แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย พ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย พ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

พลับพลา

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Microcos tomentosa Smith.

ชื่อวงศ์ TILIACEAE

ชื่ออื่น
กะปกกะปู สากกะเบือดง สากกะเบือละว้า หมากหอม ลาย พลา คอม กอม (ภาคเหนือ), คอมส้ม ก้อมส้ม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), พลองส้ม คอมเกลี้ยง (ภาคตะวันออก), มลาย (ภาคตะวันออกเฉียงใต้) พลับพลา ขี้เถ้า (ภาคกลาง), จือมือแก (มลายู-ภาคใต้), น้ำลายควาย พลาขาว พลาลาย (ภาคใต้)

ลักษณะทั่วไป

ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กลับ มีขนสากทั่วไป ปลายหยักคอดเป็นติ่งสั้นหรือเว้าแหว่งเป็นริ้ว กว้าง 4-8 ซม. ยาว 8-17 ซม. ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นแขนงใบข้างละ 4-8 เส้น เส้นใบย่อยเป็นแบบเส้นขั้นบันได เห็นได้ชัดทางด้านล่าง ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ช่อดอกออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ยาว 3-15 ซม. ดอกอ่อนกลมหรือป้อม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ด้านนอกของกลีบเลี้ยงมีขน ด้านในเกลี้ยง ส่วนกลีบดอกเกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน ขนาดกลีบดอกจะสั้นกว่ากลีบเลี้ยงประมาณเท่าตัวและร่วงง่าย เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบจะแยกเป็นอิสระ เกสรเพศผู้มีจำนวนมากและล้อมรอบรังไข่ ผิวรังไข่ มีขนสากคลุมแน่น ผิวของผลมีขนทั่วไป ผลกลมหรือรูปไข่กลับ กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. เมื่อแก่สีเหลือง ออกดอกและติดผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กันยายน ผลแก่กินได้ เส้นใยจากเปลือกใช้ทำเชือกหยาบๆ
ส่วนที่ใช้ประโยชน์ : ผลพลา สุกกินได้ เนื้อไม้, แก่น ต้มน้ำดื่ม แก้หืด

หมายเหตุ : ไม้พลาเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้แม้เป็นไม้สด ปักษ์ใต้ในสมัยก่อนจึงใช้ไม้พลาเป็น
เชื้อเพลิงในการเผาศพ และในการอยู่ไฟของหญิงคลอดบุตรใหม่ นอกจากนั้น ผลแก่ของพลา
เด็กในชนบทปักษ์ใต้ยังใช้เป็นลูกกระสุนของ "ฉับโผง" ( ปืนเด็กเล่นซึ่งทำจากกระบอกไม้ไผ่ป่า )


วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

พุทรา

คติความเชื่อ

พุทราเป็นไม้ตามทิศที่ปลูกไว้ทางทิศตะวันตก (ประจิม) ส่วนใหญ่นิยมปลูกคู่กับมะยม คาดว่าคงเพราะผู้คนจะได้นิยมไม่สร่างซากระมัง

ชื่อพื้นเมือง

พุทรา (ไทย) มะตัน, นางต้มต้น, หมากทัน (จำปาศักดิ์), มะตันหลวง, มะท้อง, มะตอง, มะตันต้น (ภาคเหนือ, พายัพ)

ชื่อวิทยาศาสตร์
Zizyphus mauritiana Lamk.

วงศ์

RHAMNACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พุทราเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบกลมโตขนาด 1 นิ้วฟุต ตามต้นและกิ่งก้านมีหนามออกดอกเป็นช่อสีเหลืองเล็กๆ มีกลิ่นเหม็นมาก ผลโตเท่าผลมะไฟงามๆ แต่บางชนิดผลกลม ปลายแหลมคล้ายผลละมุดไทย บางชนิดก็มีรสหวานสนิท บางชนิดก็เปรี้ยวฝาดต่างๆ กัน โดยมากที่เกิดเองในป่ามีรสเปรี้ยว ฝาด

การปลูก

พุทราเป็นไม้ที่มักเกิดขึ้นเองตามป่าราบโดยทั่วไป ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

ประโยชน์ทางยา
ส่วนที่ใช้เป็นยา เปลือกต้น ใบ ผลดิบ ผลสุก

รสและสรรพคุณในตำรายาไทย

เปลือกต้น, ใบ รสฝาดอมเปรี้ยว แก้อาการจุกเสียด แก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน
1. ผลดิบ รสฝาด แก้ไข้
2. ผลสุก หวานฝาดเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ไอ เป็นยาระบาย
3. ทั้ง 5 ฝาดเฝื่อน แก้บวม แก้พยาธิ ฝีทั้งปวง แก้ลงท้องตกโลหิต

ขนาดและวิธีใช้

1. แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน แพทย์พื้นบ้านใช้เปลือกต้นพุทราต้มรับประทาน
2. ยาแก้ทราบชักของเด็ก ใช้เมล็ดเผาไฟป่นทำเป็นยา
3. แก้หวัดคัดจมูกเวลาเย็นๆ ใช้ใบสดตำสุมศีรษะ
*** ในเวียดนามใช้เมล็ดทำให้สงบ นอนหลับ แก้อ่อนเพลีย ใช้เมล็ดสด 1-2 กรัมหรือเมล็ดแห้ง 6-12 กรัม ทำให้เป็นผง ถ้าแก้หืดใช้ใบแห้ง 20-40 กรัมต่อวันต้มน้ำดื่ม

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

พริกเหลือง

ในบรรดาพันธุ์พริกกลุ่มพริกใหญ่หรือพริกชี้ฟ้าทั้งหลาย เมื่อแบ่งตามสีของผลจะมีอยู่หลายสี และที่รู้จักกันดีคือ กลุ่มสีเขียวซึ่งมีตั้งแต่เขียวอ่อน เขียวเหลือง และเขียวเข้ม เป็นต้น ในขณะที่พริกใหญ่ที่มีสีเหลืองจะเป็นกลุ่มที่หายากและมีราคาแพงที่สุด ในขณะที่ความต้องการบริโภคพริกเหลืองของคนไทยยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเมื่อนำมาประกอบอาหารจะได้สีและรสชาติที่มีความหอมเฉพาะตัว ดังนั้น ในบางช่วงราคาของพริกเหลืองที่มีวางขายในท้องตลาดจะสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ปัจจุบันพันธุ์พริกเหลืองที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปจะเป็นพันธุ์พริกเหลืองบางบัวทองแต่มีจุดอ่อนตรงที่ไม่ค่อยทนทานต่อโรคและผลผลิตต่อไร่ต่ำ

หลักการสำคัญที่จะทำให้การปลูกพริกประสบผลสำเร็จ

ความจริงแล้วพริกจัดเป็นพืชที่มีโรคและแมลงระบาดทำลายมาก ดังนั้น การปลูกพริกในเชิงพาณิชย์ให้ประสบผลสำเร็จนั้น ประการแรกคือ มีการจัดการที่ดี มีเกษตรกรหลายรายที่ปลูกพริกเพื่อเก็บผลสดส่งขายตลาดแล้ว ยังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ขายรวมถึงการแปรรูปผลผลิต ประการที่ 2 เกษตรกรจะต้องมีการคาดการณ์ว่าตลาดพริกในแต่ละปีเป็นเช่นไร จะต้องมีการวางแผนการผลิตที่ดี และประการสุดท้าย เกษตรกรจะต้องปลูกพริกไม่ตรงกับเกษตรกรรายอื่นๆ

มีตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในปลูกพริกขี้หนูหัวเรือรายหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี คือ คุณบุญเหล็ง สายแวว จะมีวิธีการปลูกพริกที่ไม่เหมือนเกษตรกรรายอื่นๆ คือจะเริ่มเพาะกล้าพริกในช่วงวันแม่ของทุกปี คือวันที่ 12 สิงหาคม ในขณะที่เกษตรกรรายอื่นๆ จะเพาะกล้าก่อนหน้านั้น โดยคุณบุญเหล็งให้เหตุผลว่า เกษตรกรที่เพาะต้นกล้าพริกในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะมีโอกาสเสี่ยงกับน้ำท่วม ซึ่งต้นพริกอาจจะถูกน้ำท่วมตายในระยะที่ต้นเริ่มให้ผลผลิต ซึ่งเป็นช่วงฝนตกชุกพอดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ลุ่ม

