แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตระกูลกะหลำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตระกูลกะหลำ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คะน้าฮ่องกง

คะน้าฮ่องกง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleracea var. alboglara


จัดเป็นคะน้ายอดชนิดหนึ่งอยู่ในตระกูลกะหล่ำมีต้นกำเนิดจากปรเทศจีน ลักษณะลำต้นและใบมีสีเขียวเข้ม ใบมีลักษณะเรียว ไม่กลม ลำต้นมีขนาดเล็กกว่าคะน้า ยอดดอยคำ กรอบไม่เป็นเสี้ยน ดอกมีสีขาวหรือสีเหลืองทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
คะน้าฮ่องกง ตอบสนองต่ออุณหภูมิมากกว่าคะน้าดอยคำ กล่าวคือ กาะเพาะกล้าในช่วงอุณหภูมิต่ำหากย้ายลงแปลง ที่อุณหภูมิสูงขึ้น เล็กน้อย ต้นกล้าจะแทงช่อดอก ในขณะยังเล็ก ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเพาะกล้าในที่มีอุณหภูมิต่ำ สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อ การปลูก และผลผลิตที่มีคุณภาพควรอยู่ในช่วง 15-28′C สำหรับดินที่เหมาะสมต่อการปลูก ควรเป็นดินร่วน มีความอุดมสมบูรณ์สูง การระบายน้ำดี ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อปรับโครงสร้างดิน โดยทั่วไปค่าความเป็นกรด-ด่างของดินที่เหมาะสม ควรอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ดินมีความชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรแฉะเกินไป และควรได้รับแสงอย่างพอเพียง

การใช้ประโยชน์และคุณค่าอาหาร
นิยมนำคะน้าฮ่องกงมาผัด หรือนำมาเป็นเครื่องเคียงกับอาการประเภทยำ มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยป้องกันโรคมาะเร็ง นอกจากนั้นยังมี วิตามิน และแคลเซียมมาก ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคกระดูกบาง

การปฏิบัติดูแลรักษาคะน้าฮ่องกงในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต
การเตรียมกล้า มี 2 วิธี เพาะเมล็ดในกระบะที่มีส่วนผสมระหว่างทราย : ขุยมะพร้าว : ดิน อัตราส่วน 2:1:1 ต้นกล้ามีอายุประมาณ 5 วัน ย้ายลงถาดหลุมที่ใช้วัสดุเพาะ หยอดเมล็ดลงในถาดหลุมเพาะกล้าโดยตรง หลังจากมีอายุประมาณ 18-21 วัน หรือมีใบจริงอย่างน้อย 2-3 ใบ จึงทำการย้ายปลูก

การเตรียมดิน ขุดดินลึก 10-15 ม. ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน ขึ้นแปลงกว้าง 1-1.2 ม. หรือตามสภาพพื้นที่ ใส่ปุ๋ยรองพื้นปุ๋ยคอก (มูลไก่) หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 3 กก./ตร.ม. และหว่านปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 120 กรัม/ตร.ม. ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

การปลูก ในกรณีที่ต้องการเก็บหน่อข้าง

ฤดูร้อน (ไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส) 30×30 ซม.
เก็บเกี่ยวครั้งเดียวใช้ระยะปลูกแคลลง 15×15 ซม.

การให้น้ำ ให้น้ำแบบสปริงเกอร์

การให้ปุ๋ย เนื้องจากคะน้าฮ่องกงเป็นผักกินใบในระยะแรกจึงต้องการปุ๋ยไนโตรเจนค่อนข้างสูง

ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1
หลังจากย้ายปลูก 7-10 วัน ใส่ปุ๋ย 46-0-0 หรือ 21-0-0 อัตรา 120 กรัม/ตร.ม.
ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2
หลังจากย้ายปลูก 14-20 วัน 46-0-0 หรือ 21-0-0 ผสมปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 1:2 อัตรา 120 กรัม/ตร.ม.

การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวคะน้าฮ่องกงเมื่ออายุ 35-45 วัน ตั้งแต่เริ่มเพาะ ถ้าอากาศเย็นจะออกดอกเร็ว

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญของคะน้าฮ่องกง ในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

ระยะกล้า 18-21 วัน โรคโคนเน่า, โรคราน้ำค้าง, ด้วงหมัดผัก, เพลี้ยอ่อน,

ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 21-28 วัน โรคโคนเน่า, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, ด้วงหมัดผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบ, หนอนกระทู้,

ระยะเจริญเติบโต 40-45 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, โรคเน่าดำ, ด้วงหมัดผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบ, หนอนกระทู้,

ระยะโตเต็มที่ 45-50 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, โรคเน่าดำ, ด้วงหมัดผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบ, หนอนกระทู้

กะหล่ำปม

กะหล่ำปม เป็นพืชผักอยู่ในตระกูลกะหล่ำ เป็นพืชล้มลุกสองปี ลำต้นส่วนที่อยู่ติดระดับดินพองออกเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-10 ซม. มีทั้งชนิดลำต้นสีเขียวและม่วง ใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปไข่แกมรูปรี ปลายแหลมถึงป้าน ขอบหยักซี่ฟันหยาบๆ โดยเฉพาะส่วนใกล้โคนใบมักเว้าลึกถึงเส้นกลางใบ ก้านใบเล็กและยาว แผ่นใบมีนวล ชอบอากาศเย็น ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและย้ายกล้าปลูกในแปลง

ชื่อพื้นเมือง : กะหล่ำปม โคห์ลราบิ ผักกาดหัวบนดิน (กรุงเทพมหานคร)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea L. var. gongylodes L.

ชื่อวงศ์ : BRASSICACEAE (CRUCIFERAE)

ชื่อสามัญ : Kohlrabi, Turnip Rooted Cabbage

พันธุ์ปลูกกะหล่ำปม
- ผักตระกูลนี้มีเมล็ดค่อนข้างเล็ก บางชนิดมีราคาแพงมาก เพราะส่วนใหญ่ต้องสั่งเมล็ดมาจากต่างประเทศ
- วิธีปลูก หยอดเมล็ดเป็นหลุม ๆ ละ 3-5 เมล็ด ห่างกันหลุมละ 20 เซนติเมตร หรือโรยเมล็ดบาง ๆ เป็นแถวห่างกันแถวละ 20 เซนติเมตร หลังหยอดเมล็ดหรือโรยเมล็ด 10 วัน หรือเมื่อมีใบจริง 2-3 ใบ ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2 ต้น หรือหากโรยเมล็ดเป็นแถวให้ถอนอีก ระวังระยะต้นไม่ให้ชิดกันเกินไป
- ใส่ปุ๋ยยูเรียหลังจากถอนแยกหรือทำระยะปลูกแล้ว
- หลังใส่ปุ๋ยครั้งแรก 10 วันใส่ปุ๋ยยูเรียครั้งที่สอง
- อายุการเก็บเกี่ยวผักแต่ละชนิดแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น คะน้า กวางตุ้ง เก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุ 30-45 วัน ผักกาดหัว 45-55 วัน ผักกาดขาวปลี เขียวปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50-60 วัน หลังหยอดเมล็ด
- เมื่อเก็บเกี่ยวไม่ควรถอนผักทั้งต้น เก็บผักให้เหลือใบทิ้งไว้กับต้น 2-3 ใบ ต้นและใบที่เหลือจะสามารถเจริญให้เป็นผลผลิตเก็บเกี่ยวได้อีก 2-3 ครั้ง
- ข้อควรระวัง ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ผักตระกูลนี้มักมีปัญหาโรคและแมลงค่อนข้างมาก ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด

การใช้ประโยชน์จากกะหล่ำปม

ผัดรวมกับผักชนิดอื่น ๆ ต้มแบบจับฉ่าย ต้มซุป ผักกับเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผัดกับไข่ ใบอ่อน ต้มหรือ ผัดแบบ ปวยเหล็ง




จากเว็บ http://www.vegetweb.com

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผักกาดเขียวปลี

ผักกาดเขียวปลีชื่อวิทยาศาสตร์ : Juncea (L.), Czern.

ลักษณะเด่นของผักกาดเขียวปลี
กาบใบใหญ่และหนา ใบสั้น เข้าหัวดี แน่นไม่แตกแขนง น้ำหนักดี ผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยว 55-60 วัน หลังย้ายกล้า

การเตรียมดิน จะเตรียมดิน 3 ครั้ง คือ
-ครั้งที่ 1 ไถดะ
-ครั้งที่ 2 ไถแปร
-ครั้งที่ 3 คราดและยกร่อง

อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์

ปกติเกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวปล 1 กระป๋อง /ไร่ (กระป๋องละ 500 กรัม) เมล็ดพันธุ์หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป โดยใช้ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง เช่น ขวดลิโพ ขวดกระทิงแดง เจาะฝาให้เป็นรูเล็ก ๆ มัดกับไม้ไผ่เดิน หยอดเป็นหลุมเมื่อกล้าโตและแข็งแรงดีแล้ว จึงถอนต้นผักกาดทิ้งให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

การให้น้ำ
ระยะกล้าจะใช้วิธีตักรดเป็นหลุมหลังจากกล้าโตขึ้นจึงใช้สายยางฉีดรดทั่วทั้งแปลงและเมื่อผักโตขึ้นอีกระยะหนึ่ง จึงใช้วิธีปล่อยน้ำเข้าตามร่องที่แบ่งไว้ แต่ปัจจุบันเกษตรกรหันมาใช้สปริงเกอร์กันมาก
ขึ้นแล้ว เนื่องจากสะดวกและประหยัดแรงงาน

การใช้ปุ๋ยผักกาดเขียวปลี

ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 150 กิโลกรัม/ไร่ โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง ปุ๋ยสูตร
46-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ช่วงกล้าเริ่มเจริญเติบโต ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ฉีดฮอร์โมนเร่งการห่อหัวของใบผักกาดเขียวปลี

ผลผลิตผักกาดเขียวปลีเฉลี่ย 7,000 กิโลกรัม /ไร่

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ : ได้แก่

1. โรคกึนหรือโอเกง สาเหตุเกิดจากขาดธาตุโบรอน มักเกิดในพื้นที่ที่มีการปลูกผักกาดเขียวปลีติดต่อกันหลายๆ ครั้ง การขาดธาตุโบรอนจะทำให้ต้นพืชแคระแกร็นและมักจะเกิดมีรอยแตกขึ้นตามผิวของส่วนต่างๆ เช่น ลำต้น ก้านใบ เมื่อขุดขึ้นมาดู ปลายรากจะแห้งตายเป็นสีดำ หากเป็นมากเมื่อผ่าดูไส้กลางลำต้นจะเป็นรอยซ้ำสีดำ เมื่อนำไปดองจะทำให้คุณภาพไม่ดี ป้องกันโดยการให้ธาตุโบรอนลงไปในดิน

2. โรคราน้ำค้าง สาเหตุเกิดจากเชื้อรา อาการจะเริ่มปรากฏที่ใบล่างก่อน โดยเริ่มแรกจะเป็นแผลขนาดเล็ดและสีซีดจาง ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้น รูปร่างแผลไม่แน่นอน เมื่อพลิกดูใต้ใบเนื้อเยื่อใบบริเวณใต้แปลจะยุบตัวลง ขอบแผลไม่สม่ำเสมอ ในช่วงเช้าที่มีอากาศชื้นจะพบส่วนของเชื้อเจริญอยู่บริเวณแผลด้านใต้ใบ ในช่วงเช้าที่มีอากาศ ชื้นจะพบส่วนของเชื้อเจริญอยู่บริเวณแผลด้านใต้ใบ โดยเฉพาะ ที่ส่วนของแผลเป็นขุยสีขาวปรากฏให้เห็น เมื่อเป็นมากๆ จะทำให้ใบไม้และแห้งตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด : คลุกเมล็ดด้วยเมทาแล็คซิลในอัตรา 7 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กก. กำจัดวัชพืชในแปลงและฉีดพ่นด้วยสารเคมีแคปตาโฟลหรือแมนโคเซบในอัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อผักกาดเขียวปลีอายุได้ 1 เดือน เละเมื่อปรากฏอาการของโรคขึ้น

3. โรคเน่าเละ เป็นโรคที่มักเกิดกับต้นที่ตัดออกจากแปลงแล้ว สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด อาการเริ่มแรกจะปรากฏเป็นจุดฉ่ำน้ำใสๆ ซึ่งมักเกิดตรงบริเวณรอยแผลที่ถูกตัดออกจากต้น แผลจะขยายใหญ่ขึ้นและลุกลามไปเรื่อยๆ โดยไม่มีขอบเขต เนื้อเยื่อบริเวณแผลจะยุบตัวลง น้ำจากเซลล์ที่ถูกทำลายจะทำให้แผลเปียกเยิ้ม เกิดการเน่าเละมีกลิ่นเหม็น

การป้องกันกำจัด : ระวังอย่าให้เกิดแผลหรือรยช้ำทั้งในขณะเก็บเกี่ยวและขนส่ง ในแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดีและไม่รดน้ำมากจนเกินไป ฉีดยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงปากกัดต่างๆ ในแปลงปลูก

4. หนอนกระทู้ผัก หนอนชนิดนี้สังเกตง่าย คือ ลำตัวอ้วนป้อม ผิวหนังเรียบ มีสีสันต่างๆ กัน แถบสีขาวข้างลำตัวไม่ค่อยชัด หัวมักมีจุดสีดำใหญ่ตรงปล้องที่สาม แต่ถ้าหนอนมีขนาดใหญ่ มักจะเห็นจุดสีดำไม่ค่อยชัดเจน เมื่อโตเต็มที่ ตัวจะยาวประมาณ 3- 4 ซม.

