หน้าเว็บ

==>>ค้นหาข้อมูลในเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกพิทูเนีย (Petunia)


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Petunia Hybrida
วงศ์ : Solanaceae
ชื่อสามัญ :Petunia
ชื่ออื่น ๆ : พิทูเนีย พีทูเนีย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พิทูเนียเป็นไม้ดอกหลาย ฤดู แต่ในขณะนี้นิยมปลูกพิทูเนียให้เป็นไม้ฤดูเดียว มีพุ่มต้นเตี้ย และค่อนข้างไปทางเลื้อยเป็นไม้เนื้ออ่อนลำต้น สูงประมาณ 30 ซม. ใบคล้ายใบยาสูบ แต่มีขนาดเล็กกว่า ใบกว้างประมาณ 5 ซม. ยาว 8-10 ซม. มีขนอยู่ทั่วใบตามใบ ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกมีรูปร่างเป็นรูปกรวย ดอกมีทั้งชนิดดอกเดี่ยวหรือ ดอกซ้อน กลีบรองดอก แยกเป็น 5 แฉก มีคอดอก ยาว
ลักษณะทั่วไป

-พิทูเนียเป็นไม้ดอกหลายฤดูในตระกูล Solanacea ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับยาสูบ ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบประเทศอเมริกาใต้ เช่น บราซิล อาร์เจนติน่า ชื่อสามัญเรียกว่า Petunia มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Petunia hybrida ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน มีพุ่มเตี้ยค่อนข้างเลื้อย สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ใบ คล้ายใบยาสูบ กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ลักษณะรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ทั้งหน้าใบและหลังใบมีขนอยู่ทั่วไป
-ดอกเป็นดอกเดี่ยว รูปร่างเป็นรูปกรวย คอดอกยาว กลีบดอกและกลีบรองดอกมี 5 แฉก มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ดอกมีทั้งชนิดดอกชั้นเดียวและ ชนิดดอกซ้อนดอกออกที่ยอดตามส่วนข้างของลำต้น มีสีหลายสี ได้แก่ ขาว เหลือง ส้ม ชมพู แดง ม่วง น้ำเงิน
-เมล็ดมีลักษณะกลม บรรจุอยู่ในฝัก ฝักละประมาณ 100-300 เมล็ด
พิทูเนีย ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุในดินสูง ระบายน้ำและอากาศได้ดี เก็บความชื้นได้มาก พื้นที่ปลูกต้องมีแสงแดดจัด แต่ไม่มีลมโกรกแรง

พันธุ์ที่ใช้ปลูก

พันธุ์ที่ใช้ปลูกแยกออกได้เป็น 5 ประเภท คือ
-พันธุ์ดอกใหญ่กลีบชั้นเดียว (Grandiflora Singles)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกใหญ่ตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไป ได้แก่ พันธุ์ White Cascade ดอกสีขาว Red Cascade ดอกสีแดง Pink Magic ดอกสีชมพูเข้มให้ดอกดก Sugar Daddy ดอกสีม่วงอ่อนมีลายสีม่วงเข้มที่ใจกลางดอก Calypso, Viva, Dancing Lady ดอกสี 2 สี คือแดง-ขาว Fandango, Blue Picotee, Gray-Paris ดอกสีม่วง-ขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกเล็กกลีบชั้นเดียว (Multiflora Singles)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกประมาณ 2-3 นิ้ว ดอกดก ได้แก่ พันธุ์ Commanche ดอกสีแดง Sugar Plum ดอกสีม่วง Paleface ดอกสีขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกใหญ่กลีบซ้อน (Grandiflora Double)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกใหญ่ตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป กลีบซ้อนกันแน่น ได้แก่ พันธุ์ Valentine ดอกสีแดง Allegro ดอกสีส้มอมชมพู Sonata ดอกสีขาว Lyeie ดอกสีชมพู Blue Boqret ดอกสีม่วง Cirus ดอกสีแดง-ขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกเล็กกลีบดอกซ้อน (Multiflora Double)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกประมาณ 2 นิ้ว ดอดดก ได้แก่ พันธุ์ Peppermint ดอกสีชมพูอ่อน Snowberry Tart ดอกสีขาว Cherry Tart ดอกสีชมพู-ขาว Apple Tart ดอกสีแดง ฯลฯ
-พันธุ์ดอกใหญ่พิเศษ (Superbissima Giants)
พันธุ์ในประเภทนี้มีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวและกลีบดอกซ้อน ได้แก่ พันธุ์ Can Can ดอกมีสีม่วง และขาว Ball Dwarf Giant มีหลายสี