คุณนรินทร์ พูลเพิ่ม นักวิชาการเกษตร 8 จากศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ได้ปรับปรุงพันธุ์พริกเหลืองโดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพริก พันธุ์ พจ. 013 (ผลสีส้ม) กับพริกพันธุ์ พจ. 07 (ผลสีเขียวอ่อน) และได้คัดเลือกให้เป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ได้พันธุ์พริกเหลืองที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพริกเหลืองบางบัวทอง จำนวน 2 สายพันธุ์ ในขณะที่พริกเหลืองบางบัวทองจะให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,104 กิโลกรัม ส่วนพริกเหลืองที่ทางศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรได้ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่นั้นได้ใช้ชื่อพันธุ์ว่า พจ. 28-1-1-1 และ พจ. 29-1-1-1 (พจ. ย่อมาจาก พิจิตร) ให้ผลผลิตเฉลี่ยถึง 2,899 กิโลกรัม และ 2,453 ตามลำดับ ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดีจะให้ผลผลิตมากกว่า 3,000 กิโลกรัม นอกจากนั้น พริกเหลืองพันธุ์ใหม่พันธุ์ พจ. 28-1-1-1 ยังมีลักษณะที่ดีเด่นกว่าพริกเหลืองบางบัวทองตรงที่มีขนาดของผลใหญ่เรียวยาว ขนาดความกว้างของผล 1.9 เซนติเมตร ยาว 14.3 เซนติเมตร และเนื้อหนาเฉลี่ย 2.4 มิลลิเมตร ลำต้นมีสีเขียวน้ำตาล ต้นสูงประมาณ 85 เซนติเมตร ทรงพุ่มกว้าง 71.7 เซนติเมตร ลักษณะของใบมีสีเขียว ขนาดของใบเฉลี่ยกว้าง 3 เซนติเมตร ยาว 7 เซนติเมตร ดอกมีสีขาว อายุการบานของดอกแรก 35 วัน หลังจากปลูก

ขณะที่พริกเหลืองบางบัวทองมีความกว้างของผล 1.6 เซนติเมตร ยาว 11.6 เซนติเมตร และเนื้อหนาเฉลี่ย 1.7 มิลลิเมตร เท่านั้น สำหรับพริกเหลืองอีกพันธุ์หนึ่งตั้งชื่อพันธุ์ว่า พจ. 29-1-1-1 คุณนรินทร์บอกว่า ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำกว่าพันธุ์ พจ. 28-1-1-1 ก็จริง แต่ผลผลิตเฉลี่ยก็ยังสูงกว่าพริกเหลืองบางบัวทอง คือให้ผลผลิตประมาณ 2,453 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตมีคุณภาพดีตรงกับความต้องการของตลาด ไม่แตกต่างจากพริกเหลืองบางบัวทอง ลักษณะประจำพันธุ์ พจ. 29-1-1-1 จะมีลำต้นมีสีเขียวน้ำตาล ต้นมีความสูงประมาณ 1 เมตร มีทรงพุ่มกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ขนาดของใบเฉลี่ยกว้าง 3 เซนติเมตร และยาว 6.8 เซนติเมตร ดอกมีสีขาวเช่นกัน แต่อายุการบานของดอกแรกนานกว่าพันธุ์ พจ. 28-1-1-1 คือ 39 วัน หลังจากปลูก ลักษณะของผลจะเรียวยาว ขนาดของผลผลิตเฉลี่ยกว้าง 1.8 เซนติเมตร ยาว 9.8 เซนติเมตร (ผลสั้นกว่าพันธุ์ พจ. 28-1-1-1) ความหนาของเนื้อและเปลือกเฉลี่ย 1.9 มิลลิเมตร เมื่อผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีเหลืองส้ม

เมื่อนำพริกเหลืองพันธุ์ใหม่ทั้งสองสายพันธุ์มาเปรียบเทียบภาพรวมกับพริกเหลืองที่เกษตรกรปลูกกันมากในขณะนี้คือ พริกเหลืองบางบัวทอง พริกเหลืองพันธุ์ใหม่ทั้ง 2 สายพันธุ์ ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงกว่า เมื่อนำไปวางขายในตลาดจะเห็นความแตกต่างของขนาดผลดูจากความยาวแล้ว พริกเหลืองพันธุ์ 28-1-1-1 ยาวที่สุด พันธุ์บางบัวทองมีขนาดความยาวรองลงมา และพันธุ์ 29-1-1-1 มีความยาวของผลสั้นที่สุด

สภาพพื้นที่ปลูกพริกเหลืองในเชิงพาณิชย์

คุณนรินทร์ได้แนะนำสภาพพื้นที่ปลูกพริกเหลืองควรจะเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง (ถ้าเกษตรกรจะปลูกแบบสวนครัว ควรจะมีการเตรียมแปลงปลูกที่ให้ต้นพริกได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน) สำหรับผู้ที่จะปลูกพริกเหลืองในกระถางเพื่อไว้บริโภคสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อย แต่วิธีการปลูกพริกในกระถางสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดก็คือ วัสดุปลูกจะต้องมีการระบายน้ำที่ดี แนะนำให้ใช้กาบมะพร้าว ใบก้ามปูและดินเป็นวัสดุปลูกเมื่อปลูกลงกระถางแล้ว จะต้องนำกระถางที่ปลูกพริกไปวางไว้กลางแดดเช่นกัน จะต้องมีการให้น้ำอย่างน้อยวันละครั้ง (บางครั้งพบสาเหตุที่ดอกพริกร่วง เนื่องจากน้ำที่ใช้รด มีปริมาณของสารคลอรีนมากเกินไป หรือรดน้ำในขณะที่มีสภาพอากาศร้อนเกินไป) กรณีที่ปลูกพริกในกระถางจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 ใส่ให้อัตรากระถางละ 10 เม็ด ทุกๆ 10 วัน ไม่จำเป็นจะต้องใช้ปุ๋ยประเภทละลายช้า เนื่องจากจะเป็นการสิ้นเปลืองจนเกินไป

สภาพพื้นที่ปลูกพริกเหลืองไม่ควรมีน้ำท่วมขัง คุณนรินทร์ไม่แนะนำให้ปลูกพริกเหลืองซ้ำที่เดิม ควรจะปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนบ้าง เนื่องจากพริกเหลืองจะอ่อนแอต่อโรคมากกว่าพริกใหญ่พันธุ์อื่นๆ ในการเพาะต้นกล้าพริกเหลืองควรจะเพาะในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน และปลูกในช่วงเดือนตุลาคมจะเหมาะที่สุด ต้นพริกเหลืองที่มีการบำรุงรักษาที่ดีพอสมควรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 6 เดือน

สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพริกในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นพริกชนิดใดก็ตาม แต่สำหรับพริกเหลืองแล้วจะต้องยอมรับในประการแรกว่า ค่อนข้างจะอ่อนแอต่อโรคกว่าพริกพันธุ์อื่นๆ จึงทำให้พริกเหลืองมีราคาค่อนข้างแพงกว่าพริกทั่วไป จากได้กล่าวมาแล้วว่าในบางช่วงพริกเหลืองจะมีราคาแพงมากราคาขายถึงผู้บริโภคเป็นพริกเหลืองสด กิโลกรัมละ 100 บาท ดังนั้น สิ่งที่มีความสำคัญสำหรับเกษตรกรที่จะปลูกพริกจะต้องดูที่ต้นทุนในการผลิตประกอบด้วย กล่าวโดยสรุปว่า การปลูกพริกในเชิงพาณิชย์จะมีต้นทุนในการผลิตสูงชนิดหนึ่ง เนื่องจากเป็นพืชที่มีการบำรุงรักษาที่ยาวนาน คือมีต้นทุนเฉลี่ยกิโลกรัมละอย่างน้อย 15 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ถ้ามีการจัดการที่ดีพื้นที่ปลูกพริกเหลือง 1 ไร่ อาจจะสร้างรายได้ถึงไร่ละ 100,000 บาท ซึ่งดีกว่าปลูกพืชอื่นหลายๆ ชนิด