ลักษณะการเข้าทำลาย : โดยหนอนกระทู้ผักจะกัดกินใบ ก้านใบหรือเข้าทำลายปลี ตัวหนอนจะกัดกินใบจนผิวบางใสหรือเป็นรพรุนไปหมด มักจะเข้าทำลายเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่วางไข่ไว้

การป้องกันกำจัด : หมั่นตรวจดูสวนผักอยู่เสมอ เมื่อพบไข่ควรทำลายเสีย ส่วนสารเคมีที่ใช้ฉีดพ่น ได้แก่ เมโธมิล อัตรา 10-12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

4. ด้วงหมัดผักกาด ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร เมื่อถูกกระทบกระเทือนจะกระโดดโดยอาศัยขาหลัง ส่วนโคนขาใหญ่จึงสามารถดีดตัวไปได้ไกล ด้วงหมัดผักนับเป็นศัตรูที่สำคัญของผักกาด เข้าทำลายได้ตลอดทั้งปี โดยตัวเต็มวัยจะกัดกินใบจนเป็นรูพรุนสร้างความเสียหายในระยะที่ผักกำลังเจริญเติบโต สำหรับตัวอ่อยที่เป็นหนอนจะกัดกินตรงส่วนราก

การป้องกันกำจัด : ไม่ควรปลูกผักชนิดเดียวกันซ้ำที่เดิม การไถตากดินในฤดูแล้งจะเป็นช่วยทำลายตัวอ่อนและดักแด้อยู่ใต้ดิน และฉีดพ่นด้วยเซฟวิน 85% ในอัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ปูเล่

ปูเล่ เป็นพืชที่เก่าแก่มีมานานแล้ว โดยพบทางภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ครั้งสมัยต้นรัตนโกสินทร์ จึงคาดว่ามีผู้นำปูเล่มาจากประเทศจีน ในช่วงการอพยพย้ายถิ่นฐาน ชาวจีนนำปูเล่ปลูกในกระถางไว้บนเรือ และเก็บบริโภคระหว่างเดินทางด้วยระยะเวลานาน ปูเล่ที่ปลูกมีหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์มีลักษณะคล้ายกระหล่ำ บางชนิดมีสีม่วงปนเขียว บางชนิดคล้ายคะน้า แต่ใบใหญ่กว่ามาก

ลักษณะเด่นที่สำคัญของปูเล่ประกอบด้วย
ต้นปูเล่เมื่อปลูกในกระถาง เป็นไม้ประดับได้ดี ปูเล่ไม่มีดอก เจริญเติบโตเร็ว โครงสร้างของต้นจึงสวยงาม หากปลูกให้ห่อเหมือนกระหล่ำปลี จะมีลักษณะคล้ายดอกไม้ดอกใหญ่ดอกหนึ่ง
ใบของปูเล่ เป็นผักนำมารับประทานได้ รสชาดดี ไม่มีกลิ่น ลักษณะมีเส้นใยน้อยกว่าคะน้า จึงสามารถนำมารับประทานได้แม้เป็นใบแก่ จึงสามารถเก็บรับประทานจากใบล่างเรียงขึ้นไป
ปูเล่เป็นพืชที่ปลูกง่ายมาก และมีอายุยืนยาว ปลูกใส่กระถางและเก็บใบกินเป็นอาหาร ต้นจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้ามีไม้ค้ำยัน หรือผูกมัดไว้ต้นจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ อายุยาวนาน เคยทดลองปลูกโดยมีอายุได้ถึง 3 ปี แต่ก้านลำต้นจะยาวมากและดูไม่สวยงาม หากปลูกผักอย่างอื่น เช่น กว้างตุ้ง คะน้า พืชเหล่านี้จะมีแมลงและหนอนรบกวนมาก แต่ปูเล่เป็นพืชมหัศจรรย์ที่แมลงไม่ค่อยรบกวน ในบางครั้งอาจพบมีตัวหนอนมากัดกินใบบ้าง แต่จะมองเห็นชัด สามารถจับออกได้
การปลูกปูเล่ในบ้าน จึงมั่นใจว่าได้ผักปราศจากสารพิษ มีความปลอดภัยกับทุกคนในครอบครัว สืบเนื่องจากเป็นพืชที่ไม่มีดอก มีเมล็ด แต่เมื่อปลูกมีอายุเกินกว่าหนึ่งปี ที่ลำต้นจะมีการแตกกิ่งแขนงเล็ก ๆ การขยายพันธุ์จึงใช้กิ่งแขนงเล็ก ๆ นี้เพาะชำได้ง่าย ปูเล่เป็นพืชที่มีความทนทาน ตลอดหน้าฝน หน้าหนาว หรือฤดูร้อน ปูเล่ขึ้นได้ดี ขึ้นได้กับทุกท้องที่ตั้งแต่เหนือจรดใต้ จากจุดเด่นของปูเล่ ที่สะดุดตาของผู้พบเห็นหากปลูกไว้ที่บ้าน และดูแลรักษาให้ดี จะเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้ปลูก สร้างความเพลิดเพลินเป็นงานอดิเรกอย่างมีคุณค่า

การปลูกปูเล่
การปลูกปูเล่ทำได้ง่าย โดยปลูกในกระถางจะเหมาะกว่า เพราะจัดเตรียมได้ง่าย ใช้ดินที่มีปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักผสมกับดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี ใส่กระถางขนาด 10-14 นิ้ว โดยให้ต้นปูเล่อยู่กลางกระถาง โดยต้นปูเล่ที่ปลูกลงกระถางควรเป็นต้นขนาดเล็กที่ขยายพันธุ์มา มีความสูงประมาณ 5 ถึง 10 เซนติเมตร การรดน้ำจะรดน้ำวันละครั้ง โดยไม่ให้น้ำขังและให้น้ำระบายได้ดี สามารถเสริมปุ๋ยได้บ้าง นาน ๆ ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 14-14-14

การขยายพันธุ์ปูเล่
ปูเล่ขยายพันธ์ได้ง่าย เมื่อต้นที่มีลำต้นยาวพอควร ก็จะเริ่มมีการแตกแขนงเล็ก ๆ รอให้แขนงมีความยาวพอควร โดยมีใบติดอยู่ในกิ่งแขนงประมาณ 4-5 ใบ ให้ใช้ มีดคมตัดกิ่งแขนงขิดลำต้น นำมาเพาะชำ โดยใช้ถุงดำสำหรับเพาะชำต้นไม้ขนาดเล็ก ใส่ดินเต็มถุง นำกิ่งแขนงมาปักชำ และรดน้ำพอชื้น วางไว้อยู่ในที่ร่มใต้ต้นไม้ มีแสงแดดรำไร ประมาณสามสัปดาห์ จะเริ่มมีรากและมีใบใหม่ รอให้แตกใบใหม่และมั่นใจว่าเจริญเติบโตต่อได้แล้ว จึงนำไปปลูกในกระถางต่อไป

การดูแลรักษา
เมื่อปลูกปูเล่ใส่กระถาง ควรนำกระถางให้ได้รับแสงแดดบ้าง อาจได้รับแสงแดดเพียงครึ่งวันก็พอ จึงวางที่ระเบียงบ้าน หรือด้านใดด้านหนึ่งของบ้านได้ รดน้ำวันละครั้ง จะเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ หากต้องการเก็บรับประทาน ให้เก็บจากใบล่างขึ้นไปได้ ไม่ควรเก็บใบออกมากเกินไป เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตชะงักและขนาดของใบจะเล็กลง หากท่านมีเวลาเพียงวันละ 2-3 นาทีในการรดน้ำ และตรวจดูสภาพความชื้น ดูหนอนที่อาจมารบกวนบ้าง ก็พอแล้ว


จากเว็บ http://www.vegetweb.com

กะหล่ำดาว

กะหล่ำดาว, Brussels Sprouts

ชื่อพื้นเมือง : กะหล่ำดาว, กะหล่ำหัวลำต้น (ภาคเหนือ), กะหล่ำปลีพวง

ชื่อวิทยาศาสตร์กะหล่ำดาว : Brassica oleracea L. var. gemmifera (DC.) Thell.

ชื่อวงศ์กะหล่ำดาว : BRASSICACEAE (CRUCIFERAE)

ชื่อสามัญกะหล่ำดาว : Brussels Sprouts

กะหล่ำดาว จัดอยู่ในกลุ่มพืชเมืองหนาว อยู่ในตระกูลกะหล่ำ การเจริญเติบโตเป็นพืชสองฤดู ต้องการสภาพปลูกที่มีอุณหภูมิต่ำและความชื้นสูง ส่วนที่ใช้บริโภคคือ หัวขนาดเล็ก เข้าปลีแน่น คล้ายกะหล่ำปลี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.5 เซนติเมตรในยุโรป และ 2.4-4.8 เซนติเมตร ในสหรัฐอเมริกา เจริญจากข้อระหว่างต้นและกาบใบ และเจริญต่อเนื่องจนกระทั่งต้นชะงักการเจริญเติบโต ลำต้นสูงแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มคือ ลำต้นสูง 60-100 เซนติเมตร หรือสูงกว่า และพันธุ์ลำต้นเตี้ย 60 เซนติเมตร ให้ผลผลิตประมาณ 100 หัวต่อต้น สายพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวเร็ว จะให้ผลผลิตเร็วและผลผลิตต่ำกว่าสายพันธุ์หนักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนาน

สายพันธุ์กะหล่ำดาว
ควรทดสอบสายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในแหล่งปลูกได้ดี สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน
Jade Cross E hybrid, Royal Marvel and Long Island Improved, Lunet, Oliver, Craton, Fortress, Prince Marvel, Royal Marvel, Rubine (สีแดง)

สภาพดินและการเตรียมดิน
เจริญได้ดีในดินที่ร่วนซุย มีอินทรียวัตถุและไนโตรเจนสูง ระบายน้ำได้ดี pH 6.0-6.8 การเตรียมดินควรหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก่อนเตรียมดิน ในบางพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือดินลูกรัง ควรเจาะร่องปลูกและผสมวัสดุปลูกลงในร่องปลูก

การใส่ปุ๋ยเคมี
ควรใส่ตามผลการวิเคราะห์ดินและพืช เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารสูง จึงจำเป็นต้องมีธาตุอาหารพอเพียง สำหรับการเจริญให้ผลผลิตและคุณภาพสูง

การเพาะเมล็ด
จำนวนเมล็ด 1 กรัมมีประมาณ 350 เมล็ด ทดสอบความงอกก่อนเพาะเมล็ด ก่อนเพาะเมล็ดควรแช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 25-30 นาที นำออกมาผึ่งให้แห้ง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการงอกของเมล็ด 20-30 องศาเซลเซียส หยอดเมล็ดในถาดเพาะ วัสดุเพาะ ดินร่วน + ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก + 12-24-12

การย้ายปลูก
ย้ายปลูกหลังหยอดเมล็ด 15-20 วัน ระยะปลูก 30-50 x 75-100 เซนติเมตรขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

การดูแลรักษา
ในแบ่งแห่งนิยมปลิดยอด เพื่อให้เก็บเกี่ยวเร็ว ขนาดสม่ำเสมอ ผลผลิตและคุณภาพสูง โดยปลิดเมื่อต้นเจริญเต็มที่และปลีข้างล่างมีขนาด 0.5-0.75 นิ้ว ในบางแห่งจะทยอยปลิดใบล่างออก เพื่อให้ได้รับแสงแดดและช่วยในการสร้างอาหาร

การให้น้ำ
กะหล่ำดาวเป็นพืชที่ต้องการน้ำสูง และระยะเวลาในการปลูก เก็บเกี่ยวนาน เพื่อให้ปลีขนาดใหญ่ ผลผลิตและคุณภาพสูง ควรให้ความชื้นพอเพียงและสม่ำเสมอ หรือ 1-1.5 นิ้วต่ออาทิตย์ หรือ 15-20 นิ้วต่อฤดูปลูก

การเก็บเกี่ยว
80-100 วันหลังหยอดเมล็ด หรือมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-4.0 เซนติเมตร หัวแน่น ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยเริ่มเก็บเกี่ยวจากโคนต้น

หลังจากเก็บเกี่ยวและปลิดใบล่าง ต้นเจริญสูงขึ้น ทำให้มีใบและปลีเพิ่มขึ้น การเด็ดยอดให้ปลีขนาดใหญ่และสม่ำเสมอ ผลผลิตประมาณ 1 กิโลกรัมต่อต้น หลังเก็บเกี่ยวควรลดอุณหภูมิเฉียบพลันลงถึง 2 องศาเซลเซียส ขนส่งโดยการใส่น้ำแข็งในภาชนะบรรจุ

การบรรจุในถุงพลาสติกที่ระบายอากาศได้ จะช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำในพืช เนื่องจากกะหล่ำดาวมีอัตราการหายใจสูง นอกจากนี้การละสมคาร์บอนไดออกไซด์ในภาชนะบรรจุสูงกว่า 20% ทำให้มีกลิ่นและรสชาติเปลี่ยนไป คุณภาพต่ำ ไม่สามารถขายได้

การเก็บรักษา
เก็บรักษา 30 วัน ในอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95% อุณหภูมิสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส ปลีจะเหลืองภายในเวลา 1 อาทิตย์ การเก็บรักษานานจะทำให้ใบเปลี่ยนเป็นสีดำอัตราการเสื่อมของเนื้อเยื่อในอุณหภูมิ 4.4 องศาเซลเซียส จะสูงเป็นสองเท่าของอุณหภูมิ –1 องศาเซลเซียส

การเก็บรักษาในภาชนะบรรจุประกอบด้วย ออกซิเจน 2.5-5% และคาร์บอนไดออกไซด์ 5-7.5% เก็บรักษาในอุณหภูมิ 4.4 องศาเซลเซียส สามารถยืดอายุการเก็บรักษา 1 อาทิตย ์

ประโยชน์
ปลีหรือตาข้างใช้กินเป็นผักได้


จากเว็บ http://www.vegetweb.com

ผักกาดหัว (หัวไชเท้า)

ผักกาดหัว หรือหัวไชเท้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Raphanus sativus Linn., Cv group Chinese radish

ชื่อพ้อง : R. sativus L. var niger (Miller) Persoon, R. sativus L. var hortensis Backer,

ชื่ออื่น ๆ : ไช่เท้า ไช่โป๊ ผักกาดขาว ผักกาดจีน ผักกาดหัว ผักขี้หูด ผักเปิ๊กหัว Chinese radish, Oriental radish, Daikon

ส่วนที่ใช้ : ลำต้นใต้ดิน

สารออกฤทธิ์ : Enzymes


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ผักกาดหัว ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Raphanus sativus var. longipinnatus L. เป็นพืชในตระกูล Cruciferae เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ อายุ 1 หรือ 2 ฤดู แต่ส่วนมากจะปลูกเป็นพืชฤดูเดียว
ราก เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารขยายพองโตออก ด้านข้างอาจมีรากฝอยบ้าง เป็นส่วนที่นำมาบริโภคเป็นอาหาร
ลำต้น สั้นเชื่อมต่อยู่ระหว่างรากกับใบ
ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบเรียวยาว ปลายใบมนขอบใบเป็นคลื่นเว้าเข้าหลายหยัก
ดอก ออกเป็นช่อแบบราซีม มีสีขาวหรือสีม่วงติดฝักชนิดผ่าแล่ง

พันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ เคยู-1 ( KU – 1 ), โอดับบลิว 1 ( OW – 1 ), เอเวอเรส ไฮบริด ( Everest Hybrid ), และ ซากาตา ( Sakata ) เป็นต้น

การปลูกและการดูแลรักษา

ควรปลูกผักกาดหัวในดินร่วนปนทราย ไม่ควรปลูกในดินเหนียวจัด จะลงหัวได้ลำบาก ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 18 – 25 องศาเซลเซียส ผักกาดหัวเป็นพืชที่มีระบบรากลึก ควรพรวนดินอย่างดี ใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก เพื่อบำรุงดินประมาณ 3 ตันต่อไร่ ยกแปลงปลูกขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ใช้ระยะปลูก 20-30 x30-45 ซม. โดยใช้เมล็ดหยอดเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน 30-45 ซม.กลบเมล็ดลึก 1-1.5 ซม. ด้วยดินร่วนผสมปุ๋ยคอกอย่างละเอียด รดน้ำให้ชุ่มแล้วคลุมด้วยหญ้าแห้งหรือฟาง เมื่อต้นกล้างอกและมีใบจริงแล้ว 2 – 3 ใบ ให้ถอนแยกเหลือต้นที่แข็งแรงไว้ในระยะห่างแต่ละต้นประมาณ 20 – 30 ซม.

