นานเข้า ส่วนผสม 50:50 ที่ใช้ในการปลูกกล้วยไม้เช่นมอสส์กับเพอร์ไลต์ เป็นส่วนผสมที่เหมาะที่สุดในการเพาะเมล็ด เมล็ดจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการงอกเป็นต้นอ่อน และหลังจากนั้น 2 ปีหรือมากกว่านั้นจึงจะให้ดอก
การปักชำ ให้ทำปักชำในสแฟกนัมมอสส์ ถ้าความชื้นและแสงพอเพียงต้นไม้จะงอกรากใน 1-2 เดือนและจะเริ่มให้หม้อใน 6 เดือน
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ในปัจจุบันเป็นการเพาะเลี้ยงในเชิงการค้าซึ่งได้ช่วยลดจำนวนต้นไม้ที่ถูกเก็บออกจากป่ามาขายได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี พืชหายากจำนวนมากยังถูกเก็บออกมาขาย เป็นเพราะราคาที่แพงของมันนั่นเอง หม้อข้าวหม้อแกงลิงถูกบรรจุในรายชื่อพืชที่ถูกคุกคามหรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของไซเตสในบัญชี 1 และ 2


สปีชีส์
ดูบทความหลักที่ รายชื่อชนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิง
มีมากกว่า100ชนิดและถูกค้นพบขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ย1-2ชนิดต่อปี

หม้อข้าวหม้อแกงลิงในประเทศไทย
ในประเทศไทยพบว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลาง, ภาคตะวันออก และภาคใต้ ชนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ถูกบันทึกไว้ว่าพบในประเทศไทยมีดังนี้ :

N. anamensis
N. ampullaria (ไทย: หม้อแกงลิง)
N. globosa
N. gracilis (ไทย: หม้อข้าวหม้อแกงลิง)
N. mirabilis (ไทย: เขนงนายพราน)
N. sanguinea (ไทย: หม้อแกงลิงเขา)
N. smilesii (ไทย: น้ำเต้าพระฤๅษี)
N. thorelii ? (ไทย: น้ำเต้าลม)

ลูกผสมตามธรรมชนิดและที่ถูกเพาะพันธุ์โดยมนุษย์
ดูเพิ่มที่ รายชื่อชนิดลูกผสมทางธรรมชาติของหม้อข้าวหม้อแกงลิง

Nepenthes × cincta
Nepenthes × ventrata
N. ventricosa × (N. lowii x N. macrophylla)มีลูกผสมมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

N. × alisaputrana (N. burbidgeae × N. rajah)
N. × bauensis (N. gracilis × N. northiana)
N. × cantleyi (N. bicalcarata × N. gracilis)
N. × cincta (N. albomarginata × N. northiana)
N. × ferrugineomarginata (N. albomarginata × N. reinwardtiana)
N. × ghazallyana (N. gracilis × N. mirabilis)
N. × harryana (N. edwardsiana × N. villosa)
N. × hookeriana (N. ampullaria × N. rafflesiana)
N. × kinabaluensis (N. rajah × N. villosa)
N. × kuchingensis (N. ampullaria × N. mirabilis)
N. × merrilliata (N. alata × N. merrilliana)
N. × mirabilata (N. alata × N. mirabilis)
N. × pangulubauensis (N. mikei × N. pectinata)
N. × pyriformis (N. inermis × N. talangensis)
N. × sarawakiensis (N. muluensis × N. tentaculata)
N. × trichocarpa (N. ampullaria × N. gracilis)
N. × truncalata (N. alata × N. truncata)
N. × trusmadiensis (N. lowii × N. macrophylla)
N. × tsangoya ((N. alata × N. merrilliana) × N. mirabilis)
N. × ventrata (N. alata × N. ventricosa)
ตัวอย่างบางส่วนลูกผสมโดยมนุษย์เป็นผู้ผสมขึ้นที่เรารู้จักกันดี:

N. Coccinea ((N. rafflesiana × N. ampullaria) × N. mirabilis)
N. Emmarene (N. khasiana × N. ventricosa)
N. Gentle (N. fusca × N. maxima)
N. Judith Finn (N. veitchii × N. spathulata)
N. Miranda ((N. maxima × N. northiana) × N. maxima)
N. Mixta (N. northiana × N. maxima)
N. Ventrata (N. ventricosa × N. alata)

สถานะการอนุรักษ์
เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิดมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ทั้งจากเก็บออกมาขาย หรือบุกรุกป่าเพื่อที่ทำกิน ทำให้สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) บรรจุรายชื่อหม้อข้าวหม้อแกงลิงทุกชนิดลงในบัญชีอนุรักษ์ของอนุสัญญาไซเตส ในส่วนของประเทศไทยที่เป็นสมาชิกนั้น ได้กำหนดนโยบาย มาตราการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ

ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง พืชอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มีรายละเอียดเกี่ยวกับหม้อข้าวหม้อแกงลิงดังนี้

วงศ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง (NEPENTHACEAE (Pitcher-plants))

พืชอนุรักษ์บัญชีที่ 1
Nepenthes khasiana ( ไทย: นีเพนเธส คาเซียนา ) ( Indian pitcher plant )
Nepenthes rajah ( ไทย: นีเพนเธส ราจาห์ ) ( Kinabalu pitcher plant )
พืชอนุรักษ์บัญชีที่ 2
Nepenthes spp. ( ไทย: นีเพนเธส สปีชีส์ ) (Pitcher-plants, สกุลหม้อข้าวหม้อแกงลิงทุกชนิด)

โดยมีข้อบังคับไว้เกี่ยวกับพืชอนุรักษ์ดังนี้

ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านพืชอนุรักษ์และซากของพืชอนุรักษ์ เว้นแต่ได้รับหนังสืออนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (มาตรา 29 ตรี)
ผู้ใดประสงค์จะขยายพันธุ์เทียมพืชอนุรักษ์เพื่อการค้า ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ต่อกรมวิชาการเกษตร (มาตรา 29 จัตวา)

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

มะพร้าว

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Liliopsida

อันดับ Arecales

วงศ์ Arecaceae

สกุล Cocos

สปีชีส์ C. nucifera

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cocos nucifera L.

