แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ห แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขึ้นต้นด้วย ห แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กะบก (บก,กระบก,หมักบก)

ชื่อพื้นเมือง กะบก ( บก , กระบก , หมักบก )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Irvingia malayanaoliv. Exa. Benn.

ลักษณะนิสัย ผลัดใบหมดทั้งต้น ออกดอกเดือน มกราคม – มีนาคม ติดผลเดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน ผลสุกเดือน สิงหาคม – กันยายน

ลักษณะพิเศษของพืช เนื้อไม้แข็ง หนัก ให้ร่มเงา ทำฟืน เผาถ่าน ทำ เครื่องเรือน งานก่อสร้างภายใน เนื้อในเมล็ด
กินได้ รสมัน

บริเวณที่พบ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยตามป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง





วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หมากค้อ

ชื่อวิทยาศาสตร์

Schleichera oleosa (Lour.) Oken.

ลักษณะนิสัย

ผลัดใบหมดทั้งต้น ออกดอกเดือน มี.ค.-เม.ย. ผล

สุกเดือน ก.ค.-ส.ค.

ลักษณะพิเศษของพืช

ให้ร่มเงาดี ทำฟืน เผาถ่าน ถ่านให้ไฟแรงดี ผลสุกกกิน

ได้ จิ้มเกลือรสหวานอมเปรี้ยว

บริเวณที่พบ

ป่าผลัดใบ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณภาคเหนือ อีสาน


วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หมักแงว

หมักแงว SAPINDACEAE
Nephelium hypoleucum Kurz

ชื่ออื่น คอแลน (ภาคเหนือ ภาคกลาง) ไม้ขาวลาง มะแงว หมักงาน มะแงะ หมักแวว (ภาคตะวันออก) คอแลนตัวผู้ ลิ้นจี่ป่า (ภาคตะวันออกเฉียงใต้) กะเบน คอรั้ง สังเครียดขอน (ภาคใต้)

หมักแงวเป็นไม้ต้น สูง 10–30 ม. เปลือกค่อนข้างเรียบสีน้ำตาล ใบ ประกอบแบบขนนกเรียงสลับ มีใบย่อย 1–4(–5) คู่ เรียงตรงข้าม หรือเยื้องกัน บางครั้งสลับ แผ่นใบย่อยรูปไข่ถึงรูปรี กว้าง 2–8 ซม. ยาว 6–30 ม. ปลายป้านถึงแหลม โคนมนถึงแหลม ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนคล้ายไหม ดอก เล็ก สีขาว เหลืองอ่อน หรือเขียวอ่อน กลิ่นหอม มีต่อมน้ำหวานมาก ออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้ยอด ผล รูปกลมรี กว้าง 1–3 ซม. ยาว 2–3 ซม. มีตุ่มสีแดง เปลือกหนา เมล็ดมีเยื่อหุ้ม

หมักแงวมีการกระจายพันธุ์ในป่าดิบและป่าเบญจพรรณ ทั่วทุกภาคของประเทศ ความสูงตั้งแต่ระดับทะเลปานกลางถึง 1,200 ม. ในต่างประเทศพบที่พม่า และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ออกดอกเดือนธันวาคม–มีนาคม ผลแก่เดือนกุมภาพันธ์–มิถุนายน

เยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวานอมเปรี้ยวกินได้ เนื้อไม้ละเอียดเหนียวและแข็ง สีแดงหรือน้ำตาลแดง ใช้ทำเครื่องมือทางการเกษตร ฟืนและถ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้าเนเปียร์

หญ้าเนเปียร์ (Pennisetum purpureum)

เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี สายพันธุ์ที่นิยมปลูก คือ หญ้าเนเปียร์แคระ (P. purpureum. Cr. Mott.) หญ้าเนเปียร์ (ธรรมดา) และหญ้าเนเปียร์ลูกผสม (P. Purpureum x P. americanum) ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และหญ้าบาน่า หญ้าเนเปียร์แคระสูง 1- 2 เมตร แตกกอดี ใบมาก ส่วนหญ้าเนเปียร์ธรรมดา และเนเปียร์ลูกผสมสูง 3- 4 เมตร ทุกสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 3-4 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8–10 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน ไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ย่อยดินให้มีขนาดเล็กและร่วนซุย

การปลูก ปลูกได้ด้วยท่อนพันธุ์ ระยะปลูก 75x75 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ท่อน ให้ข้ออยู่ใต้ดินลึก 1- 2 นิ้ว ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ท่อนพันธุ์ 300- 500 กิโลกรัม

การใส่ปุ๋ย ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชภายหลังจากปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์ การตัดหญ้าเนเปียร์ไปเลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก และตัดหญ้าครั้งต่อไปทุก 30-45 วัน ช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดอายุน้อยกว่า 30 วัน โดยตัดชิดดิน หญ้าเนเปียร์เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ กระบือ ในรูปหญ้าสด หรือหญ้าหมัก ไม่เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง


วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้าโร้ด

หญ้าโร้ดส์ (Chloris gayana)

เป็นหญ้าอายุหลายปี ทนแล้งได้ดี ทนต่อสภาพน้ำขังได้เป็นครั้งคราว ทนต่อการแทะเล็มได้ดี ทนต่อสภาพดินเค็มได้ดีกว่าหญ้าอื่น ๆ หลายชนิด ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2.0-2.5 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8-10 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน ไถย่อยดินให้ละเอียด โดยการไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ

การปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่าน หรือปลูกเป็นแถวห่างกัน 50 เซนติเมตร เมล็ดพันธุ์หญ้าโร้ดมีขนและเบามากก่อนหว่านแนะนำให้ผสมเมล็ดพันธุ์กับขี้เลื้อยหรือทราย

การใส่ปุ๋ย ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์ การตัดหญ้าโร้ดไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10- 15 เซนติเมตร สำหรับการปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็ม ควรปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน หลังจากนั้นจึงทำการตัด หรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน ในช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดใช้ประโยชน์ได้ที่อายุน้อยกว่า 30 วัน หญ้าโร้ดเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก

หญ้าพลิแคทูลั่ม

หญ้าพลิแคทูลั่ม (Paspalum plicatulum)

เป็นหญ้าอายุหลายปี ต้นตั้งเป็นกอ เจริญเติบโตได้ในดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทนต่อสภาพแห้งแล้ง ทนน้ำท่วมขัง ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1.5-2.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 7-8 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน ไถย่อยดินให้ละเอียด โดยไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ

การปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่าน หรือปลูกเป็นแถว ๆ ห่างกัน 50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง
การกำจัดวัชพืช ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์ การตัดหญ้าพลิแคทูลั่มไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10- 15 เซนติเมตร สำหรับการปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มในแปลงหญ้า ควรปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน หลังจากนั้นจึงทำการตัด หรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน หญ้าพลิแคทูลั่มเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้ง หรือหญ้าหมัก

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้าอะตาตรัม

หญ้าอะตาตรัม Paspalum atratum

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี ลักษณะลำต้นตั้งเป็นกอสูงประมาณ 1-2 เมตร กอใหญ่ ใบกว้าง ถ้าปลูกในพื้นที่ซึ่ง มีสภาพแวดล้อม เหมาะสมจะมีใบดก ทนแล้งและทนน้ำท่วม ขังได้ดี ขยายพันธุ์ได้ทั้งเมล็ดและหน่อพันธุ์ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งประมาณ 3 - 4 ตันต่อไร่ต่อปี มีโปรตีน ประมาณ 7 - 8 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับปลูกเพื่อตัดสดเลี้ยงสัตว์

การเตรียมพื้นที่

หากปลูกด้วยเมล็ดควรเตรียมดินให้ดี โดยไถพรวน 2 - 3 ครั้ง

การปลูก

ปลูกโดยหยอดเมล็ดเป็นแถว อัตรา 2 ก.ก.ต่อไร่ ระยะห่างระหว่างแถว 30-50 ซ.ม. หรือใช้หน่อพันธุ์ปลูกระยะระหว่างต้นและ แถวห่างกัน 50 ซม.

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 ก.ก.ต่อไร่ นอกจากนี้ อาจมีการใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย เพื่อเพิ่มอินทรีย์ วัตถุในดิน ในการดูแลรักษาแปลงหญ้าหลังการตัด ทุกครั้งควรใส่ปุ่ยยูเรียในอัตรา 10 กก.ต่อไร่

การควบคุมวัชพืช

กำจัดวัชพืชครั้งแรก 3-4 สัปดาห์แรกหลังปลูก และกำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกอีก 2 เดือน

การใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์

การตัดเพื่อนำให้สัตว์กินควรตัดครั้งแรกเมื่อหญ้ามีอายุ 45-60 วัน หลังจากนั้นจึงจะทำการตัดทุก ๆ 25-30 วัน โดยตัดชิดดิน เหมาะที่จะใช้เลี้ยงโคกระบือในรูปหญ้าสด

การเก็บถนอมพืชอาหารสัตว์

สามารถเก็บถนอมในรูปหญ้าหมักได้



วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้าแพงโกล่า

หญ้าแพงโกล่า Digitaria eriantha

ลักษณะของหญ้า เป็นหญ้าที่มีลำต้นเล็ก ไม่มีขน มีอายุหลายปี ต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย ความยาว 40-64 เชนติเมตร มีปล้องประมาณ 7-13 ปล้อง ใบมีลักษณะเรียวเล็กยาวประมาณ 12-19 เชนติเมตร ใบกว้าง 4 มิลิเมตร ใบดกอ่อนนุ่ม เมื่ออายุมากลำต้นจะทอดไปตามผิวดิน มีรากและแตกหนอตามข้อ เป็นหญ้าอายุที่มีหลายปี ลำต้นเล็ก ไม่มีขน ใบเล็กเรียวยาว ใบดกอ่อนนุ่ม

การปลูก ใช้ท่อนพันธุ์อายุไม่น้อยกว่า 60 วัน อัตรา 250-300 กิโลกรัมต่อไร่

พื้นที่ลุ่ม ทำเทือกแบบนาหว่านน้ำตม ปรับระดับน้ำให้สูง 10-15 เซนติเมตร หว่านท่อนพันธุ์ให้ทั่วแปลง แล้วนาบกดท่อนพันธุ์ให้จมน้ำ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วระบายน้ำออก
พื้นที่ดอน หลังจากไถพรวนแล้ว ชักร่องห่างกัน 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร วางท่อนพันธุ์ 3-5 ท่อน เรียงต่อกันเป็นแถว ใช้ดินกลบเล็กน้อยและเหยียบให้แน่น

ปลูกได้ทั้งสภาพดินทรายถึงทนแล้ง ทนน้ำท่วมขัง แต่ไม่ชอบ ถ้าควบคุมน้ำได้จะให้ผลผลิตทั้งปี เจริญเติบโตดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน

การใส่ปุ๋ย ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ในแต่ละรอบของการตัดควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) 2 ครั้ง ๆ ละ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งแรกหลังตัด 1 วัน และครั้งที่ 2 หลังตัด 10-15 วัน
การกำจัดวัชพืช ใช้วิธีการตัดปรับทุกๆ 45-60 วัน 2-3 ครั้ง หรือใช้สารกำจัดวัชพืช 2, 4-D

ผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการ ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 5.0-7.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 7-11 เปอร์เซ็นต์ ปลูกครั้งหนึ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 5 ปี

การใช้ประโยชน์ การตัดหญ้าแพงโกล่าไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดหญ้าครั้งแรก 60 วันหลังปลูก และตัดครั้งต่อไปทุก ๆ 40 วัน โดยตัดสูงจากพื้นดิน 5-10 เซนติเมตร การปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มครั้งแรกควรปล่อยเมื่อหญ้าอายุ 90 วัน หญ้าแพงโกล่าเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้ง (มีความเหมาะสมต่อการทำหญ้าแห้ง) หรือหญ้าหมัก
Digitaria eriantha

การปลูกหญ้าแพงโกล่าพื้นที่ดอน

•การเตรียดิน
ทำการไถพรวนดิน 2-3 ครั้ง โดยครั้งแรกทำการไถกลับหน้าดินและกำจัดวัชพืชที่ปกคลุมดินอยู่ ส่วนการไถครั้งที่ 2 และ 3 เพื่อทำการทำลายวัชพืชที่ขึ้นมาใหม่และเพื่อย่อยดินให้ละเอียดและปรับหน้าดินให้เรียบ จากนั้นทำการชักร่องห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร

•การเตรียมท่อนพันธุ์
ท่อนพันธุ์ของหญ้าแพงโกล่าที่จะใช้ปลูกต้องไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป มีอายุประมาณ 60 วัน ความยาวของต้นประมาณ 60 เซนติเมตร ขอควรระวังคือ ท่อนพันธุ์ที่ตัดมาแล้วควรนำไปปลูกทันทีไม่ควรทิ้งท่อนไว้นาน เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตของท่อนพันธุ์หลังทำการปลูกลดลง แต่หากเกษตรกรจำเป็นต้องเก็บท่อนพันธุ์ไว้ ควรเก็บท่อนพันธุ์ไว้ในที่ร่มและควรทำการรดน้ำให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา

•การปลูก
วางท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าประมาณ 3-5 ท่อน เรียงกันเป็นแถวตามแนวร่องที่ขุดไว้ ใช้ท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าประมาณ 100-150 กิโลกรัม จากนั้นนำดินกลบท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าบาง ๆ เป็นระยะโดยให้เหลือเฉพาะส่วนยอด