การให้น้ำผักกาดหัว

จะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าผักกาดหัวขาดน้ำหัวจะไม่เจริญเติบโตและจะมีเส้นใยมาก

การใส่ปุ๋ยผักกาดหัว

ในระยะต้นกล้าเริ่มตั้งตัวให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 50 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 20-25 วัน ให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ประมาณ 100 – 150 กิโลกรัมต่อไร่

โรคและแมลง

โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคเน่าคอดิน โรคเน่าดำ และโรคเน่าเละ
ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ เพลี้ยอ่อน หนอนใยผัก ด้วงปึกแข็ง หนอนชอนใบ หนอนกระทู้ผัก ด้วงหมัดผัก และไส้เดือนฝอย เป็นต้น

การเก็บเกี่ยว

ผักกาดหัว จะแก่เพียงพอที่จะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 40 – 50 วัน สำหรับพันธุ์เบา ถ้าเป็นพันธุ์หนักจะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70 – 90 วัน


จากเว็บ http://www.vegetweb.com

กะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea

กะหล่ำดอก มีถิ่นกำเนิดแถบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นผักประเภทอายุปีเดียวและอายุสองปี แต่ส่วนใหญ่ปลูกเป็นผักอายุปีเดียว ลำต้นสูงประมาณ 40-55 เซนติเมตร ขนาดดอกหนักประมาณ 0.5-1.20 กิโลกรัม เส้นผ่า ศูนย์กลาง ประมาณ 10-20 เซนติเมตร มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-90 วัน
กะหล่ำดอก เป็นพืชผักที่ใช้บริโภคส่วนของดอกที่อยู่บริเวณปลายยอดของลำต้น ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนสีขาวถึงเหลืองอ่อน อัดตัว กันแน่น อวบและกรอบ ซึ่งนิยมเรียกส่วนดังกล่าวว่า ดอกกะหล่ำ ถ้าหากปล่อยให้เจริญเติบโตพัฒนาต่อไป ก็จะเป็นช่อดอก และ ติดเมล็ดได้
กะหล่ำดอก เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมนำมาประกอบอาหารของคนทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารระดับภัตตาคาร ระดับโรงแรม หรือในร้านข้าวแกง รวมไปถึงตามครัวใหญ่ครัวเล็กของบ้านต่างๆ เหตุที่กะหล่ำดอกได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากเนื่องจาก มีรสชาติ อร่อย กรอบหวาน มีสีดอกเหลืองอ่อนน่ารับประทาน ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้งผัด แกง ใส่ก๋วยเตี๋ยวหรืออื่นๆ อีกมากมาย กะหล่ำดอกเป็นผักที่ขายได้ราคาดี ไม่ค่อยเสียหายระหว่างขนส่ง เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นหลายชนิด เพราะลำต้นมีความแข็งแรง เนื้อแน่น และไม่อวบน้ำ

พันธุ์ของกะหล่ำดอก

สามารถแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยวได้ 3 กลุ่ม ดังนี้
1. พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นคือ ประมาณ 60-75 วัน ได้แก่ พันธุ์เออลี่ สโนว์บอลล์ (Early snowball) มีอายุการ เก็บเกี่ยว ประมาณ 60-75 วัน พันธุ์ Burpeeana มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 58-60 วัน และพันธุ์ Snow drift มีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 63-78 วัน
2. พันธุ์กลาง เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวปานกลางคือ ประมาณ 80-90 วัน ได้แก่ พันธุ์ Snow fall มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน และพันธุ์ Halland erfurt improve มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน และพันธุ์ Cauliflower main crop snow fall มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน
3. พันธุ์หนัก เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานประมาณ 90-150 วัน ได้แก่ พันธุ์ Winter มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน และพันธุ์ Putna มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน

นอกจากกลุ่มพันธุ์ดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอย่างมาก โดยเฉพาะในอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน และยุโรป บางประเทศได้แก่
1. พันธุ์ไวท์ คอนเทสซ่า ไฮบริด (White contessa hybrid, Sakata) เป็นพันธุ์เบา มีดอกสีขาว หนักประมาณ 500 กรัม เนื้อแน่น ใบมีสีเขียวเข้มและเรียบ เป็นพันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้งและอากาศร้อนได้ดี
2. พันธุ์ฟาร์มเมอร์ เออลี่ ไฮบริด (Farmer early hybrid, Know-you) เป็นกะหล่ำดอกพันธุ์เบา มีดอกสีขาว หนักประมาณ 1 1/2 กิโลกรัม ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดีสม่ำเสมอ
3. พันธุ์สโนว์บอลล์ เอ (Snow ball A, Takii) เป็นพันธุ์เบา มีดอกสีขาว แน่นและแข็ง มีใบนอกหุ้มดอกไว้ พันธุ์สโนว์ พีค (Snow peak, Takii) เป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นสำหรับปลูกในประเทศเขตร้อนโดยเฉพาะ เป็นพันธุ์เบา มีดอกสีขาว คุณภาพดีแน่น และดอกค่อน ข้างกลม
5. พันธุ์ซุปเปอร์ สโนว์บอลล์ (Super snow ball) เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์อื่นๆ ในกลุ่มพันธุ์ Snow ball ด้วยกัน
6. พันธุ์สโนว์ คิง ไฮบริด (Snow king hybrid) เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 50 วัน
นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ที่มีดอกสีม่วง ได้แก่ พันธุ์ Royal purple และพันธุ์ Purple head ซึ่งมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 80-85 วัน

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

กะหล่ำดอก สามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินร่วน แต่จะเจริญเติบโตได้ดีใน ดินร่วน เหนียว และควรเป็นดินที่มีการอุ้มน้ำและอินทรีย์วัตถุได้ดี ตลอดจนการระบายน้ำและอากาศดีไม่ทนต่อสภาพดินเป็นกรดจัด ลักษณะ ของดินในการปลูกจะมีผลต่อคุณภาพของดอกอย่างมาก การปลูกกะหล่ำดอกในดินร่วนโปร่ง โอกาสที่จะได้รับผลกระทบจาก อากาศ ร้อน และแห้งแล้งมีมากกว่า ดังนั้นจะได้ดอกที่หลวมคุณภาพต่ำ ส่วนการปลูกกะหล่ำในดินเหนียวแม้ว่าจะเจริญเติบโตช้าในระยะแรก แต่การเจริญทางใบก็เพียงพอที่จะทำให้ได้ดอกกะหล่ำเกาะตัวเป็นก้อนแน่นคุณภาพสูงกว่า ดินที่เหมาะสมในการปลูกควรมีความ เป็น กรดเป็นด่าง ระหว่าง 6-6.8 และควรได้รับแสงแดดเต็มที่ด้วย
แต่เดิมนั้นการปลูกกะหล่ำดอก ต้องปลูกในฤดูหนาว ยิ่งหนาวมากยิ่งดี แต่ปัจจุบันได้มีการค้นคว้าจนได้กะหล่ำดอกพันธุ์ใหม่ๆ ที่ สามารถปลูกได้ทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน เพียงแต่ให้เป็นที่ที่อากาศในเวลากลางคืนเย็นพอสมควร แต่ถ้าปลูกในฤดูหนาวจะดีกว่า ความ ต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกอยู่ระหว่าง 15.5-18.3 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามหากปลูกกะหล่ำดอกในที่มีอุณหภูมิต่ำ เกินไปจะทำให้ดอกกะหล่ำโตช้า และยืดอายุการเก็บเกี่ยวออกไป

การเพาะกล้ากะกล่ำดอก

การเตรียมแปลงเพาะกล้า ให้ไถดินให้ลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลาย ตัวดี แล้ว ให้มากคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน พรวนย่อยชั้นผิวดินให้ละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดตกลึกลงไปในร่องดิน ทำให้ไม่งอกหรือ งอกยาก
หลังจากเตรียมแปลงเพาะเรียบร้อยแล้ว จึงทำการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วพื้นผิวแปลงเพาะอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าหว่านกล้าให้แน่น เกิน ไปเพราะจะทำให้เกิดโรคโคนเน่าคอดินได้ หลังจากหว่านเมล็ดแล้วให้หว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว หรือดิน ผสม ละเอียด หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร หรือทำร่องเป็นแถวลึกประมาณ 1 1/2 - 2 เซนติเมตร หลังโรยเมล็ดเป็นแถวตามร่อง แต่ละ แถว ห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตร แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหรือดินผสมละเอียดเช่นกัน หลักจากหว่านเมล็ด เรียบร้อยแล้วคลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งสะอาดบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม
เมื่อต้นกล้างอกเริ่มมีใบจริง ควรถอนแยกต้นที่อ่อนแอ ต้นไม่สมบูรณ์และขึ้นเบียดเสียดกันแน่นเกินไปออก ให้มีระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 5-8 เซนติเมตร ช่วงนี้ควรให้ปุ๋ยพวกสารละลายสตาร์ทเตอร์โซลูชั่นแก่ต้นกล้า และหมั่นตรวจดูแลป้องกันโรคแมลงที่เกิด จนกระทั่วเมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 30-40 วันจึงทำการย้ายกล้าลงแปลงปลูกต่อไป

การเตรียมดินปลูกกะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก เป็นผักที่มีระบบรากตื้น การเตรียมดินเพียงขุดดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน เก็บ เศษหญ้า เศษวัชพืชออกให้หมด ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วคลุกเคล้าลงไปในดิน พรวนย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็ก แต่ไม่ควรละเอียดเกินไป ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ยกเป็น แปลงๆ พร้อมที่จะนำต้นกล้าลงปลูก

การปลูกกะหล่ำดอก
เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 3-4 ใบ อายุได้ประมาณ 30-40 วัน ต้นสูงประมาณ 10-12 เซนติเมตร จึงทำการย้ายกล้าปลูกลงแปลง ไม่ควร ปล่อยให้ต้นกล้ามีอายุแก่เกินไป จะทำให้รากเกิดการกระทบกระเทือนได้ง่ายขณะทำการย้าย มีผลให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ก่อนย้ายต้นกล้าให้รดน้ำบนแปลเพาะกล้าให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ ควรเลือกย้ายกล้าในวันที่แสงแดดไม่จัด และย้ายในเวลาเย็นหรือช่วง อากาศมืดครึ้ม เพื่อหลีกเลี่ยนการคายน้ำมากเกินไปของต้นกล้า ซึ่งจะทำให้กล้าเหี่ยวตายได้
การปลูก โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 40 เซนติเมตร ระหว่างแถว 60 เซนติเมตร โดยปลูกเป็นหลุมบนแปลง หลังจากปลูกควรกลบ ดินกดบริเวณโคนต้นให้แน่น จากนั้นใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมโคนต้น เพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน รดน้ำให้ชุ่ม ส่วนในพื้นที่ที่มี แสงแดด จัดควรหาที่ปังแดดให้ ซึ่งอาจใช้ทางมะพร้าวคลุมไว้ประมาณ 3-5 วัน จึงเอาทางมะพร้าวออก

การปฏิบัติดูแลรักษากะหล่ำดอก

การให้น้ำ ในช่วงแรกหลังจากย้ายปลูกไม่ต้องให้น้ำมากนัก เพียงให้ดินมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมออย่างเพียงพอก็พอ สังเกตดูว่าดินแฉะ เกิน ไปหรือไม่ ถ้าดินแฉะเกินไปก็ลดปริมาณน้ำที่ให้แต่ละครั้งให้น้อยลง เพราะถ้าแฉะเกินไปจะทำให้ต้นกะหล่ำดอกเกิดโรคเน่าเละ ได้ง่าย เมื่อกะหล่ำดอกโตขึ้นก็ให้น้ำมากขึ้นเพราะการระเหยน้ำเกิดเร็วขึ้น ควรให้อย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง เวลาเช้าและเย็น อย่า ปล่อยให้กะหล่ำดอกขาดน้ำ เพราะจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโตและกระทบกระเทือนต่อการสร้างดอก ทำให้คุณภาพและปริมาณ ดอกลดลง ในฤดูแล้งควรมีการคลุมดินด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง จะช่วยให้รักษาความชื้นในดินไว้ได้ดี
การใส่ปุ๋ย ปุ๋ยไนโตรเจนนับว่ามีบทบาทต่อการเจริญเติบโตของกะหล่ำดอกมาก ดังนั้นในระยะแรกควรมีการให้ปุ๋ยไนโตเจน ในรูปของ แอมโมเนียม ซัลเฟตหรือยูเรีย จากนั้นจึงใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความอุดมสมบูรณ์ ของดิน โดยแบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก และครั้งที่ 2 ใส่เมื่อกะหล่ำดอกอายุประมาณ 30-40 วันหลังย้ายปลูก โดยโรยใส่ข้างต้นแล้วพรวนดินกลบลงในดิน
การพรวนดิน ควรทำในระยะแรกขณะที่วัชพืชยังเล็กอยู่พร้อมกับการกำจัดวัชพืชพร้อมกันไปด้วย
การคลุมดอก เมื่อดอกกะหล่ำมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-7 เซนติเมตร หรือดอกโตจวนจะได้ขนาดแล้วควรมีการคลุมดอก โดย รวบใบบริเวณปลายยอดเข้าหากันอย่างหลวมๆ ระวังอย่าให้แน่นเกินไป แล้วใช้ยางรัดของมัดไว้ จะทำให้ดอกกะหล่ำมีสีขาวนวล น่ารับประทาน มีคุณภาพดีเหตุที่ต้องมีการคลุมดอกก็เพื่อป้องกันแสงแดดส่องถูกผิวของดอกกะหล่ำ ซึ่งจะทำให้ดอกกะหล่ำมีสีเหลือง อันเนื่องมาจากรังสีอุลตร้าไวโอเลต ซึ่งลักษณะดอกกะหล่ำที่มีสีเหลืองตลาดมักจะไม่ต้องการ ปกติแล้วหลังจากคลุมดอกจะสามารถ เก็บเกี่ยว ได้ในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์หรือมากกว่า แต่ถ้าในฤดูร้อนจะเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น ในปัจจุบันกะหล่ำดอกพันธุ์ใหม่ๆ จะมีใบ คลุมดอกได้เองโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องคลุมดอกให้

การเก็บเกี่ยวกะหล่ำดอก

สังเกตได้จาก ขนาดของดอกที่มีขนาดโตเต็มที่ และเป็นก้อนแน่นก่อนการยืดตัวไปเป็นช่อดอก ทั้งนี้อาจจะนับจากจำนวนวันที่ดอกเริ่ม เจริญพอสังเกตเห็นได้ต่อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็เก็บเกี่ยวได้หากอากาศไม่หนาวเกินไป นอกจากนั้นอาจสังเกตได้จาก อายุการเก็บเกี่ยว โดยพันธุ์เบาจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60 วันหลังจากย้ายกล้า และพันธุ์หนักมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วันหลังจากการย้ายกล้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ วิธีการเก็บเกี่ยวโดยใช้มีดตัดดอกกะหล่ำ ให้มีส่วนของใบบริเวณใกล้ดอกติดมา ด้วย 2-3 ใบ เพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการขนส่ง ควรเลือกตัดดอกที่ยังอ่อนแต่โตเต็มที่แล้วคือ สังเกตจากดอกกำลังมี สีครีม และหน้าดอกเรียบ

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของกะหล่ำดอก

โรครากปมของกะหล่ำ สาเหตุเกิดจากไส้เดือนฝอยชนิด Meloidegyne sp. ลักษณะอาการ ของโรคนี้ต้นกะหล่ำดอกจะแคระแกร็นไม่ค่อยเจริญเติบโต เมื่อขุดรากขึ้นมาตรวจดูจะพบว่าบริเวณรากแขนงและ รากฝอยมีลักษณะ บวม เป็นปมขนาดต่างๆ ทำให้รากไม่สามารถหาอาหารได้ตามปกติ นอกจากนี้ไส้เดือนฝอยตัวเมียที่เข้าไปอยู่ในปมจะไปแย่งอาหาร จากพืชด้วยทำให้ลำต้นแคระแกร็นชะงักการเจริญเติบโต
การป้องกันกำจัด ควรไถตากดินให้ลึก ใส่พวกปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักหรือกากพืชให้มาก และเมื่อพบไส้เดือนฝอยชนิดนี้ระบาดควรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นสัก 1-2 ปี เช่น ข้าวโพด เป็นต้น