มะพร้าว เป็นพืชยืนต้นชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันดี อยู่ในตระกูลปาล์ม เราใช้ประโยชน์จากมะพร้าวได้หลายทาง เช่น น้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนใช้รับประทาน เนื้อในผลแก่นำไปขูดและคั้นทำกะทิ กะลานำไปประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ เช่น กระบวย โคมไฟ ฯลฯ นอกจากนี้มะพร้าวจัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ได้กำหนดให้ปลูกมะพร้าวไว้ทางทิศตะวันออกของบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล

ลักษณะทั่วไป
มะพร้าว เป็นพืชยืนต้น ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก ผลประกอบด้วยเอพิคาร์ป (epicarp) คือเปลือกนอก ถัดไปข้างในจะเป็นมีโซคาร์ป (mesocarp) หรือใยมะพร้าว ถัดไปข้างในเป็นส่วนเอนโดคาร์ป (endocarp) หรือกะลามะพร้าว ซึ่งจะมีรูสีคล้ำอยู่ 3 รู สำหรับงอก ถัดจากส่วนเอนโดคาร์ปเข้าไปจะเป็นส่วนเอนโดสเปิร์ม หรือที่เราเรียกว่าเนื้อมะพร้าว ภายในมะพร้าวจะมีน้ำมะพร้าว ซึ่งเมื่อมะพร้าวแก่ เอนโดสเปิร์มก็จะดูดเอาน้ำมะพร้าวไปหมด
ขณะที่มะพร้าวยังอ่อน ชั้นเอนโดสเปิร์ม (เนื้อมะพร้าว) ภายในผลมีลักษณะบางและอ่อนนุ่ม ภายในมีน้ำมะพร้าว ซึ่งในระยะนี้เรามักสอยเอามะพร้าวลงมารับประทานน้ำและเนื้อ เมื่อมะพร้าวแก่ ซึ่งสังเกตได้จากการที่เปลือกนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ชั้นเอนโดสเปิร์มก็จะหนาและแข็งขึ้น จนในที่สุดมะพร้าวก็หล่นลงจากต้น

ประโยชน์

มะพร้าวสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น

-ในผลมะพร้าวอ่อนจะมีน้ำอยู่ภายใน เรียกว่าน้ำมะพร้าว ใช้เป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยโพแทสเซียม นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังมีคุณสมบัติปลอดเชื้อโรค และเป็นสารละลายไอโซโทนิก (สารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากับภายในเซลล์ ซึ่งไม่ทำให้เซลล์เสียรูปทรง) ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงสามารถนำน้ำมะพร้าวไปใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดเวน (หลอดเลือดดำ) ในผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำหรือปริมาณเลือดลดผิดปกติได้
-น้ำมะพร้าวสามารถนำไปทำวุ้นมะพร้าวได้ โดยการเจือกรดอ่อนเล็กน้อยลงในน้ำมะพร้าว
-เนื้อในของมะพร้าวแก่ นำไปทำกะทิได้ โดยการขูดเนื้อในเป็นเศษเล็ก ๆ แล้วบีบเอาน้ำกะทิออก
-กากที่เหลือจากการคั้นกะทิ ยังสามารถนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้
-ยอดอ่อนของมะพร้าว หรือเรียกอีกชื่อว่า หัวใจมะพร้าว (coconut’s heart) สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้ ซึ่งยอดอ่อนมีราคาแพงมาก เพราะการเก็บยอดอ่อนทำให้ต้นมะพร้าวตาย ด้วยเหตุนี้จึงมักเรียกยำยอดอ่อนมะพร้าวว่า 'สลัดเจ้าสัว' (millionaire's salad)
-ใยมะพร้าว นำไปใช้ยัดฟูก ทำเสื่อ หรือนำไปใช้ในการเกษตร
-น้ำมันมะพร้าว ได้จากการบีบหรือต้มกากมะพร้าวบด นำไปใช้ในการปรุงอาหารหรือนำไปทำเครื่องสำอางก็ได้ และในปัจจุบันยังมีการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันมะพร้าวอีกด้วย
-กะลามะพร้าว นำไปใช้ทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น กระบวย โคมไฟ กระดุม ซออู้ ฯลฯ
-ก้านใบ หรือทางมะพร้าว ใช้ทำไม้กวาดทางมะพร้าว
-จั่นมะพร้าว (ช่อดอกมะพร้าว) ให้น้ำตาล
-จาวมะพร้าวใช้นำมาเป็นอาหารได้
-น้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวใช้ถ่ายพยาธิได้
-เปลือกหุ้มรากมะพร้าวใช้รักษาโรคคอตีบได้
-น้ำมันจากกะลามะพร้าวใช้รักษาโรคผิวหนังได้



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

มะม่วง


ชื่อวิทยาศาสตร์ Mangifera indica Linn.

ชื่อวงศ์ ANACARDIACEAE

ชื่อสามัญ Mango Tree

ชื่อท้องถิ่น ทั่วไป เรียก มะม่วงบ้าน, มะม่วงสวน
กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี เรียก ขุ ,โคก
จันทบุรี เรียก เจาะ ช๊อก ช้อก
นครราชสีมา เรียก โตร้ก
มลายู-ภาคใต้ เรียก เปา
ละว้า-เชียงใหม่ เรียก แป
กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน เรียก สะเคาะ, ส่าเคาะส่า
เขมร เรียก สะวาย
เงี้ยว-ภาคเหนือ เรียก หมักโม่ง
จีน เรียก มั่งก้วย

ลักษณะทั่วไป มะม่วงเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10–30 เมตร ใบ ใบเดี่ยวสีเขียว ขอบใบเรียบ ฐานใบมน ปลาย ใบแหลม ดอก เป็นช่อ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรสีแดงเรื่อๆ ดอกออกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงฤดูร้อนจะติด ผล ผล ยาวประมาณ 5–20 ซม. กว้าง 4–8 ซม. ลูกดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือเหลืองส้ม มีเมล็ดภายใน 1 เมล็ด

การปลูก มะม่วงควรปลูกในหน้าฝนเจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมสมบูรณ์ปลูกกลางแจ้ง การขยายพันธุ์ทำได้โดยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง

สรรพคุณทางยา

ผลสดแก่ รับประทานแก้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน กระหายน้ำ
ผลสุก หลังรับประทานแล้วล้างเมล็ดตากแห้ง ต้มเอาน้ำดื่ม หรือบดเป็นผง รับประทานแก้ท้องอืดแน่น ขับพยาธิ
ใบสด 15–30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ท้องอืดแน่น เอาน้ำต้มล้างบาดแผลภายนอกได้
เปลือกต้น ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ไข้ตัวร้อน
เปลือกผลดิบ คั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล แก้อาการปวดเมื่อยเมื่อมีประจำเดือน แก้ปวดประจำเดือน
คติความเชื่อ มะม่วงเป็นต้นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล คนโบราณเชื่อว่าหากนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านทางทิศใต้ (ทักษิณ) จะทำให้เจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยมีความร่ำรวยยิ่งขึ้น