•การให้น้ำ
ควรให้น้ำหญ้าแพงโกล่าอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูแล้ง หรือเกษตรกรจะใช้วิธีรดน้ำแบบปริงเกอร์ประมาณ 7 วัน ๆ ละประมาณ 4-6 ชั่วโมง

•การให้ปุ๋ย
เกษตรกรควรให้ปุ๋ยหญ้าแพงโกล่าสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนทำการปลูกหญ้าและให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหรือปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราส่วน 10-20 กิโลกรัมต่อไร่หลังจากตัดหญ้าแพงโกล่าทุกครั้ง และในปีต่อ ๆ ไปเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 รองพื้นในช่วงต้นฤดูฝนทุก ๆ ปี

•การกำจัดวัชพืช
เกษตรกรควรใช้จอบถากวัชพืชหลังจากทำการปลูกหญ้าแพงโกล่าได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ และหลังจากที่หญ้าแพงโกล่าเจริญเติบโตเต็มที่แล้วเกษตรกรควรกำจัดวัชพืชประมาณ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ให้เกษตรกรดูการเจริญเติบโตของวัชพืชว่ามากน้อยเพียงใด

การปลูกหญ้าแพงโกล่าพื้นที่ลุ่ม
หญ้าแพงโกล่า Digitaria decumbens มีการเจริญเติบโตแบบกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย ลำต้นนอนไปตามพื้นดิน มีรากและหน่ออ่อนงอกมาตามข้อ หญ้าแพงโกล่ามีใบยาวเรียวเล็ก มีขนเล็กน้อย หญ้าแพงโกล่าสามารถขึ้นได้ทั้งดินทรายและดินเหนียวทนต่ออากาศแล้งได้ดี

•การเตรียมดินสำหรับพื้นที่ลุ่ม
ไถกลับหน้าดินและทำการกำจัดวัชพืช และไถพรวนครั้งที่ 2 หลังจากที่วัชพืชเน่าและตายแล้ว เพื่อย่อยดินให้ละเอียด จากนั้นแบ่งแปลงปลูกหญ้าแพงโกล่าออกเป็นขนาดย่อย คาดปรับสภาพพื้นดินให้เรียบ จากนั้นปล่อยน้ำเข้าแปลงทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงทำการตีเทือกด้วยจอบหมุนหรือคราด

•การเตรียมท่อนพันธุ์
ท่อนพันธุ์ของหญ้าแพงโกล่าที่จะใช้ปลูกต้องไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป มีอายุประมาณ 60 วัน ความยาวของต้นประมาณ 60 เซนติเมตร ขอควรระวังคือ ท่อนพันธุ์ที่ตัดมาแล้วควรนำไปปลูกทันทีไม่ควรทิ้งท่อนไว้นาน เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตของท่อนพันธุ์หลังทำการปลูกลดลง แต่หากเกษตรกรจำเป็นต้องเก็บท่อนพันธุ์ไว้ ควรเก็บท่อนพันธุ์ไว้ในที่ร่มและควรทำการรดน้ำให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา

•การปลูก
การปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ลุ่มสามารถทำได้ทั้งการปักดำหรือหว่านท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าก็ได้ โดยจะใช้ท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าประมาณ 300 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นใช้ลูกกลิ้งคราดหรือขลุบทับให้ท่อนพันธุ์บางส่วนจมดิน

•การให้น้ำ
หากหญ้าแพงโกล่าปลูกในพื้นที่ชลประทาน ควรปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงทันทีหลังจากปลูกหญ้า และต่อจากนั้นควรให้น้ำในช่วงฝนแล้งทุก ๆ 15 วัน

•การใส่ปุ๋ย
ควรใช้ปุ๋ยผสมสำหรับนาข้าว สูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8 อัตราส่วน 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่รองพื้นก่อนทำการปลูกหญ้า หว่านปุ๋ยให้สม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงหลังจากที่เกษตรกรระบายน้ำออกและทำเทือกพร้อมที่จะปลูกหญ้า เมื่อหญ้าตั้งตัวเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหลังจากให้น้ำทุกครั้งเพื่อเร่งการเจริญเติบโต นอกจากนี้ในการตัดหญ้าแต่ละครั้งเกษตรกรก็ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทุกครั้ง

•การกำจัดวัชพืช
ควรทำการกำจัดวัชพืชหลังจากทำการปลูกหญ้าแพงโกล่าประมาณ 30 วัน โดยจะใช้แรงงานคนหรือสารเคมีก็ได้ สารเคมีที่ใช้ คือ สารเคมีที่ใช้ในนาข้าว อัตราส่วน 30 กรัมต่อ น้ำ 20 ลิตร (1 ปีบ) โดยการฉีดพ่นให้ทั่วแปลง

หญ้ากินนีสีม่วง

หญ้ากินนี่สีม่วง Panicum maximum

ประวัติความเป็นมา

หญ้ากินนีสีม่วง (Purple guinea) เป็นหญ้าในสกุลกินนี (Panicum maximum) นายกีร์ โรแบร์ ที่ปรึกษา กรป.กลาง นำมาจากประเทศไอเวอรี่โคส ทวีปอัฟริกา ประมาณปี พ.ศ. 2518 ปลูกครั้งแรกที่จังหวัดสกลนคร ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดี สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ดี เป็นที่นิยมสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอย่างแพร่หลาย กรมปศุสัตว์ได้เริ่มขยายพันธุ์เพื่อผลิตเมล็ดในหน่วยงานของกองอาหารสัตว์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และส่งเสริมให้เกษตรกร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่าย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2536 เป็นต้นมา และในปี พ.ศ. 2537 สามารถผลิตเมล็ดได้ทั้งหมด 14.8 ตัน โดยสถานีอาหารสัตว์ ผลิตได้ 4.8 ตัน ที่เหลือผลิตโดยเกษตรกร ส่วนในปี พ.ศ. 2538 มีเป้าหมายการผลิตถึง 183 ตัว (กองอาหารสัตว์, 2537)

ลักษณะทั่วไป

หญ้ากินนีสีม่วงเป็นพืชที่มีอายุหลายปี การเจริญเติบโตเป็นแบบกอตั้งตรง มีใบขนาดใหญ่ ดก อ่อนนุ่ม มีลำต้นสูงใหญ่กว่าหญ้ากินนีธรรมดา ส่วนของข้อปล้อง กลุ่มดอก (Spilelets) และเมล็ดสีม่วงอมเขียวต่างจากหญ้ากินนีพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีสีเขียว ขนาดของเมล็ดใหญ่กว่ากินนีธรรมดา หญ้ากินนีสีม่วงมีช่วงเวลาของการเจริญเติบโต ก่อนออกดอกอยู่ระหว่าง 90-110 วัน ความสูงเมื่อเริ่มออกดอก ประมาณ 220 เซนติเมตร (ศศิธร และคณะ, 2536 ก) สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพร่มเงา เช่นเดียวกับหญ้ากินนีธรรมดาหญ้ากินนีสีม่วงสามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ตั้งแต่ดินเหนียว จนถึงดินทราย ทนทานต่อสภาพดินค่อนข้างเค็ม ทนแล้ง และสามารถตอบสนองต่อการให้น้ำ และปุ๋ยได้ดี

การผลิตเมล็ดพันธุ์

การปลูกและการดูแลรักษา ช่วงเวลาปลูก

ควรปลูกตั้งแต่ต้นฤดูฝน ในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เพื่อให้ญ้าตั้งตัวได้ในช่วงฤดูฝน

การเลือกพื้นที่ปลูก


ควรเป็นที่ดอน มีการระบายน้ำดี ดินมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร

การปลูก

ปลูกเช่นเดียวกับการปลูกเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ แต่ใช้ระยะปลูกที่ห่างกว่าคือ ระยะระหว่างแถว 50x50 เซนติเมตร หรือ 75x25 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยไนโตรเจน ค่อนข้างมีความสำคัญต่อผลผลิตเมล็ดหญ้า ดังนั้น ควรใช้ปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และให ้ปู่ยอีกครั้งก่อนหญ้าออกดอก 1 เดือน โดยใช้แอมโมเนียมซัลเฟต 30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือยูเรีย 15 กิโลกรัมต่อไร่ ควรใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม

การเก็บเกี่ยว

หญ้ากินนีสีม่วง จะออกดอกในเดือนกันยายน-ตุลาคม ช่วงการออกดอกช้า และยาวนานกว่ากินนีพันธุ์อื่น ๆ (ศศิธร และคณะ, 2536ก) โดยทั่วไปหญ้ากินนีจะออกดอกไม่พร้อมกัน ทำให้การสุกแก่ไม่พร้อมกัน การกำหนดระยะเวลาเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์เพียงครั้งเดียวทำได้ยาก วิธีการที่น่าจะได้ผลดี ควรเป็นวิธีการเคาะช่อดอก ให้เมล็ดแก่ร่วงลงในภาชนะทุก 3-5 วัน จนเมล็ดหมด สำหรับในพื้นที่ขนาดใหญ่ ที่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวให้ทัน ก่อนที่เมล็ดจะร่วงหล่นเสียหาย ยังต้องใช้วิธีการเกี่ยวช่อดอกบ่ม แต่วิธีนี้จะทำให้ได้ผลผลิต และคุณภาพต่ำกว่าวิธีการเคาะช่อดอก การเคาะช่อดอกควรเริ่มเคาะในช่วงประมาณ 10 วันหลังออกดอก 50 เปอร์เซ็นต์ (วีระศักดิ์ และคณะ, 2536) ในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรจะมีการมัดช่อดอกภายในกอรวมกันเมื่อเริ่มออกดอก เพื่อสะดวกในการเคาะ และถ้าใช้ถุงตาข่ายไนล่อนคลุมช่อดอก เพื่อให้เมล็ดร่วงลงในถุง แล้วเอาเมล็ดออกทุก 3-5 วัน จะทำให้ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดสูงขึ้น (ตา รางที่ 9) แต่ค่าใช้จ่ายก็จะสูงเพิ่มมากขึ้นด้วย ในแปลงทดสอบของสถานีอาหารสัตว์สกลนคร การเคาะช่อดอกจะทำให้ได้ผลผลิต 60 กิโลกรัมต่อไร่ (ธวัช และชุมพล, 2537)

คุณภาพเมล็ดพันธุ์

คุณภาพเมล็ดพันธุ์หญ้ากินนีสีม่วง จะดีกว่าหญ้ากินนีธรรมดาและเฮมิลกินนี ไม่ว่าจะเป็นความบริสุทธิ์หรือความงอก (ตารางที่ 10) กองอาห ารสัตว์กำหนดมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ หญ้ากินนีสีม่วงที่ผลิตได้ ต้องมีความบริสุทธิ์ 50 เปอร์เซนต์ ความงอก 40 เปอร์เซ็นต์

สรุป

หญ้ากินนีสีม่วงเป็นหญ้าอายุหลายปี ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพร่มเงา ขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ด ใช้อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดมีคุณภาพดีกว่าหญ้าในกลุ่มกินนีด้วยกัน ตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน และปุ๋ยคอกได้ดีควรตัดหญ้าเลี้ยงสัตว์ครั้งแรกหลังปลูก 70 วัน และหลังจากนั้น ควรตัดทุก 30-45 วันได้ผลผลิตปีละ 1.5-4 ตันต่อไร่ มีโปรตีนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นหญ้าที่มีคุณค่าทางอาหารอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สามารถนำไปเลี้ยงแม่โคที่ให้นมในระดับวันละ 8-10 กิโลกรัม ได้โดยไม่ต้องให้อาหารข้นเสริม ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ หญ้ากินนีสีม่วงเริ่มออกดอกระหว่างเดอนกันยายน-ตุลาคม และเก็บเมล็ดในเดือนพฤศจิกายน ให้ผลผลิตเมล็ดประมาณ 50-90 กิโลกรัมต่อไร่ โดยวิธีเคาะช่อดอก ซึ่งจะให้เมล็ดที่มีคุณภาพดี


วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

หญ้ารูซี่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brachiaria ruziziensis

ลักษณะทั่วไป

•มีถิ่นกำเนิดในประเทศคองโก ทวีปอัฟริกา
•นำเข้ามาปลูกครั้งแรกในประเทศไทย โดยองค์การส่งเสริมการเลี้ยงโคนมใน ปี พ.ศ. 2511 ปัจจุบันเป็นพันธุ์หญ้าที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายที่สุด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี ต้นกึ่งเลื้อยกึ่งตั้ง สามารถเจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำได้ ขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน ดินมีการระบายน้ำดี ทนแล้งพอสมควร ทนต่อการเหยียบย่ำของสัตว์ ไม่ทนน้ำท่วมขัง ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2.0 – 2.5 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 7-10 เปอร์เซ็นต์
•ตัวใบของหญ้ารูซีมีขนาดยาว 10-20 ซม.
•กว้าง 0.6-1.5 ซม.
•ทรงพุ่มสูงประมาณ 90-100 ซม.
•มีช่อดอกย่อยมากกว่า (3-6 ช่อดอกย่อย) และมักจะโค้งงอเล็กน้อย หญ้ารูซี่ออกดอกราวเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม ติดเมล็ดดีมาก เมล็ดมีขนาดกลางจำนวนประมาณ 270,000 เมล็ดต่อกิโลกรัม มีกลีบดอกและเปลือกเมล็ดติดหุ้มแข็ง