โรคเน่าดำ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Xanthomonas campestris ลักษณะอาการจะเกิดขึ้นที่ใบ โดยใบจะมีสีเหลือง และแห้ง หลังจากนั้นจะปรากฏสีดำบนเส้นใบ มักพบในระยะกะหล่ำกำลังเจริญเติบโต ทำให้กะหล่ำดอกชะงักการเจริญเติบโต แคะแกร็น หากทำการผ่าตามขวางของลำต้นจะพบวงสีน้ำตาลดำบนเนื้อเยื่อของพืชและต้นอาจตายได้
การป้องกันกำจัด ใช้เมล็ดที่ปลอดโรคโดยนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่นก่อนปลูก เพื่อฆ่าเชื้อดังกล่าว และควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับบ้าง หากเกิดโรคนี้บนแปลงควรงดการปลูกพืชตระกูลกะหล่ำอย่างน้อย 3 ปี

โรคเน่าเละของกะหล่ำดอก สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Erwinia carotovara อาการในระยะแรกจะพบเป็นจุดช้ำหรือฉ่ำน้ำ ที่บริเวณดอก ต่อมาจุดเหล่านี้ขยายออก เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงดำ เนื้อเยื่อบริเวณแผลมีลักษณะเป็นเมือกเยิ้มมีกลิ่นเหม็น เมื่อเป็น มากๆ ทำให้ดอกเกิดอาการเน่าเละเป็นสีน้ำตาลดำไปทั้งดอก และโรคนี้จะแพร่ไปยังต้นที่อยู่ใกล้เคียงโดยมีแมลงวันเป็นพาหนะ
การป้องกันกำจัด ระมัดระวังอย่าให้เกิดแผลบนดอกกะหล่ำ กำจัดแมลงที่กัดกินดอกกะหล่ำ และเมื่อพบดอกกะหล่ำที่แสดง อาการให้ตัด ไปเผาทำลาย

หนอนใยผัก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plutella xylostella เป็นหนอนที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาหนอนผีเสื้อศัตรูผัก ชอบวางไข่ตาม ใต้ใบเป็นฟองเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มติดกัน 2-5 ฟอง ไข่มีขนาดเล็กมากค่อนข้างแบนและยาวรี ไข่มีสีเหลืองอ่อนเป็นมัน มีผิวขรุขระ ระยะการเป็นไข่ 2-3 วัน เมื่อไข่ใกล้ฟักออกเป็นตัวหนอนจะมีสีเหลืองเข้ม ตัวหนอนมีขนาดค่อนข้างเล็กมองเห็นยาก มีการเจริญ เติบโตรวดเร็วกว่า หนอนอื่น เพียงแค่ 1 สัปดาห์ ก็จะโตเต็มที่มีขนาด 1 เซนติเมตร ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกมา 2 แฉก ลำตัวอาจเป็น สีเขียว ปนเทาอ่อน หรือเขียวปนเหลือง เมื่อถูกตัวจะดิ้นอย่างแรง สามารถสร้างใยพาตัวเองขึ้นลงระหว่างพื้นดินกับต้นพืช ดักแด้ มี ขนาด 1 เซนติเมตร อยู่ภายในใยบางๆ ติดใต้ใบ อายุดักแด้ 3-4 วัน ส่วนตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มีสีเทา หลังมีแถบ สีเหลือง เข้ม มีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์
ลักษณะการทำลาย ตัวหนอนจะกัดกินผิวด้านล่างใบจนเกิดเป็นรูพรุนและมักเข้าไปกัดกินในยอดผักที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ผัก ได้รับความเสียหายสามารถทำลายผักในตระกูลกะหล่ำเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และผักกาดต่างๆ
การป้องกันกำจัด สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้สารเคมีกำจัดตัวหนอนโดยตรง การใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสทรูรินเจนซิสทำลาย และหมั่นตรวจดูแปลงกะหล่ำดอกอยู่เสมอ เมื่อพบตัวหนอนควรรีบทำลายทันที

หนอนเจาะยอดกะหล่ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hellula undalis ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก แม่ผีเสื้อจะวางไข่เดี่ยวๆ หรือ เป็นกลุ่มตามยอดอ่อนหรือใบอ่อน บางครั้งวางไข่บนดอกที่ยังตูมอยู่ ไข่มีลักษณะค่อนข้างกลมเรียวยาวเล็กน้อย ไข่ระยะแรกมีสีขาว ซีด ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลขนาดของไข่ประมาณ 0.34-0.55 มิลลิเมตร เมื่อไข่อายุ 2 วันจะมีสีชมพูเกิดขึ้นบนไข่ เมื่ออายุ มากขึ้นไข่จะเริ่มมีสีดำ และเริ่มออกเป็นตัวภายในระยะเวลา 3-5 วัน แม่ผีเสื้อตัวหนึ่งสามารถวางไข่ได้ประมาณ 14-255 ฟอง ตัวหนอนเมื่อโตเต็มที่ยาว 1-2 เซนติเมตร ผิวดำตัวใส มีแถบสีน้ำตาลพาดตามยาว ระยะการเจริญเติบโตของหนอนประมาณ 15-23 วัน จึงเข้าระยะดักแด้โดยสร้างใยหุ้มลำตัวติดกับเศษพืชที่ผิวดินหรือใต้ผิวดิน ดักแด้มีขนาดยาว 0.6-0.8 เซนติเมตร เข้าดักแด้ใหม่ๆ จะมีสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาจะมีสีเข้มขึ้นระยะการเป็นดักแด้ประมาณ 7-11 วัน สำหรับตัวเต็มวัยลำตัวยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ปีกคู่หน้ามีแถบสีน้ำตาลปนเทาพาดตามขวางโค้งไปมา ปีกคู่หลังมีสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ตัวเต็มวัยมีอายุอยู่ได้ 7-10 วัน
ลักษณะการทำลาย หนอนเจาะยอดกะหล่ำจะทำความเสียหายให้กับผักตระกูลกะหล่ำ โดยตัวหนอนจะเจาะเข้าทำลายดอก ทำให้ยอด ชะงักการเจริญเติบโต หนอนจะเจาะก้านดอกกัดกินดอกอ่อน ตาอ่อน หรือเจาะเข้าไปทำลายในผัก หนอนที่ออกจากไข่ใหม่ๆ อาจเจาะ เข้าไปทำลาย ผักใต้ผิวใบหรืออาจเจาะเข้าไปในส่วนของตาดอก บางครั้งจะเจาะเข้าไปในส่วนของตาดอก บางครั้งจะเจาะเข้าไปกิน ภาย ในส่วนของลำต้น เห็นรอยกัดกินเป็นทาง เราอาจพบมูลตามลำต้นและใบ โดยหนอนจะกัดใบคลุมตัวเองและจะกัดกินอยู่ภายใน
การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีเมวินฟอส อัตรา 20-30 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อหนอนระบาด ควรพ่นทุกๆ 5 วัน หรืออาจใช้เมตา ไมโดฟอส ในอัตรา 20-30 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร


จากเว็บ http://www.vegetweb.com

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผักกาดเขียวกวางตุ้ง

ผักกาดเขียวกวางตุ้ง PAKCHOI,MUSTARD (Chinese)

ผักกาดเขียวกวางตุ้งPAKCHOI,MUSTARD (Chinese) เป็นพืชที่อยู่ในตระกูล Cruciferae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica chinensis Jusl var parachinensis (Bailey) Tsen & Lee เป็นพืชอายุปีเดียว โดยใช้บริโภคส่วนของใบและก้านใบ เป็นผักที่นิยมบริโภคกันมาก ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 35-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง นำมาประกอบอาหารประเภทผัด แกงจืด ผักจิ้ม เป็นต้นอสามารถปลูกได้ทุกฤดูและนิยมปลูกกันทั่วประเทศทั้งในรูปของสวนผักการค้า และสวนผักใกล้บ้านเพื่อบริโภคในครอบครัว

ลักษณะโดยทั่วไปของผักกาดเขียวกวางตุ้ง

ราก เป็นระบบรากแก้ว อยู่ในระดับตื้น ส่วนที่ใหญ่สุดของรากแก้ว ประมาณ 1.20 เซนติเมตร มีรากแขนงแตกออกจากรากแก้วมาก โดยรากแขนงแผ่อยู่ตามบริเวณผิวดิน รากแก้วอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ถ้าดินมีสภาพชื้นและเย็น

ลำต้น ตั้งตรง มีสีเขียว ขนาดโตเต็มที่ใช้รับประทานได้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.4-1.8 เซนติเมตร สูงประมาณ 43-54 เซนติเมตร ก่อนออกดอกลำต้นจะสั้น มีข้อถี่มากจนดูเป็นกระจุกที่โคนต้น เมื่อออกดอกแล้วในระยะติดฝักต้นจะสูงขึ้นมาก โดยเฉลี่ยสูงประมาณ 85-144 เซนติเมตร

ใบ ใบเลี้ยงมี 2 ใบ มีสีเขียว ปลายใบตรงกลางจะเว้าเข้า ส่วนใบจริงจะแตกเป็นกระจุกที่บริเวณโคนต้น เป็นใบเดี่ยว ใบเรียบไม่ห่อหัว สีเขียว ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน ขอบใบเป็นรอยฟันเลื่อยเล็กมาก ใบแก่ผิวใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ไม่มีขน ของใบเรียบหรืออาจมีรอยเว้าตื้นๆ ขนาดเล็กโคนใบหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบมน ก้านใบที่ติดกับลำต้นมีสีเขียวอ่อนเป็นร่องและเรียวกลมขึ้นไปหาแผ่นใบ ก้านใบหนาและมีสีขาวอมเขียว สำหรับใบที่ช่อดอกจะมีก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร รูปใบเรียวแหลมไปทางฐานใบและปลายใบ ขอบใบเรียบ

ช่อดอกและดอก ผักกาดเขียวกวางตุ้งจะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 55-75 วัน ช่อดอกยาว 50-90 เซนติเมตร ดอกตูมรวมกลุ่มอยู่บนยอดดอกช่อดอก ดอกบานจากด้านล่างไปหาด้านบน ดอกที่บานแล้วมีก้านดอกยาวกว่าดอกที่ตูม ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ ขนาดดอก 1-1.5 เซนติเมตร กลีบชั้นนอกสีเขียวอ่อน 4 อัน ขนาดเล็กกลีบกว้าง 0.1-0.2 เซนติเมตร ยาว 0.7-0.8 เซนติเมตร กลีบชั้นในสีเหลืองสด 4 อัน แยกเป็นกลีบๆ ขนาดกลีบกว้าง 0.5-0.6 เซนติเมตรยาว 1.1-1.2 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้ 6 อัน อับเกสรสีเหลืองแก่ ก้านชูเกสรสีเหลือง รังไข่ยาว 0.5-0.6 เซนติเมตร ซึ่งอยู่เหนือกลีบดอกและเกสรตัวผู้ก้านเกสรตัวเมียสีเขียว ยาว 0.2-0.25 เซนติเมตร ยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่มสีเหลืองอ่อน ดอกบานในตอนเช้าประมาณเวลา 08.00 น.

ผล ผลมีลักษณะเป็นฝัก รูปร่างเรียวยาว แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนปลายไม่มีเมล็ด ยาวประมาณ 0.9-1.5 เซนติเมตร และส่วนที่มีเมล็ดยาวประมาณ 3-4.1 เซนติเมตร กว้าง 0.3-0.5 เซนติเมตร ก้านผลยาว 1.3-2.5 เซนติเมตร ผลตั้งขึ้น เมื่อผลแก่จะแตกตามยาวจากโคนไปหาปลายผลเมื่ออ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีน้ำตาล

เมล็ด ค่อนข้างกลม มีทั้งสีน้ำตาลและสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ผิวเมล็ดมีลายแบบร่างแห เห็นไม่ค่อยชัด น้ำหนัก 1,000 เมล็ดประมาณ 2.5 กรัม


พันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้ง

ผักกาดเขียวกวางตุ้งที่ปลูกมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แต่ที่นิยมปลูกและบริโภคกันมาก คือ ผักกาดเขียวกวางตุ้งใบ สำหรับพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งใบที่ทางกรมวิชาการเกษตรส่งเสริมแนะนำคือ พันธุ์น่าน 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นผักกาดชนิดไม่ห่อปลี ส่วนกลางของก้านใบค่อนข้างหนา ใบมีสีเขียวอ่อน ความยาวเฉลี่ย 19.5 เซนติเมตร (อายุ 40 วัน) ความหนาของก้านใบเฉลี่ย 0.9 เซนติเมตร ความกว้างเฉลี่ย 1.3 เซนติเมตร ใบสีเขียว ลักษณะยาวรี ความยาวของใบเฉลี่ย 30 เซนติเมตร กว้าง 19 เซนติเมตร ความสูงเมื่ออายุ 40 วัน เฉลี่ย 57.26 เซนติเมตร น้ำหนักต้นเฉลี่ย 550 กรัม ออกดอกเมื่ออายุ 50 วัน

ลักษณะเด่นของพันธุ์น่าน 1คือ เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็ว อายุสั้น เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุระหว่าง 30-40 วัน น้ำหนักเฉลี่ยต่อต้นสูง ต้นไม่แตกแขนงทำให้เสียหายน้อยในการบรรจุเพื่อการขนส่ง ไม่ออกดอกก่อนอายุ 40 วัน จึงสามารถทยอยเก็บเกี่ยวส่งตลาดได้ตั้งแต่อายุ 30-40 วัน แต่ข้อเสียของพันธุ์น่าน 1 ก็คือ ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้ง
ผักกาดเขียวกวางตุ้งสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญได้ดีที่สุดในสภาพดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี มีอินทรีย์วัตถุสูง ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ควรอยู่ระหว่างสภาพเป็นกรดเล็กน้อยจนถึงปานกลาง คือ pH อยู่ระหว่าง 6-6.8 ชอบดินที่มีความชื้นสูงเพียงพอสม่ำเสมอ ได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตามในประเทศไทยสามารถปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งได้ตลอดปี

การเตรียมดิน/การปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้ง

การเตรียมดิน - เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นในการเตรียมดินควรขุดไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วทำการตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายตัวแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วทำการไถพรวนให้ดินละเอียด ในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรดก็ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้เหมาะสม ขนาดของแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร หรือ ตามความเหมาะสม

การปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้ง - นิยมทำกัน 2 วิธีด้วยกัน คือ

1.การปลูกแบบหว่านแมล็ดโดยตรง วิธีนี้นิยมใช้ในการปลูกแปลงที่ยกร่อง มีร่องน้ำกว้าง และพื้นที่ควรมีการเตรียมอย่างดี และเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งมีขนาดเล็กมาก ดังนั้นก่อนหว่านควรผสมกับทรายเสียก่อน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ส่วนผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน แล้วหว่านให้กระจายทั่วแปลงสม่ำเสมอแล้วหว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหนาประมาณ 1/2-1 เซนติเมตร หลังจากนั้นคลุมด้วยฟางข้าวบางๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดิน เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มหลังจากงอกได้ประมาณ 20 วัน ควรทำการถอนและจัดให้มีระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

2.การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถวการปลูกวิธีนี้หลังจากเตรียมดินแล้วจึงทำร่องลึกประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ให้เป็นแถวโดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 20-25 เซนติเมตร นำเมล็ดพันธุ์ผสมกับทราย แล้วทำการโรยหรือหยอดเมล็ดเป็นแถวตามร่อง แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางๆ คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยสม่ำเสมอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 20 วัน หรือต้นกล้ามีใบ 4-5 ใบ จึง่ทำการถอนแยกในแถว โดยพยายามจัดระยะระหว่างต้นให้ห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น