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

มังคุด

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

อันดับ Malpighiales

วงศ์ Clusiaceae

สกุล Garcinia

สปีชีส์ G. mangostana

ชื่อวิทยาศาสตร์ Garcinia mangostana


มังคุดเป็นไม้ผลเมืองร้อนที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในประเทศไทย เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย เป็นที่นิยมชมชอบของผุ้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจนได้รับนามว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้เมืองร้อน ปัจจุบันมังคุดจัดว่าเป็นผลไม้ที่ตลาด มีความต้องการสูง เพราะนอกจากตลาดภายใน ประเทศแล้วยังมีการส่งออกทั้งในรูปของผลสด และแช่แข็ง ทำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละ หลายสิบล้านบาท

สภาพดินฟ้าอากาศ

มังคุดเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมควรเป็นดินเหนียวปนทราย ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงสามารถอุ้มน้ำและระบาย น้ำได้ดี มีความเป็นกรดอ่อน ๆ คือ มีค่าความ เป็นกรดด่างของดิน(ค่า pH) ประมาณ 5-6 ส่วนดินที่มีสภาพเป็นด่าง มังคุดจะเจริญเติบโต ได้ช้า (สถาบันวิจัยพืชสวน, 2532) พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกมังคุดควรมีสภาพภูมิอากาศร้อนและชุ่มชื้น คือ มีอุณหภูมิสม่ำเสมออยู่ในช่วง 25-30 องศาเซลเซียส เกือบตลอดปี มีฝนตกชุกสม่ำเสมอ ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,300 มิลลิเมตรต่อปี และที่สำคัญต้องเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ เพียงพอที่จะให้กับต้นมังคุดได้ในฤดูแล้ง การนำมังคุดไปปลูกในสภาพอากาศแห้งแล้งและมี อุรหภูมิสูงหรือต่ำเกินไปจะพบปัญหาเรื่องใบไหม้ และการเจริญเติบโตช้า

พันธุ์

มังคุดมีอยู่พันธุ์เดียวเรียกกันว่าเป็นพันธุ์พื้นเมือง เพราะมังคุดเป็นพืชที่ปลูกด้วยเมล็ด และเมล็ดมังคุดไม่ได้ เกิดจากการผสมเกสร จึงแทบจะไม่มี โอกาสกลายพันธุ์เลย แม้จะพบว่ามังคุดสายพันธุ์จากเมืองนนท์ มีผลเล็กและเปลือกบาง มังคุดปักษ์ใต้เปลือกหนา แต่ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนพอที่จะแยก เป็นพันธุ์ได้

การขยายพันธุ์

สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด เสียบยอด และทาบกิ่ง แต่วิธีที่นิยมปฏิบัติกันอยู่ คือ การเพาะเมล็ดโดยตรง เพราะสามารถทำได้สะดวกรวดเร็ว ต้นมังคุดที่ได้ไม่กลายพันธุ์ แต่มีข้อเสีย คือ ต้องใช้เวลาประมาณ 7-8 ปีกว่าจะให้ผลผลิต ถ้ามีการบำรุงรักษาเป็นอย่างดีก็อาจเร็วกว่านี้ได้เล็กน้อย ส่วนการขยายพันธุ์ด้วยวิธีเสียบยอดที่นำพันธุ์ดีจากต้นที่เคยให้ผลมาเป็นวิธีที่ช่วยให้มังคุดให้ผลผลิตได้เร็วขึ้น

การเพาะเมล็ด เมล็ดมังคุดที่นำมาเพาะควรได้จากผลมังคุดที่แก่จัดและเป็นผลที่ยังสดอยู่เพราะ จะงอกได้ดีกว่า เลือกเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ล้างเนื้อและเส้นใยออกให้สะอาดแล้วรีบนำไปเพาะ แต่ถ้าไม่สามารถ เพาะได้ทันที ให้ผึ่งเมล็ดที่ทำความสะอาดแล้วให้แห้ง (ผึ่งลม) เก็บเมล็ดไว้ในถุงพลาสติก แช่ตู้เย็นไว้จะเก็บไว้ ได้นานขึ้น การเพาะเมล็ดสามารถเพาะลงในถุงพลาสติกได้โดยตรง แต่ถ้าทำในปริมาณมาก ๆ ก็ควรเพาะใน แปลงเพาะชำหรือกระบะเพาะชำ สำหรับวัสดุเพาะชำจะใช้ขี้เถ้าแกลบล้วน ๆ ขี้เถ้าแกลบผสมทรายหรือดินร่วน ผสมทรายก็ได้ แปลงเพาะชำต้องมีวัสดุพรางแสง และรดน้ำให้วัสดุเพาะมีความชื้นอยู่เสมอ หลังจากเพาะจะ ใช้เวลาประมาณ 15-20 วัน เมล็ดจึงเริ่มงอกจากนั้นก็คัดเลือกต้นกล้าที่มีความสมบูรณ์ย้ายจากแปลงเพาะไป ปลูกในถุงบรรจุดินผสมปุ๋ยคอก ใช้ถุงขนาด 4-5 นิ้ว การย้ายควรทำในช่วงที่ต้นกล้ามีอายุไม่เกิน 1 เดือน เพราะ ระบบรากยังไม่แผ่กระจาย ต้นกล้าจะไม่กระทบกระเทือนมาก แต่ต้องระวังลำต้นหักเพราะยังอ่อนอยู่ ต้องมีการ พรางแสงและให้น้ำกับต้นกล้าเช่นเคย เมื่อต้นโตขึ้นก็เปลี่ยนเป็นถุงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น การเปลี่ยนถุงต้อง ระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนระบบรากเดิม ควรเปลี่ยนถุงบ่อย ๆ สัก 5-6 เดือนต่อครั้งเพราะจะทำให้มังคุดมีการเจริญเติบโต ดีขึ้น และไม่มีปัญหาเรื่องรากขดงอก้นถุง เมื่อมังคุดมีอายุประมาณ 2 ปี มีความสูงราว 30-35 เซนติเมตร มียอด 1-2 ฉัตร ก็พร้อมที่จะปลูกในแปลงได้

การเสียบยอด ต้นตอที่ใช้ในการเสียบยอด นอกจากจะใช้ต้นตอจากการเพาะเมล็ดมังคุดแล้ว อาจใช้ต้นตอจากพืชชนิดอื่นที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน เช่น ชะมวง มะพูดป่า พะวา รง ซึ่งใช้ได้ช่นกัน ต้นตอที่เหมาะสม ควรมีอายุประมาณ 2 ปี หรือมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร
ยอดพันธุ์ดีต้องเป็นยอดจากต้นที่สมบูรณ์ให้ผลผลิตมาแล้ว และควรเป็นยอดจาก กิ่งที่ชี้ตั้งขึ้น เพื่อให้ได้ต้นมังคุดที่มีทรงต้นตรงสวยงาม รวมทั้งจะต้องเป็นยอดที่มีขนาดใกล้เคียงกับขนาด ของต้นตอ วิธีการเสียบยอดมังคุด (สถาบันวิจัยพืชสวน, 2532) มีดังนี้