การปลูก

ใช้เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่อัตรา 2.0 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านหรือโรยเป็นแถว ๆ ห่างกัน 50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช

ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์การตัดหญ้า

ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก
ตัดสูงจากพื้นดิน 10-15 เซนติเมตร

การปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มในแปลงหญ้า
ปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน ทำการตัดหรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน

•ในช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดได้ที่อายุน้อยกว่า 30 วัน หญ้ารูซี่เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก


การเก็บถนอมพืชอาหารสัตว์

เป็นพืชอาหารสัตว์ที่เหมาะที่จะเก็บถนอมในรูปของหญ้าแห้ง หรือหญ้าหมัก

การผลิตเมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่


การเตรียมเมล็ดพันธุ์


ไม่ควรใช้เมล็ดค้างปี เมล็ดพันธุ์หญ้าไม่ต้องขัดถูหรือลวกน้ำร้อน

การปลูก

ปลูกด้วยเมล็ด ใช้เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม / ไร่ โดยวิธีหยอดหลุม หลุมละ 3 - 5 เมล็ด ระยะระหว่างหลุม 25 - 40 เซนติเมตร หรือปลูกด้วยหน่อพันธุ์หรือต้นกล้า โดยเพาะกล้าทิ้งไว้ในช่วงต้นฤดูฝน เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 1 เดือน จึงนำมาปักดำ โดยใช้ระยะ 25 - 40 เซนติเมตร



วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนามเกี่ยวไก่

ชื่อท้องถิ่น: หนามเกี่ยวไก่

ชื่อพฤกษศาสตร์: Capparis echinocarpa Pierre ex Gagnep

ตระกูล(วงศ์): CAPPARACEAE

ลักษณะพืช ไม้พุ่มเตี้ย สูง 0.5 ถึง 2 เมตร กิ่งอ่อนค่อนข้างซิกแซก กลม สีเขียวแกมเทา มีกิ่งแขนง เล็กน้อย กิ่งแก่มีแขนงมากขึ้น กิ่งมีขนปกคลุมเล็กน้อย ต้นแก่สีเทาแกมเหลือง ลำต้นมีหนาม stipule spine ข้อละ 2 อัน หนามโค้งกลับ ยาว 2-4 มม.

ใบ ใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับ ใบรูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปรี ฐานใบมน ปลายใบแหลมหรือมน ขอบ ใบเรียบ ผิวใบเรียบ ใบกว้าง 1.5-4.0 ซม. ยาว 2-7 ซม. ก้านใบยาว 3-4 มม. ก้านใบอ่อน มีขนปกคลุมเล็กน้อย สีใบ เขียวแกมเหลือง

ดอก ดอกเดี่ยว เกิดที่ซอกใบ ก้านดอกยาว 1-3 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางดอกบาน 1.5-2.5 ซม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียว โคนติดกันปลายแยกเป็น 4 แฉก กลีบกว้าง 2-4 มม. ยาว 4-5 มม. กลีบมีขนเล็กๆปกคลุม กลีบดอก 4 กลีบ สีขาว กลีบกว้าง 2-3 มม. ยาว 5-9 มม. 2 กลีบบนแยกกัน 2 กลีบล่างติดกันเป็นกลีบเดียวปลายเว้าเป็น 2 พูลึก เกินครึ่งความยาวกลีบ ตอนกลาง กลีบเป็นสีขาวหรือน้ำตาล กลีบรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับปลายมน มีขนเล็กๆ ที่ขอบกลีบ เกสรเพศผู้ 8-10 อัน แยกกัน ก้านชูอับเรณูยาว 2-3 ซม. อับเรณูสีเขียว เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่ superior ovary มีก้านชูรังไข่(gynophore) ยาว 1.5-2.5 ซม. ก้านชูรังไข่มีขนเล็กๆ ก้านเกสรเพศเมียสั้นมาก ยอดเกสร เป็นตุ่ม รังไข่รูปกลมหรือรี 1 ห้อง ออวุลจำนวนมาก

ผลและเมล็ด ผลสดแบบ berry รูปกลมหรือรี เส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 1-2 ซม. ผลแก่สีเหลือง

สรรพคุณ ทั้งต้น รสเฝื่อน ต้มน้ำดื่ม ขับน้ำเหลืองเสีย ขับพิษเลือดขับพิษน้ำเหลือง บำรุงร่างกาย แก้โรคผิวหนัง



วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

โหราผักกูด

วงศ์ Dennataedtiaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ Microlepia speluncae (L.) Moore

ชื่อพื้นเมือง กูดผี กูดยี โหราผักกูด (กลาง) โชน (ประจวบคีรีขันธ์)
เนระพูสี(ยะลา)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นเลื้อย ปลายยอดเหง้าปกคลุมแน่นด้วยขน ส่วนมากผิวเปลือย เหง้าสีน้ำตาลเข้ม ขนาดใหญ่กว่า 7 มิลลิเมตร ก้านใบ สีฟางข้าว มีร่องตื้นๆ มีขนสั้นนุ่ม ใบประกอบแบบขนนกสามชั้นหรือหยักแบบขนนกสี่ชั้น แผ่นใบรูปกึ่งสามเหลี่ยม ยาว 70 เซนติเมตร กว้าง 50 เซนติเมตร แกนกลางใบสีฟาง หรือสีออกน้ำตาล ด้านบนเป็นร่องมีขนใบย่อยชั้นแรกเป็นใบที่มีขนาดใหญ่กว่า เป็นรูปขอบขนานถึงรูปกึ่งสามเหลี่ยม โคนรูปลิ่มอย่างกว้าง ขนาดใหญ่สุดเป็นใบย่อยที่สองหรือสาม จากโคนขึ้นมา ค่อยๆ สอบแคบสู่ปลาย ปลายสุดแหลม มีใบย่อยเล็กอีกชั้นด้านข้างจำนวนมากกว่า 20 คู่ ยาว 60 เซนติเมตร กว้าง 20 เซนติเมตร เส้นกลางใบย่อย ผิวด้านบนเป็นร่องมีขน ใบย่อยส่วนบนค่อยๆ ลดขนาดลง ใบย่อยชั้นที่สอง ในใบที่มีขนาดใหญ่กว่า เป็นรูปขอบขนานแกมกึ่งสามเหลี่ยม หรือรูปขอบขนานแกมหอก ค่อยๆ สอบแคบลงสู่ปลาย โคนใบรูปลิ่มสองข้างไม่เท่ากัน ยาว 15 เซนติเมตร กว้าง 3 เซนติเมตร มีก้านใบย่อยชัดเจน ใบย่อยชั้นเล็กสุด ขอบหยักลึกเหมือนใบประกอบย่อยลงไปอีกชั้น ส่วนของหยัก เป็นรูปขอบขนานแกมกึ่งสีเหลี่ยม ปลายสุดมนกลมถึงแหลม โคนรูปลิ่มสองข้างไม่เท่ากัน ขนาดทั่วไป ยาว 1.5-2 เซนติเมตร กว้าง 0.6-0.8 เซนติเมตร ปลายสุดของส่วนหยักรูปมนกลมหรือรูปใบพาย และปลายสุดของใบย่อยรูปมนถึงแหลม ขอบเรียบ หรือเป็นคลื่นในส่วนหยักที่ใหญ่กว่า ทั้งใบ เนื้อใบบาง อ่อนนุ่ม ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวอ่อนกว่า มีขนบนแกนและผิวใบ เส้นใบแยกสาขาแบบขนนก 1-2 ชั้น เห็นไม่ชัดทั้งด้านบนและล่าง กลุ่มสปอร์ ขนาดเล็ก เกิดที่ส่วนหยักของขอบใบย่อย มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์รูปถ้วย มีขน (ธีระพล, 2546 ; Smitinand, T. and K. Larsen, 1989)


วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หอมแบ่ง

หอมแบ่ง

หอมแบ่งหรือต้นหอมเป็นผักที่รับประทานส่วนของใบ ใช้ส่วนของใบประกอบอาหารและรับประทานสด มีถิ่นกำเนิดทางแถบเอเชียและแถบเมดิเตอร์เรเนียน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

หอมแบ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium cepa var. aggregatum
อยู่ในตระกูล Amaryllidaceae
เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดิน เป็นพืชอายุ 2 ฤดู แต่มักปลูกเป็นพืชฤดูเดียว มีระบบรากเป็นรากฝอย
ใบ ของหอมแบ่งเรียวแหลม ภายในกลวงตั้งอยู่บนฐานของหัว ( bulb ) รอบๆ ลำต้นมีกาบใบล้อมรอบ ส่วนของกาบห่อหุ้มต้นทำให้มีลักษณะพองโตเป็นหัว ซึ่งจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
ดอก เป็นดอกสมบรูณ์เพศ ออกเป็นช่อ

การปลูกและการดูแลรักษา

หอมแบ่งชอบดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุอยู่มาก และต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี หอมแบ่งชอบอากาศเย็นและชื้น ฤดูปลูก ที่เหมาะสมคือ ฤดูหนาว ควรเริ่มปลูกประมาณเดือนตุลาคม – ธันวาคม
การปลูกหอมแบ่ง ควรมีการพรวนดิน ย่อยดินและตากดินไว้ประมาณ 7 – 14 วัน ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 3 ตันต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากันกับดิน จากนั้นนำส่วนของหัวหอมแบ่งที่ใช้เป็นต้นพันธุ์มาปลูกต้นพันธุ์เหล่านี้ได้แกะกลีบดอกให้เหลือกลีบเดียวแล้วใช้ผ้าชิ้นห่อไว้ 24 ชั่วโมง เพื่อให้หอมงอกแล้วจึงนำไปปลูก โดยใช้ระยะปลูก 15 x 15 ซม.
การให้ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ในระยะที่ต้นกล้าเริ่มตั้งตัว และให้ครั้งที่สองเมื่อหอมแบ่งมีอายุประมาณ 1 เดือน โดยให้ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัมต่อไร่
การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อผิวดินแห้งควรให้น้ำทันที ยกเว้นในระยะที่หอมแบ่งเริ่มแก่ให้ลดการให้น้ำ หอมแบ่งจะได้แก้เร็วขึ้น

โรคที่สำคัญ

โรคของหอมแบ่ง คือ โรคโคนเน่าหรือโรคแอนแทรกโนส โรคราดำ โรคใบจุด โรครากเน่า

ส่วนแมลงที่เป็นศัตรูสำคัญ คือ เพลี้ยไฟ และหนอนหลอด

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดอกหงอนนาค

ชื่ออื่นๆ : น้ำค้างกลางเที่ยง หญ้าหงอนเงือก หงอนเงือก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murdannia giganteum ( Vahl. ) Br.

ลำต้น : สูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นอวบน้ำ ใบรูปดาบ กว้าง 4.12 มม. ยาว 15-40 ซม. ออกสลับรอบข้อที่ผิวดิน

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด ดอกสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก กลีบดอก 3 กลีบ กลีบตรงกลางด้านบนจะตั้งฉากกับกลีบด้านข้างทั้ง 2 กลีบ ยามเช้าจะหุบดอก แล้วจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่

แหล่งที่พบ : ขึ้นบริเวณลานดินทรายที่มีน้ำขังหรือทุ่งหญ้าป่าสนบนภูเขาสูงๆ ที่ชุ่มชื้น จุดที่มีหงอนนาคทุ่งใหญ่ที่สุดของไทยอยู่ที่ภูสอยดาว นอกจากนี้ยังพบได้อีกหลายแห่งเช่น เขาสมอปูน ทุ่งโนนสน เขาใหญ่ และอีกหลายที่

ช่วงเวลาออกดอก ส.ค. - ต.ค.




วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หม้อข้าวหม้อแกงลิง

หม้อข้าวหม้อแกงลิง (อังกฤษ: Nepenthes)
( nə'pεnθiːz / มาจากภาษากรีก: ne = ไม่, penthos = โศกเศร้า, ความเสียใจ; ชื่อของภาชนะใส่เหล้าของกรีกโบราณ (กรีก: Nepenthe) ) หรือที่รู้จักกันในชื่อของหม้อข้าวหม้อแกงลิง หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นสกุลของพืชกินสัตว์ในวงศ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง ซึ่งประกอบไปด้วย 120 กว่าชนิด และลูกผสมอีกมากมาย เป็นไม้เลื้อยจากโลกเก่าที่ขึ้นในเขตร้อนชื้น กระจายพันธุ์ตั้งแต่ตอนใต้ของจีน, อินโดนีเซีย, มาเลเซียและฟิลิปปิน; ทางตะวันตกของมาดากัสการ์ (2 ชนิด) และเซเชลส์ (1 ชนิด) ; ตอนใต้ของออสเตรเลีย (3 ชนิด) และนิวแคลิโดเนีย (1 ชนิด) ; ตอนเหนือของอินเดีย (1 ชนิด) และศรีลังกา (1 ชนิด) พบมากที่บอร์เนียว และ สุมาตรา ส่วนมากนั้นเป็นพืชที่ขึ้นตามที่ลุ่มเขตร้อนชื้น แต่ในระยะหลังหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดใหม่ๆมักพบตามภูเขาซึ่งมีอากาศร้อนตอนกลางวันและหนาวเย็นตอนกลางคืน ส่วนชื่อหม้อข้าวหม้อแกงลิง (อังกฤษ: Monkey Cups) มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าลิงมาดื่มน้ำฝนจากหม้อของพืชชนิดนี้

ศัพทมูลวิทยา
คำว่า Nepenthes (นีเพนเธส) ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1737 ใน Hortus Cliffortianus (แคตาล็อกแสดงพรรณพืชของคลิฟฟอร์ด) ของคาโรลัส ลินเนียส มาจากมหากาพย์โอดิสซีของโฮเมอร์ ในข้อความที่ว่า "Nepenthes pharmakon" (เหยือกยาที่ใช้เพื่อลืมความเศร้าซึ่งหมายถึงเหล้านั่นเอง) ถูกมอบให้เฮเลนโดยราชินีแห่งอียิปต์ คำว่า "Nepenthe" แปลตรงตัวได้ว่า "ปราศจากความเศร้าโศก" (ne = ไม่, penthos = เศร้าโศก) และในตำนานเทพเจ้ากรีกนั้น เป็นการดื่มเพื่อให้ลืมความเสียใจ ลินเนียสอธิบายไว้ว่า : ถ้ามันไม่ใช่เหยือกเหล้าของเฮเลนแล้วมันคงจะเป็นของนักพฤกษศาสตร์ทุกคนอย่างแน่นอน สิ่งใดที่นักพฤกษศาสตร์รู้สึกว่าธรรมดาไม่น่าชื่นชม ถ้าหลังจากการเดินทางอันยาวนานและแสนลำบาก แล้วเขาสามารถพบพืชที่แสนวิเศษนี้ ในความรู้สึกของเขาที่ผ่านสิ่งแย่ๆและลำบากมานั้นก็ต้องถูกลืมเลือนไปหมดสิ้น เมื่อเห็นผลงานของพระผู้เป็นเจ้าที่น่าชมเชยนี้! [แปลจากภาษาละตินโดย เอช. เจ. วีตช์

พืชที่ลินเนียสกล่าวถึงก็คือ Nepenthes distillatoria หม้อข้าวหม้อแกงลิงจากศรีลังกา

หม้อข้าวหม้อแกงลิง ถูกตั้งให้เป็นชื่อสกุลในปี ค.ศ. 1753 ใน "Species Plantarum (ชนิดพันธุ์พืช) " ซึ่งเป็นการตั้งชื่อที่ถูกยอมรับและใช้จนมาถึงปัจจุบัน และ N. distillatoria ก็เป็นชนิดต้นแบบในสกุลนี้
หม้อข้าวหม้อแกงลิง จาก Species Plantarum (ชนิดพันธุ์พืช) ของคาโรลัส ลินเนียส ปี ค.ศ. 1753
ประวัติทางพฤกษศาสตร์

ภาพวาดของพลูคีเน็ต รูป N. distillatoria จาก
Almagestum Botanicum (สารานุกรมพฤกษศาสตร์ ) ปี ค.ศ. 1696ก่อนที่ชื่อ นีเพนเธส จะถูกบันทึก ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในปี ค.ศ. 1658 ข้าหลวงชาวฝรั่งเศสที่ชื่อเบเตียน เดอ ฟรากูร์ (ฝรั่งเศส: Étienne de Flacourt) ได้พรรณนาเกี่ยวกับลักษณะของพืชชนิดนี้ในงานสัมมนา Histoire de la Grande Isle de Madagascar (ประวัติของเกาะมาดากัสการ์) ดังนี้:

พืชชนิดนี้สูง 3 ฟุต ใบยาว 7 นิ้ว มีดอกและผลคล้ายแจกันขนาดเล็กที่มีฝาปิดเป็นภาพที่น่าประหลาดใจมาก มีสีแดงหนึ่งสีเหลืองหนึ่ง สีเหลืองมีขนาดใหญ่ที่สุด คนพื้นเมืองในประเทศนี้คัดค้านที่จะเด็ดดอกของมัน เพราะมีความเชื่อที่ว่าถ้าใครเด็ดมันแล้ว ฝนจะตกในวันนั้น ในเรื่องนั้นฉันและชาวฝรั่งเศสคนอื่นๆเก็บมันมา แต่ฝนก็ไม่ตก หลังฝนตกดอกของมันเต็มไปด้วยน้ำที่เกาะอยู่จนดูคล้ายลูกแก้วที่แวววาว[แปลจากภาษาฝรั่งเศสในหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากบอร์เนียว]

ฟรากูรได้ตั้งชื่อพืชชนิดนี้ว่า Anramitaco สันนิษฐานว่าเป็นชื่อท้องถิ่น แล้วก็ล่วงเลยมามากกว่าศตวรรษ หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดนี้จึงได้ถูกจัดจำแนกเป็น N. madagascariensis

หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดที่ 2 ที่ถูกพรรณนาถึงในปี ค.ศ. 1677 ได้แก่ N. distillatoria พืชถิ่นเดียวของศรีลังกา ถูกจัดจำแนกให้อยู่ภายใต้ชื่อ "Miranda herba" (สมุนไพรอันน่าพิศวง) 3 ปีต่อมา พ่อค้าชาวดัชต์ที่ชื่อเจคอบ เบรนี (Jacob Breyne) อ้างว่าพืชชนิดนี้เป็น Bandura zingalensium ซึ่งเป็นชื่อเรียกในท้องถิ่น[8] ในภายหลัง Bandura ได้กลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกหม้อข้าวหม้อแกงลิงทั่วไปจนกระทั่งลินเนียสได้ตั้งชื่อ นีเพนเธส ขึ้นในปี ค.ศ. 1737

N. distillatoria ถูกจัดจำแนกอีกครั้งในปี ค.ศ. 1683 ครั้งนี้โดยแพทย์ชาวสวีเดน ที่ชื่อ เอช.เอ็น. กริม (H. N. Grimm) [9] กริมได้เรียกมันว่า Planta mirabilis distillatoria หรือ "พืชกลั่นน้ำอันน่าอัศจรรย์" และเป็นครั้งแรกที่มีภาพประกอบอย่างละเอียดของพืชชนิดนี้ 3 ปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1686 นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษที่ชื่อจอน เรย์ (อังกฤษ: John Ray) อ้างคำพูดของกริมมากล่าวดังนี้:
รากดูดความชุ่มชื้นจากดินด้วยความช่วยเหลือของแสงอาทิตย์เข้าสู่ตัวมัน แล้วส่งผ่านไปยัง ลำต้น ก้าน ใบที่น่ากลัวของมัน ไปสู่ภาชนะตามธรรมชาติ แล้วเก็บกักไว้จนกว่ามนุษย์จะต้องการมัน [แปลจากภาษาละตินใน หม้อข้าวหม้อแกงลิงจากบอร์เนียว]

หนึ่งในภาพประกอบแรกๆของหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ปรากฏใน Almagestum Botanicum (สารานุกรมพฤกษศาสตร์ ) ของเลียวนาร์ด พลูคีเน็ต (Leonard Plukenet) ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1696 พืชที่เรียกว่า Utricaria vegetabilis zeylanensium ก็คือ N. distillatoria นั่นเอง

ภาพประกอบของ Cantharifera ใน Herbarium Amboinensis (พรรณไม้จากอองบง) ของรัมฟิออซ, เล่ม 5, ปี ค.ศ. 1747 ถึงแม้ว่าจะถูกวาดหลังศตวรรษที่ 17 แต่ไม้เถาทางขวาไม่ใช่หม้อข้าวหม้อแกงลิง แต่เป็น Flagellariaในเวลาเดียวกันเกออร์จ เบเบอร์ฮาร์ด รัมฟิออซ (เยอรมัน: Georg Eberhard Rumphius) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ค้นพบหม้อข้าวหม้อแกงลิง 2 ชนิดใหม่ในหมู่เกาะมลายู รัมฟิออซได้วาดภาพชนิดแรกไว้ เมื่อได้นำมาพิจารณาดูแล้วมันก็คือ N. mirabilis นั่นเอง และได้ให้ชื่อว่า Cantharifera แปลว่า "คนถือเหยือก" ชนิดที่ 2 ที่ชื่อ Cantharifera alba คิดว่าน่าจะเป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิด N. maxima รัมฟิออซได้พรรณนาไว้ในงานเขียนที่มีชื่อเสียงมากของเขา : Herbarium Amboinensis (พรรณไม้จากอองบง) บัญชีรายชื่อรุกขชาติแห่งเกาะอองบง ทั้ง 6 เล่ม อย่างไรก็ตามพืชชนิดนี้กลับไม่เป็นที่รู้จักจนกระทั่งเขาถึงแก่กรรมไปแล้วหลายปี

หลังจากตาบอดลงในปี ค.ศ. 1670 เมื่อต้นฉบับเขียนด้วยมือสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นบางส่วน รัมฟิออซก็ได้เขียน Herbarium Amboinensis ต่อด้วยความช่วยเหลือของเสมียนและจิตรกร ในปี ค.ศ. 1687 เมื่องานใกล้สำเร็จลุล่วง งานอย่างน้อยครึ่งหนึ่งกับเสียหายไปเพราะไฟไหม้ แต่ด้วยความอุตสาหะ รัมฟิออซและผู้ช่วยของเขาก็ทำหนังสือเล่มแรกแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1690 อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา เรือที่บรรทุกต้นฉบับไปสู่ประเทศเนเธอร์แลนด์กลับถูกโจมตีและจมลงโดยเรือรบของฝรั่งเศส เป็นการบังคับให้พวกเขาเริ่มใหม่อีกครั้ง แต่โชคยังดีที่ยังมีฉบับคัดลอกที่ถูกเก็บรักษาไว้โดย ข้าหลวง-นายพล โจฮันซ์ แคมฟุจซ์ (Johannes Camphuijs) ในที่สุดหนังสือ Herbarium Amboinensis ก็ไปถึงเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1696 แต่หนังสือเล่มแรกก็ยังไม่ถูกตีพิมพ์จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1741 เป็นเวลา 39 ปีหลังจากรัมฟิออซถึงแก่กรรม ในครั้งนี้ชื่อ นีเพนเธส ของลินเนียสได้กลายเป็นมาตราฐานที่มั่นคงแล้ว

ภาพวาดของ Bandura zeylanica (N. distillatoria) จาก Thesaurus Zeylanicus (อรรถาภิธานจากศรีลังกา) ของเบอร์แมน ในปี ค.ศ. 1737N. distillatoria ถูกวาดภาพและอธิบายอีกครั้งใน Thesaurus Zeylanicus (อรรถาภิธานจากศรีลังกา) ของโจฮันซ์ เบอร์แมน (Johannes Burmann) ในปี ค.ศ. 1737 ภาพวาดแสดงให้เห็นตั้งแต่ดอก ลำต้น และหม้อ เบอร์แมนเรียกพืชชนิดนี้ว่า Bandura zeylanica

การอ้างถึงหม้อข้าวหม้อแกงลิงครั้งต่อมาเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1790 เมื่อพระชาวโปรตุเกสที่ชื่อโจเอา เดอ เลอรีโร (João de Loureiro) พรรณนาถึง Phyllamphora mirabilis หรือ "ใบรูปหม้ออันน่าพิศวง" จากเวียดนาม แม้เขาจะอยู่ในประเทศนี้มาถึง 35 ปี มันดูไม่เหมือนว่า เลอรีโรจะเฝ้าศึกษาพืชชนิดนี้อย่างจริงจังนัก เขาอ้างว่าฝาของหม้อเคลื่อนไหวได้ในรูปแบบเปิดและปิดฝาหม้อ ในงานที่มีชื่อเสียงของเขา : Flora Cochinchinensis (พืชจากเวียดนามใต้ ) เขาเขียนไว้ว่า:

สายดิ่งที่ยื่นยาวต่อจากปลายสุดของใบที่บิดขดเป็นวงอยู่ตรงกลาง ทำหน้ายึดหม้อนิ่มๆรูปไข่นั่นไว้ มันมีปากที่เรียบเป็นโครงยื่นตรงขอบและที่ด้านตรงข้ามเป็นฝาปิด ซึ่งเปิดอยู่โดยธรรมชาติ และจะปิดเมื่อต้องเก็บกักน้ำค้างไว้ เป็นผลงานของพระผู้เป็นเจ้าที่น่าพิศวงมาก! [แปลจากภาษาฝรั่งเศสในหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากบอร์เนียว]

ในที่สุด Phyllamphora mirabilis ก็ถูกเปลี่ยนเข้าสู่สกุลของหม้อข้าวหม้อแกงลิงโดยเกออร์จ คลาริดก์ ดรูซ (George Claridge Druce) ในปี ค.ศ. 1916 ดังนั้น P. mirabilis จึงเป็น ชื่อเดิม (basionym) ของหม้อข้าวหม้อแกงลิงทั่วโลกหลายชนิด

การเคลื่อนไหวของฝาหม้อที่ถูกกล่าวอ้างโดยเลอรีโรได้ถูกกล่าวซ้ำอีกครั้งโดยจีน ลุยซ์ มารี ปัวร์เรต (Jean Louis Marie Poiret) ในปี ค.ศ. 1797 ปัวร์เรตได้กล่าวถึง 2 ใน 4 ชนิดที่เป็นที่รู้จักในขณะนั้น : N. madagascariensis และ N. distillatoria เขาสร้างรูปแบบชื่อปัจจุบันและชื่อเรียกตามหลัง : Nepente de l'Inde หรือ "หม้อข้าวหม้อแกงลิงของประเทศอินเดีย" ถึงแม้ว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดนี้จะอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ก็ตาม