การดูแลรักษาผักกาดเขียวกวางตุ้ง

การให้น้ำ - เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่ต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเกษตรกรจะต้องให้น้ำอย่างพึงพอและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบพ่นฝอยหรือใช้สายยางติดหัวฝักบัว อย่าให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งชะงักการเจริญเติบโตได้

การใส่ปุ๋ย - เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักกินใบและก้านใบ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นการเร่งการเจริญเติบโตทางใบและก้านใบให้เร็วขึ้น หรือใช้ปุ๋ยสูตร 20-11-11 หรือสูตรใกล้เคียง ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการราดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยตกค้าง

** สำหรับการพรวนดินและกำจัดวัชพืช ควรทำให้ระยะแรกพร้อมกับการถอนแยก


การเก็บเกี่ยวกวางตุ้ง

อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดเขียวกวางตุ้งค่อนข้างเร็ว คือ ประมาณ 35-45 วัน การเก็บเกี่ยวโดยเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่ตามต้องการ แล้วใช้มีดคมดๆ ตัดที่โคนต้น แล้วทำการตัดแต่งใบนอกที่แก่หรือใบที่ถูกโรคหรือแมลงทำลายออก หลังจากตัดแต่งแล้วจึงบรรจุภาชนะเพื่อส่งจำหน่ายตลาดต่อไป

สำหรับการเก็บรักษา เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักอวบน้ำ ดังนั้นการเก็บรักษาจึงควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำประมาณศูนย์องศาเซลเซียสที่ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 3 สัปดาห์

** ผักกวางตุ้ง ต้ม ลวก ผัด ก็อร่อย แต่ดีที่สุดต้องเปิดฝาเวลาตั้งไฟเพื่อความอร่อย ปลอดภัย นั่นเป็นเพราะกวางตุ้งมีสารบางชนิดหากสัมผัสความร้อนจะกลายเป็นสารตัวใหม่ชื่อ โอไซยาเนต สารนี้เมื่อเข้าสู้ร่างกายจะทำให้ท้องเสีย ความดันเลือดต่ำ ร่างกายอ่อนเพลีย แต่สารนี้จะสลายไปกับไอน้ำ แต่กินสดก็ปลอดภัย กินกว้างตุ้งเท่าไรก็ไม่อ้วน

โรคและแมลงศัตรูกวางตุ้ง


โรคและแมลงที่เข้าทำลายผักกาดเขียวกวางตุ้งส่วนใหญ่เป็นชนิดเดียวกับที่เข้าทำลายพวกผักกาดขาว คะน้า กะหล่ำปลี และผักกาดหอม ซึ่งมีดังนี้

โรคเน่าคอดิน- สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Pythium sp. หรือ Phytophthora sp. เป็นโรคที่เกิดขึ้นในแปลงปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งที่หว่านเมล็ดแน่นเกินไป อับลม และต้นเบียดกันแน่นแสงแดดส่องไม่ถึงโคนต้น ถ้าในแปลงมีเชื้อโรคอยู่แล้วต้นกล้า จะเกิดอาการเป็นแผลช้ำที่โคนต้นระดับดินเนื้อเยื่อตรงแผลจะเน่าและแห้งไปอย่างรวดเร็ว ถ้าถูกแสงแดดทำให้ต้นกล้าหักหรือพับ เพราะมีแผลช้ำที่โคนต้นระดับดิน ต้นจะเหี่ยวตายในเวลารวดเร็วบริเวณที่เป็นโรคจะค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปเป็นวงกลมกว้างขึ้น ภายในวงกลมที่ขยายออกไปจะไม่มีต้นกล้าเหลืออยู่เลย ส่วนต้นที่โตแล้วจะค่อยๆ เหี่ยวตายไป

** การป้องกันกำจัด ** บนแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี ไม่ควรหว่านเมล็ดผักแน่นเกินไป ใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อราละลายน้ำในอัตราความเข้มข้นน้อยๆ ราดลงไปบนผิวดินบนแปลงให้ทั่วสัก 1-2 ครั้ง เช่น เทอราคลอเบนฟอร์ด ซึ่งเป็นยาป้องกันกำจัดเชื้อราในดินโดยตรงจะได้ผลยิ่งขึ้น หรือจะใช้ริคโดมิล เอ็มแซด 72 ละลายน้ำรดก็ได้ผลดี

โรคใบจุดของผักกวางตุ้ง- สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Alternaria brasaiciala อาการจะปรากฎที่ใบล่างของลำต้น โดยเริ่มแรกพบเป็นจุดสีเหลืองซีดขนาดเล็ก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้น และแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะค่อนข้างกลม ที่บริเวณแผลจะพบเชื้อขึ้นเป็นวงสีดำซ้อนกันอยู่ แผลเหล่านี้เมื่อรวมกันก่อให้เกิดอาการใบไหม้

** การป้องกันกำจัด ** คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมี ไธแรม, มาเน็บ 2-3 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เก็บใบล่างที่แสดงอาการไปเผาทำลาย หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีแมนโคเซปหรือไปโปรไดโอน ในอัตรา 20-30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบอาการ โดยฉีดพ่นทุก 15 วัน

โรคราน้ำค้างของผักกวางตุ้ง - สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Peronospora parasitica อาการจะปรากฏเป็นจัดสีขาวซีดบนใบ ต่อมาแผลขนาดใหญ่ขึ้นแผลซีดสีฟางข้าว ยุบตัวลง แผลมีขนาดรูปร่างไม่แน่นอน เมื่อพลิกดูใต้ใบ ในตอนเช้าที่มีอากาศชื้นจะพบส่วนของเชื้อเจริญเป็นขุยสีขาวฟูขึ้นบริเวณใต้แผลอาการมักเริ่มแสดงที่ใบล่างๆ ก่อนแล้วจึงลุกลามสู่ใบที่อยู่ถัดขึ้นมา หากเป็นรุนแรงใบจะแห้งตายไป

** การป้องกันกำจัด ** คลุกเมล็ดด้วยสารเมทาแลคซิลในอัตรา 7 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เก็บใบล่างที่แสดงอาการของโรคใส่ถุงพลาสติกแล้วนำไปเผาทำลาย หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีซีเน็บหรือแคปแทน ในอัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อตรวจพบอาการ

เพลี้ยอ่อน - มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lipaphis erysimi ตัวอ่อนของเพลี้ยวอ่อนออกจากท้องแม่ได้โดยไม่ต้องได้รับการผสมพันธุ์ ตัวอ่อนเมื่อออกจากแม่ใหม่ๆ จะพบว่ามีลำตัวขนาดเล็กมาก ต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ลำตัวมีสีเหลืองอ่อน นัยน์ตาสีดำ ขาทั้ง 3 คู่มีสีเดียวกับลำตัว หนวดสั้น รูปร่างคล้ายตัวเต็มวัย ระยะเป็นตัวอ่อนจะมีการลอกคราบ 4 ครั้ง ตัวอ่อนมีอายุประมาณ 5-6 วัน หลังจากนั้นก็จะเป็นตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยมีทั้งพวกที่มีปีกและไม่มีปีก ระยะตัวเต็มวัยมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 6-18 วัน ตัวเต็มวัยตัวหนึ่งสามารถออกลูกได้ตลอดชีวิตประมาณ 75 ตัว

ลักษณะการทำลาย - เพลี้ยอ่อนสามารถเข้าทำลายได้ทั้งในระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัย โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชทั้งส่วนยอด ใบอ่อนและใบแก่ ลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดคือ ส่วนยอดและใบจะหงิกงอ เมื่อจำนวนเพลี้ยอ่อนเพิ่มมากขึ้นพืชจะเหี่ยว ใบที่ถูกทำลายจะค่อยๆ มีสีเหลือง นอกจากนี้เพลี้ยอ่อนยังอยู่ตามซอกใบซึ่งเป็นที่รังเกียจของผู้บริโภค

** การป้องกันกำจัด ** เมื่อพบเพลี้ยอ่อนเข้าทำลายควรใช้สารเคมีกลุ่มมาลาไธออน เช่น มาลาเทน, มาลาไธออน 83% ในอัตรา 30-55 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน นอกจากนี้อาจใช้ในอัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทำการพ่นเป็นครั้งคราว

หนอนใยผัก - มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plutella xylostella ตัวหนอนเกิดจากไข่ที่แม่ผีเสื้อวางไว้ใต้ใบ ไข่มีสีเหลือง ค่อนข้างกลม วางติดกัน 2-5 ฟอง อายุไข่ฟักประมาณ 3 วัน จึงเป็นตัวหนอน ตัวหนอนมีขนาดค่อนข้างเล็กมองเห็นยาก มีการเจริญรวดเร็วกว่าหนอนอื่นๆ ระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ก็จะโตเต็มที่มีขนาด 1 เซนติเมตร ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกมา 2 แฉก เมื่อถูกตัวจะดิ้นอย่างแรงและทิ้งตัวลงในดินโดยการสร้างใย ดักแด้มีขนาด 1 เซนติเมตร อยู่ภายในใยบางๆ ติดใต้ใบ อายุดักแด้ 3-4 วัน ตัวเต็มวัยมีสีเหลืองเทา ตรงส่วนหลังมีแถบสีเหลือง อายุเต็มวัย 1 สัปดาห์ มักพบตัวเต็มวัยตามใบ โดยเกาะอยู่ในลักษณะยกหัวขึ้น

ลักษณะการทำลาย - การวางไข่ของแม่ผีเสื้อค่อนข้างหนาแน่น ในต้นหนึ่งจะพบหนอนมากกว่า 10 ตัว หนอนใยผักจะกัดกินผิวด้านล่างใบจนเกิดรูพรุน รอยที่เห็นจะแตกต่างกับหนอนชนิดอื่นและมักจะเข้าไปกัดกินยอดที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ยอดผักเสีย ทำให้เสียคุณภาพ

** การป้องกันกำจัด ** สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้สารเคมีกำจัดตัวหนอนโดยตรง การใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสทรูรินเจนซิสทำลาย และหมั่นตรวจดูแปลงปลูกอยู่เสมอเมื่อพบตัวหนอนควรรีบทำลายทันที

ด้วงหมัดผัก - มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllotreta sinuata ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก ยาว 1 1/2 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยจะวางไข่ในดินบริเวณใกล้ๆ ต้นพืช ตัวอ่อนมีขนาดเล็กสีขาวใส โตเต็มวัยจะกัดกินใบจนเป็นรูพรุน ทำความเสียหายได้ในระยะที่ผักกำลังเจริญเติบโต สำหรับตัวอ่อนที่เป็นหนอนชอบกัดกินราก บางครั้งอาจเกิดการระบาดในระยะที่ยังเป็นต้นกล้า

** การป้องกันกำจัด ** การไถตากดินในฤดูแล้งจะช่วยทำลายตัวอ่อนหรือดักแด้ที่อยู่ในดินได้ กำจัดวัชพืชในบริเวณแปลงผักเพื่อตัดวงจรอาหารของตัวหนอน หรือฉีดพ่นด้วยเซฟวิน 85 หรือแลนเนท



จากเว็บ www.rakbankerd.com

กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี

เป็นพืชที่ชอบอุณหภูมิต่ำ และความชื้นสูง อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15-20 องศาเซลเซียส ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงพันธุ์ ทำให้สามารถปลูกได้ในสภาพอุณหภูมิสูงและปลูกได้ตลอดปี เช่น พันธุ์ทรอปปิคอล ดีไลท์(Tropical Delight), Ky-108 cross

สภาพดิน
กะหล่ำปลี สามารถปลูก ได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะให้ผลผลิตสูง ในดินที่มีสภาพร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในช่วง 6.0-6.8

การเพาะกล้ากะหล่ำปลี

สามารถทำได้หลายวิธี คือ

1.การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะกล้า โดยการเตรียมแปลงกว้าง 1-1.5 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่ยกแปลงให้สูง 15-20 ซม. ปรับหน้าดินให้ละเอียด ควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วทำการหว่านเมล็ดให้กระจาย สม่ำเสมอทั่วแปลง คลุมด้วยฟางข้าว หรือแกลบข้าว หนาพอประมาณ รดน้ำให้ชุ่ม

ข้อควรระวัง
- ถ้าหากมีมด หรือแมลงมารบกวนอาจหว่านด้วยยาอะลามอน หรือยาพวกเซฟวิน ละลายน้ำรดบนแปลงหลังจากหว่านเมล็ด
- เมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 1-2 ใบ ฉีดยาป้องกันโรคและแมลงโดยใช้อะโซดรินผสมไดเทนเอ็ม 45 หรือคาโดนิลทุก 7-10 วัน
- ควรย้ายปลูกเมื่อต้นกล้ามีใบจริง 4 ใบ หรืออายุประมาณ 25-30 วัน

2.การเพาะเมล็ดลงในกระบะเพราะกล้า เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการดูแลรักษาต้นกล้าและประหยัดเมล็ดพันธุ์ วิธีการนี้โดย การนำเอากระบะเพาะกล้าสำเร็จที่มีหลุมเพาะจำนวน 104 หลุม แล้วบรรจุวัสดุเพาะที่เรียกว่ามีเดีย(Media) ซึ่งใช้แทนดินเพาะ ใส่ลงไปปรับให้เรียบแล้วรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์เพาะลงไปหลุมละ 1-2 เมล็ด รดน้ำทุกวัน หลังจากเพาะ 3-4 วัน เมล็ดเริ่มงอก ดูแลรักษาต่อไป 20-25 วัน ต้นกล้ามีใบจริง 4 ใบ ก็สามารถย้ายลงไปปลูกในแปลงได้ ซึ่งการเคลื่อนย้าย ต้นกล้าก็สามารถยกไปทั้งกระบะและการะปลูกโดยวิธีนี้ทำให้ต้นกล้าตั้งตัวและมีอัตราการติดที่สูง

การเตรียมแปลงปลูก และการย้ายปลูก
เนื่องจากกะหล่ำปลีเป็นพืชที่มีระบบรากตื้นควรไถดินลึกประมาณ 15-20 ซม. เพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ ของดินควรใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้ว การปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน ควรใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ด้วย

แปลงปลูกควรกว้าง 90-100 ซม. ความยาวแล้วแต่ความเหมาะสมใน 1 แปลงปลูก 2 แถว แต่ละแถวห่างจากขอบแปลงเข้ามา 25 ซม. จะได้ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 40-60 ซม. แปลงปลูกควรรองพื้นด้วยปุ๋ยคอก 1-1.5 ตัน ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก. ฟูราดาน 3% จี 3-5 กก./ไร่

การย้ายกล้า
ควรย้ายกล้ากะหล่ำปลีเมื่อต้นกล้ามีขนาดพอดีซึ่งจะมีอายุอยู่ระหว่าง 25-30 วัน แต่ถ้าต้นกล้ามีขนาดใหญ่เกินไปควรมีการตัด ปลายใบออกบ้าง ควรย้ายกล้าปลูกช่วงเวลาบ่ายถึงเย็น หรือช่วงที่มีอากาศมือครึ้ม คลุมฟางหรือหญ้าแห้งสะอาดบางๆ เพื่อช่วยรักษา ความชื้นในดิน และช่วยพรางแสงให้ต้นกล้าในระยะแรกของการปลูก