1.ตัดต้นตอสูงจากพื้น 20-25 เซนติเมตร และตัดเหนือข้อใบประมาณ 1-2 เซนติเมตร แล้ว ผ่ากลางต้นลึกเลยข้อไป 1-2 เซนติเมตร
2.ตัดยอดกิ่งพันธุ์ให้เหลือใบไว้ 2 ชั้นใบนับจากตายอดหรือมีจำนวนใบ 4 ใบ บริเวณที่ตัดอยู่ใต้ ข้อใบคู่ล่าง 1-2 เซนติเมตร ตัดคู่ใบบนออกครึ่งใบ เฉือนยอดกิ่งพันธุ์ให้เป็นรูปลิ่ม โดยเฉือนด้านที่มี ใบติดทั้งสองข้าง ให้ข้อใบอยู่บริเวณส่วนกลาง ของรอยแผล
3.นำยอดพันธุ์เสียบลงในแผลต้นตอให้ ข้อของยอดพันธุ์ตรงกับข้อของต้นตอ แล้วพันด้วยพลาสติก จากด้านล่างขึ้นบนให้แน่น เพื่อป้องกันน้ำเข้า
4.ใช้ถุงพลาสติกขนาดใหญ่คลุมโดยผูกปากถุง เพื่อรักษาความชื้นแล้วเก็บไว้ในเรือนเพาะชำ
5.ใช้เวลา 10-15 วัน ถ้ายอดพันธุ์ไม่เหี่ยวแสดงว่า การเสียบยอดได้ผล ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 40-60 วัน ทำการเปิดถุงพลาสติก นำไปดูแลรักษาจน แข็งแรงแล้วนำไปปลูกต่อไป

การเตรียมพื้นที่และการปลูก

การเตรียมพื้นที่
การปลูกมังคุดก็เช่นเดียวกับการปลูกผลไม้ยืนต้นทั่ว ๆ ไปคือควรจะปลูกในตอนต้นฤดูฝน เพราะไม่ต้องคอยดูแลเรื่องการรดน้ำมากนัก และทำให้ต้นมังคุดตั้งตัว และเจริญเติบโตใน ระยะแรกได้เร็วขึ้น ดังนั้น จึงควรเตรียมพื้นที่ปลูกไว้ ตั้งแต่ฤดูแล้ง ซึ่งจะทำงานได้สะดวก และลงมือปลูกได้ทันในต้นฝน โดยในพื้นที่ที่เป็นแอ่งมีที่ลุ่มน้ำขัง มีเนินหรือจอมปลวก มีตอไม้อยู่ในพื้นที่ ต้องไถบุกเบิก กำจัดตอไม้ออกให้หมด ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ราบอยู่แล้ว แค่ไถพรวนกำจัดวัชพืชอย่างเดียวก็เพียงพอ หากต้องการสร้างสวนที่มีขนาดใหญ่ ควรจัดแบ่งพื้นที่เป็นแปลงย่อย เว้นพื้นที่ขอบแปลงเป็นถนน เพื่อ ประโยชน์ในการขนย้ายวัสดุต่าง ๆ ภายในสวนและขนย้ายผลผลิตออกจากสวน

ระยะปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 9-10 X 9-10 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกมังคุดได้ ประมาณ 16-20 ต้น ในกรณีที่ปลูกด้วยต้นเสียบยอด ซึ่งให้ผลผลิตได้ ตั้งแต่อายุ 3-4 ปี อาจใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร เมื่อต้นมังคุดมีขนาดใหญ่ขึ้น มีทรงพุ่มชนกัน ให้ตัดต้นมังคุดออกต้นเว้นต้น จะทำให้ต้นที่เหลือมี ระยะปลูกเป็น 10X10 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก หลุมที่ปลูกมังคุดควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 50X50X50 เซนติเมตร ให้ใช้ปุ๋ย หินฟอสเฟตประมาณ1/2 กระป๋องนม หรือประมาณ 100-150 กรัมต่อหลุม และปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้ว ประมาณ 1 บุ้งกี๋ คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วแล้วกลบกลับคืนลงไปในหลุมให้ระดับดินสูงกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อ ไว้สำหรับดินยุบตัวในภายหลัง

การปลูก ต้นกล้าที่นำมาปลูก ควรมีความสมบูรณ์ โดยใบคู่สุดท้าย ควรจะเป็นใบที่แก่เต็มที่แล้ว และ ควรเป็นต้นกล้าที่มีอายุประมาณไม่เกิน 2 ปี มีระบบรากแผ่กระจายดี ไม่ขดม้วนงออยู่ก้นถุง ก่อนปลูกควรตัด ใบให้เหลือครึ่งใบทุก ๆ ใบ เพื่อลดการคายน้ำ นำต้นกล้าไปปลูกตรงกลางหลุม ปลูกให้ลึกเท่ากับระดับดินเดิม แล้วพูนดินบริเวณโคนต้นให้เป็นเนินสูงขึ้นมาเล็กน้อย ใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกยึดต้นมังคุดไว้กับหลักเพื่อป้องกัน ลมพัดโยก หลังจากนั้นต้องรดน้ำตามทันทีเพื่อช่วยให้เม็ดดินกระชับราก การปล่อยให้ต้นไม้ที่ยังไม่ตั้งตัวถูก ลมพัดโยกไปมา โดยไม่มีหลักยึดจะทำให้ระบบรากไม่เจริญ และต้นมังคุดจะชะงักการเจริญเติบโตมีเปอร์เซนต์ การตายสูง นอกจากนี้แล้วต้นมังคุดที่เพิ่งปลูกจะไม่ทนต่อแสงแดด และความร้อนสูงต้องใช้ทางมะพร้าว หรือจากช่วยพรางแสงแดดให้กับต้นมังคุด จนกว่าจะมีขนาดโตพอประมาณและตั้งตัวได้แล้วจึงค่อยปลดออก ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 2 ปี