ใน Encyclopédie Méthodique Botanique (สารานุกรมพฤกษศาสตร์) ของจีน-บาปตีสต์ เดอ ลามาร์ก (ฝรั่งเศส: Jean-Baptiste de Lamarck) เขารวบรวมไว้ดังนี้ :

มันเป็นหม้อที่น่าพิศวง ตามดังที่ฉันจะกล่าวต่อไปนี้ โดยปกติเมื่อหม้อเต็มไปด้วยน้ำสะอาดฝาหม้อก็จะปิดลง มันจะเปิดขึ้นในระหว่างตอนกลางวัน และน้ำส่วนมากจะหายไป แต่น้ำที่หายไปนี้ใช้ไปในการบำรุงต้นระหว่างกลางคืนก็เป็นได้ และเมื่อวันใหม่เมื่อหม้อเต็มอีกครั้ง ฝาก็จะปิดลงเช่นเดิม นี่เป็นอาหารของมัน และมากเพียงพอใน 1 วันเพราะน้ำนั้นจะเหลือครึ่งเดียวในตอนกลางคืน [แปลจากภาษาฝรั่งเศสในหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากบอร์เนียว]

โรงเรือนปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงของ สถานเพาะเลี้ยงวิตช์ ภาพใน The Gardener s' Chronicle (บันทึกของชาวสวน ) ปี ค.ศ. 1872เมื่อมีการค้นพบชิดใหม่ๆ ความสนใจในการปลูกเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงจึงเกิดขึ้นตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของหม้อข้าวหม้อแกงลิงก็ว่าได้ โดยเริ่มนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 อย่างไรก็ตามความนิยมนี้กลับลดลงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก่อนจะหายไปเพราะสงครามโลกครั้งที่สอง นี่เป็นเครื่องแสดงข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีการค้นพบชนิดใหม่เลยในระหว่างปี ค.ศ. 1940 ถึง 1966 แต่ความสนใจในการปลูกเลี้ยงและการศึกษาในหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้กลับมาอีกครั้ง ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่นักพฤกษศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่ชื่อไซเกะโอะ คุระตะ (Shigeo Kurata) ผลงานของเขาในปี ค.ศ. 1960 และ 1970 ได้นำเข้าสู่ความนิยมในพืชชนิดนี้อีกครั้ง

รูปร่างลักษณะและหน้าที่
หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นไม้เลื้อย มีระบบรากที่ตื้น-สั้น สูงได้หลายเมตร ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตรหรืออาจหนากว่านั้นในบางชนิด เช่น N. bicalcarata เป็นต้น จากลำต้นไปยังก้านใบที่มีลักษณะคล้ายใบ เหมือนกับสกุลส้ม ยาวสุดสายดิ่งซึ่งบางสายพันธุ์ใช้เป็นมือจับยึดเกี่ยว แล้วจบลงที่หม้อที่เป็นใบแท้แปรสภาพมา หม้อเริ่มแรกจะมีขนาดเล็กและค่อยๆโตขึ้นอย่างช้าๆจนเป็นกับดักทรงกลมหรือรูปหลอด

ส่วนประกอบพื้นฐานของหม้อบนหม้อจะบรรจุไปด้วยของเหลวที่พืชสร้างขึ้น อาจมีลักษณะเป็นน้ำหรือน้ำเชื่อม ใช้สำหรับให้เหยื่อจมน้ำตาย จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าในหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิด ของเหลวจะบรรจุไปด้วยสารเหนียวที่ถูกผสมขึ้นเป็นสำคัญเพื่อใช้ย่อยแมลงในหม้อ ความสามารถของของเหลวที่ใช้ดักจะลดลง เมื่อถูกทำให้เจือจางโดยน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นที่เป็นถิ่นอาศัยของพืชสกุลนี้
ส่วนล่างของหม้อจะมีต่อมสำหรับดูดซึมสารอาหารจากเหยื่อที่จับได้ ส่วนบริเวณด้านบนจะมีผิวลื่นเป็นมันใช้เพื่อป้องกันเหยื่อหนีรอดไปได้ ทางเข้าของกับดักเป็นส่วนประกอบที่เรียกว่าเพอริสโตม จะลื่นและเต็มไปด้วยสีสันที่ดึงดูดเหยื่อเข้ามาและเสียหลักลื่นหล่นลงไปในหม้อ ฝาหม้อ ในหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายๆชนิดนั้นใช้ป้องกันไม่ให้น้ำฝนตกลงไปผสมกับของเหลวในหม้อ และด้านข้างจะมีต่อมน้ำต้อยไว้ดึงดูดเหยื่ออีกทางหนึ่งด้วย

โดยปกติหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะสร้างหม้อขึ้นมา 2 ชนิด คือหม้อล่าง เป็นหม้อที่อยู่แถวๆโคนต้นมีขนาดใหญ่ สีสันสวยงาม อีกชนิดคือหม้อบนที่มีขนาดเล็ก ก้านหม้อจะลีบแหลม รูปทรงของหม้อจะเปลี่ยนไป และสีสันจืดชืดกว่า หรือความแตกต่างอีกอย่างคือ หม้อล่างทำหน้าที่ล่อเหยื่อและดูดซึมสารอาหารไปใช้ในการเจริญเติบโต ส่วนหม้อบน เมื่อต้นโตขึ้น สูงขึ้น หม้อบนจะลดบทบาทการหาเหยื่อ แต่เพิ่มบทบาทการจับยึด โดยก้านใบจะม้วนเป็นวง เกาะเกี่ยวกิ่งไม้ข้างๆ ดึงเถาหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้สูงขึ้นและมั่นคงขึ้นไม่โค่นล้มโดยง่าย แต่ในบางชนิดเช่น N. rafflesiana เป็นต้น หม้อที่ต่างชนิดกัน ก็จะดึงดูดเหยื่อที่ต่างชนิดกันด้วย

เหยื่อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงโดยปกติแล้วจะเป็นแมลง แต่บางชนิดที่มีหม้อขนาดใหญ่ (N. rajah, N. rafflesiana เป็นต้น) บางครั้งเหยื่ออาจจะเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก เช่น หนู และสัตว์เลื้อยคลานดอกของหม้อข้าวหม้อแกงลิงนั้น ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะหรือช่อแยกแขนง จะแยกเพศกันอย่างชัดเจน แบบหนึ่งต้นหนึ่งเพศ ฝักเป็นแบบแคปซูล 4 กลีบและแตกเมื่อแก่ ภายในประกอบไปด้วยเมล็ด 10 ถึง 60 เมล็ดหรือมากกว่านั้น เมล็ดแพร่กระจายโดยลม

รูปแบบของกับดัก
รูปแบบทั้งหมดของกับดักในพืชกินสัตว์ดูที่พืชกินสัตว์
พืชในสกุลหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชกินสัตว์ที่มีกับดักแบบหลุมพราง (Pitfall traps, pitcher) เหมือนกับพืชในสกุล Sarracenia, Darlingtonia, Heliamphora และ Cephalotus และการวิวัฒนาการของกับดักสันนิษฐานว่าการจากการคัดเลือกภายใต้แรงกดดันในระยะเวลายาวนาน เช่น มีสารอาหารในดินน้อย เป็นต้น ทำให้เกิดการสร้างใบรูปหม้อขึ้น และอาจเกิดจากแมลงซึ่งเป็นเหยื่อของมันหาอาหารมีพฤติกรรม, บิน, คลาน และไต่ ทำให้เกิดการพัฒนาจากโพรงช่องว่างที่เกิดจากใบประกบกันกลายหม้อซึ่งเป็นกับดักแบบหลุมพราง

หม้อข้าวหม้อแกงลิงนั้นถูกจัดให้มีบรรพบุรุษร่วมกับพืชที่มีกับดักแบบกระดาษเหนียว ซึ่งแสดงว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดอาจมีการพัฒนามาจากกับดักแบบกระดาษเหนียวที่สูญเสียเมือกเหนียวไป

กับดักเกิดขึ้นที่ปลายสายดิ่งหรือมือจับซึ่งพัฒนามาจากการยืดออกของเส้นกลางใบ โดยมากเป็นรูปทรงกลมหรือรูปหลอด เป็นกระเปาะ มีของเหลวอยู่ภายในมีลักษณะเป็นน้ำหรือน้ำเชื่อม ปากหม้อที่เป็นทางเข้าของกับดักอยู่ด้านบนของหม้อ เป็นส่วนประกอบที่เรียกว่าเพอริสโตม ซึ่งมีลักษณะลื่น ฉาบไปด้วยขี้ผึ้งและเต็มไปด้วยสีสันที่ดึงดูดเหยื่อเข้ามาและเสียหลักลื่นหล่นลงไปในหม้อ ส่วนล่างของหม้อจะมีต่อมสำหรับดูดซึมสารอาหารจากเหยื่อที่จับได้ ส่วนบริเวณด้านบนจะมีผิวลื่นเป็นมันใช้เพื่อป้องกันเหยื่อหนีรอดไปได้ มีฝาปิดอยู่ที่ด้านบนของกับดักป้องกันไม่ให้น้ำฝนตกลงไปในหม้อ ใต้ฝามีต่อมน้ำต้อยไว้เพื่อดึงดูดเหยื่ออีกทางหนึ่ง

การปลูกเลี้ยง

Nepenthes rajah ที่ถูกเพาะเลี้ยงกับหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นๆหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดสามารถปลูกเลี้ยงได้ในเรือนกระจก เช่น N. alata, N. ventricosa, N. khasiana และ N. sanguinea หม้อข้าวหม้อแกงลิงทั้ง4ชนิดนี้เป็นพืชที่สูง (highlanders) (N. alata มีทั้งแบบพื้นราบและที่สูง) ส่วนตัวอย่างของชนิดพืชพื้นราบ (lowlander) ก็คือ N. rafflesiana, N.bicalcarata, N.mirabilis และ N.hirsuta

"พืชที่สูง" เป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดที่ขึ้นในที่สูงอากาศหนาวเย็นในเวลากลางคืน (1000 เมตรขึ้นไป) "พืชพื้นราบ" เป็นชนิดที่ขึ้นใกล้กับระดับน้ำทะเล (0-1000 เมตร) หม้อข้าวหม้อแกงลิงชอบน้ำสะอาด , แสงมาก (ไม่ใช่แดดจัด), ชอบชื้นไม่ชอบแฉะ, อากาศไหลเวียนได้ดี ตัวอย่างชนิดที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ง่ายอย่างเช่น N. alata ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นต่ำได้ดี พวกชนิดพื้นที่สูงต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศเย็นถึงจะเจริญเติบโตได้ดี สามารถให้ปุ๋ยได้โดยให้เจือจางกว่าที่ระบุบในฉลาก ป้อนแมลงบ้างเป็นบางครั้ง บางชนิดใช้พื้นที่ในการปลูกเลี้ยงน้อยเช่น N. bellii, N. × trichocarpa และ N. ampullaria แต่ส่วนมากจะมีขนาดต้นที่ใหญ่และยาว

การขยายพันธุ์

การเพาะเมล็ด ให้โรยบนสแฟกนัมมอสส์ที่เปียกชื้นหรือบนวัสดุปลูกอื่นๆที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เช่นขุยมะพร้าว, พีทมอสส์ ฯลฯ หลังฝักแตกออกให้รีบเพาะเมล็ดเพราะอัตรางอกจะลดลงเรื่อยๆเมื่อเก็บไว้นานเข้า ส่วนผสม 50:50 ที่ใช้ในการปลูกกล้วยไม้เช่นมอสส์กับเพอร์ไลต์ เป็นส่วนผสมที่เหมาะที่สุดในการเพาะเมล็ด เมล็ดจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการงอกเป็นต้นอ่อน และหลังจากนั้น 2 ปีหรือมากกว่านั้นจึงจะให้ดอก
การปักชำ ให้ทำปักชำในสแฟกนัมมอสส์ ถ้าความชื้นและแสงพอเพียงต้นไม้จะงอกรากใน 1-2 เดือนและจะเริ่มให้หม้อใน 6 เดือน
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ในปัจจุบันเป็นการเพาะเลี้ยงในเชิงการค้าซึ่งได้ช่วยลดจำนวนต้นไม้ที่ถูกเก็บออกจากป่ามาขายได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี พืชหายากจำนวนมากยังถูกเก็บออกมาขาย เป็นเพราะราคาที่แพงของมันนั่นเอง หม้อข้าวหม้อแกงลิงถูกบรรจุในรายชื่อพืชที่ถูกคุกคามหรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของไซเตสในบัญชี 1 และ 2


สปีชีส์
ดูบทความหลักที่ รายชื่อชนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิง
มีมากกว่า100ชนิดและถูกค้นพบขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ย1-2ชนิดต่อปี

หม้อข้าวหม้อแกงลิงในประเทศไทย
ในประเทศไทยพบว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลาง, ภาคตะวันออก และภาคใต้ ชนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ถูกบันทึกไว้ว่าพบในประเทศไทยมีดังนี้ :

N. anamensis
N. ampullaria (ไทย: หม้อแกงลิง)
N. globosa
N. gracilis (ไทย: หม้อข้าวหม้อแกงลิง)
N. mirabilis (ไทย: เขนงนายพราน)
N. sanguinea (ไทย: หม้อแกงลิงเขา)
N. smilesii (ไทย: น้ำเต้าพระฤๅษี)
N. thorelii ? (ไทย: น้ำเต้าลม)