การปฏิบัติดูแลรัษากะหล่ำปลี
- การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยสูตร 14-14-21 หรือ 13-13-21 สูตรใดสูตรหนึ่ง อัตรา 50-70 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่ปริมาณครึ่งหนึ่งรองพื้น ครั้งที่ 2 อีกครั้งที่เหลือแบบโรยข้างแล้วพรวนกลบ หรือหว่านในร่องน้ำและควรให้ปุ๋ยไนโตรเจนบ้าง ตามความเจริญเติบโ่ตของพืช
- การให้น้ำ ต้องให้อย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาดน้ำจะทำให้ต้นพืชชะงักการเจริญเติบโต
- การพรวนดินกำจัดวัชพืชและการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดโรคและแมลง ควรปฎิบัติบ่อยๆ โดยเฉพาะระยะแรกของการเจริญเติบโต นอกจากนี้ควรมีการใช้สารบอแรกซ์ฉีดพ่น ด้วยในระยะห่อหัวจะช่วยให้กะหล่ำปลีห่อหัวได้ดีและแน่น เพราะสารบอแรกซ์นี้ จะให้ธาตุ โบรอนแก่พืชเพื่อให้การเจริญเติบโตด้วย

การเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี

ควรเลือกต้นกะหล่ำปลีที่ห่อหัวแน่นใช้มีดตัดให้มีใบติดมากับหัวกะหล่ำปลีด้วย เพื่อป้องกันความชอกช้ำขณะขนส่งไม่ควรยืออายุการ เก็บเกี่ยวให้นานเกินไป เพราะจะเสี่ยงต่อการปริแตกของหัวรวมทั้งการเข้าทำลายของโรคและแมลง



จากเว็บ http://www.vegetweb.com

กะหล่ำปลีแดง

กะหล่ำปลีแดง (Red Cabbage)

ชื่อวิทยาศาตร์ว่า Brassica oleraceae var. rubra

เป็นพืชล้มลุกสองปี มีลักษณะคล้าย กะหล่ำปลีธรรมดา แต่มีสีแดง เนื่องจากใบมีสาร anthocyanin จำนวนมาก ลักษณะลำต้นสั้นมาก ใบเดี่ยวสีแดง หนา และมีนวล ใบเรียงตัว สลับซ้อนกันแน่นหลายชั้น เรียงแน่น หัวกลมหรือค่อนข้างกลม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ดิน กะหล่ำปลีแดงสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด โดยเฉพาะดินที่มีลักษณะโป่ง และร่วนซุย มีความชื้นในดิน และมีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในช่วง 6-6.5
อุณหภูมิ สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสม สำหรับการเจริญเติบโตของกะหล่ำปลีแดงนั้นอยู่ระหว่าง 15-20′C หากอุณหภูมิสูงกว่า 25′C อัตราการเจริญและผลผลิตจะลดลง อย่างไรก็ตามระดับอุณหภูมิอาจมีผลกระทบแตกต่างกันบ้าง เล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างเพียงพอ เนื่องจากกะหล่ำปลีเป็นพืชที่ต้องการความชื้นในดินมาก ระยะที่กะหล่ำปลีต้องการน้ำมากที่สุ ได้แก่ ระยะเริ่มห่อปลีและระยะการเจริญเติบโตเต็มที่

การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารของกะหล่ำปลีแดง
กะหล่ำปลีแดง เป็นพืชที่มีเยื่อใยอาหารสูง และอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารหลายชนิด เช่น โปรตีน(สาร indols ซึ่งเป็นผลึกที่แยก มาจาก trytophan; กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย) คาร์โบไฮเดรต โซเดียม วิตามินซีซึ่งพบค่อนข้างมากกว่ากะหล่ำปลีสีเขียวถึง สองเท่า ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มีสารซัลเฟอร์(Sulfer) ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ และต้านสารก่อ มะเร็งที่เข้าสู่ร่างกาย การกินกะหล่ำปลีบ่อยๆ จะช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งในช่องท้อง ลดระดับคลอเรสเตอรอล ละช่วยงับประสาท ทำให้นอนหลับดี น้ำกะหล่ำปลีคั้นสดๆ ช่วยรักษาโรคกะเพาะ อย่างไรก็ตาม กะหล่ำปลีมีสารชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า goitrogen เล็กน้อย ถ้าสารนี้มีมากจะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้นำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย ดังนั้นไม่ควร กินกะหล่ำปลีสดๆ วัยละ 1-2 กก. แต่ถ้าสุกแล้วสาร goitrogen จะหายไป

กะหล่ำปลีแดง นิยมรับประทานสด เช่น ในสลัด หรือนำมาตกแต่งจานอาหาร การนำมาประกอบอาหาร ไม่ควรผ่านความร้อนนาน เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินและคุณค่าอาหาร

การปฏิบัติดูแลรักษากะหล่ำปลีในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

การเตรียมกล้า เพาะกล้าแบบประณีตในถาดหลุม หรือเพาะในแปลงก็ได้ อายุกล้าไม่ควรเกิน 25 วัน หากเพาะในแปลง ควรมีตาข่าย กันฝนกระแทก และควรใช้ไตรโครเดอร์มา คลุกวัสดุเพาะเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า หากไม่ได้เพาะในวัสดุปลูกสำเร็จรูป และฉีดพ่น เซฟวิน ปัองกันมด แมลง ทำลายเมล็ดพันธุ์

การเตรียมดิน ขุดดินตากแดด อย่างน้อย 14 วัน โรยปูนขาวอัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม.

การปลูก ขึ้นแปลงกว้าง 1-1.5 เมตร สำหรับฤดูฝนให้แปลงสูงกว่าปกติ 30-35 ซม. เพื่อการระบายน้ำ รองพื้นด้วยปุ๋ยเคมี 12-24-12 อัตรา 30 กรัม/ตร.ม. ใส่ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก อัตรา 2-4 กิโลกรัม/ตร.ม. ระยะปลูก ฤดูฝน และฤดูหนาว 40×40 ซม. ฤดูแล้ง 40×30 ซม.

ข้อควรระวัง

กะหล่ำปลีแดง เป็นพืชที่มีความต้องการปุ๋ยปริมาณมาก โดยเฉพาะปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก
ควรรองพื้นก่อนปลูกด้วยโบแรกซ์
การให้น้ำ ใช้สปริงเกอร์

การให้ปุ๋ย ประมาณ 5-7 วัน ควรมีการปลูกซ่อมกล้าที่ตาย เมื่อย้ายปลูกได้ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อย่างละ 20-25 กรัม/ตร.ม. และใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 เมื่ออายุได้ 25-30 วัน และใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 เมื่อเริ่มเข้าหัว มีอายุ 45-50 วัน พร้อมกำจัด วัชพืช แล้วพ่นสารเคมีป้องกันศัตรูพืช ถ้ามีพบการเข้าทำลายของศัตรูพืช

ข้อควรระวัง

ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนตกชุก และมีน้ำขัง แสงแดดน้อย
เป็นพืชที่้ต้องการปุ๋ยในปริมาณที่มาก หากปุ๋ยไม่เีพียงพอจะทำให้อายุการเจริญเติบโตยาวนานมากขึ้น
การเก็บเกี่ยว อายุ 90-100 วัน ตามฤดูกาล และสายพันธุ์

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของกะหล่ำปลีแดงในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต
ระยะกล้า 18-21 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าดำ, โรคโคนเน่า, ด้วงหมัดผัก, เพลี้ยอ่อน,

ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 21-28 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าดำ, ด้วงหมัดผัก, หนอนกระทู้ดำ, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบกะหล่ำ, หนอนกระทู้,

ระยะเข้าหัว 60-90 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าเละ, โรคเน่าดำ, หนอนใยผัก, หนอนเจาะยอดกะหล่ำ, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบกะหล่ำ, หนอนกระทู้,

ระยะโตเต็มที่ 90-10 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าเละ, โรคเน่าดำ, หนอนใยผัก, หนอนเจาะยอดกะหล่ำ, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบกะหล่ำ, หนอนกระทู้


จากเว็บ http://www.vegetweb.com

ผักกาดฮ่องเต้

ผักกาดฮ่องเต้ (Pak Chai) หรือกวางตุ้งฮ่องเต้

ชื่อวิทยาศาตร์ว่า Brassica chinensis var. chinensis

ผักกาดฮ่องเต้จัดเป็นพืชตระกูล Brasicaceae (Crucifereae-Mustard family) มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ญี่ปุ่นและเอเชียกลาง นำเข้ามาปลูกในไทยเป็นระยะเวลานาน เป็นพืช 2 ฤดู แต่ปลูกเป็นพืชฤดูเดียว ก้านใบมีสีเขียวอ่อน ลักษณะแบน ส่วนโคนก้านใบจะขยายกว้างมาก และหนา เนื้อกรอบ ปลายใบมน ไม่ห่อหัว

สภาพแวดล้อมการปลูก
อุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของผักกาดฮ่องเต้ อยู่ระหว่าง 20-25′C แต่สามารถทนต่อสภาพอุณหภูมิสูงได้ดีกว่ากลุ่มผักกาดหัว ดังนั้นจึงสามารถปลูก ได้ตลอดทั้งปี

ดิน ผักกาดฮ่องเต้สามารถเจริญเติบโตในดินแทบทุกชนิด แต่เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในสภาพดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ และอินทรีย์วัตถุสูง ค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 6.0-6.8 ถึงแม้ผักกาดฮ่องเต้ จะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดี แต่ก็ไม่ทนต่อความ แห้งแล้ง เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น และเจริญเติบโตเร็ว ดังนั้นแปลงปลูกควรต้องมีความชื้นสูง และต้องการแสงแดดเต็มที่ ตลอดทั้งวัน เพื่อการสังเคราะห์อาหาร

การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร
ผักกาดฮ่องเต้ เป็นผักที่มีวิตามินสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินเอ วิตามินซี นอกจากนั้นยังมีธาตุอาหารพวกแคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง นิยมนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ ผัดน้ำมันหอย หรือต้มเป็นแกงจือ รสชาติหวาน และกรอบ

การปฎิบัติดูแลรักษาผักกาดฮ่องเต้ในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

การเตรียมกล้า เพาะกล้าผักกาดฮ่องเต้แบบประณีต ในถาดหลุม อายุกล้า 15-20 วัน

การเตรียมดิน ไถดินลึกประมาณ 15-20 ซม. หรือขุดดินตากแดดอย่างน้อย 14 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลงและวัชพืช คลุกปูนขาวอัตรา 0-100 กรัม/่ตร.ม. เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง

การปลูก
- ใ่ส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 กก./ตร.ม. และปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 30 กรัม/ตร.ม. ลงในดิน พรวนดินให้ละเอียด ขึ้นแปลงกว้าง 100-120 ซม. ให้ร่องห่าง 50 ซม. ปรับหน้าแปลงให้เรียบ
- หากใช้วิธีหยอดเม็ดโดยตรง ให้ใช้นิ้วกดหลุมลึก 0.5 ซม. หยอดเมล็ด 5 เมล็ดต่อหลุม ระยะปลูกแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละ ฤดู กลบเมล็ด รดน้ำให้ชุ่ม ฉีดพ่น เซฟวิน 85 ป้องกันมดเข้าทำลาย
- หากย้ายปลูกระยะปลูก ฤดูฝนและฤดูหนาว 25×20 ซม. ส่วนฤดูร้อน 20×20 ซม.

ข้อควรระวัง

หากใช้วิธีการหยอดเมล็ดอย่าใช้ในปริมาณที่มากเกินไป
ฉีดพ่นธาตุอาหารเสริมให้สม่ำเสมอ

การให้ปุ๋ย ปลูกซ่อมต้นที่เสียหายภายใน 7 วัน หลังย้ายปลูก กำจัดวัชพืชทุก 15-20 วัน หลังย้ายปลูกหรือเมล็ดงอก และทำการถอนแยกให้เหลือ 2-3 ต้น ขีดร่องลึก 2 ซม. ระหว่างแถวปลูกโรยปุ๋ย 46-0-0 ลงไปแล้วกลบดิน แล้วรดน้ำ อาจเพิ่มปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 15-30 กรัม/ตร.ม. ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามความจำเป็น และฉีดพ่นธาตุอาหารเสริม รดน้ำให้สม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยว ควรเก็บเกี่ยวก่อนออกดอก (อายุประมาณ 35-45 วัน หลังปลูก) อย่าปล่อยให้ต้นแก่เกินไป คุณภาพจะต่ำลง ตัดต้น เหนือระดับดินเล็กน้อย เด็ดใบเสียหรือใบเหลืองออก ควรเหลือใบนอกไว้ 2-3 ใบ ป้องกันความเสียหายระหว่างการขนส่ง หากผลผลิตเปียกควรผึ่งให้แห้งก่อนบรรจุส่ง ไม่ควรล้างผลผลิต เพราะจะทำให้เน่าเสียหายได้ง่าย

ข้อสังเกต

ช่วงแล้งผลผลิตจะน้อยมาก ควรมีการเพาะกล้าและปลูกตลอดจนเก็บเกี่ยวให้ตรงกับระยะเวลาและพันธุ์นั้นๆ เพราะถ้ากล้าแก่เกินไป หรือเก็บผลผลิตช้าเกินไป มักจะได้คุณภาพและราคาต่ำ

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญของผักกาดฮ่องเต้ในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

ระยะกล้า 15-20 วัน โรคใบจุด, ด้วงหมัดผัก, เพลี้ยอ่อน,

ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 21-28 วัน โรคใบจุด, ด้วงหมัดผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้,

ระยะเข้าหัว 28-55 วัน โรคใบจุด, โรคเน่าเละ, ด้วงหมัดผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้,

ระยะโตเต็มที่ 56-70 วัน โรคใบจุด, โรคเน่าเละ, ด้วงหมัดผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้,


จากเว็บ http://www.vegetweb.com

คะน้ายอดดอยคำ

คะน้ายอดดอยคำ(Doi Kham Chinese Kale)

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea var. alboglabra

คะน้ายอด หรือคะน้าก้าน จัดอยู่ในตระกูล Cruciferaceae มีแหล่งกำเนิดแถบเอเชียไมเนอร์ ลักษณะโดยทั่วไปของคะน้ายอด หรือคะน้าก้าน ลำต้น และก้านใบ อวบ ใหญ่ มีข้อตามลำต้น ใบค่อนข้างแหลม เรียบ สีเขียวอมเทา จำนวนใบต่อต้นน้อยกว่าคะน้าทั่วไป และปล้องยาวกว่า มีน้ำหนักส่วนต้นและก้านมากกว่าใบ ตามักจะแตกออกเป็นยอดใหม่ หลังจากเก็บยอดแรกที่มีช่อดอกตูมติด

สภาพแวดล้อมในการปลูกคะน้ายอด
โดยทั่วไปอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการปลูกคะน้ายอด อยู่ระหว่าง 20-25 ‘C การปลูกในสภาพอากาศหนาวเย็น หรือมีอุณหภูมิต่ำกว่า 15′C จะทำให้การเจริญเติบโตช้า ลำต้นและใบอวบใหญ่กว่าปกติ ข้อถี่ การปลูกในสภาพอากาศร้อนสูงกว่า 30′C คุณภาพผลผลิตต่ำ เยื่อใยสูง เหนียว จำเป็นต้องให้น้ำมากกว่าปกติ สำหรับพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 300-800 เมตร สามารถปลูกได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิการยน-กุมภาพันธ์ ส่วนพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ขึ้นไป สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี
สำหรับดินปลูกควรร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์สูง ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกการระบายน้ำดี ค่าความเป็นกรด-ด่างดินควรอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 หากพื้นที่ปลูกเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาว หรือโดโลไมท์ ดินปลูกควรมีความชื้นสูงมากกว่าพืชทั่วไป ดังนั้นต้องให้นน้ำอย่างสม่ำเสมอ และพอเพียง และำ้ได้รับแสงอย่างเต็มที่ หากขาดน้ำจะชะงักการเจริญเติบโต เส้นใยมาก รสชาติไม่อร่อย

การใช้ประโยชน์ และคุณค่าอาหารของคะน้ายอด

นิยมนำมาผัด หรือเป็นเครื่องเคียงกับอาหารประเภทยำ คะน้าโดยทั่วไปมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง นอกจากนั้นยังมีวิตามินซีสูงกว่าผักใบอื่นๆ โดยทั่วไป นับเป็นผักที่มีคุณค่ายิ่ง ช่วบบำรุงสายตา ผิวพรรณ ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคกระดูกบาง

การปฏิบัติดูแลรักษาคะน้ายอด ในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

การเตรียมกล้า มี 2 วิธี เพาะเมล็ดในกระบะที่มีส่วนผสมระหว่าง ทราย : ขุยมะพร้าว : หน้าดิน อัตราส่วน 2:1:1 ต้นกล้ามีอายุประมาณ 5 วัน ย้ายลงถาดหลุมที่ใช้วัสดุเพาะ หยอดเมล็ดลงในถาดหลุมเพาะกล้าโดยตรง หลังจากต้นกล้ามีอายุประมาณ 18-21 วัน หรือมีใบจริงอย่างน้อย 2-3 ใบ จึงทำการย้ายปลูก

การเตรียมดิน ขุดดินลึก 10-15 ม. ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 7-14 วัน โรยปูนขาวหรือโดโลไมท์อัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. ขึ้นแปลงกว้าง 1-1.2 ม. หรือตามสภาพพื้นที่ ใส่ปุ๋ยรองพื้นปุ๋ยคอก(มูลไก่) หรือปุ๋ยหมักอัตรา 3 กก./ตร.ม. และหว่านปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50 กรัม/ตร.ม. ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
การปลูก ย้ายปลูกเมื่อต้นกล้าอายุ 18-21 วัน ในกรณีที่ต้องการเก็บหน่อข้าง ฤดูร้อน (ไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส) 30×30 ซม. ฤดูฝนและหนาว 30×40 ซม. เก็บเกี่ยวครั้งเดียวควรใช้ระยะปลูก 25×25 ซม.