ในระหว่างที่รอมังคุดใหัผลผลิตในระยะ 1-4 ปีแรก อาจจะปลูกพืชแซมเพื่อเสริมรายได้ โดยการ ปลูกพืชผักหรือไม้ผลอายุสั้น เช่น กล้วย มะละกอ สับปะรด เป็นต้น ในสวนที่ไม่ได้ปลูกพืชแซมควรปล่อยให้ มีหญ้าขึ้นตามธรรมชาติและคอยควบคุม โดยการตัด หรืออาจจะปลูกพืชคลุมดิน เพื่อเป็นการรักษาหน้าดิน และ ความชื้นภายในดิน เช่น ถั่วลาย เพอราเลีย คุดชู (หรือซีลูเรียม) ก็ได้ โดยหว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตรา 2-3 กก./ไร่ และต้องคอยคุมไม่ให้เถาเลื้อยพันต้นมังคุด

การปฏิบัติดูแลรักษา

การให้น้ำ ต้นมังคุดปลูกใหม่ในระยะแรก จะขาดน้ำไม่ได้ ต้องคอยดูแลรดน้ำ ให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ หากฝนไม่ตก หลังจากนั้นเมื่อต้นมังคุดตั้งตัวได้ดีแล้ว อาจเว้นระยะห่างออกไปบ้าง ปริมาณและความถี่ ของการให้น้ำขึ้นกับสภาพความชื้นของดินและเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งควรหาวัสดุ เช่นหญ้าแห้ง ฟางแห้ง คลุมบริเวณ โคนต้นเพื่อรักษาความชื้นให้กับดิน

สำหรับมังคุดต้นโตและให้ผลผลิตแล้ว ยังจำเป็นต้องดูแลเรื่องการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ในช่วง ปลายฤดูฝนย่างเข้าสู่ฤดูหนาวฝนจะตกน้อยลงต้องดูแลเป็นพิเศษ (ประมาณเดือนพฤศจิกายน ในภาคตะวัน ออกและเดือนมกราคมในภาคใต้) เพราะช่วงนี้มังคุดต้องการสภาพแห้งแล้ง เพื่อพักตัวและสะสมอาหารเตรียม การออกดอก ให้กำจัดวัชพืชและทำความสะอาดบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยให้ดินแห้งเร็วขึ้น ควบคุมการให้น้ำโดย ให้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่ต้องระวังอย่างดน้ำจนใบมังคุดเหี่ยวเฉา และเมื่อต้นมังคุดผ่านสภาวะแห้งแล้ง มาได้ระยะหนึ่ง มังคุดจะเริ่มทะยอยออกดอกและติดผลในเวลาต่อมาตลอดช่วงการเจริญของผลมังคุดต้อง ดูแลให้น้ำอย่างสม่ำเสมออาจจะให้วันเว้นวันหรือวันเว้นสองวัน เพื่อให้มังคุดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และ ป้องกันปัญหาเรื่องผลแตกยางไหล ในกรณีที่ให้น้ำโดยการลากสายยางรดควรพ่นน้ำเข้าไปในทรงพุ่มให้ทั่ว จะช่วยลดการทำลายของเพลี้ยไฟและไรแดง ได้บ้าง

ระบบการให้น้ำถ้าเป็นสวนไม่ใหญ่นักอาจจะ ใช้วิธีลากสายยางรดน้ำได้ แต่ถ้าเป็นสวนขนาด ใหญ่ควรมีการวางระบบการให้น้ำในแต่ละต้นด้วย หัวเหวี่ยงขนาดเล็กก็จะสะดวกขึ้นและเป็นการ ประหยัดเวลาและ แรงงานในการให้น้ำ ตลอดจนประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดี

การใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยมังคุดที่ยังไม่ไห้ผล ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15, 16-16-16 ในต้นมังคุดที่มี อายุ 1-2 ปี ให้ใส่ปุ๋ยประมาณ 1/2-1 กิโลกรัม/ต้น และเพิ่มขึ้นประมาณ 1/2 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในตอนต้นและปลายฤดูฝน ให้ใส่ปุ๋ยหลังจากตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืชแล้วและใส่ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์


การใส่ปุ๋ยมังคุดที่ให้ผลแล้ว ปริมาณการใส่ปุ๋ยให้พิจารณาจากอายุต้น ความอุดมสมบูรณ์ของต้น ชนิดของดิน และปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในฤดูที่ผ่านมา โดยจะให้ใน 3 ช่วง ดังนี้

การใส่ปุ๋ยหลังเก็บผลเสร็จแล้ว จะต้องรีบตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืชโดยเร็ว และให้ใส่ปุ๋ยอัตรา 1:1:1 เช่นปุ๋ยสูตร 15-15-15, 16-16-16 ต้นละ 2-3 กิโลกรัม และปุ๋ยอินทรีย์ เช่นมูลสัตว์เก่าต้นละ 2-3 ปี๊บ การใส่ปุ๋ยครั้งนี้จะตรงกับช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกัน น้ำฝนชะพาให้ปุ๋ยสูญเสีย ควรใส่ปุ๋ยเป็นหลุม ๆ โดยใช้จอบขุดดินเป็นหลุมหยอดปุ๋ยแล้วกลบปิด ปากหลุม ทำเป็นระยะ ๆ รอบทรงพุ่ม หลังจากนั้นแล้วมังคุดจะเริ่มแตกใบอ่อน ซึ่งลักษณะการแตกใบอ่อนในสภาพ ธรรมชาตินั้นมังคุดจะทะยอยแตกใบอ่อน จะไม่แตกพร้อมกันในทีเดียว ซึ่งเกษตรกรจะต้องคอยระมัดระวัง ตรวจดูการทำลายของโรคแมลง และทำการป้องกันกำจัดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ใบอ่อนของมังคุดได้พัฒนา ไปเป็นใบแก่ที่สมบูรณ์ต่อไป ตามปกติมังคุดจะแตกใบอ่อน 1-2 ครั้ง ก่อนที่จะเข้าสู่ระยะพักตัวเพื่อออกดอก ในรอบต่อไป

การใส่ปุ๋ยก่อนการออกดอก ช่วงปลาย ๆ ฝน เมื่อฝนเบาบางลงหรือฝน เริ่มทิ้งช่วง ให้ใส่ปุ๋ยเพื่อ ช่วยในการออกดอกหรือที่เรียกว่าปุ๋ยเร่งดอก ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง คือปุ๋ยสุตร 12-24-12, 8-24-24, 9-24-24 ประมาณ 2-3 กิโลกรัม/ต้น