สำหรับวิธีการปลูกพริกในรูปแบบเกษตรอินทรีย์จะเป็นได้ยากมากสำหรับภาคการผลิตของเกษตรกรไทย แต่ถ้าจะผลิตแบบปลอดสารพิษมีความเป็นไปได้ แต่จะยุ่งยากมากกว่าการผลิตพืชผักชนิดอื่นๆ อย่างกรณีของศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษได้ทำการศึกษาและวิจัยการผลิตพริกพันธุ์จินดาดำ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ไม่เหมาะต่อการบริโภคสด เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะต่อการแปรรูปเป็นซอสพริกมากกว่า เนื่องจากผลสด (ผลยังไม่สุกจะมีสีเขียวเข้ม) คนไทยไม่นิยม ในขณะที่ปัจจุบันราคาซื้อ-ขายพริกจินดาดำมีราคาขายที่สูงกว่าพริกขี้หนูพันธุ์หัวเรือ (พริกขี้หนูหัวเรือ เป็นพริกขี้หนูเม็ดใหญ่) แต่ประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการซอสพริกที่ผลิตจากพริกจินดาดำปริมาณมาก แต่มีเงื่อนไขว่าการปลูกพริกจินดาดำเพื่อผลิตเป็นซอสพริกและส่งขายเข้าประเทศญี่ปุ่นจะต้องใช้ระบบการปลูกแบบปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นวิธีการที่ค่อนข้างยุ่งยากสำหรับการผลิตของเกษตรกรไทย

การจัดการแปลงปลูกพริกเหลือง

ยังมีเกษตรกรที่ปลูกพริกอีกเป็นจำนวนมากที่มักจะเข้าใจผิดในการปลูกพริกเหลือง เรื่องของการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิต การใส่ปุ๋ยให้ต้นพริกที่ถูกต้องควรใส่ในช่วงที่ต้นพริกตั้งท้องคือ มีอายุต้นได้ประมาณ 3 เดือน นับจากเริ่มเพาะกล้า ขณะที่ต้นพริกติดผลอยู่เต็มต้น ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ย เนื่องจากจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกุ้งแห้งและโรคแอนแทรกโนส (ถ้าพบการระบาดของโรคนี้ ควรฉีดพ่นด้วยสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา เช่น แอนทราโคล) โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน คุณนรินทร์แนะนำให้ฉีดสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคกุ้งแห้งอย่าปล่อยให้โรคระบาดทำลายก่อน สำหรับเคล็ดลับในการเพิ่มผลผลิตในการปลูกพริกเหลืองนั้น มีคำแนะนำของทางราชการว่าเมื่อมีการฉีดพ่นสารแพลนโนฟิกซ์ อัตรา 0.5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ในช่วงที่ต้นพริกกำลังออกดอกและติดผลจะช่วยให้ต้นพริกมีการติดผลได้ดกขึ้น

วิธีการปลูกพริกเหลืองในเชิงพาณิชย์ สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพริกเหลืองแบบแถวเดี่ยว ทางราชการแนะนำให้ใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 100 เซนติเมตร (ประมาณ 1 เมตร) ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร (ประมาณครึ่งเมตร) ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะปลูกพริกเหลืองได้ประมาณ 3,200 ต้น ก่อนที่เกษตรกรจะย้ายกล้าลงปลูก คุณนรินทร์แนะนำให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 4,000-5,000 กิโลกรัม (4-5 ตัน) ต่อ 1 ไร่ (หรือจะใช้วิธีการรองก้นหลุมโดยใช้ปุ๋ยคอก หลุมละ 2-3 กำมือ) ใส่พร้อมปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือประมาณ 1 ช้อนชา ต่อหลุม ถ้าจะให้ดีจะต้องใส่สารคาร์โบฟูราน อัตราหลุมละ 0.2-0.5 กรัม คลุกเคล้าไปพร้อมกับปุ๋ยเคมี

เกษตรกรที่ต้องการเก็บพันธุ์พริกเหลืองไว้ขยายพันธุ์ต่อจะต้องทำอย่างไร? คุณนรินทร์แนะนำให้เกษตรกรเก็บผลผลิตพริกเหลืองจากต้นที่มีความแข็งแรงและสมบูรณ์ มีลักษณะของต้นที่มีความทนทานต่อโรค เป็นต้นที่ให้ผลผลิตดก แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรมักจะเข้าใจผิด มักจะเก็บผลพริกไว้เพื่อทำพันธุ์ต่อ โดยดูจากลักษณะของผลที่สวยและมีขนาดผลใหญ่เท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

*"เมล็ดพริกเหลืองพันธุ์ดี" มีแจกฟรีพร้อมคู่มือการปลูก เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ 15 บาท ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/200 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, 650-145 และ (01) 886-7398



จากเว็บ http://www.agric-prod.mju.ac.th/web-veg/article/new159.htm



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกพิทูเนีย (Petunia)


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Petunia Hybrida
วงศ์ : Solanaceae
ชื่อสามัญ :Petunia
ชื่ออื่น ๆ : พิทูเนีย พีทูเนีย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พิทูเนียเป็นไม้ดอกหลาย ฤดู แต่ในขณะนี้นิยมปลูกพิทูเนียให้เป็นไม้ฤดูเดียว มีพุ่มต้นเตี้ย และค่อนข้างไปทางเลื้อยเป็นไม้เนื้ออ่อนลำต้น สูงประมาณ 30 ซม. ใบคล้ายใบยาสูบ แต่มีขนาดเล็กกว่า ใบกว้างประมาณ 5 ซม. ยาว 8-10 ซม. มีขนอยู่ทั่วใบตามใบ ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกมีรูปร่างเป็นรูปกรวย ดอกมีทั้งชนิดดอกเดี่ยวหรือ ดอกซ้อน กลีบรองดอก แยกเป็น 5 แฉก มีคอดอก ยาว
ลักษณะทั่วไป

-พิทูเนียเป็นไม้ดอกหลายฤดูในตระกูล Solanacea ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับยาสูบ ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบประเทศอเมริกาใต้ เช่น บราซิล อาร์เจนติน่า ชื่อสามัญเรียกว่า Petunia มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Petunia hybrida ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน มีพุ่มเตี้ยค่อนข้างเลื้อย สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ใบ คล้ายใบยาสูบ กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ลักษณะรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ทั้งหน้าใบและหลังใบมีขนอยู่ทั่วไป
-ดอกเป็นดอกเดี่ยว รูปร่างเป็นรูปกรวย คอดอกยาว กลีบดอกและกลีบรองดอกมี 5 แฉก มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ดอกมีทั้งชนิดดอกชั้นเดียวและ ชนิดดอกซ้อนดอกออกที่ยอดตามส่วนข้างของลำต้น มีสีหลายสี ได้แก่ ขาว เหลือง ส้ม ชมพู แดง ม่วง น้ำเงิน
-เมล็ดมีลักษณะกลม บรรจุอยู่ในฝัก ฝักละประมาณ 100-300 เมล็ด
พิทูเนีย ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุในดินสูง ระบายน้ำและอากาศได้ดี เก็บความชื้นได้มาก พื้นที่ปลูกต้องมีแสงแดดจัด แต่ไม่มีลมโกรกแรง