การให้น้ำ ให้น้ำแบบสปริงเกอร์ 1-2 วัน/ครั้ง

การให้ปุ๋ย เนื่องจากคะน้ายอดเป็นผักกินใบ ในระยะแรกจึงต้องการปุ๋ยไนโตรเจน ค่อนข้างสูง

-ใส่ปุ๋ยครั้งแรก 7 วัน หลังปลูกใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือ 21-0-0 อัตรา 50 กรัม/ตร.ม. ใส่บริเวณลำต้น
-ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 หลังปลูก 14 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ผสม 15-15-15 อัตรา 1 : 2 ผสมกัน ใช้อัตรา 50 กรัม/ตร.ม.
-ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 หลังย้ายปลูก 21 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 30-20-10 อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร รดโคนต้น
-การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 45-60 วัน ตั้งแต่เริ่มเพาะกล้า หรือเมื่อเริ่มมีดอก

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญของคะน้ายอดในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

ระยะกล้า 18-21 วัน โรคโคนเน่า, โรคราน้ำค้าง, ด้วงหมัดผัก, เพลี้ยอ่อน,
ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 21-28 วัน โรคโคนเน่า, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, ด้วงหมัดผัก, หนอนใยผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้, หนอนคืบ,
ระยะเจริญเติบโต 40-45 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, โรคเน่าดำ, หนอนใยผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้, หนอนคืบ,
ระยะโตเต็มที่ 45-50 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, โรคเน่าดำ, หนอนใยผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้, หนอนคืบ,



จากเว็บ http://www.vegetweb.com

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เทอร์นิพ (Turnip)

เทอร์นิพ (Turnip)

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica campestris var. rapa

เทอร์นิพ เป็นพืชในเขตหนาว และอบอุ่น จัดอยู่ในตระกูล Brassicaceae เป็นอาหารของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ แต่บางครั้งใช้เป็นอาหารของสัตว์ มีแหล่งกำเนิดในประเทศรัสเซีย และไซบีเรีย เป็นพืชสองฤดูแต่ปลูกเป็นพืชฤดูเดียว มีลักษณะคล้ายแรดิช รับประทานส่วนของรากสะสมอาหาร ที่ขยายใหญ่และเรียกว่า หัว(swallen root) ซึ่งมีหลายแบบ เช่น ทรงแบน ทรงกระบอก ทรงลูกโลก ใบมีสีเขียวอ่อน ลักษณะบาง มีขนปกคลุม นิยมบริโภคกันมากในเขตรัฐทางภาคใต้ ของสหรัฐอเมริกาและในยุโรป เทอร์นิพเคยเป็นพืชผักที่สำคัญในประเทศญี่ปุ่น จีนตอนเหนือ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันความสำคัญลดน้อยลง สำหรับประเทศไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากคนไทยนิยมบริโภคผักกาดหัวจีนมากกว่า หัวเทอร์นิพมีรสชาติดี กรอบ แต่ต้องเก็บเกี่ยว ในระยะที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการฟ่าม หรือกลวงตรงกลาง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกเทอร์นิพ

ดินที่ปลูกเทอร์นิพได้ผลดีควรเป็นดินร่วนปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุสูง มีการระบายน้ำและอากาศดี หน้าดินลึก ความเป็นกรด-ด่าง ของดิน 6-6.5 และต้องการความชื้นในดินสูง เนื่องจากเทอร์นิพเป็นพืชวันยาวต้องการอุณหภูมิต่ำเพื่อการเจริญเติบโต และการฟอร์มหัว อุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 15-20′C เทอร์นิพต้องการความเข้มแสงสูง ประมาณ 5,000 ลักซ์(lux) ความเข้มของแสงมีอิทธิพลต่อปริมาณวิตามินซีในหัวเทอร์นิพ ถ้าความเข้มข้นแสงสูง ปริมาณวิตามินซีในหัวเทอร์นิพ จะสูงขึ้นตามลำดับ

การใช้ประโยชน์

เทอร์นิพเป็นผักที่มีวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินบี ในปริมาณสูงเช่นเดียวกับพืชอื่นๆ ในตระกูล Brassicaceae นอกจากนี้ยังมีธาตุอาหาร เช่น แคลเซียม และคาร์โบไฮเดรทสูง ประกอบอาหารได้ทั้งหัวและใบ เช่น ต้มจืด ต้มซุป หรือใช้ประกอบอาหารได้เช่นเดียวกับผักกาดหัวจีน หรือหัวไซเท้า

การปฏิบัติดูแลรักษาเทอร์นิพระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

การเตรียมกล้า หยอดเมล็ดในแปลงปลูกตามแนวขวาง ระยะห่าง ระหว่างแถว 25 ซม. ควรระวัง อย่าหยอดเมล็ดให้ลึกเกินไป และควรหยอดอย่างระมัดระวัง


การเตรียมดิน ขุดดินตากแดดประมาณ 2 สัปดาห์ โรยปูนขาว อัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. ทิ้งไว้
การปลูก กำจัดวัชพืช ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ย 12-24-12 อัตรา 30 กรัม/ตร.ม. ปุ๋ยคอกอัตรา 1 กก./ตร.ม. และโบแรกซ์อัตรา 1 กรัม/ตร.ม. (ถ้าพบดินขาดโบรอน) คลุกผสมกับดินให้ทั่ว ปรับหน้าดินให้เรียบ ขีดร่องลึก 0.5 ซม. ระยะปลูก 20 ซม. ระหว่างแถว 10 ซม. หยอดเมล็ดแล้วกลบดิน

ข้อควรระวัง

ควรฉีดพ่นอาหารเสริม
ระวังการขาดโบรอน จะทำให้หัวแตก
ควรมีการให้น้ำที่สม่ำเสมอ
การดูแลโดยกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ
การเตรียมแปลงปลูกให้มีสภาพร่วนซุย มีความสมบูรณ์
การเก็บเกี่ยวเทอร์นิพ เก็บเกี่ยวเมื่ออายุได้ 40-50 วัน ควรถอนด้วยมือ ตัดใบให้เหลือ ยาว 1 นิ้ว อย่าให้ผิวถลอก ช้ำ ล้างหัวใ้ห้สะอาดผึ่งให้แห้ง

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญของเทอร์นิพในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

ระยะกล้า 7 วัน โรคโคนเน่า, ด้วงหมัดผัก
ระยะถอนแยก 10-15 วัน โรคโคนเน่า, หนอนกระทู้, ด้วงหมัดผัก, เสี้ยนดิน,
ระยะเจริญเติบโต 15-40 วัน หนอนกระทู้, ด้วงหมัดผัก, เสี้ยนดิน,
ระยะหัวโตเต็มที่ 45-50 วัน หนอนกระทู้, ด้วงหมัดผัก, เสี้ยนดิน,

แรดิช

แรดิช (Radish)

ชื่อวิทยาศาสตร์ของแรดิชคือ Raphanus sativus L. var. radicula

แรดิช เป็นพืชเมืองหนาวอีกชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในตระกูล กะหล่ำ มีต้นกำเนิดในประเทศอียีปต์ ต่อมาได้แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศจีน และญี่ปุ่น เป็นพืชสองฤดูแต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว อายุสั้น ทรงพุ่มใบเล็ก มีรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน ลักษณะกลม หรือรูปไข่ ผิวสีแดง เนื้อในสีขาว มีกลิ่นฉุนเล็กน้อย

สภาพแวดล้อมการปลูก
แรดิช เป็นพืชที่ีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น เนื่องจากเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นดินที่ใช้ปลูกควรร่วนปนทราย มีอินทรีย์วัตถุสูง หน้าดินควรลึก ระบายน้ำ และอากาศดี และควรมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ระหว่าง 6.0-6.8 ควรย่อยดินให้ละเอียด และไม่มีเศษหิน หรือดินที่เป็นก้ิอนแข็ง หรือปุ๋ยคอกที่ยังไม่สลายตัว เนื่องจากจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพต่ำ


อุณหภูมิที่เหมาะสม ต่อการปลูกอยู่ระหว่าง 15-21′C เพื่อการเจริญเติบโตและการลงหัว หากอุณหภูมิประมาณ 2-7′C เป็นระยะเวลา 4 วัน จะทำให้ออกดอกโดยไม่มีการลงหัว หากอุณหภูมิสูงเกินไปจะมีการเจริญเติบโตทางใบมากและการลงหัวมีขนาดเล็ก เนื้อฟ่าม แข็ง กลิ่นฉุึน
ดินที่เหมาะสม แรดิชต้องการดินที่มีความชื้นสูง และสม่ำเสมอตลอดฤดูการปลูก แต่ต้องไม่แฉะ และควรได้รับแสงตลอดวัน เพื่อการเจริญเติบโต และการลงหัว ดังนั้นการเลือกที่ปลูกควรโล่งแจ้ง ไม่มีร่่มหรือเงามาบัง

การใช้ประโยชน์

แรดิช มีคุณค่าทางอาหาร เช่น ประกอบด้วยธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และคาร์โบไฮเดรตสูง แต่มีวิตามินชนิดต่างๆ ต่ำ นิยมนำมารับประทานสดในสลัด ต้มซุป ต้มจืด

การปฏิบัติดูแลรักษาแรดิชในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต


การเตรียมกล้า โดยการหยอดเมล็ด ควรระวัง อย่าหยอดเมล็ดให้ลึกเกินไป และควรหยอดด้วยความระมัดระวัง
การเตรียมดิน โรยปูนขาวละเอียด อัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. แล้วขุดดินตากไว้ ประมาณ 14 วัน ดินควรมีความอุดมสมบูรณ์ อย่างดี

การปลูก เมื่อขุดดินตากแดดทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วัน แล้วควรเก็บหญ้าออกทิ้ง ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ย่อยดินให้ละเอียดใส่ปุ๋ย 12-24-12 อัตรา 30 กรัม/ตร.ม. ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 กก./ตร.ม. และโบแรกซ์ อัตรา 1 กรัม/ตร.ม. คลุกดินใ้หเข้ากัน กรีดร่องขวางแปลงห่างกัน 15 ซม. หยอดเมล็ด ในร่องระยะ 3-5 ซม. กลบดินรดน้ำให้ชุ่ม
การให้น้ำ ควรให้น้ำสม่ำเสมอ โดยการใช้มินิสปริงเกอร์
การให้ปุ๋ย ถอนต้นแยกเมื่อมีอายุได้ 10-15 วัน ละลายปุ๋ย 8-24-24 รดและกำจัดพืช

ข้อควรระวัง

ควรให้น้ำสม่ำเสมอ ถ้าหากขาดความชื้นจะทำให้หัวฟ่ามแตก หรือหัวบิดเบี้ยว และสูญเสียผลผลิต
ควรทำการถอนแยกต้นที่ชิดเกินไป จะทำให้หัวลีบ
ควรปลูกในดินที่มีทราย หากปลูกในดินเหนียวหัวจะโตยาก
ควรมีการคลุกเชื้อราไตรโครเดอร์มา ในแปลงปลูกป้องกันโรคโคนเน่า

การเก็บเกี่ยว

-เก็บเกี่ยวเมื่ออายุเหมาะสมโดยการถอนด้วยมือ
-ตัดใบใหเหลือก้านใบยาว 5 มิลลิเมตร อย่าให้สีผิวถลอกช้ำ
-จัดมาตรฐานและคัดหัวที่มีตำหนิ รูปร่างผิดปกติทิ้ง

โรคแมลงศัตรูที่สำคัุญของแรดิชในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

-ระยะปลูก-ถอนแยก 10-15 วัน ด้วงหมัดผัก, โคนเน่า
-ระยะเจริญเติบโต 15-20 วัน ด้วงหมัดผัก, เสี้ยนดิน
-ระยะโตเต็มที่ 20-25 วัน ด้วงหมัดผัก, เสี้ยนดิน



จากเว็บ http://www.vegetweb.com

กะหล่ำรูปหัวใจ

กะหล่ำปลีรูปหัวใจ

ชื่อวิทยาศาตร์คือ Brassica oleraceae var. capitata จัดเป็น กะหล่ำปลี อีกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งอยู่ในวงศ์ Brassicaceae (Cruciferae) เป็นพืชข้ามฤดู แต่นิยมปลูกฤดูเดียว มีถิ่นกำเนิด แถบเมดิเตอร์เรเนียน ของทวีปยุโรป จนถึงประเทศอังกฤษ ลักษณะลำต้นที่เรียกว่า Core มีขนาดสั้นมาก ใบเดี่ยวเรียงตัวห่อ ซ้อนๆ กันหลายชั้น เกาะกันแน่น เป็นรูปโคนคว่ำ หรือหัวใจ ความแน่นของหัวขึ้นอยู่ กับการจัดเรียงตัวของใบ ใบหนา กรอบ ใบนอกมีสีเขียว ส่วนใบด้านใน มีสีเขียวอ่อน หรือขาว ให้ผลผลิตดีในช่วงฤดูหนาว

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
กะหล่ำปลีรูปหัวใจ เป็นพืชเขตหนาว เจริญได้ดีใสภาพอุณหภูมิต่ำ ความชื้นสูง อุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อ การเจริญเติบโต อยู่ระหว่าง 15-20′C หรือเฉลี่ยไม่เกิน 24′C หากปลูกในสภาพ อุณหภูมิต่ำกว่า 10′C หรือสูงกว่า 30′C พืชจะชะงักการเจริญเติบโต ปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาสายพันธุ์ ให้ทนต่ออุณหภูมิสูง