ลูกผสมตามธรรมชนิดและที่ถูกเพาะพันธุ์โดยมนุษย์
ดูเพิ่มที่ รายชื่อชนิดลูกผสมทางธรรมชาติของหม้อข้าวหม้อแกงลิง

Nepenthes × cincta
Nepenthes × ventrata
N. ventricosa × (N. lowii x N. macrophylla)มีลูกผสมมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

N. × alisaputrana (N. burbidgeae × N. rajah)
N. × bauensis (N. gracilis × N. northiana)
N. × cantleyi (N. bicalcarata × N. gracilis)
N. × cincta (N. albomarginata × N. northiana)
N. × ferrugineomarginata (N. albomarginata × N. reinwardtiana)
N. × ghazallyana (N. gracilis × N. mirabilis)
N. × harryana (N. edwardsiana × N. villosa)
N. × hookeriana (N. ampullaria × N. rafflesiana)
N. × kinabaluensis (N. rajah × N. villosa)
N. × kuchingensis (N. ampullaria × N. mirabilis)
N. × merrilliata (N. alata × N. merrilliana)
N. × mirabilata (N. alata × N. mirabilis)
N. × pangulubauensis (N. mikei × N. pectinata)
N. × pyriformis (N. inermis × N. talangensis)
N. × sarawakiensis (N. muluensis × N. tentaculata)
N. × trichocarpa (N. ampullaria × N. gracilis)
N. × truncalata (N. alata × N. truncata)
N. × trusmadiensis (N. lowii × N. macrophylla)
N. × tsangoya ((N. alata × N. merrilliana) × N. mirabilis)
N. × ventrata (N. alata × N. ventricosa)
ตัวอย่างบางส่วนลูกผสมโดยมนุษย์เป็นผู้ผสมขึ้นที่เรารู้จักกันดี:

N. Coccinea ((N. rafflesiana × N. ampullaria) × N. mirabilis)
N. Emmarene (N. khasiana × N. ventricosa)
N. Gentle (N. fusca × N. maxima)
N. Judith Finn (N. veitchii × N. spathulata)
N. Miranda ((N. maxima × N. northiana) × N. maxima)
N. Mixta (N. northiana × N. maxima)
N. Ventrata (N. ventricosa × N. alata)

สถานะการอนุรักษ์
เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิดมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ทั้งจากเก็บออกมาขาย หรือบุกรุกป่าเพื่อที่ทำกิน ทำให้สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) บรรจุรายชื่อหม้อข้าวหม้อแกงลิงทุกชนิดลงในบัญชีอนุรักษ์ของอนุสัญญาไซเตส ในส่วนของประเทศไทยที่เป็นสมาชิกนั้น ได้กำหนดนโยบาย มาตราการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ

ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง พืชอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มีรายละเอียดเกี่ยวกับหม้อข้าวหม้อแกงลิงดังนี้

วงศ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง (NEPENTHACEAE (Pitcher-plants))

พืชอนุรักษ์บัญชีที่ 1
Nepenthes khasiana ( ไทย: นีเพนเธส คาเซียนา ) ( Indian pitcher plant )
Nepenthes rajah ( ไทย: นีเพนเธส ราจาห์ ) ( Kinabalu pitcher plant )
พืชอนุรักษ์บัญชีที่ 2
Nepenthes spp. ( ไทย: นีเพนเธส สปีชีส์ ) (Pitcher-plants, สกุลหม้อข้าวหม้อแกงลิงทุกชนิด)

โดยมีข้อบังคับไว้เกี่ยวกับพืชอนุรักษ์ดังนี้

ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านพืชอนุรักษ์และซากของพืชอนุรักษ์ เว้นแต่ได้รับหนังสืออนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (มาตรา 29 ตรี)
ผู้ใดประสงค์จะขยายพันธุ์เทียมพืชอนุรักษ์เพื่อการค้า ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ต่อกรมวิชาการเกษตร (มาตรา 29 จัตวา)

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

การปลูกหน่อไม้ฝรั่งหน่อขาว

ลักษณะทั่วไป

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่คนไทยเริ่มรู้จัก และมีการบริโภคกันมากขึ้น แต่ผลผลิตใหญ่ที่ผลิตได้ในขณะนี้ ถูกส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศมากกว่าครึ่งหรือเกือบทั้งหมด ทั้งในรูปของหน่อไม้ฝรั่งสด และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น หน่อไม้ฝรั่งบรรจุกระป๋อง บรรจุขวดและแช่แข็ง ตลาดต่างประเทศที่สำคัญได้แก่ ญี่ปุ๋น สิงคโปร์ ฮ่องกง และประเทศในแถบยุโรป เพราะประเทศเหล่านี้ไม่สามารถผลิตหน่อไม้ฝรั่งให้เพียงพอแก่ความต้องการการบริโภคได้ จึงจำเป็นต้องรับซื้อจากประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่สามารถผลิตหน่อไม้ฝรั่งที่ได้คุณภาพประเทศหนึ่ง เนื่องจากตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการหน่อไม้ฝรั่งหน่อขาวในปริมาณมาก การปลูกเพื่อผลิตหน่อไม้ฝรั่งหน่อขาวจึงจำเป็นจะต้องรักษาและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตให้ดี และได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอเพื่อสนองความต้องการของตลาด ดังนั้นในขั้นตอนการปลูกจึงจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการปฏิบัติตามคำแนะนำทางวิชาการจากเอกสารและจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้เพราะหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการให้เอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ควรจะเริ่มต้นปลูกแต่น้อยก่อน เพื่อเป็นการศึกษาถึงธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เมื่อเกิดความชำนาญแล้ว จึงขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นในภายหลัง

การเตรียมดิน

1. ควรปรับปรุงสภาพดินโดยใช้ปูนขาว ปุ๋ยอินทรีย์โรยบริเวณพื้นที่ที่ปลูกแล้วไถกลบ เพื่อให้ดินมีสภาพร่วนซุย ช่วยในการระบายและถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้น

2. ควรไถดินให้ลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร เพื่อให้รากเจริญเติบโตและหาอาหารเลี้ยงลำต้นได้ดี ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 3 ตัน/ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่

3. ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 50 x 150-200 เซนติเมตร

การปลูก

1. เตรียมดินให้ลึก 30-35 เซนติเมตร เพื่อให้รากเจริญเติบโตและหาอาหารเลี้ยงลำต้นได้ดี ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 3 ตัน/ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่

2. ระยะปลูกที่ใช้คือ 50 x 150-200 เซนติเมตร

3. กล้าที่ใช้ปลูกควรมีลักษณะดังนี้
3.1 อายุ 4-6 เดือน
3.2 ความสูงของต้นมากกว่า 50 เซนติเมตร
3.3 มีรากสะสมอาหารสมบูรณ์และมีจำนวนรากมาก
3.4 มีตาสมบูรณ์ขนาดใหญ่ โดยรอบเหง้า
3.5 กล้าต้องปราศจากโรคแมลง

4. เมื่อย้ายกล้าจากแปลงกล้าแล้วควรปลูกทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 3 วัน

5. ใช้กล้า 1 ต้นต่อ 1 หลุม

6. ในหลุมปลูกควรลึก 10-15 เซนติเมตร กว้างยาวประมาณ 15 เซนติเมตร และทำเนินตรงกลางหลุม

7. วางกล้าในลักษณะแผ่รากให้กระจายบนเนิน ทิศทางของตาไปแนวเดียวกันกับแถว แล้วกลบดิน

เทคนิคการผลิตหน่อขาว

การพูนดินกลบโคน จะเป็นวิธีการที่กำหนดชนิดของหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งหน่อไม้ฝรั่งหน่อขาวจำเป็นต้องกลบดินสูงกว่าหน่อไม้ฝรั่งหน่อเขียว เนื่อจากหน่อไม้ฝรั่งหน่อขาวจะเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งเป็นหน่อที่อยู่ใต้ดิน ความสูงของดินที่กลบจะต้องสัมพันธ์กับความยาวของหน่อที่ตลาดต้องการ

วิธีการ

1. พูนดินกลบโคนด้วยดินหรือดินผสมแกลบให้สูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร

2. การพูนดินกลบโคนควรทำ 2-3 ครั้งต่อไป โดยทำพร้อมกับการกำจัดวัชพืช และการใส่ปุ๋ย

3. หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้องกลบดินพูนโคนไว้เช่นเดิม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

1. อายุเก็บเกี่ยว 8-10 เดือน หลังจากเพาะเมล็ด
2. การเก็บเกี่ยวควรทำช่วงเช้า 6.00-10.30 น.
3. เมื่อเห็นหน่อโผล่สูงจากดินประมาณ 0.5 เซนติเมตร คุ้ยดินลงไปเก็บหน่อแล้วกลบดินไว้ตามเดิม
4. การเก็บระวังอย่าให้กระทบกระเทือนถึงหน่ออื่นที่จะแทงขึ้นมา
5. หน่อที่เก็บได้ให้รีบนำเก็บไว้ในที่ร่มเพื่อทำการคัดเกรด
6. ถ้าเก็บหน่อไว้ไม่นาน ให้ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำสะอาดบิดให้หมาด คลุมตะกร้าไว้ อย่าให้หน่อเปียกน้ำ
7. ถ้าต้องการเก็บรักษาไว้นาน ให้นำเอาตะกร้าที่บรรจุหน่อไม้ฝรั่งเก็บใส่ถังน้ำแข็ง หรือตู้เย็น ที่อุณหภูมิประมาณ 2 องศาเซลเซียส และอย่าให้หน่อเปียกน้ำ

โรคแมลงเป็นศัตรูที่มีความสำคัญต่อการปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นอย่างมาก หากปล่อยให้มีการระบาดรุนแรงแล้ว จะทำให้ได้ผลผลิตลดลง และมีคุณภาพต่ำ เป็นผลเสียอย่างมากต่อการส่งผลผลิตออกไปจำหน่ายสู่ตลาดภายใน และต่างประเทศ ฉะนั้น จึงควรได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี

โรคที่สำคัญของหน่อไม้ฝรั่ง ได้แก่

1. โรคลำต้นไหม้ (Stem blight)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา

ลักษณะอาการ ลักษณะอาการของโรคนี้จะพบว่า มีการทำลายเกิดขึ้นบริเวณโคนต้น ลำต้น กิ่งก้านและใบ ทำให้เกิดแผลรูปกระสวยขอบแผลสีน้ำตาล แผลที่เกิดจะขนานไปกับลำต้น ที่แผลจะมีจุดสีดำเล็กๆ ขึ้นเต็มเนื้อเยื่อ ขอบแผลจะแห้งเป็นสีเทา ต่อมาขนาดของแผลจะขยายเพิ่มขึ้นทำให้ลำต้นไหม้แห้งเป็นทางยาว เมื่อระบาดรุนแรงต้นจะหักตรงรอยแผล ต้นทรุดโทรมทำให้ใบร่วง และต้นแห้งตายในที่สุด

การแพร่ระบาด

โรคนี้แพร่ระบายได้ง่าย โดยเชื้อราจะปลิวไปกับลม หรือถูกน้ำชะพัดพาไป โดยเฉพาะในฤดูฝน โรคจะระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง

การป้องกันและกำจัด

1. ก่อนย้ายต้นกล้าไปปลูกในแปลง ควรแช่ต้นกล้าด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอย่างใดอย่างหนึ่งในกลุ่มต่อไปนี้

คาร์เบนดาซิม เช่น เดอโรซาล เดลซิน 50 บาวีซาน
โปรปิเน็บ เช่น แอนทราโคล
ซิเน็บ + มาเน็บ เช่น เอซินแมก
แมนโคเซ็บ เช่น ไดเทนเอ็ม - 45

การใช้ให้เพิ่มปริมาณสารอีก 1 เท่า จากอัตราส่วนตามคำแนะนำข้างภาชนะ แช่นาน 10 นาที แล้วผึ่งกล้าให้แห้งในที่ร่มก่อนนำไปปลูก

2. ทำทางระบาย อย่าให้น้ำขังแฉะ

3. ถอนหรือตัดต้นที่เป็นโรค รวมทั้งเศษพืชที่ร่วงหล่นตามพื้นแล้วรวบรวมเผาทำลายให้มด ไม่ควรนำไปกองไว้ข้างแปลง เพราะจะทำให้หน่อที่งอกใหม่ถูกเชื้อโรคเข้าทำลายได้

4. ในช่วงฤดูฝนถ้าพบว่า มีการระบาดของโรคในแปลงกล้า และแปลงปลูกมาก ควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชพวก คาร์เบนดาซิมโปรปิเน็บ ทุก 5-7 วัน และถ้าการระบาดของโรคลดลงให้ระยะเวลาการพ่นเป็น 10-15 วัน

2. โรคเซอร์คอสปอร์ร่า ไบลท์ หรือลีฟ พร๊านซ์เซ็ทสปอท (โรคใบเทียมร่วง) (Cercospora blight or Leaf branchlet spot)
โรคเซอร์คอสปอร์ร่า ไบลท์ หรือลีฟ พร๊านซ์เซ็ทสปอท (โรคใบเทียมร่วง) (Cercospora blight or Leaf branchlet spot)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา

ลักษณะอาการ โรคนี้เกิดพร้อมกับโรคลำต้นไหม้ในฤดูฝน โดยจะมีแผลสีม่วงอมน้ำตาล หรือสีม่วงแดงเป็นจุดค่อนข้างกลมตรงกลางมีสีเทา ขอบแผลไม่สม่ำเสมอ ขนาดของแผลเป็นจุดไม่แน่นอน แผลจะมีมากตามใบเทียมที่เจริญเต็มที่แล้ว ทำให้ใบแห้งเหลืองร่วงหล่น ต้นที่เป็นโรคระบาดรุนแรง กิ่งจะแห้งและตายในที่สุด

การแพร่ระบาด สามารถแพร่ระบาดไปกับลมหรือติดไปกับละอองน้ำ

การป้องกันและกำจัด จะทำความเสียหายมากขึ้น ในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง

1. ก่อนปลูกควรแช่ต้นกล้าด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชในกลุ่มดังต่อไปนี้

คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เช่น คูปร๊อก คูปราวิท
คาร์เบนดาซิม เช่น บาวีซาน เบ็นท๊อกซ์ เบนเลท 75 ซี
มาเน็บ เช่น ทวินมาเน็บ
เบนโนบิล เช่น เบนเลท ฟันดาโซล 50

โดยเพิ่มปริมาณสารอีก
1 เท่า จากอัตราส่วนตามคำแนะนำข้างภาชนะนาน 10 นาที แล้วผึ่งให้แห้งก่อนนำไปปลูก
2. หมั่นตรวจดูแปลงให้สะอาดเสมอ บำรุงต้นให้แข็งแรงสมบูรณ์ตลอดเวลา เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

3. ควรถอนหรือตัด้นที่เป็นโรคทิ้ง แล้วเผาทำลายให้หมด ไม่ควรนำไปวางกองสุมไว้ในแปลง เพราะจะทำให้หน่อที่งอกใหม่ถูกเชื้อโรคทำลายได้

4. ถ้ามีการระบาดของโรคให้ฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชพวกคอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ คาร์เบนดาซิม มาเน็บ และเบนโนมิล อัตราส่วนตามคำแนะนำข้างภาชนะ การปฏิบัติเช่นเดียวกับการใช้สารป้องกันกำจัดโรคลำต้นไหม้

3. โรคเน่าเปียก (Wet rot)

าเหตุ เกิดจากเชื้อรา

ลักษณะอาการ เกิดกับหน่อไม้ฝรั่งที่เป็นต้นอ่อนเริ่มแตกกิ่งแขนงหรือยอดอ่อน เชื้อโรคจะเข้าทำลายตรงปลายหน่อ ทำให้มีลักษณะฉ่ำน้ำสีเขียวเข้ม ต่อมายอดอ่อนจะมีสีเหลืองและเหี่ยว ถ้าสังเกตบนแผลจะมีเส้นใยราสีเทาอ่อน งอกขึ้นมาเป็นก้านตั้งตรงสั้นๆ ที่ปลายโป่งออก เป็นหัวสีดำเล็กๆ มองเห็นชัดเจน อาการเน่าลุกลามรวมเร็ซมากในขณะที่ฝนตกชุกต้นจะเน่ายุบไปทั้งแปลง ภายใน 2-3 วัน
การแพร่ระบาด โรค จะระบาดรุนแรง เนื่องจากอาการมีความชื้นสูง มีฝนตกสลับกับแดดออก และฝนตกซ้ำอีก

การป้องกันและกำจัด

1. ถอนต้นทิ้ง เผาทำลายเสีย
2. ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชในกลุ่มต่อไปนี้

ไตรโฟรีน เช่น ซาพรอล
ไธอะเบนดาโซล เช่น พรอนโต
แมนโคเซ็บ เช่น ไดเทนเอ็ม 45

ฉีดพ่อนทุก 5-7 วัน ถ้ามีการระบาดรุนแรงอันเนื่องมาจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง ควรฉีดพ่อนทุก 3 วัน จนกว่าโรคจะเบาบางลง จึงลดการพ่นให้ห่างออกไป

4. โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา

ลักษณะอาการ จะเกิดแผลสีน้ำตาลเห็นได้ชัดเจนบนลำต้นที่ไม่อ่อนและแก่จนเกินไป ลักษณะเป็นวงสีเข้ม หรือดำซ้อนๆ กัน ขอบแผลชั้นนอกจะช้ำคล้ายน้ำร้อนลวก มีสีเขียวเข้ม แผลจะยุบตัวลงตามความยาวของลำต้น เมื่อเป็นมากขึ้นแผลจะขยายออกไป ทำให้ลำต้นยุบตัวลงจะเห็นแผลเป็นวงซ้อนๆ กัน สีดำเล็กๆ ตรงบริเวณแผลต้นแห้งหักตรงกลางรอยแผล ใบร่วงยอดแห้ง
การแพร่ระบาด โรคนี้แพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วในฤดูฝนหรือในช่วงที่ความชื้นสูง สามารถปลิวไปกับลม และถูกน้ำชะพาไป

การป้องกันและกำจัด

1. ทำทางระบายอย่าให้น้ำขังแฉะ
2. เก็บเศษซากพืช
และถอนส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อและรักษาความสะอาดของแปลง
3. ถ้ามีการระบาดให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชกลุ่มต่อไปนี้

เบนโนมิล เช่น เบนเลท
ซิเน็บ + มาเน็บ เช่น เอซินแมก
คาร์เบนดาซิม เช่น มัยซิน เดอโรซาน 50
โปรปิเนบ เช่น แอนทราโคล
สำหรับอัตราส่วนผสมตามคำแนะนำข้างภาชนะบรรจุ ฉีดพ่นทุก 7 วัน

5. โรคหน่อเน่าหรือเน่าเละ (Soft rot)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อบักเตรี

ลักษณะอาการ หน่ออ่อนจะเกิดจุดช้ำน้ำและเน่า มีลักษณะเป็นน้ำเมือกเยิ้ม กลิ่นเหม็นฉุน แผลจะยุ่ยและเป็นสีเทาหรือน้ำตาลจางๆ ชิ้นส่วนหรือต้นที่แสดงอาการเน่าดังกล่าว หากไม่รีบแยกออก จะทำให้ต้นและส่วนที่เหลืออื่นๆ เกิดการติดเชื้อและเสียหายหมดในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะเวลาอากาศร้อนและความชื้นสูง
การแพร่ระบาด จะสร้างความเสียหายรุนแรงในฤดูฝนที่มีความชื้นสูงและอากาศร้อนอบอ้าว โรคนี้เกิดได้ทั้งอยู่ในแปลงและผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้ว โดยเชื้อจะเข้าทางบาดแผลที่เกิดจากหนอนกัดกินจากการพรวนดิน หรือกำจัดวัชพืช

การป้องกันและกำจัด

1. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำได้ดีไม่ขังแฉะ
2. กำจัดแมลง เพื่อไม่ให้กัดกินหน่อและระมัดระวังบาดแผล
3. ควรเก็บเกี่ยวหน่อด้วยความระมัดระวัง อย่าให้เกิดแผลช้ำ หรือฉีกขาดกับต้นตอที่ยังเหลืออยู่ในแปลง
4. เก็บหรือบรรจุผลิตผลที่เก็บเกี่ยวแล้วภาชนะที่สะอาด เมื่อพบชิ้นส่วนหรือต้นใดเป็นโรคให้รีบแยกออกไปทำลายเสีย
5. ผลิตผลที่เก็บเกี่ยวขณะรอการขนส่งหรือจำหน่าย ควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น จะจดความเสียหายจากการเน่าลงได้



จากเว็บ http://www.doae.go.th/LIBRARY/html/detail/normai/norm6.htm


กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

การปลูกหน่อไม้ฝรัง


หน่อไม้ฝรั่งจัดเป็นพืชผักเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากสาเหตุ 3 ประการคือ

1. ประเทศไทยมีภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหน่อไม้ฝรั่ง อุณหภูมิเฉลี่ย 25 - 30 องศาเซลเซียส หน่อไม้ฝรั่งจะเจริญเติบโตได้ดี ไม่มีการพักตัว แต่ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ในช่วงฤดูหนาว หน่อไม้ฝรั่งจะพักตัว จึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่ตลาดโลกมีความต้องการบริโภคหน่อไม้ฝรั่งตลอดทั้งปี สมควรที่ประเทศไทยจะต้องพยายามช่วงชิงตลาดนี้ไว้ให้ได้ เพราะเรามีศักยภาพในการผลิตหน่อไม้ฝรั่งที่มีคุณภาพตามตลาดต้องการ

2. การปลูกหน่อไม้ฝรั่งของประเทศไทยมิได้ทำเป็นแปลงขนาดใหญ่คือ 1,000 - 2,000 ไร่ อย่างในสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องใช้เครื่องทุ่นแรง และเครื่องจักร ในการผลิตก็ใช้แรงงานคนที่มีค่าจ้างแรงงานสูง จะไม่คุ้มต้นทุน เมื่อปลูกเป็นอุตสาหกรรมในพื้นที่ขนาดใหญ่ การเก็บเกี่ยวผลผลิตบางช่วงจะล้นตลาด ทำให้มีปัญหา แต่การปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทย เกษตรกรแต่ละรายมีพื้นที่ปลูก 2 - 5 ไร่ หรือ 10 ไร่ การเริ่มต้นปลูกก็ทำไม่พร้อมกัน ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดได้ตลอดปี และปริมาณผลผลิตก็ทยอยออกมา ช่วงที่ประเทศไทยผลิตได้ยากคือ ช่วงที่มีฝนตกชุก และตกติดต่อกันนานหลายวัน ส่วนในฤดูหนาวจะมีผลผลิตออกมาก และมีคุณภาพสูงกว่าช่วงอื่น ๆ ซึ่งในระยะนี้ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น หน่อไม้ฝรั่งพักตัวไม่มีผลผลิตออก จึงเป็นโอกาสทองของประเทศไทยที่สินค้าหน่อไม้ฝรั่งหน่อเขียวเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

3. หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่เกษตรกรปลูกแล้วมีรายได้ดี ไม่ขาดทุน แต่เกษตรกรต้องเป็นผู้ที่ขยันทำงานในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หมั่นหาความรู้และประสบการณ์ด้วยตัวเอง และหาความรู้เพิ่มเติมจากผู้ปลูกแหล่งอื่น ๆ และจากนักวิชาการภาครัฐ เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นต้น นอกจากนั้นเกษตรกรต้องเลือกส่งผลผลิตให้พ่อค้าคนกลาง หรือบริษัทผู้ส่งออกที่ซื่อสัตย์ และเลือกคบกับผู้ทำการค้าหน่อไม้ฝรั่งอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ประสบความสำเร็จในการปลูก และได้เงินจากการขายหน่อไม้ฝรั่ง

เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่ เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยอยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม แต่วิธีการปลูก พันธุ์ที่ใช้ปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ ในการเพิ่มผลผลิต และวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพดีที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาด ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก


ลักษณะทั่วไป

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชผักประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุหลายปี ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อสีขาว หรือหน่อสีเขียว หน่อขาว หรือเขียวนี้ เรียกว่า "สเปียร์" (Spear) ซึ่งเป็นส่วนของลำต้น

หน่อไม้ฝรั่งประกอบด้วย

1. ราก

รากของหน่อไม้ฝรั่งมี 2 ชนิดคือ รากเนื้อ หรือรากแก้ว (fleshy root หรือ tuberous root) และรากฝอย (fibrous root)

1.1 รากเนื้อ เกิดจากส่วนตาของลำต้นใต้ดิน (root stock) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/8 - 1/4 นิ้ว ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารและยึดลำต้นให้ตั้งอยู่ได้ เป็นรากที่ดูดซึมอาหารได้ดีเท่ารากฝอย ที่ผิวนอกของรากเนื้อมีรากขนอ่อน (root hair) ปกคลุมอยู่ทั่วไป รากเนื้อจะแผ่ขยายได้ปีละ 1 ฟุต สำหรับความลึกของการหยั่งรากขึ้นอยู่กับความลึกของหน้าดิน ความลึกของระดับน้ำใต้ดิน และความชื้นในดิน โดยทั่วไปจะสามารถหยั่งลึกลงไปในดินได้มากกว่า 1 เมตร จึงควรเลือกปลูกหน่อไม้ฝรั่งในดินที่มีหน้าดินลึก

1.2 รากฝอย เป็นรากที่แตกออกจากรากเนื้อ ทำหน้าที่ดูดซึมอาหารในดิน (absorbtive root) และยึดเหนี่ยวให้ดินตั้งอยู่ได้ ปกติจะทำหน้าที่ได้เพียง 1 ปี ก็จะหายไป

2. ลำต้นและใบ

ส่วนของลำต้นใต้ดิน (root stock หรือ rhizome หรือ crown) ติดอยู่กับส่วนราก ส่วนของลำต้นเหนือดินจะเจริญมากจากตาข้างของลำต้นใต้ดิน เมื่อเจริญขึ้นมาเป็นยอดแล้วเรียกว่า ตายอด (bud shoot) หรือสเปียร์ หรือหน่อ ปลายของหน่อจะปกคลุมด้วยใบแท้ ซึ่งต่อมาเมื่อหน่อเจริญขึ้น จะเห็นใบแท้เป็นเกล็ดบาง ๆ อยู่บริเวณข้อ ลำต้นเหนือดินจะมีความสูงประมาณ 90-120 เซนติเมตร มีลักษณะคล้ายเฟิร์น ส่วนที่เห็นว่าเป็นใบนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่ใบจริง ๆ แต่เป็นกิ่งก้านที่เปลี่ยนไป ทำหน้าที่แทนใบ เรียกว่า คลาโดด (cladodes) หรือคลาโดฟิล (cladophyll) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างอาหารให้แก่ต้น