พันธุ์ที่ใช้ปลูก

พันธุ์ที่ใช้ปลูกแยกออกได้เป็น 5 ประเภท คือ
-พันธุ์ดอกใหญ่กลีบชั้นเดียว (Grandiflora Singles)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกใหญ่ตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไป ได้แก่ พันธุ์ White Cascade ดอกสีขาว Red Cascade ดอกสีแดง Pink Magic ดอกสีชมพูเข้มให้ดอกดก Sugar Daddy ดอกสีม่วงอ่อนมีลายสีม่วงเข้มที่ใจกลางดอก Calypso, Viva, Dancing Lady ดอกสี 2 สี คือแดง-ขาว Fandango, Blue Picotee, Gray-Paris ดอกสีม่วง-ขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกเล็กกลีบชั้นเดียว (Multiflora Singles)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกประมาณ 2-3 นิ้ว ดอกดก ได้แก่ พันธุ์ Commanche ดอกสีแดง Sugar Plum ดอกสีม่วง Paleface ดอกสีขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกใหญ่กลีบซ้อน (Grandiflora Double)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกใหญ่ตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป กลีบซ้อนกันแน่น ได้แก่ พันธุ์ Valentine ดอกสีแดง Allegro ดอกสีส้มอมชมพู Sonata ดอกสีขาว Lyeie ดอกสีชมพู Blue Boqret ดอกสีม่วง Cirus ดอกสีแดง-ขาว ฯลฯ
-พันธุ์ดอกเล็กกลีบดอกซ้อน (Multiflora Double)
พันธุ์ในประเภทนี้มีขนาดดอกประมาณ 2 นิ้ว ดอดดก ได้แก่ พันธุ์ Peppermint ดอกสีชมพูอ่อน Snowberry Tart ดอกสีขาว Cherry Tart ดอกสีชมพู-ขาว Apple Tart ดอกสีแดง ฯลฯ
-พันธุ์ดอกใหญ่พิเศษ (Superbissima Giants)
พันธุ์ในประเภทนี้มีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวและกลีบดอกซ้อน ได้แก่ พันธุ์ Can Can ดอกมีสีม่วง และขาว Ball Dwarf Giant มีหลายสี

การขยายพันธุ์
พิทูเนียขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ วิธีเพาะเมล็ดและวิธีใช้ยอดปักชำ แต่วิธีเพาะเมล็ดเป็นที่นิยมมากกว่าเพราะได้จำนวนต้นมาก ส่วนวิธีปักชำยอด มักมีปัญหาต้นเน่าง่ายและได้จำนวนต้นน้อย

วิธีการเพาะเมล็ด



-เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเล็กมากการเตรียมวัสดุเพาะชำให้ใช้ทรายร่อนละเอียดผสมกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน แล้วผสมน้ำให้ชื้นพอสมควร ใส่ลงไปในกระบะเพาะประมาณ 2 ใน 3 เกลี่ยผิวดินให้เรียบ ทำร่องลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร ห่างกันประมาณ 2.5 เซนติเมตร
-นำเมล็ดที่จะเพาะประมาณ 500 เมล็ด คลุกผสมกับทรายละเอียด 2 ช้อนชา โรยลงในร่องที่เตรียมไว้ กลบร่องบาง ๆ ใช้ไม้ปาดให้เรียบปิดด้วย กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ชุ่มน้ำ รดน้ำด้วยฝักบัวละเอียดจนเปียก
-ทุก ๆ เช้ารดน้ำวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและช่วงเย็น ประมาณ 3-6 วันเมล็ดจะงอก ให้เปิดกระดาษออก แล้วปิดด้วยกระจกใสแทน
-หลังจากเพาะประมาณ 10-12 วัน ย้ายกล้าปลูกในกระบะใบใหญ่ โดยใช้วัสดุชำเช่นเดิม ระยะปลูก 2.5x2.5 เซนติเมตร รดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช่นเดิมด้วย น้ำผสมปุ๋ยใบ เช่น เวลโกร (well grow) อัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 5 ลิตร
-หลังจากย้ายปลูกได้ 20 วัน ให้ย้ายปลูกอีกครั้งหนึ่ง ลงในกระถางขนาด 3 นิ้ว ซึ่งใส่วัสดุปลูกประกอบด้วยปุ๋ยคอก 2 ส่วน ทราย 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แกลบผุหรือเปลือกถั่ว 1 ส่วน คลุกเคล้ากับปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตหรือปุ๋ยสูตร 14-14-14 ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อวัสดุปลูก 1 ลูกบาศก์เมตร
-ต่อจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน กล้าจะมีขนาดใหญ่พอที่จะย้ายปลูกจริงได้

การปลูก
-ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินผสมที่สามารถระบายน้ำ และเก็บความชื้นได้ดี หรืออาจใช้วัสดุปลูกเช่นเดียวกับวัสดุปลูกที่ใช้กับการปลูกกล้าในกระถาง 3 นิ้วก็ได้
-เมื่อต้นตั้งตัวดีแล้ว รดน้ำเพียงวันละครั้งพอดินชุ่ม ถ้ารดแฉะเกินไป ใบล่าง ๆ จะเหลืองและเหี่ยว
-เพื่อให้มีดอกมากขึ้น ควรทำการเด็ดยอด เป็นการเพิ่มจำนวนกิ่งให้กับพิทูเนีย
-การจัดสัดส่วนของสีให้กับดอกชนิด 2 สี
-ดอกที่มีสี 2 สี เช่น แดง-ขาว ม่วง-ขาว ถ้าต้องการให้มีสีม่วงหรือแดงมากกว่าสีขาว ต้องทำให้พิทูเนียรับแสงน้อยลง ใส่ปุ๋ยให้มากขึ้น รดน้ำให้มาก แต่ไม่แฉะ และปลูกไว้ในที่มีอากาศค่อนข้างเย็น ดังนั้นในการจัดสภาพแวดล้อมให้นั้นต้องอาศัยความชำนาญพอสมควรว่าจะทำสิ่งใดมากน้อยแค่ไหน จึงจะได้สัดส่วนของสีตามต้องการ

โรค

-โรคเหี่ยว (Fusarium wilt)
เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum อาการมักเกิดกับใบแก่ที่อยู่ส่วนล่างทำให้ใบมีสีเหลืองและเหี่ยวแห้ง ต่อมาประมาณ 4-5 วัน ต้นจะตาย
โรคนี้ระบาดได้รวดเร็วมาก ถ้าพบต้นใดแสดงอาการของโรคให้รีบถอนทิ้ง และเผาทำลายเสีย
-โรคโคนเน่า (Stem canker)
เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani อาการจะสังเกตได้จากใบเหลืองและเหี่ยวในระยะเริ่มแรกแล้วแห้งตายไป โคนต้นในระดับต่ำกว่าผิวดิน จะมีรอยแผลสีน้ำตาลลึกบุ๋มลงไป
การป้องกันกำจัดให้ฉีดพ่นด้วยยากำจัดเชื้อรา และถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

แพงพวย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Catharanthus roseus "G. Don".

ตระกูล APOCYNACEAE

ชื่อสามัญ Madagascar periwinkle



แพงพวยเป็นพืชพื้นเมืองของหมูเกาะมาดากาสกา มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลาง แบ่งออกเป็น 3 subspecies ได้แก่ C. roseus var. roseus มีกลีบดอกด้านในสีม่วง ใจกลางดอกมีสีม่วงเข้ม C. roseus var. albus มีกลีบดอกด้านในสีขาว ใจกลางดอกมีสีเหลือง C. roseus var. ocellatus มีกลีบดอกด้านในสีขาวใจกลางดอกมีส้มแดง แพงพวยมีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น ได้แก่ ผักปอดนา (ภาคเหนือ) ผักนมอินทร์ (สุราษฎร์ธานี) ตับขี้หมู (เกาะสมุย, เกาะพงัน) แพงพวยฝรั่ง พังพวยฝรั่ง พังพวยบก (ไทยภาคกลาง) เป็นต้น แพงพวยเป็นพืชอายุหลายปี (perennial) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก และเป็นพืชผสมตัวเอง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ โรค แมลง ตลลอดจนสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ สามารถเจริญได้ในอากาศร้อนจัดในฤดูร้อน ชอบแสงแดดปานกลางถึงแสงแดดจัด ดอกมีสีสันสวยงาม ออกดอกตลอดปี เป็นพืชที่มีระบบรากแก้ว ลำต้นมีทั้งทอดขนานไปตามผิวดินและตั้งตรง ทรงพุ่มสูงประมาณ 40-120 เซนติเมตร