การขยายพันธุ์
พิทูเนียขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ วิธีเพาะเมล็ดและวิธีใช้ยอดปักชำ แต่วิธีเพาะเมล็ดเป็นที่นิยมมากกว่าเพราะได้จำนวนต้นมาก ส่วนวิธีปักชำยอด มักมีปัญหาต้นเน่าง่ายและได้จำนวนต้นน้อย

วิธีการเพาะเมล็ด



-เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเล็กมากการเตรียมวัสดุเพาะชำให้ใช้ทรายร่อนละเอียดผสมกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน แล้วผสมน้ำให้ชื้นพอสมควร ใส่ลงไปในกระบะเพาะประมาณ 2 ใน 3 เกลี่ยผิวดินให้เรียบ ทำร่องลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร ห่างกันประมาณ 2.5 เซนติเมตร
-นำเมล็ดที่จะเพาะประมาณ 500 เมล็ด คลุกผสมกับทรายละเอียด 2 ช้อนชา โรยลงในร่องที่เตรียมไว้ กลบร่องบาง ๆ ใช้ไม้ปาดให้เรียบปิดด้วย กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ชุ่มน้ำ รดน้ำด้วยฝักบัวละเอียดจนเปียก
-ทุก ๆ เช้ารดน้ำวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและช่วงเย็น ประมาณ 3-6 วันเมล็ดจะงอก ให้เปิดกระดาษออก แล้วปิดด้วยกระจกใสแทน
-หลังจากเพาะประมาณ 10-12 วัน ย้ายกล้าปลูกในกระบะใบใหญ่ โดยใช้วัสดุชำเช่นเดิม ระยะปลูก 2.5x2.5 เซนติเมตร รดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช่นเดิมด้วย น้ำผสมปุ๋ยใบ เช่น เวลโกร (well grow) อัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 5 ลิตร
-หลังจากย้ายปลูกได้ 20 วัน ให้ย้ายปลูกอีกครั้งหนึ่ง ลงในกระถางขนาด 3 นิ้ว ซึ่งใส่วัสดุปลูกประกอบด้วยปุ๋ยคอก 2 ส่วน ทราย 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบผุหรือเปลือกถั่ว 1 ส่วน คลุกเคล้ากับปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตหรือปุ๋ยสูตร 14-14-14 ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อวัสดุปลูก 1 ลูกบาศก์เมตร
-ต่อจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน กล้าจะมีขนาดใหญ่พอที่จะย้ายปลูกจริงได้

การปลูก
-ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินผสมที่สามารถระบายน้ำ และเก็บความชื้นได้ดี หรืออาจใช้วัสดุปลูกเช่นเดียวกับวัสดุปลูกที่ใช้กับการปลูกกล้าในกระถาง 3 นิ้วก็ได้
-เมื่อต้นตั้งตัวดีแล้ว รดน้ำเพียงวันละครั้งพอดินชุ่ม ถ้ารดแฉะเกินไป ใบล่าง ๆ จะเหลืองและเหี่ยว
-เพื่อให้มีดอกมากขึ้น ควรทำการเด็ดยอด เป็นการเพิ่มจำนวนกิ่งให้กับพิทูเนีย
-การจัดสัดส่วนของสีให้กับดอกชนิด 2 สี
-ดอกที่มีสี 2 สี เช่น แดง-ขาว ม่วง-ขาว ถ้าต้องการให้มีสีม่วงหรือแดงมากกว่าสีขาว ต้องทำให้พิทูเนียรับแสงน้อยลง ใส่ปุ๋ยให้มากขึ้น รดน้ำให้มาก แต่ไม่แฉะ และปลูกไว้ในที่มีอากาศค่อนข้างเย็น ดังนั้นในการจัดสภาพแวดล้อมให้นั้นต้องอาศัยความชำนาญพอสมควรว่าจะทำสิ่งใดมากน้อยแค่ไหน จึงจะได้สัดส่วนของสีตามต้องการ

โรค

-โรคเหี่ยว (Fusarium wilt)
เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum อาการมักเกิดกับใบแก่ที่อยู่ส่วนล่างทำให้ใบมีสีเหลืองและเหี่ยวแห้ง ต่อมาประมาณ 4-5 วัน ต้นจะตาย
โรคนี้ระบาดได้รวดเร็วมาก ถ้าพบต้นใดแสดงอาการของโรคให้รีบถอนทิ้ง และเผาทำลายเสีย
-โรคโคนเน่า (Stem canker)
เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani อาการจะสังเกตได้จากใบเหลืองและเหี่ยวในระยะเริ่มแรกแล้วแห้งตายไป โคนต้นในระดับต่ำกว่าผิวดิน จะมีรอยแผลสีน้ำตาลลึกบุ๋มลงไป
การป้องกันกำจัดให้ฉีดพ่นด้วยยากำจัดเชื้อรา และถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...