การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร พืช (Plantae)
ส่วน พืชดอก (Magnoliophyta)
ชั้น พืชใบเลี้ยงคู่ (Magnoliopsida)
อันดับ (Malvales)
วงศ์ (Malvaceae)
สกุล (Abelmoschus)
สปีชีส์ (A. esculentus)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Abelmoschus esculentus (L.) Moench
ชื่อสามัญ : Okra
ชื่ออื่น : Lady's Finger
ประเทศอินเดียเรียกว่า บินดี (Bhindi) ส่วนประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนเรียกว่า บามี (Bamies)
ส่วนของประเทศไทยนั้นแบ่งแยกเป็นภาค ได้ดังนี้
ภาคกลาง : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือทะวาย มะเขือมอญ
ภาคเหนือ : มะเขือพม่า มะเขือขื่น มะเขือมอญ มะเขือละโว้
ถิ่นกำเนิด
กระเจี๊ยบเขียวนั้นเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบ แอฟริกาตะวันตก ประเทศซูดาน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น : มีขนหยาบและมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร
ใบ : ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว คล้ายฝ่ามือเรียงสลับกัน และมีขนหยาบ
ดอก : มีสีเหลือง ที่โคนกลีบด้านในมีสีม่วงออกแดง ออกตามซอกใบ ก้านชูเรณูรวมกันเป็นลักษณะคล้ายหลอด
ฝัก : คล้ายนิ้วมือผู้หญิง ตามฝักมีขนอ่อนๆทั่วฝัก มีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม ฝักกระเจี๊ยบมีทรงยาวสีเขียว ฝักอ่อนมีรสชาติหวาน
กรอบอร่อย ส่วนฝักแก่จะมีเนื้อเหนียว
แหล่งเพาะปลูก
ในประเทศไทยนั้นพื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวมาก ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง มีหลายจังหวัด ได้แก่ นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร พิจิตร กาญจนบุรี ราชบุรี ระยอง และนครนายก
สรรพคุณทางยา
กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ็กติน (Pectin) และกัม (Gum) ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันให้เป็นปกติ เป็นยาบำรุงสมอง มีสรรพคุณเป็นยาระบายและสามารถแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้ด้วย แต่ต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร พืช (Plantae)
ส่วน Magnoliophyta
ชั้น Magnoliopsida
อันดับ Malvales
วงศ์ Malvaceae
สกุล Hibiscus
สปีชีส์ Hibiscus sabdariffa
ชื่ออื่น ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้มปู กระเจี๊ยบเปรี้ยว ส้มพอเหมาะ Jamaica sorrel, Roselle of Rama
ลักษณะของพืช พืชล้มลุก ลำต้นมีสีแดงอมม่วง ริ้วประดับและกลีบเลี้ยงอวบน้ำ สีแดง รับประทานได้ ใบมีหลายรูปแบบ มักแยกเป็นแฉก รูปหอกปลายแหลม มีขน หูใบรูปยาวแคบ ร่วงง่าย ดอกมีสีเหลืองอ่อนหรือชมพูอ่อน โคนกลีบสีแดง ผลรูปไข่ป้อม มีจงอยสั้นๆ มีขนหยาบสีเหลืองคลุม
ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ ละลายเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ ทำให้โลหิตไลเวียนดี ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบายและบำรุงธาตุ ต้มชะล้างแผล หรือตำฟอกฝี แก้พยาธิตัวจี๊ด
ดอก ลดไขมันในเลือด ละลายเสมหะ ขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ไอ ทำให้สดชื่น ลดไข้ ขับน้ำดี แก้พยาธิตัวจี๊ด
ผล แก้ความดันโลหิตสูง ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ แก้นิ่วในไต ในกระเพาะปัสสาวะ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร สมานแผลในกระเพาะอาหาร แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้เส้นเลือดตีบตัน แก้พยาธิตัวจี๊ด
เมล็ด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้ดีพิการ แก้อ่อนเพลีย เป็นยาระบาย เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด
สรรพคุณและวิธีใช้ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ทำให้กล้ามเรียบหดตัว ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ขับน้ำดี ยาระบาย ลดการอักเสบ ต้านไวรัสเริม ไข้หวัดใหญ่ โปลิโอ ต้านยีสต์ ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนและปรับระดับภูมิคุ้มกัน เพิ่มกรดยูริคในปัสสาวะ เพิ่มความเป็นกรดของปัสสาวะ
การทดสอบความเป็นพิษ พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดกลีบเลี้ยงด้วยน้ำร้อนให้กระต่าย ขนาดที่ทำให้กระต่ายตายครึ่งหนึ่งคือ 129.1 ก/กก.
การขยายพันธุ์ ขยายพันธุด้วยเมล็ด พันธุกระเจี๊ยบแดงที่ใช้ปลูกคือพันธุซูดาน มีเนื้อหนาสีแดงเข้มจนถึงม่วง กลีบเลี้ยงค่อนข้างหนา กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชไวแสง ชอบอากาศร้อน ทนต่อความแห้งแล้ง ไม่ชอบน้ำขัง
สภาพดินฟ้าอากาศ กระเจี๊ยบแดงเป็นกึ่งร้อนหรือเขตร้อน มีกำเนิดในเอเชียใต้ เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิดเป็นพืชวันสั้น ต้องการช่วงแสง 13 ชั่วโมงในช่วงแรก 4 – 5 เดือนของการเจริญเติบโตเพื่อป้องกันการออกดอกก่อน
การปลูก ใช้วิธีหยอดเมล็ดตามแถวที่ไถยอดหลุมละประมาณ 4-5 เมล็ด แล้วกลบดินเล็กน้อย เมื่อกระเจี๊ยบแดงเป็นต้นอ่อนอาจถอนทิ้งหลุมละ 2-3 ต้น เพื่อให้ไม่แน่นมากนัก หรืออาจใช้วิธีหว่านซึ่งมีข้อดีคือ ทําได้สะดวกและใช้เวลาในการปลูกน้อย การเก็บเกี่ยว
เก็บเกี่ยวเฉพาะดอก โดยใช้กรรไกรหรือมีดตัดหรือเก็บเกี่ยวกิ่งที่มีดอกติดอยู่ รวบรวมใส่รถแล้วนําไปแทงเมล็ดออกจากกลีบดอก นํากลีบดอกมาตากให้แห้งสนิท