ลักษณะทั่วไป

แพงพวยนี้เป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตได้ดีแตกกิ่งก้านสาขาได้อย่างมากมาย ใบสีเขียวเข้ม ลักษณะกลมรี ขอบใบเรียบ ใบยาวประมาณ 2 นิ้ว และกว้างประมาณ 1 นิ้ว ออกดอกบริเวณยอดของต้น ดอกของแพงพวยจะมีสองสีคือแดงและขาว นิยมปลูกประดับไว้ตามสนามหญ้า ข้างทางเดินหรือข้างถนน การปลูกจะปลูกเป็น แถวหรือเป็นกลุ่ม

พันธุ์แพงพวย

1. Snowflakes มีพุ่มต้นสูง 10 นิ้ว ต้นสูงสม่ำเสมอกันหมด ดอกสีขาว

2. Little Blanch สูง 10 นิ้ว ดอกสีขาว

3. Little Bright สูง 10 นิ้ว ดอกสีขาว ใจกลางดอกสีแดง

4. Little Linda ต้นสุง 8-10 นิ้ว ดอกสีชมพูเข้มอมม่วง พุ่มต้นกระทัด และออกดอกมาก

5. Little Pinkie ดอกสีชมพูเข้ม

6. Little Mixed มีหลายสีคละกัน

7. Little Blanche สีขาว

8. Little Bright Eye สีชมพูมีแต้มสีแดง

9. Little Delicata สีขาวมีแต้มสีแดงเข้ม

10. Little Linda สีชมพูอมม่วง

11. Grape Cooler สีม่วงขาว

12. Peppermint Cooler สีขาวมีแต้มสีแดง

13. Blush Cooler สีชมพู

14. Orchid Cooler สีชมพูเข้ม

15. Parasol สีชมพูเข้ม

16. Pretty in Rose สีชมพูอ่อน

17. Tropicana Blush สีแดงอ่อน

18. Tropicana Bright Eye สีชมพู

19. Tropicana Pink สีชมพูเข้ม

20. Tropicana Rose สีชมพูเข้ม

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์แพงพวย สามารถทำได้ด้วยวิธีการปักชำ หรือเพาะเมล็ด แต่การเพาะจากเมล็ดทำได้ง่ายและสะดวกกว่าโดยสามารถเพาะลงในกระบะ หรือหว่านลงในแปลงปลูก เมล็ดจะงอกภายใน 5-7 วัน แพงพวยสามารถปลูกได้ตลอดปี เนื่องจากเป็นพืชในเขตร้อน ต้องการแสงแดดและอากาศร้อน ในต่างประเทศจะร่วงเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูหนาวและจะแตกยอดใหม่ในต้นฤดูใบไม้ผลิเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลางโดยเฉพาะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีและค่อนข้างจะแห้ง เนื่องจากจะช่วยในการส่งเสริมการเจริญของรากได้ดี ถ้าดินแฉะเกินไปจะ ทำให้รากไม่มีอากาศหายใจ ทำให้รากเน่าได้

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดจัด

น้ำ ต้องการน้ำพอสมควร อย่าให้น้ำขังแฉะ

ดิน เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 2 ครั้ง

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด แพงพวยเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก

โรคและแมลง ไม่ค่อยพบโรคและแมลงรบกวน



จากเว็บ http://www.the-than.com/FLower/9-1.html


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

พริกขี้หนูสวน

การปลูกพริกขี้หนูสวน

การเพาะกล้าพริกขี้หนูสวน

เตรียมดินละเอียดผสมปุ๋ยคอก ใส่ในภาคเพาะ
หยอดเมล็ดพริกขี้หนูหลุมละ 1-2 เมล็ด โดยใช้ไม้จิ้มผลไม้กดเป็นรูก่อน กดดินราดหน้าหลุมแล้วรดน้ำ ควรป้องกันมด แมลงคาบเมล็ดโดยใช้ปูนขาวโรยเส้นรอบรูปล้อมถาดไว้ หลังเพาะ 7-10 วันเมล็ดเริ่มงอกหมั่นรดน้ำจนกระทั่ง 25-30 วันจึงย้ายกล้าปลูกลงกระถาง หรือแปลงปลูก

การเตรียมแปลง

ควรเตรียมดินปลูกโดยใช้จอบขุดย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอกหว่านและคลุกเคล้าให้เข้ากับดินในแปลง
ในกรณีปลูกในกระถางให้ผสมดินปลูกในกระถางโดยใช้ดินร่วนละเอียดผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักในอัตรา 2:1

การดูและรักษา

1. ย้ายกล้าพริกลงแปลงปลูกหรือกระถาง
2. รดน้ำทุกวันในช่วงติดผลระวังอย่าใช้ขาดน้ำ
หลังย้ายลงแปลงปลูก 7-10 วันใส่ปุ๋ย15-15-15อัตราตัน

พริกขี้หนู สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุด คือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดด่างของดิน 6.0-6.8 ปลูกได้ตลอดปี เป็นพืชที่ใช้ส่วนของผลบริโภค ในรูปพริกสด และพริกแห้ง และสามารถใช้ประกอบ อาหารได้หลายชนิด มีรสเผ็ด การเพาะกล้าพริกขี้หนูู ให้เตรียมดินละเอียดพร้อมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 2:1 และใส่ดินผสมดังกล่าวลงในถาดพลาสติกเพราะกล้า ใช้เศษไม้เล็กๆ



กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

พริกขี้หนู

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Plantae

ส่วน Magnoliophyta

ชั้น Magnoliopsida

ชั้นย่อย Asteridae

อันดับ Solanales

วงศ์ Solanaceae

สกุล Capsicum
สปีชีส์ C. frutescens
ชื่อสามัญ : Bird Chilli

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum frutescens Linn.
ชื่อในภาษาอังกฤษมีหลายชื่อ ได้แก่ Chilli Padi, Bird's Eye Chilli, Bird Chilli, Thai pepper
วงศ์ : SOLANACEAE

ชื่ออื่น ๆ : พริกแด้, พริกแต้, พริกนก, พริกแจว, พริกน้ำเมี่ยง (เหนือ-พายัพ), พริก, พริกชี้ฟ้า,พริกขี้หนู (ภาคกลาง-เหนือ), ดีปลี (ใต้- ปัตตานี), ดีปลีขี้นก, พริกขี้นก, ใต้ (ภาคใต้), ลัวะเจีย (แต้จิ๋ว), มะระตี้ (สุรินทร์), ล่าเจียว (จีนกลาง), หมักพริก (อีสาน)

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูงประมาณ 45-75 ซม.

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้ามกัน ลักษณะใบจะกลมรี ตรงปลายจะแหลม

ดอก : จะออกตรงง่ามใบเป็นกลุ่มประมาณ 1-3 ดอก เป็นสีขาว มีกลีบดอกประมาณ 5 กลีบ ส่วนเกสรตัวผู้จะมีอยู่ 5 อัน จะขึ้นสลับกบกลีบดอก เกสรตัวเมียมี 1 อันและมีรังไข่ประมาณ 2-3 ห้อง

ผล : ผลสุกจะเป็นสีแดง หรือแดงปนน้ำตาล ลักษณะผลมีผิวลื่นเป็นมัน ภายในผลนั้นจะกลวง และมีแกนกลาง รอบ ๆ แกนจะมีเมล็ดเป็นสีเหลืองเกาะอยู่มากมาย และเมล็ดจะมีรสเผ็ด