การใส่ปุ๋ยเมื่อติดผลแล้ว หลังจากดอกบานและติดผลเล็ก ๆ นอกจากจะต้องให้น้ำอย่าง สม่ำเสมอแล้ว จะต้องให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ปริมาณ 1-2 กิโลกรัม/ต้น เพื่อช่วยในการ เจริญเติบโตของผล และเมื่อผลมังคุดมีอายุประมาณ 4-5 สัปดาห์หลังดอกบานควรใส่ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 หรือ 13-13-21 อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น เพื่อเป็นการบำรุงเนื้อและผลให้มีคุณภาพดีขึ้น การใส่ปุ๋ยในครั้งนี้จะ ใส่ในช่วงฤดูแล้ง ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำฝนชะพาปุ๋ยสูญเสีย จึงใส่ปุ๋ยได้โดยการหว่านลงทั่วบริเวณทรงพุ่ม แล้วให้คราดกลบบาง ๆ และรดน้ำเพื่อช่วยให้ปุ๋ยละลายซึมลงดิน ส่วนในกรณีที่ต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์ ซึ่ง สังเกตได้จากลักษณะของใบที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก สีสันของใบไม่เขียวเป็นมันสดใสหรือในกรณีที่ต้นมังคุด ติดผลมากก็ควรให้ปุ๋ยทางใบเสริม โดยฉีดพ่นในช่วงสัปดาห์ที่ 4-8 หลังดอกบาน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ผล มังคุดมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วต้องการอาหารมากการเสริมปุ๋ยทางใบจะช่วยเพิ่มขนาดของผลมังคุดให้ใหญ่ขึ้น

การตัดแต่งกิ่ง ในช่วงแรกหลังจากปลูกมังคุดไม่ต้องการ การตัดแต่งกิ่งมากนัก สำหรับต้นที่ให้ ผลแล้วนอกจากการตัดแต่งกิ่งที่ถูกโรคแมลงทำลาย กิ่งแห้งตายกิ่งฉีกหักเสียหายทิ้งแล้ว ควรมีการตัดแต่ง ปลายกิ่งที่ทรงพุ่มมาชนกัน ตัดแต่งปลายกิ่งที่เบียดกันในทรงพุ่มออกบ้างเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งและช่วยให้ แสงแดดส่องเข้าไปในทรงพุ่มได้ เพราะกิ่งใหญ่ ๆ ที่อยู่ในทรงพุ่มเมื่อได้รับแสงแดดจะมีโอกาสแตกกิ่ง เพราะ นอกจากจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงแล้วกิ่งใหญ่ที่อยู่ในทรงพุ่มเมื่อได้รับแสงแดดจะมีโอกาสแตก กิ่งเล็ก ๆ ขึ้นมา ซึ่งกิ่งเหล่านี้ต่อมาจะออกดอกให้ผลได้เช่นเดียวกับกิ่งที่อยู่นอกทรงพุ่ม และผลที่เกิดขึ้นที่กิ่ง ภายในทรงพุ่มนี้จะมีคุณภาพดีมีผิวนวลสวยรวมทั้งการเก็บเกี่ยวจะทำได้สะดวก

การป้องกันกำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชนอกจากจะต้องกระทำทุกครั้งก่อนการใส่ปุ๋ยแล้ว ยังจำเป็น ต้องคอยดูแลอยู่ตลอดเวลาป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้นในสวนอย่างหนาแน่น เพราะนอกจากจะไปแย่งอาหารจาก มังคุดแล้วยังเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงอีกด้วย วิธีป้องกันกำจัดจะใช้รถตัดหญ้าหรือใช้สารเคมีควบคุม ก็ได้

โรคแมลงและการป้องกันกำจัด

อาการผิดปกติที่เกิดกับส่วนต่าง ๆ ของมังคุดอาจจะมีสาเหตุมาจากการทำลาย ของโรค แมลงหรืออาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ซึ่งมีผลโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพของ ผลผลิต โรคแมลงและอาการผิดปกติที่สำคัญได้แก่

1. หนอนชอนใบ เป็นหนอนของผีเสื้อชนิดหนึ่ง ตัวหนอนมีขนาดเล็กยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ตัวสีขาวนวลปนแดง จะกินอยู่ใต้ผิวใบทั้งสองด้านและเห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวไปมา ใบที่ถูกทำลาย จะมีรูปร่างบิดเบี้ยวใบไม่เจริญและมีขนาดเล็ก หนอนชนิดนี้จะทำลายเฉพาะใบอ่อนเท่านั้น รวมทั้งต้นกล้ามังคุด ที่อยู่ในเรือนเพาะชำ มักจะพบการทำลายของหนอนชอนใบด้วย
การป้องกันกำจัด ในระยะที่มังคุดเริ่มแตกใบอ่อน ถ้าพบการทำลายให้พ่นด้วย สารป้องกันกำจัดแมลงในกลุ่มคาร์บาริลทุก 7 วัน เมื่อใบแก่แล้วก็หยุดพ่น

2. หนอนกินใบ เป็นหนอนของผีเสื้อชนิดหนึ่งขนาดของตัวหนอนยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร สีของตัวหนอนเหมือนกับสีของใบอ่อนมังคุด (เขียวแกมเหลือง) ถ้าหากไม่สังเกตดี ๆ จะมองไม่เห็น ตัวหนอนจะกัดกินแต่ใบอ่อนเท่านั้น ลักษณะการทำลายทำให้ใบเว้า ๆ แหว่งๆ เหลือแต่ก้านใบทำให้มังคุดขาด ความสมบูรณ์
การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจดูตามใบมังคุด หากพบการทำลายให้หาเศษหญ้าแห้ง กองรอบโคนต้นมังคุด พอตอนสาย ๆ ให้รื้อกองหญ้าทำลายหนอนหรือให้พ่นสารประเภทดูดซึม เช่น คาร์บาริล ในอัตรา 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 5-7 วัน

3. เพลี้ยไฟ เป็นแมลงขนาดเล็ก เคลื่อนไหวตัวได้รวดเร็วระบาดในช่วงที่อากาศ แห้งแล้งติดต่อกันนาน ๆ โดยทั้งตัวอ่อนและตัวแก่ของศัตรูชนิดนี้จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนดอกอ่อน และผลอ่อนของมังคุด ถ้าหากเป็นยอดอ่อนจะทำให้ยอดแห้ง สำหรับดอกอ่อนและผลอ่อนจะทำให้ดอกร่วง และผลมีรอยสีน้ำตาลกร้านมียางไหลและจะทำให้ผลร่วงได้ ศัตรูชนิดนี้นับเป็นศัตรูสำคัญที่มีผลกระทบในการ ส่งออกมังคุดเป็นอย่างมาก
การป้องกันกำจัด เมื่อมังคุดเริ่มติดดอกให้หมั่นตรวจดูดอกมังคุด ถ้าหากพบว่ามีเพลี้ยไฟอยู่ตาม โคนก้านดอกหรือตามกลีบดอกให้ฉีดพ่นสารเคมีประเภทดูดซึม เช่น สารโมโนโครโตฟอส เมทธิโอคาร์บ หรือ คาร์โบซัลแฟน หลังพ่นสารเคมีแล้ว 5-7 วัน ให้ตรวจดูอีก หากยังพบอยู่ให้พ่นซ้ำ การป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ ให้ได้ผลดี ควรทำพร้อมกันกับสวนข้างเคียงเพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายของแมลง

4. ไรแดง เป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมากมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น ตัวโตเต็มวัยมีรูป ร่างกลมหรือรูปไข่ มีสีแดง เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว มักอยู่รวมเป็นกลุ่มและระบาดควบคู่ไปกับเพลี้ยไฟ โดยไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ดอกและผลอ่อน ทำให้ดอกและผลอ่อนแห้งร่วงหล่นไปหรือทำให้ผลไม่เจริญ เปลือกมีผิดตกกระ เป็นขุย เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกเช่นเดียวกันกับเพลี้ยไฟ
การป้องกันและกำจัด ให้หมั่นตรวจดูในระยะที่มังคุดกำลังออกดอกและติดผล ถ้าพบให้พ่นด้วย กำมะถันผงหรือสารไดโคโพลทุก 7-10 วัน

5. โรคใบจุด เกิดจากการทำลายของเชื้อรา เชื้อราเข้าทำลายใบเกิดเป็น รอยแผลไหม้สีน้ำตาลมีขอบแผลสีเหลือง รูปร่างของแผลไม่แน่นอน ทำให้ใบเสียเนื้อที่ในการสังเคราะห์แสง ความสมบูรณ์ของต้นลดลง และถ้าระบาดรุนแรงใบจะแห้งทั้งใบและร่วงหล่น ทำให้ผลมังคุดไม่มีใบปกคลุม ผิวของผลมังคุดจะกร้านแดดไม่สวย
การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยสารเคมี เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แมนโคเซบ คาร์เบนดาซิม หรือเบนโนมิล เป็นต้น
6. โรคใบแห้งและขอบใบแห้ง เกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม คือ แสงแดดจัด ความชื้นต่ำ ทำให้น้ำระเหยออกจากขอบใบมาก จนกระทั่งขอบใบแห้ง ทำให้มังคุดเจริญเติบโตช้า ต้นขาดความสมบูรณ์ให้ผลผลิตน้อย จึงควรหลีกเลี่ยงการปลูกมังคุดในสภาพที่มีภูมิอากาศไม่เหมาะสม และโดยทั่วไปก็มักจะพบอาการใบไหม้ขอบใบแห้งในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งตรงกับช่วงที่ผลมังคุดกำลังออกดอก ติดผลพอดี เมื่อใบมังคุดขาดความสมบูรณ์จะทำให้ผลมังคุดขาดความสมบูรณ์ตามไปได้
การป้องกันกำจัด ควรดูแลให้ต้นมังคุดได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง

7. อาการยางไหลที่ผิว จะพบได้ทั้งระยะผลอ่อนและผลแก่
ยางไหลระยะผลอ่อน เกิดจากเพลี้ยไฟดูดกินน้ำเลี้ยงระยะผลอ่อน จะทำให้เกิด ยางไหลออกมาจากผิวเปลือกเป็นสีเหลือง ทำให้ผลมีการเจริญเติบโตช้า การป้องกันกำจัดอาการยางไหลของ ผลอ่อน โดยการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ ตั้งแต่มังคุดเริ่มออกดอก
ยางไหลระยะผลขนาดใหญ่ จะพบอาการยางไหลในขณะผลใกล้แก่ แต่ยังมีสีเขียวอยู่ ยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน สันนิษฐานว่าเกิดจากมังคุดได้รับน้ำมากเกินไป ทำให้ปริมาณน้ำยางในผลมีมาก และปะทุออกมาเอง หรืออาจมีแมลงไปทำให้เกิดบาดแผลทำให้ยางไหลออกมาได้ ซึ่งภายหลังจากการเก็บเกี่ยว ก็สามารถขูดยางเหล่านี้ออกได้ โดยผลไม่เสียหายแต่จะสิ้นเปลืองเวลาและแรงงาน




8. อาการเนื้อแก้ว เป็นอาการของเนื้อมังคุดที่มีสีขาวใสในบางกลีบ โดยมากจะเป็นกับกลีบที่มีขนาดใหญ่ ในบางครั้งก็เป็นเนื้อแก้วทั้งผล อาการเนื้อแก้วนี้จะสังเกตได้จากลักษณะภายนอก โดย พบว่าผลที่มีรอยร้าวอยู่ที่ผิว มักจะมีอาการเนื้อแก้วด้วย แต่ในบางครั้งลักษณะภายนอกเป็นปกติ เมื่อผ่าดูก็อาจพบอาการเนื้อแก้วได้เช่นกัน
อาการยางไหลภายในผล พบยางสีเหลืองอยู่ตรงกลางระหว่างกลีบผล มักจะพบคู่กับอาการเนื้อแก้ว หรืออาจจะพบแต่อาการยางไหลเพียงอย่างเดียวก็ได้
อาการเนื้อแก้วและยางไหลภายในผล ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่จะพบมากในมังคุดที่ขาดการดูแลรักษา เช่น ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ หรือขาดน้ำเป็นเวลานาน ๆ เมื่อได้รับน้ำจากฝนที่ตกชุกในช่วงผลใกล้แก่ ผลมังคุดได้รับน้ำอย่างกระทันหัน เปลือกขยายตัวไม่ทันเกิดรอยร้าว ท่อน้ำยางภายในผล ก็ได้รับน้ำมากเช่นกัน เกิดแรงดันมากจึงปะทุแตก มีน้ำยางไหลออกมา นอกจากนั้นแล้ว การบำรุงรักษาไม่ถูกต้อง มังคุดได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการเจริญเติบโต ผิดปกติเกิดเป็นเนื้อแก้วได้

การเก็บเกี่ยว

โดยทั่วไปมังคุดเริ่มออกดอกเมื่อปลูกไปได้ประมาณ 7-8 ปี และได้ผลผลิตเต็มที่เมื่อมีอายุประมาณ 12 ปีขึ้นไป การออกดอกของมังคุดจะไม่ออกพร้อมกันในทีเดียวจะทะยอยออกอยู่นานราว 40 วัน เป็นผลให้ การเก็บเกี่ยวมังคุดต้องทะยอยเก็บเกี่ยวไปด้วยเช่นกัน