ดิน ที่เหมาะสมต่อการปลูก ควรโปร่ง ร่วนซุย การระบายน้ำ อากาศดี และมีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในช่วง 6.0-6.5 ควรให้อย่างพอเพียง เนื่องจากกะหล่ำปลี เป็นพืชที่ต้องการความชื้น ในดินมาก หากความชื้นในดินต่ำ จะทำให้ผลผลิต ลดลงกว่าปกติ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ระยะที่กะหล่ำปลี ต้องการน้ำมากที่สุด ได้แก่ ระยะเริ่มห่อปลี และระยะการเจริญ เติบโตที่

การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร
กะหล่ำปลีรูปหัวใจ เป็นพืชที่มีเยื่อใยสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี ค่อนข้างสูง ช่วยป้องกัน โรคเลือดออก ตามไรฟัน มีสารซัลเฟอร์ (Sulfer) ช่วยกระตุ้น การทำงาน ของลำไส้ใหญ่ และต้านสารก่อมะเร็ง เข้าสู่ร่างกาย การกินกะหล่ำปลีบ่อยๆ จะช่วยลดโอกาสเป็น มะเร็งลำไส้ มะเร็งในช่องท้อง ลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับได้ดี ข้อพึงระวัง กะหล่ำปลีมีสาร ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า goitrogen เล็กน้อย ถ้าสารนี้มีมาก จะไปขัดขวาง การทำงานของต่อมไทรอยต์ ทำให้นำไอโอดีน ในเลือดไปใช้ ได้น้อย ดังนั้น ไม่ควรกินกะหล่ำปลีสดๆ วันละ 1-2 กก. แต่ถ้าสุกแล้วสาร goitrogen จะหายไป นิยมรับประทานสด กินกับลาบ ส้มตำ อาหารประเภทยำ ใส่ในสลัด นำมาผัด หรือต้ม เป็นแกงจืด ทำกะหล่ำปลีดอง แต่งจานอาหาร

การปฏิบัติดูแลรักษาระยะต่างๆของการเจริญเติบโต
การเตรียมกล้า ควรเพาะกล้าในถาดหลุม หรือหยอดเมล็ดโดยตรง อายุกล้าไม่ควรเกิน 25 วัน หากย้ายกล้าช้า จะมีผลต่อการเข้าปลี

การเตรียมดิน ควรไถดินให้ลึกประมาณ 10-15 ซม. ตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เก็บเศษวัชพืชออกให้หมด

การปลูก ขึ้นแปลงกว้าง 1-1.2 ม. สำหรับฤดูฝนควรยกแปลง ให้สูงกว่าปกติ 30-50 ซม. เพื่อการระบายน้ำ ควรรองพื้นก่อนปลูก ด้วยปุ๋ 12-24-12 อัตรา 30 กรัม/ตร.ม. ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ (2 กก./ตร.ม.) ระยะปลูก 40×40 ซม.

ข้อควรระวัง

หากปลูกในฤดูร้อน ควรให้น้ำสม่ำเสมอ หากขาดน้ำ จะเข้าปลีหลวม

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดฤดูกาลปลูก ถ้าขาดน้ำ จะทำให้พืช ชักงักการเจริญเติบโต และมีผลต่อปริมาณ และคุณภาพผลผลิต

การให้ปุ๋ย ประมาณ 5-7 วัน ควรมีการปลูกซ่อมกล้า ที่ตาย หลังย้ายปลูก 7-10 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 46-0-0 อัตรา 20-25 กรัม/ตร.ม. หลังจากนั้น 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ส่วนการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 ช่วงการเข้าปลี ใช้ปุ๋ย 13-13-21
ข้อควรระวัง

ควรหลีกเลี่ยง พื้นที่มีฝนตกชุก เนื่องจากจะทำให้ปลีเน่าได้
ช่วงฤดูฝนต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีแมลงศัตรูพืช เข้าทำลายมาก
การเก็บเกี่ยว เลือกลักษณะหัวแน่นพอดี ไม่มีตำหนิ มีใบนอก 2-3 ใบ สด สะอาด ทาด้วยปูนแดง ที่รอยแผลตัด แล้วผึ่งให้แห้ง

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต
ระยะกล้า 20-25 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคโคนเน่า, โรคใบจุด, เพลี้ยอ่อน,

ระยะปลูก-ตั้งตัว 25-32 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าดำ, โรคใบจุด, หนอนกระทู้ดำ, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้, หนอนคืิบ, ด้วงหมัดผัก,

ระยะเข้าหัว 32-90 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าดำ, โรคเน่าเละ, โรคใบจุด, หนอนใยผัก, หนอนเจาะยอดกะหล่ำ, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้, หนอนคืิบ,

ระยะโตเต็มที่ 90-100 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าดำ, โรคเน่าเละ, โรคใบจุด, หนอนใยผัก, หนอนเจาะยอดกะหล่ำ, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้, หนอนคืิบ,

จากเว็บ http://www.vegetweb.com

บร็อคโคลี่

บร็อคโคลี่ จัดเป็นพืชผักตระกูลกะหล่ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleraceae var. italica

บร็อคโคลี่เป็นผักที่ปลูกเพื่อ บริโภคส่วนของดอกอ่อน และก้าน ส่วนของดอกบร็อคโคลี่ จะมีสีเขียวประกอบด้วย ดอกย่อยขนาดเล็กสีเขียว เป็นจำนวนมาก ที่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ มีลักษณะแน่น แต่ไม่อัดตัวกันแน่น เหมือนดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี่มีถิ่นกำเนิด อยู่ทางตอนใต้ ของยุโรป แถบประเทศอิตาลี นำเข้ามาปลูกในเมืองไทย โดยปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ของประเทศไทย เนื่องจากเป็นผัก ชนิดใหม่ และปลูกได้ดี ในช่วงหน้าหนาว ทำให้ราคาค่อนข้างแพง ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ ให้ทนร้อนมากขึ้น ทำให้สามารถผลิตได้ดี เฉพาะบนที่สูง หากมีการเลือกใช้สายพันธุ์ ที่เหมาะสม

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
บร็อคโคลี่ ต้องการสภาพแวดล้อม ที่คล้ายคลึงกับกะหล่ำดอกทั่วไป คือชอบดินร่วน มีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 6-6.5 มีความชื้นดินที่เหมาะสม และได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่

การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร
บร็อคโคลี่ มีรสชาติหวาน กรอบ สามารถนำมาประกอบอาหาร ได้หลายชนิด และมีคุณค่าทางอาหารสูง ชึ่งเชื่อกันว่า มีสารที่สามารถ ต่อต้านสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง

การปฏิบัติดูแลรักษาระยะต่างๆของการเจริญเติบโ๋ต
การเตรียมดิน ขุดดินลึก 10-15 เซนติเมตร พลิกดินตากแดด และโรยปูนขาว อัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน ย่อยพรวนดินให้เป็นก้อนเล็กๆ ขึ้นแปลงกว้าง 1-1.2 เมตร ความยาวตามพื้นที่ปลูก

การเตรียมกล้า
- เพาะเมล็ดในกระบะที่มีส่วนผสมระหว่างทรายและขุยมะพร้าว อัตราส่วน 2:1 เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 5 วัน จึงย้ายไปปลูกในถาดหลุม ที่ใส่วัสดุเพาะ(Media)
- หยอดเมล็ดลงในถาดหลุมเพาะกล้า โดยตรงหลังจากต้นกล้า บร็อคโคลี่มีอายุประมาณ 25 วัน หรือมีใบจริง อย่างน้อย 2-3 ใบ จึงทำการย้ายปลูก (หากต้นกล้าเหลือง หรือก่อนย้ายปลูก 1 สัปดาห์ ควรพ่นปุ๋ยทางใบเสริม)

การปลูก ขุดดินตากแดด อย่างน้อย 14 วัน ขึ้นแปลงกว้าง 1-1.2 เมตร สำหรับฤดูฝน ให้แปลงสูงกว่าปกติ 30-50 ซม. เพื่อการระบายน้ำ รองพื้นด้วยปุ๋ยเคมี 12-24-12 อัตรา 30 กรัม/ตร.ซม. หรือ 50 กก./ไร่ ใ่ส่ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยคอก อัตรา 2-4 กิโลกรัม/ตรม. เมื่ออายุได้ 45 วัน ควรใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง

ข้อควรระวัง

บร็อคโคลี่เป็นพืชที่มีความต้องการปุ๋ยมาก โดยเฉพาะปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก
ควรรองพื้นก่อนปลูกด้วยโรแรกซ์

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยใช้สปริงเกอร์

การให้ปุ๋ย ประมาณ 5-7 วัน ควรมีการปลูกซ่อมกล้าที่ตาย เมื่อย้ายปลูกได้ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อย่างละ 20-25 กรัม/ตร.ม. และใ่ส่ปุ๋ยครั้่งที่ 2 เมื่ออายุได้ 25-30 วัน และใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 เมื่อเริ่มเข้าหัว มีอายุ 45-50 วัน พร้อมกำจัดวัชพืช แล้วพ่นสารเคมี ป้องกันศัตรูพืช ถ้ามีพบการเข้าทำลายของศัตรูพืช

ข้อควรระวัง

ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนตกชุก และมีน้ำขัง แสงแดดน้อย
เป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยในปริมาณที่มาก หากปุ๋ยไม่เพียงพอจะ ทำให้อายุการเติบโต ยาวนานมากขึ้น
การเก็บเกี่ยว อายุ 90-100 วัน ตามฤดูกาลและสายพันธุ์

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต
ระยะกล้า 18-21วัน ด้วงหมัดผัก, เพลี้ยอ่อน, โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าดำ, โรคโคนเน่า, โรคโคนเน่า,

ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 21-28 วัน ด้วงหมัดผัก, หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบ, หนอนกระทู้, โรคราน้ำค้าง, โรคเน่าดำ,

ระยะเข้าหัว 40-45 วัน หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบ, หนอนกระทู้, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, โรคเน่าดำ,

ระยะโตเต็มที่ 45-50 วัน หนอนใยผัก, เพลี้ยอ่อน, หนอนคืบ, หนอนกระทู้, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, โรคเน่าดำ,

ผักกาดหางหงษ์

ผักกาดหางหงษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica campestris var. pekinensis

จัดอยู่ใน ตระกูลกะหล่ำ มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ปลูกกันมากในประเทศจีน เป็นพืชล้มลุก ลำต้นส้ำมาก ใบเรียงตัวซ้อนกัน ห่อหัวเป็นปลียาวรี หรือรูปทรงกระบอก ใบสีเขียวอ่อน ขอบใบหยัก กาบใบและเส้นใบ มีสีขาว ใบและกาบใบกรอบ ชุ่มน้ำ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เหมาะสมสำหรับปลูกในฤดูหนาว ส่วนฤดูแล้งอาจพบปัญหาโรคและแมลงรบกวนมาก

สภาพแวดล้อมการ
อุณหภูมิ ผักกาดหางหงษ์ เป็นพืชผักเมืองหนาวต้องการความเย็นในการเจริญ อุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ในช่วงแรกอยู่ระหว่าง 18-20′C ในขณะที่อุณหภูมิที่เหมาะ ต่อการเข้าปลีอยู่ระหว่าง 15-16′C การปลูกในสภาพอุณหภูมิสูงกว่า 25′C จะส่งผลให้ห่อ หัวช้า คุณภาพต่ำ เข้าปลีหลวม มีรสขม

ดิน ที่เหมาะสมต่อการปลูกควรเป็นดินที่ร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว(clay loam) มีความอุดมสมบูรณ์สูง pH 6.0-6.5 การเตรียมดินควร ขุดให้หน้าดินลึก การระบายน้ำดี ควรให้น้ำอย่างพอเีพียง และสม่ำเสมอ และได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน

การใช้ประโยชน์ และคุณค่าอาหาร
ผักกาดหางหงษ์ มีสรรพคุณหลายชนิด เช่น ช่วยให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง มีกรดโฟลิค (folic acid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแบ่ง ตัวของเซลล์ ช่วยในการพัฒนาเนื้อเยื่อ และสังเคราะห์ DNA ดีกับหญิงมีครรภ์ นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมสูง ช่วยสร้างกระดูกและฟัน ให้แข็งแรง หากมารดาขาดกรดโฟลิคจะทำให้การแบ่งเซลล์ของทารกผิปกติ

ผักกาดหางหงษ์ นำนิยมนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ ใส่แกงจืด ทำน้ำซุป ลวกจิ้มน้ำพริก สามารถนำมาแปรรูปเป็นผักตากแห้ง ทำกิมจิ หรือ ใช้ประดับตกแต่งจาน

การปฏิบัติดูแลรักษาผักกาดหางหงษ์ในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

การเตรียมกล้า เพาะกล้าแบบประณีตในถาดหลุมอายุกล้า ไม่ควรเกิน 21 วัน

การเตรียมดิน ขุดดินตากแดด 7-14 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลง และวัชพืช โรยด้วยปูนขาวอัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. ใช้ปุ๋ยรองพื้น 12-24-12 อัตรา 20-30 กรัม/ตร.ม. และปุ๋ยคอกหมัก 4-5 กก./ตร.ม. หรือขึ้ไก่ 1 กก./ตร.ม.

การปลูก เก็บเศษซากวัชพืช ออก ขึ้นแปลงขนาด 1 เมตร ระยะปลูก ในฤดูฝนและฤดูหนาว 30-40 ซม. ฤดูแล้ง 30×30 ซม.

ข้อควรระวัง

ไม่ควรกลบเมล็ดลึกเกินไป อาจทำให้เมล็ดไม่งอก
ไม่ควรเหยียบแปลงปลูก
หากเพาะกล้าช่วงฤดูหนาว ควรเพาะในที่สภาพอากาศอบอุ่น เพื่อป้องกันการแทงช่อดอก
การให้น้ำ ให้น้ำโดยสปิงเกอร์ ส่วนมากจะปลูกในฤดูฝน

การให้ปุ๋ย หลังจากย้ายปลูกใส่ปุ๋ยครั้งแรก ใช้ 46-0-0 หลังจากปลูก 10 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ประมาณ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 สูตร 13-13-21 และ 46-0-0 อัตรา 1:1 ควรมีการพ่นยาเพื่อป้องกันโรคและแมลงโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน

ข้อควรระวัง

-การปฏิบัติควรระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนราก
-ควรหมั่นตรวจแปลงเพื่อแก้ไขปัญหาโรคและแมลงได้ทันท่วงที
-ให้ระวังปัญหาการขาดธาตุอาหารรอง ทำให้เกิดอาการไส้เน่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน
-การเก็บเกี่ยว เมื่ออายุ 60-70 วัน หลังปลูก ใช้มือจับดู ถ้าการเข้าหัวแน่น สามารถเก็บได้ โดยใช้มีดตัดโคนต้น พร้อมตัดแต่ง ใบนอกออกให้เหลือหุ้มหัว 2-3 ใบ การเก็บเกี่ยวตอนเย็น ผึ่งผักให้แห้งไม่เปียกน้ำก่อนบรรจุ

ข้อควระวัง

-การตัดควรตัดชิดราก เพราะเมื่อตัดแต่งแล้วจะได้หัวที่ดีมีใบนอกหุ้ม
-การบรรจุไม่ควรแน่นเกินไป

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของผักกาดหางหงษ์ในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

ระยะกล้า 18-21 วัน ไม่มี

ระยะย้ายปลูก ตัว 21-28 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, ด้วงหมัดผัก, หนอนกระทู้ดำ, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้,

ระยะเข้าหัว 40-45 วัน โรคเน่าเละ, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้,

ระยะโตเต็มที่ 60-70 วัน โรคเน่าเละ, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้,


จากเว็บ http://www.vegetweb.com
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...