การขยายพันธุ์

โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณ

ผล ใช้ปรุงรสอาหาร ช่วยเจริญอาหาร และรักษาอาการอาเจียน รักษาโรคหิด กลาก รักษาโรคบิด โดยการใช้พริกสด 1 เม็ด หรือมากกว่านั้นใช้กิน และอาการปวดบวมเนื่องจากความเย็นจัด โดยใช้ผงพริกแห้งทำเป็นขี้ผึ้ง หรือสารละลายแอลกอฮอล์ใช้ทาอื่น ๆ พรรณไม้นี้เป็นพรรณไม้สวนครัวที่ขาดกันไม่ได้ เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นง่าย แต่บำรุงรักษายาก เพราะใบอ่อนของพริกอร่อยทำให้แมลงต่าง ๆ ชอบกิน ผลแรกผลิใช้ผสมกับผักแกงเลียงช่วยชูรส ส่วนผลกลางแก่ใช้ใส่แกงคั่วส้มจะได้อาหารที่มีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ เพราะมีวิตามีซี และไส้พริกจะมีสารแคบไซซิน ที่ให้ความเผ็ดและมีกลิ่นฉุนเผ็ดร้อนเป็นเครื่องปรุงอาหารช่วยชูรส ใส่น้ำพริก ยำ ทำเป็นน้ำปลาดองและยังเป็นยาช่วยกระตุ้นทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุหรือใช้ภายนอกเป็นยาทาถูนวดลดอาการไขข้ออักเสบ

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกาเขตร้อน
ลักษณะทั่วไป
เป็นไม้ต้นความสูง 30-120 cm ใบมีลักษณะแบนและเรียบมัน ผลมีขนาดเล็กเรียวยาวประมาณ 2-3 ซ.ม. เมื่อดิบผลมีสีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง มีรสเผ็ดจัด นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารไทยหลากหลายชนิด

ข้อมูลทางคลีนิค

1. รักษาอาการบวม ฟกช้ำ ให้ใช้พริกขี้หนูที่แก่จัดเป็นสีแดงแล้วตากแห้งนำมาบดเป็นผงให้ละเอียดแล้วเทลงในวาสลินที่เคี่ยวจนเหลวกวนให้เข้ากัน แล้วนำไปเคี่ยวอีกจนได้กลิ่นพริก ใช้สำหรับทาถู รักษาอาการเคล็ด ถูกชน ฟกช้ำดำเขียว และอาการปวดตามข้อให้ทาตรงบริเวณที่เป็นวันละครั้ง หรือสองวันต่อครั้ง

2. รักษาอาการปวดตามเอวและน่อง ให้ใช้ผงพริกขี้หนูและวาสลิน หรือผลพริก วาสลิน และแป้งหมี เติมเหล้าเหลืองจำนวนพอประมาณแล้วคนให้เป็นครีม ก่อนที่จะใช้ ให้ทาลงบนกระดาษแก้วปิดบริเวณที่ปวด ใช้พลาสเตอร์ปิดโดยรอบ จะมีอาการทำให้เหงื่อออกการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น และรู้สึกหายปวด จากการตรวจสอบพบว่า ตามบริเวณที่พอกยาจะมีความรู้สึกร้อนและการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มขึ้น

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

1. สารสกัดจากพริก ใช้ทาลงบนผิวหนังจะทำให้หลอดเลือด ตามบริเวณนั้นขยายตัว และการไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นถ้าใช้มากเกินไปอาจจะทำให้ระคายเคืองได้

2. ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและฆ่าแมลง แคปซายซินจะมีผลยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus และเชื้อ Bacillus subtilis แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Bacillus aureus และเชื้อ Bacillus coli นอกจากนี้สารที่สกัดจากพริก โดยวิธีการต้มด้วยน้ำ จะมีฤทธิ์ในการฆ่าแมลง

3. ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร แคปซายซิน ทำให้เจริญอาหาร และกินอาหารได้มากขึ้น พริกสามารถช่วยกระตุ้นทำให้การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารสุนัขเพิ่มขึ้นและน้ำสกัดที่ได้จากพริก จะช่วยลดการบีบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลาย ileum ของหนูตะเภาที่เกิดจากอะเซทิลโมลีนและฮีสตามีนได้ส่วนแคปซายซิน จะเพิ่มการบีบตัว ของลำไส้เส่วนปลาย ileum ของหนูตะเภา แต่ถ้าให้แคปซายซินซ้ำอีกครั้งในขนาดเท่า ๆ กัน จะมีผลน้อยมากหรือไม่มีผลเลย

4. ผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต แคปซายซิน ที่สกัดจากพริก สามารถกระตุ้นหัวใจห้องบนของหนูตะเภาแต่เมื่อฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำของแมวและสุนัข จะทำให้ความดันโลหิต และหัวใจเต้นช้า หายใจขัด และอาการพวกนี้จะหายไปเมื่อเราตัดเส้นประสาทเวกัสออก (Vagotomy) ส่วนแคปซายซิน จะเพิ่มความดันโลหิตในแมว ที่ถูกตัดหัวออก (decapitated cat) ถ้าฉีดเข้าในหลอดเลือดดำของแมวที่ถูกวางยาสลบ จะทำให้ความดันโลหิตในปอดสูงขึ้นแต่เมื่อฉีดเข้าบริเวณหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจโดยตรง จะทำให้หลอดเลือดนั้นหดตัว และฤทธิ์ของแคปซายซินต่อหัวใจห้องบนของหนูตะเภานั้นจะเพิ่มทั้งความเร็ว และความแรงในการเต้น

5. ฤทธิ์อื่น ๆ หลังจากกินอาหารที่ใช้พริกขี้หนูแก่จัดสีแดงเป็นเครื่องปรุงแต่งนานประมาณ 3 สัปดาห์ จะทำให้สารกลุ่มคอรืติโซน ในพลาสมาเพิ่มขึ้น และปริมาณที่ขับออกทางปัสสาวะก็จะเพิ่มขึ้น ส่วนสารที่สกัดได้จากพริก ถ้าฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร จะมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้เดินเซ เล็กน้อย และชักตายได้ เมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดจะมีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกของหนูขาว และมีฤทธิ์กระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกทั่วไป

ความลับของพริกขี้หนู

1 แก้ปวดหัว ปวดหัวเนื่องมาจากไข้หวัด หรือตััวร้อน ใช้ใบพริกขี้ หนูสดๆ ตำกับดินสอพองปิดขมับ

2 แก้เจ็บคอเสียงแหบใช้น้ำต้มหรือยาชงพริกขี้หนูกลัวคอแก้เจ็บคอและเสียงแหบได้โดยใช้พริกขี้หนูป่น๑หยิบมือเติมน้ำเดือดลง ไป ๑ แก้ว ทิ้งไว้พออุ่น ใช้น้ำกลัวคอ

3 ช่วยขับลม แก้อาหารไม่ย่อย เจริญอาหาร โดยกินพริกขี้หนูสวน รักษากระเพาะที่ไม่มีกำลังย่อยอาหาร

4 แก้ปลาดุกยักใช้พริกขี้หนูสดเขียวหรือแดงก็ได้ ขยี้ตรงที่ปลาดุก แทงจะหายปวด ขยี้แล้วจะรู้สึกเย็น(ธรรมดาพริกขี้หนูร้อน) ไม่บวม ไม่ฟกช้ำด้วย

5 แก้เท้าแตกใช้พริกขี้หนูทั้ง ๕ ปูนขาว สื่งละพอควร เอาไปต้ม เอาน้ำมาแช่เท้าที่แตก ถ้าไม่หายเอาต้นสลัดได รากหนอนตากยากใส่ลงไปด้วย

6 แก้บวม ใบพริกขี้หนู บดผสมนำ้มะนาว พอกบริเวณที่บวม

7 รักษาแผลสดและแผลเปื่อย ใช้ใบพริกขี้หนู ตำพอกรักษาแผลสดและแผลเปื่อย(อย่าใช้พริกขี้หนูปิดแผลมากเกินไปเพราะจะทำให้ร้อน

8 ใบ้ใบเป็นอาหาร ใบพริกขี้หนูมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เพราะมี ธาตุ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ไวาตามินเอ และบีอยู่มาก บำรุงกระดูกบำรุง ประสาท

9 แก้พิษตะขาบและแมลงป่องกัด ใช้พริกขี้หนููแห้ง ตำผงละลาย น้ำมาะนาว ทาแผลตะขาบกัด แมลงป่องต่อย หายเจ็บปวดดีนัก