ดัชนีการเก็บเกี่ยว หลังจากมังคุดเริ่มติดผลประมาณ 11-12 สัปดาห์ก็ทะยอยเก็บเกี่ยวได้ การที่จะพิจารณาเก็บเกี่ยวมังคุด ในระยะไหน ก็ขึ้นอยู่กับระยะทางในการขนส่ง โดยคาดการณ์ให้ผลมังคุดสุก หรือมีสีม่วงแดงพอดี เมื่อถึงผู้บริโภคหรือถึงโรงงานแช่แข็ง แนะนำให้เก็บเกี่ยวมังคุดโดยสังเกตจากสีของเปลือก โดยการเก็บเกี่ยวเมื่อเปลือกมังคุดเริ่มมีสายเลือดหรือเกิดจุดแต้มหรือรอยประสีชมพูเข้ม (ภาพประกอบ) แต่ ระยะนี้ยังไม่เหมาะต่อการบริโภคเพราะเนื้อแยกตัวจากเปลือกได้ยาก และยังมียางสีเหลืองอยู่ภายในเปลือก จากระยะนี้ ใช้เวลาประมาณ 4 วัน เปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง ซึ่งเป็นระยะที่ใช้บริโภคได้ และหลังจากนั้นอีก 1 วัน ผลมังคุดก็จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม หรือม่วงดำ ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมต่อการบริโภคที่สุด

การเก็บเกี่ยว ถึงแม้ว่าผลมังคุดมีเปลือกหนาก็ตาม แต่เปลือกจะไม่ทนทานต่อการกระทบกระแทก เปลือกจะช้ำและแข็ง บิไม่ออกในเวลาต่อมา ส่วนเปลือกด้านในจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงและลามไปถึงเนื้ออย่างรวดเร็ว การเก็บเกี่ยวมังคุดมีหลายวิธีโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเก็บเกี่ยวอย่างระมัดระวังอย่าให้ผลมังคุดตกกระแทก
1. ใช้แรงงานเด็กปีนขึ้นไปเก็บใส่ถุงหรือตะกร้า วิธีนี้จะมีการสูญเสียน้อยแต่สิ้นเปลืองเวลาและ แรงงานสูง
2. การเก็บเกี่ยวโดยใช้ตะกร้อ (แบบถุงกาแฟมีเขี้ยว) ซึ่งออกแบบพัฒนาโดยคุณนิวัฒน์ พ้นชั่ว แห่งสวนลุงสุน จ.ระยอง จะเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 360 ผล/ชั่วโมง ความสูญเสีย เช่น ผลหล่นนอกตะกร้อ บ้างเล็กน้อย
3. ใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยวมังคุด กวศ. 4 ซึ่งออกแบบโดยกองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีอัตราการเก็บเกี่ยว 501 ผลต่อชั่วโมง ใช้งานได้สะดวก และไม่พบความสูญเสีย ที่เกิดจากผลหล่นออกนอกตะกร้า

วิธีเก็บเกี่ยว
1. เสียบให้ผลมังคุดเข้าไปในเครื่องมือซึ่งขั้วผลมังคุดจะอยู่ระหว่างช่องฟันเสร็จแล้วบิดเครื่อง มือเล็กน้อยผลมังคุดจะหลุดและร่วงลงถุงรองรับ
2. เมื่อผลมังคุดเต็มถุง (5-10 ผล) ยกถุงหย่อนลงมาที่ภาชนะรองรับ (เข่ง หรือตะกร้า) พยายาม วางให้อุปกรณ์ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วปลดล็อคค่อย ๆ ยกอุปกรณ์ขึ้น ผลมังคุดจะไหลลง

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

1. ขนย้ายหรือลำเลียงจากสวนไปยังโรงเรือนคัดบรรจุหรือแหล่งรวบรวมผลผลิต ภาชนะที่ใช้ ในการขนย้ายต้องสามารถปกป้องผลมังคุดจากการกระทบกระแทกหรือเกิดรอยขูดขีด และไม่ควรวางผล ซ้อนทับกันเกิน 30 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้ผลมังคุดที่อยู่ล่างสุดได้รับแรงกดทับมากเกินไป
2. คัดคุณภาพโดยคัดเอาเฉพาะผลที่มีคุณภาพดี คือไม่มีรอยร้าวรอยบุบที่ผิว ผิวเกลี้ยงปราศจาก รอยแผลกร้านจากการทำลายของเพลี้ยไฟ ไรแดง และให้แยกผลมังคุดออกจากกันตามสีและขนาดของผลไป พร้อม ๆ กันด้วย
3. ทำความสะอาดผล ใช้มีดขูดยางที่ติดอยู่ตามผิวออกให้หมด โดยดำเนินการไปพร้อม ๆ กับ ขั้นตอนที่ 2 หลังจากนั้นจึงทำความสะอาดใต้กลีบเลี้ยงโดยใช้ลมเป่าเพื่อกำจัดฝุ่นผง และไล่มด แมงมุมหรือ แมลงชนิดอื่นที่อาจเข้าไปอาศัยอยู่
4. คัดขนาดหรือน้ำหนักของมังคุดแบ่งเป็นเกรด ๆ ตามความต้องการของลูกค้า ผลมังคุดเพื่อ การส่งออกควรมีขนาดประมาณ 70-100 กรัมต่อผล สำหรับผลที่มีขนาดเล็กบรรจุกล่องขายตลาดภายในก็จะ ได้ราคาสูงขึ้น
5. การบรรจุหีบห่อ บรรจุผลมังคุดที่มีความแก่ในวัยเดียวกันในกล่องเดียวกันโดยเรียงผลมังคุด ลงในกล่องโดยตรงหรือมีกระดาษลูกฟูกกั้นเป็นช่อง ๆ 1 ช่อง ต่อ 1 ผล หรือจะบรรจุในถาดโฟมถาดละ 4 ผล หุ้มพลาสติกพีวีซี ก็จะช่วยให้ผลมังคุดมีกลีบเลี้ยงสดอยู่ได้นานขึ้น

การเก็บรักษา

ผลมังคุดจะเริ่มเปลี่ยนสีไป จนมีสีม่วงเข้ม หรือม่วงดำ กินเวลาประมาณ 7 วัน และจะเก็บผลมังคุดไว้ในอุณหภูมิห้องระหว่าง 25-30 องศาเซนเซียส ซึ่งจะเก็บได้นานประมาณ 7 วัน ผลมังคุดจะเริ่มเสื่อมคุณภาพ การขนส่งและเก็บรักษาผลมังคุดในสภาพที่เหมาะสม คือใช้อุณหภูมิประมาณ 13 องศาเซนเซียส และบรรจุผลมังคุดในถุงพลาสติกเจาะรู จะทำให้มังคุดคงสภาพดีอยู่ได้ประมาณ 4 สัปดาห์





จากเว็บ http://www.doae.go.th


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...