10 มดคันไฟกัด ใช้ใบหรือดอกพริกขี้หนูก้ได้ ถูบริเวณถูกกัด หายแล

การปลูก
สามารถปลูก ได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสม ที่สุดคือดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำ ได้ดี มีความเป็นกรด เป็นด่าง ของดิน 6.0-6.8 ปลูกได้ตลอดปี พริกขี้หนูเป็นพืช ที่ใช้ส่วนของผลบริโภค ในรูปของพริกสด และพริกแห้ง และสามารถ ใช้ประกอบอาหาร ได้หลายชนิด มีรสเผ็ด

การเตรียมดินเพาะกล้าพริกขี้หนู

ใช้จอบขุดหน้าดินลึก 15-20 เซนติเมตร ทำแปลงขนาดกว้าง 1 เมตร ความยาวตามความ เหมาะสมของพื้นที่ ผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก คลุกเคล้ากับดิน ขุดหลุมปลูกโดย ใช้ระยะห่าง ระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ระหว่างแถว 70-80 เซนติเมตร ควรรองกันหลุม ด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราหลุมละ 1/2 ช้อนชา ทับหน้าปุ๋ยเคมี ด้วยปุ๋ยคอกหลุมละ 1 กะลามะพร้าว แล้วถอนแยกต้น กล้าลงปลูก หลุมละ 1 ต้น แล้วรดน้ำตามให้ชุ่ม

การดูแลรักษาพริกขี้หนู

การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 1 ช้อนชาต่อต้นทุกๆ 15-20 วัน โดยโรยห่างโคนต้น 5 เซนติเมตร และรดน้ำตามทันที หรือจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์น้อยลงก็ได้

การให้น้ำ ควรให้น่ำพริกขี้หนูสม่ำเสมอทุกวัน อย่าให้ขาดน้ำโดยเฉพาะช่วงแรกหลังย้ายปลูก
การพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรพรวนดินและกำจัดวัชพืชในระยะแรกอย่าให้วัชพืชรบกวน เพราะวัชพืชจะแย่งอาหารได้

การเก็บเกี่ยว

พริกขี้หนู เป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวได้หลังย้ายลงปลูก 60-90 วัน การเก็บควรเก็บทุกๆ 5-7 วัน โดยใช้วิธีเด็ดทีละผล อย่าเก็บทั้งช่อ เพราะผลในแต่ละช่อแก่ไม่พร้อมกัน พริกขี้หนูสามารถเก็บได้ยาวนานถึง 6 เดือน



จากเว็บ http://www.the-than.com/samonpai/sa_7.html

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

พริกกะเหรี่ยง

พริกกะเหรี่ยง มีการปลูกกันมากตามแนวชายแดนไทย-พม่าของ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งปลูกในเขตพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีการคมนาคมลำบากมากในช่วงของฤดูฝน ตรงกับ การปลูกพริกของชาวกะเหรี่ยง และเมื่อผลผลิตพริกสามารถเก็บเกี่ยว ได้ก็ไม่สามารถนำออกมาจำหน่ายได้ ต้องแปรรูปเป็นพริกแห้ง

ลักษณะเด่นพริกกะเหรี่ยง
1. มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนทานต่อสภาวะอากาศและโรคแมลง
2. ลำต้นใหญ่ การแตกแขนงดี สามารถให้ผลผลิตติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
3. เป็นที่นิยมทำเป็นพริกตากแห้งได้ดี คุณภาพผลสด 3 กิโลกรัม ตากแห้งได้ 1 -1.3 กิโลกรัม
4. มีความเผ็ดและหอมซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์ของพริกกะเหรี่ยง
5. โรงงานทำซอสพริกนิยมนำไปปั่นผสมกับพริกหนุ่มเขียวเพื่อเพิ่มความเผ็ดและความหอม

การเตรียมเมล็ดและต้นกล้าก่อนปลูก
1. เลือกต้นที่มีลำต้นสมบูรณ์แข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลง สามารถปรับตัวเข้ากับ สภาพแวดล้อม ในท้องถิ่นได้ดี ให้ผลผลิตดก ขนาดใหญ่เต็มที่และเก็บผลในรุ่นที่ 2-3
2. ผลพริกที่เลือกเก็บนั้น ควรเป็นผลที่เริ่มสุกหรือสุกสีแดงสดปราศจากโรคแมลงทำลาย นำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน หรือนำมาห่อ ในผ้าขาวบางซับ ๆ เก็บไว้ประมาณ 2-3 วัน จนมีตุ่มรากสีขาวเล็ก ๆ แล้วนำไปเพาะ

การเตรียมแปลงเพาะกล้า
การเลือกพื้นที่สำหรับเพาะเมล็ดพันธุ์ต้องทำการเตรียมดินให้ละเอียดพร้อมผสมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2:1 แล้วคลุกเคล้า ให้เข้ากัน แล้วนำเมล็ดพริกโรยเป็นแถวห่างกันประมาณ 3 นิ้ว กลบหน้าดิน ประมาณ 1 ซม. หลังเพาะนาน 7-10 วัน เริ่มงอกหมั่น รดน้ำ ให้ชุ่มอยู่เสมออย่าปล่อยให้แปลงแห้งจนกระทั่งต้นกล้าเจริญเติบโตมีใบประมาณ 3-4 คู่ หรือต้นกล้ามีอายุประมาณ 30 วัน สามารถนำไปปลูกในแปลงปลูก

การปลูกและการดูแลรักษา
1. การปลูกพริกกะเหรี่ยงโดยนำเมล็ดพริกที่เก็บเมล็ดจากต้นแล้วนำมาตากแดดจนแห้งสนิทแล้วนำไปตำในครก หรือกระบอก ไม้ไผ่ ให้เมล็ดแตกออก นำเมล็ดมาหยอดลงหลุมที่เตรียมไว้ หลุมละประมาณ 5-10 เมล็ด ระยะปลูก 80X80 เซนติเมตร และหากปลูก แซมข้าวไร่ ระยะปลูกจะห่างตามความต้องการและสภาพพื้นที่เป็นหลัก
2. การปลูกด้วยต้นกล้า ควรมีการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก อัตรา 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ หรือใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า จำนวนต้นกล้า ประมาณ 2,500-3,000 ต้นต่อไร่ ระยะปลูก 80X80 เซนติเมตร ซึ่งสามารถปลูกเป็นพืชแซม กับข้าวไร่ หรือพืชชนิดอื่นๆ
3. การปลูกพริกกะเหรี่ยงเพื่อเพิ่มมูลค่าของพริกสด สามารถทำได้โดยเกษตรกรต้องมีพื้นที่สามารถให้น้ำได้ และเป็นพื้นที่ดอนน้ำ ไม่ท่วมขัง เกษตรกรเริ่มเพาะกล้าพริกตั้งแต่เดือน กันยายน-ตุลาคม หลังปลูกแล้ว 90 วันก็จะเริ่มเก็บผลผลิต ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูแล้ง พริกสดจะเริ่มราคาแพงเนื่องจากชาวกระเหรี่ยงที่ปลูกพริกในป่า ไม่สามารถให้น้ำพริกได้ และผลผลิตก็จะหมดเร็ว ทำให้พริกสด ขาดแคลน เกษตรกรที่ปลูกพริกกะเหรี่ยงฝืนฤดู สามารถขายพริกสดได้ถึงราคา 50-80 บาท/กิโลกรัม และสามารถเก็บเกี่ยวตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป

การให้น้ำและปุ๋ย
การให้น้ำอาศัยน้ำฝนธรรมชาติ และช่วงที่เหมาะสมในการปลูกเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน การกำจัดวัชพืชไม่ใช้สารเคมี และไม่นิยมใส่ปุ๋ยเคมีเนื่องจากจะทำให้พริกกะเหรี่ยงที่มีความหอมที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวลดลง

ศัตรูพืชที่สำคัญและวิธีการป้องกันกำจัด
1. โรค โรครากเน่าโคนเน่า และโรคกุ้งแห้ง ป้องกันโดยคัดเมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากโรค ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า รองก้นหลุมก่อนปลูก
2. แมลง เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ทำให้พริกใบหงิกงอ ลักษณะใบม้วนผิดปกติ ระบาดในช่วงแห้งแล้ง ป้องกันกำจัด โดยใช้น้ำหมัก สมุนไพร ฉีดพ่นทุก 5-7 วัน หรือเชื้อราบิวเบอร์รี่

การเก็บผลผลิต
หลังย้ายปลูกประมาณ 60 วัน พริกกะเหรี่ยงเริ่มทยอยผลผลิตและสามารถเก็บผลผลิตได้โดยเลือกเก็บเมล็ดที่มีสีแดงสดเพื่อใช้ ในการแปรรูป ผลผลิตพริกสดประมาณ 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นพริกแห้งได้ประมาณ 80-100 กิโลกรัมๆ ละประมาณ 80-150 บาท รายได้เฉลี่ยประมาณ 10,000-15,000 บาทต่อไร่

การจำหน่ายพริกกะเหรี่ยง
1. จำหน่ายพริกสดราคาขายขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของพริก
2. จำหน่ายเป็นพริกแห้ง ซึ่งจะได้ราคาที่สูง กว่าพริกชนิดอื่น
3. ตลาดแปรรูปในอุตสาหกรรมการแปรรูป พริกป่น พริกคั่ว พริกดอง ซอสพริก หรือน้ำจิ้ม น้ำพริก น้ำพริกแกง อาหารสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จรูป พริกแช่แข็ง





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

พริกหยวก

พริกหยวก Green pepper

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Copsicum annuum L.

พริกหยวกเป็นพืชที่กินผล ใช้ประกอบอารหารได้หลายชนิด มีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก ประเทศอเมริกาใต้ และประเทศไทย

ลักษณะโดยทั่วไป

พริกหยวกเป็นพืชล้มลุก อายุสั้นทรงพุ่มเล็ก มีผลสีเหลืองอมเขียวมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างยาวปลายผลเรียวลง และเปลี่ยนเป็นสีส้มเมื่อแก่ มีรสเผ็ดไม่มากนักและมีกลิ่นฉุน
พริกหยวกขึ้นได้กับดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำได้ดี ไม่ชื้นจนเกินไป พริกหยวกสามารถปลูกได้ตลอดปี พันธุ์พริกหยวก ส่วนมากที่ปลูกเป็นพื้นเมืองซึ่งปลูกกันมานาน
















กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

โพทะเล

โพทะเล Thespesia populneoides (Roxb.) Kostel.

เรียกอีกชื่อว่า ปอกะหมัดไพร (ราชบุรี), ปอมัดไซ (เพชรบุรี), บากู (ปัตตานี, มลายู)


จัดอยู่ในวงศ์ Malvaceae


ลักษณะทั่วไป


เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็กสูง 8-12 เมตร ลำต้นโค้ง แตกกิ่งในระดับต่ำ เรือนยอดแผ่กว้าง ค่อนข้างหนาทึบ เปลือกเรียบสีเทาอ่อนหรือขรุขระมี รอยแตกตามยาวเป็นร่องลึก

ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปคล้ายหัวใจ โคนใบเว้าตื้น ความกว้างและความยาวของใบเท่า ๆ กัน

ดอก ออกตามง่ามใบเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ก้านดอกยาวประมาณ 5-12 ซม.โน้มเอียงหรือห้อยลง ไม่มีใบประดับ วงกลีบเลี้ยงรูปถ้วยไม่มีแฉก คล้ายแผ่นหนังไม่หลุดร่วง กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่ โคนกลีบติดกันรูประฆัง มีจุดสีแดงเข้มอมน้ำตาลแต้มที่โคนกลีบดอกด้านใน ดอกบานเต็มที่ภายในวันเดียว แล้วจะเปลี่ยนสีเป็นชมพูแกมม่วงอ่อน เหี่ยวบนต้น ก่อนร่วงหล่นในวันถัดมา หลอดเกสรตัวผู้สีเหลืองจาง ๆ มีอับเรณูติดอยู่ตลอดความยาวของหลอด ออกดอกประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม

ผล เป็นผลค่อนข้างกลมเปลือกแข็ง มีวงกลีบเลี้ยงรูปคล้ายจานอยู่ที่ขั้วผล ผลแก่เต็มที่มีเปลือกแยกออก ได้เป็น 3 ชั้น เปลือกชั้นนอกเรียบ เปลือกชั้นกลางหนา กว่าเปลือกชั้นในแข็ง โดยเปลือกชั้นนอกจะแตกออกเป็น 5 แฉก ประมาณครึ่งผลทางด้านปลายผล เมล็ดมีขนสั้นสีทองปกคลุม

พบมากในที่ดอนหรือชายฝั่งทะเลและริมแม่น้ำที่ดิน เป็นดินร่วนปนทราย




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

พังกาหัวสุมดอกแดง

พังกาหัวสุมดอกแดง(Bruguiera gymnorrhiza (L.) Savigny)

วงศ์ : RHIZOPHORACEAE

ชื่ออื่น : ประสัก, ประสักแดง, โกงกางหัวสุม, พังกาหัวสุม, (กลาง); พลัก

ลักษณะทั่วไป

เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง ๒๕ - ๓๕ เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ทึบ โคนต้น มีพูพอนสูงและมีช่องอากาศขนาดใหญ่อยู่ทั่วไป มีรากหายใจคล้ายหัวเข่าเปลือกหยาบ สีน้ำตาลดำถึงดำ แตกเป็นร่องตามยาวไม่เป็นระเบียบ

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรีหรือรูปไข่แกมรี ขนาด ๔ – ๙ x ๘ – ๒๐ ซม. ปลายใบแหลมสั้น ฐานใบมน ผิวใบเรียบหนา คล้ายแผ่นหนัง ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบเขียวอมเหลือง มีเส้นใบ ๘ – ๑๐ คู่ เส้นกลางใบด้านล่างมีแดงเรื่อ ๆ ก้านใบกลมยาว ๒ – ๕ ซม. มีสีแดงเรื่อ ๆ หูใบแหลมยาว ประกบกันเป็นคู่ที่ปลายกิ่ง ยาว ๔ – ๘ ซม. สีแดง ร่วงง่าย

ดอก ออกเดี่ยว ๆ ตามง่ามใบ ก้านดอกยาว ๓ – ๔ ซม. โค้งลงล่าง ดอกตูม รูปกระสวย ยาว ๒.๕ – ๓.๕ ซม. กลีบเลี้ยงสีแดงปนเขียว โคนติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแคบ ๆ ลึกลงครึ่งหนึ่ง มี ๑๐ – ๑๖ แฉก แต่ละแฉกมีขนาด ๐.๓ – ๐.๕ x ๑.๕ – ๒ ซม. กลีบดอก ๑๐ – ๑๖ กลีบ รูปขอบขนาน สีขาวหรือ เหลืองอมเขียว ปลายกลีบเว้า หยักลึกลงเกือบถึงกลางกลีบ เป็น ๒ แฉก ปลายแหลม มีขนสั้น ๆ ปกคลุมและมีรยางค์เป็นเส้นแข็งติดที่ปลาย ๓ – ๔ เส้น ยาว ๐.๓ ซม. เมื่อ ดอกบานจะมีลักษณะคล้ายสุ่ม

ผล รูปลูกข่าว ยาว ๒ – ๓ ซม. ผิวเรียบ จะงอกตั้งแต่ผลยังติดอยู่บนต้น “ฝัก” หรือลำต้นใต้ใบเลี้ยง รูปกระสวย ขนาด ๑.๕ – ๒ x ๗ – ๒๕ ซม. เป็นเหลี่ยมหรือมีสันเล็กน้อย สีเขียวเข้มแกมม่วง เมื่อแก่จัดมีสีม่วงดำ

พบขึ้นทั่วไปในป่าชายเลนของประเทศไทย ในบริเวณที่น้ำท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ และดินค่อนข้างแข็งและเหนียว





กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...