3. ดอกและผล

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่มีต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกต้นกันคือ มีต้นที่ให้ดอกตัวผู้ และต้นที่ให้ดอกตัวเมียอย่างละเท่า ๆ กัน ซึ่งต้องอาศัยแมลงเป็นตัวช่วยผสมเกสร สำหรับต้นตัวผู้อาจให้ดอกที่เป็นดอกสมบูรณ์เพศ แต่น้อยมาก ในประเทศที่มีอากาศร้อนชื้นเช่นในประเทศไทยนั้น ต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งจะเจริญเติบโตเร็วมาก ภายในเวลา 4 เดือน นับจากวันงอก ต้นหน่อไม้ฝรั่งก็จะออกดอก การจำแนกว่าต้นใดเป็นตัวผู้ และต้นใดเป็นตัวเมีย สังเกตดูได้จากลักษณะดอกดังนี้

3.1 ดอกตัวผู้ มีลักษณะเป็นรูประฆัง มีสีเขียวแกมเหลือง มีขนาดดอกใหญ่ และยาวกว่าดอกตัวเมีย ดอกส่วนใหญ่จะอยู่ตามข้อ และอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ละ 2-3 ดอก ภายในดอกประกอบด้วยอับเรณู 6 อัน และเกสรตัวเมียที่ไม่สมบูรณ์

3.2 ดอกตัวเมีย มีขนาดเล็ก มองเห็นได้ชัดเจน และมีไม่มากเหมือนดอกตัวผู้ ประกอบด้วยเกสรตัวผู้ 6 อัน ที่ไม่สมบูรณ์ รังไข่ 3 พู และก้านเกสรตัวเมียขนาดสั้น ดอกตัวเมียและดอกสมบูรณ์เพศจะให้ผลแบบเบอรี่ (berry) ขนาดเล็ก ขณะที่ผลยังอ่อนอยู่จะมีสีเขียว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลมีรูปร่างค่อนข้างกลม โดยปกติแต่ละผลจะมี 3 เมล็ด บางผลมีถึง 6 เมล็ด เมล็ดมีสีดำรูปร่างกึ่งกลมกึ่งเหลี่ยม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/8 นิ้ว

โดยปกติต้นหน่อไม้ฝรั่งที่ให้ดอกตัวผู้ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ต้นตัวผู้ โดยเฉลี่ยจะได้หน่อสดมากกว่า และนานกว่าต้นตัวเมีย แต่ต้นตัวเมียจะให้หน่อสดที่มีขนาดเฉลี่ยแล้วใหญ่กว่าหน่อสดของต้นตัวผู้

ประเภทของหน่อไม้ฝรั่ง

หน่อไม้ฝรั่งที่นิยมปลูกกันในประเทศไทยมี 2 ลักษณะคือ ปลูกแบบหน่อเขียว และปลูกแบบหน่อขาว

1. หน่อเขียว คือ หน่อไม้ฝรั่งที่มีการปล่อยให้หน่ออ่อนงอกพ้นเหนือดิน และได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ จึงทำให้ได้หน่อที่มีสีเขียว ปกติจะใช้บริโภคสด หรือแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ การปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบหน่อเขียวนี้ จะแตกต่างจากการปลูกแบบหน่อขาว เนื่องจากผู้ปลูกต้องควบคุมคุณภาพของหน่อให้ได้มาตรฐานคือ ต้องให้หน่อมีความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร และให้มีความเขียวของหน่อวัดจากปลายยอดลงมาไม่ต่ำกว่า 18 เซนติเมตร นอกจากนี้ปลายของหน่อ ซึ่งมีก้านใบเล็ก ๆ จะต้องไม่บาน หน่อไม่โค้งหรือคดงอ และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 0.8 เซนติเมตร จึงจะขายได้ราคาดี

2. หน่อขาว คือ หน่อไม้ฝรั่งที่มีการใช้ดิน หรืออินทรีย์วัตถุกลบ หรือคลุมโคนต้น เพื่อไม่ให้หน่ออ่อนถูกแสงแดด จึงทำให้หน่อที่ได้เมื่อถอนออกมามีสีขาว หน่อขาวไม่จำเป็นต้องรักษาคุณภาพในเรื่องรูปร่าง และขนาดมากเหมือนกับหน่อเขียว เนื่องจากหน่อขาวจะต้องนำมาลอกเปลือก หรือตัดส่วนที่มีตำหนิออกก่อนที่จะนำไปบรรจุลงในกระป๋อง ดังนั้นหน่อขาวจึงขายได้ราคาถูกกว่าหน่อเขียว

ปัจจุบันนี้ พื้นที่ปลูกหน่อขาว (สุพรรณบุรี กุยบุรี ระยอง) ได้เปลี่ยนมาปลูกหน่อเขียวมากขึ้น เนื่องจากหน่อขาวต้องปลูกเป็นอุตสาหกรรม เพื่อส่งโรงงานบรรจุกระป๋อง โรงงานต้องการผลผลิตในแต่ละวันที่คงที่ และมีปริมาณมาก 1-2 ตันต่อวัน แต่ไม่สามารถขยายพื้นที่ปลูกได้ เกษตรกรและโรงงานจึงต้องเลิกกิจการนี้ เพราะทำแล้วไม่คุ้มทุน

พันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง

พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่เกษตรกรใช้ในการปลูกมี 5 พันธุ์คือ

1. แมรี่วอชิงตัน (Mary Washington) เป็นพันธุ์แรกที่ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย พันธุ์นี้ให้ผลดีพอสมควร เหมาะที่จะปลูกทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากให้ผลผลิตต่ำกว่าพันธุ์อื่น ๆ

2. แคลิฟอร์เนีย 500 (California 500) พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตใกล้เคียงกับพันธุ์แมรี่วอชิงตัน จากรายงานของต่างประเทศ หน่อไม้ฝรั่งพันธุ์นี้มีอายุเก็บเกี่ยวเร็ว สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาว และหน่อเขียว

3. แคลิฟอร์เนีย 309 (California 309) พันธุ์นี้จากการทดสอบของศูนย์วิจัยพืชผักเขตร้อน พบว่าเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง มีแนวโน้มในการให้ผลผลิตที่ดีกว่า และขนาดของหน่อใหญ่กว่าสองพันธุ์แรกเล็กน้อย พันธุ์นี้สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาว และหน่อเขียว

4. ไฮบริดอิมพีเรียล (Hybrid Imperial) เป็นพันธุ์ลูกผสมชั่วที่ 2 ให้ผลผลิตค่อนข้างสูงกว่า 3 พันธุ์ที่กล่าวมา พันธุ์นี้สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว

5. บร็อคอินพรู๊ฟ (Brock's Improved) เป็นพันธุ์ลูกผสมชั่วที่ 1 ซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่า 4 สายพันธุ์ที่กล่าวมา จึงทำให้เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงมาก เกษตรกรทั่วไปนิยมใช้พันธุ์นี้ปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรในเขตจังหวัดนครปฐม ทั้งนี้เพราะทำให้ได้หน่อไม้ฝรั่งที่มีรูปร่าง และขนาดใหญ่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน และให้ผลผลิตสูง เกษตรกรสามารถขายได้ทุนคืนในปีแรก และให้ผลกำไรที่ดีในปีต่อ ๆ มา พันธุ์นี้ปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาว และหน่อเขียวเช่นกัน

ในปัจจุบันได้มีการนำหน่อไม้ฝรั่งเข้ามาทดลองปลูกอีกหลายพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ใช้ปลูกทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เช่น เจนลิม แฟรงค์ลิม ยูซี 157 บูนลิม แบคลิม และพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งยังอยู่ในช่วงของการทดสอบผลผลิตอยู่




กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

แห้ว

ประวัติความเป็นมาของแห้ว

แห้วหรือแห้วจีน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า วอเทอร์นัท (waternut) หรือไชนิส วอเทอร์เชสต์นัต (Chinese water chestnut) หรือ มาไต (Matai) แห้วเป็นพืชดั้งเดิมของแถบร้อน ขึ้นเองตามธรรมชาติ ในประเทศทางแถบเอเชียตะวันออกมีการนำแห้วมาปลูกเป็นครั้งแรกในประเทศทางแถบอินโดจีน หรือจีนภาคตะวันออกก่อน ปัจจุบันมีการปลูกแห้วเป็นการค้าในประเทศจีน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา (รัฐฮาวาย) อินเดีย อเมริกาใต้ และ ประเทศไทย ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีการปลูกแห้วเป็นการค้าในประเทศไทยเมื่อใด แต่มีผู้นำแห้วมาปลูกที่จังหวัดเชียงรายนานมาแล้ว และได้นำมาปลูกในเขตอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ปรากฏว่าปลูกได้ผลดี ได้ผลผลิตหัวสดถึงไร่ละ ๔,๐๐๐ กิโลกรัม ราคาในขณะนั้นกิโลกรัมละ ๑๒-๑๕ บาท ทำกำไรมากมายให้แก่ผู้ปลูก จึงมีการปลูกแห้วเพิ่มขึ้นขยายเนื้อที่ออกไป ทำให้ราคาลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือราคากิโลกรัมละ ๒ บาทในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ การขยายเนื้อที่ปลูกจึงไม่กว้างขวางออกไปมากนักแต่ก็ยังมีผู้นิยมปลูกแห้วกันอยู่มากพอสมควร ปัจจุบันมีการปลูกแห้วมากแถวสองฝั่งแม่น้ำท่าจีน เขตอำเภอเมือง อำเภอศรีประจันต์ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ปลูกประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ ไร่

ลักษณะทั่วไป
แห้วเป็นพืชปีเดียวขึ้นในน้ำเหมือข้าว ต้นเล็กเรียวคล้ายต้นหอม หรือใบกก หรือใบหญ้าทรงกระเทียม ใบน้อย หัวเป็นประเภทคอร์ม (corm) สีน้ำตาลไหม้ หัวกลมมีลักษณะคล้ายหอมหัวใหญ่แต่ขนาดเล็กกว่ามาก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑-๔ เซนติเมตร เนื้อสีขาว
ลักษณะทางพฤษศาสตร์
แห้วหรือแห้วจีนมาชื่อวิทยาศาสตร์ว่า เอลิโอชาริสดัลซิส ทริน (Eleocharisdulcis Trin.) มีชื่ออื่นอีก ได้แก่ อี ทูเบอโซา ชุลท์ (E. tuberosa Schult.) หรือ ซีปุส ทูเบอโรซัส รอกซ์บ (Scirpus tuberosus Roxb.) อยู่ในตระกูลไซเปอราซี (Cyperaceae) เป็นกกชนิดหนึ่งคล้ายกับหญ้าทรงกระเทียม แต่เป็นคนละชนิด (speice) กัน แห้วเป็นพืชปีเดียว ลำต้นแข็ง อวบ ลำต้นกลวง ตั้งตรง มีความสูง ๑-๑.๕ เมตร ดอกเกิดที่ยอดของลำต้น ดอกตัวเมียเกิดเมื่อต้นสูง ๑๕ เซนติเมตร เหนือน้ำแล้วจึงเกิดดอกตัวผู้ตามมา เมล็ดมีขนาดเล็ก รากหรือหัวเป็นพวกไรโซม หรือ คอร์ม (rhizomes or corms) มี ๒ ประเภท หัวประเภทแรกเกิดเมื่อต้นแห้วอายุ ๖-๘ สัปดาห์ ทำให้เกิดต้นแห้วขยายเพิ่มขึ้น หัวประเภทที่สองเกิดหลังจากแห้วออกดอกเล็กน้อยโดยทำมุม ๔๕ องศากับระดับดิน หัวแห้วระยะเริ่มแรกเป็นสีขาว ต่อมาเกิดเป็นเกล็ดหุ้มสีน้ำตาลไหม้จนกระทั่งแก่หัวมีขนาดแตกต่างกัน ขนาดที่ส่งตลาด ๒-๓.๕ ซม. ต้นหนึ่ง ๆ แตกหน่อออกไปมากและได้หัวประมาณ ๗-๑๐ หัว

แห้วมีกี่ชนิด

นอกจากแห้วซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ อี ดัลซิส (E. dulcis) แล้ว ยังมีแห้วซึ่งมีรูปร่างคล้าย ๆ กันนี้อีก ๒ ชนิด ชนิดแรกเป็นแห้วป่าขึ้นอยู่ในน้ำนิ่ง หัวเล็กมาก สีเข้มเกือบดำ บางทีเรียกว่า อี พลานทาจินี (E. plantaginea) หรือ อี พลานทาจิโนอิเดส (E. plantaginoides) อีกชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ต้องปลูก แห้วชนิดนี้มีหัวใหญ่ มีรสหวาน เดิมที่เดียวจัดไว้ต่างชนิดออกไป คือ เรียกว่า อี ทูเบอโรซา (E. tuberosa) ปัจจุบันจัดเป็นชนิดเดียวกัน

แห้วมีวิธีการปลูกอย่างไร

ฤดูปลูก
แห้วเป็นพืชที่ขึ้นในน้ำ ขึ้นได้ดีในแหล่งที่มีการให้น้ำได้ตลอดปี ชอบอากาศอบอุ่นเกือบตลอดปี ในการงอกต้องการอุณหภูมิในดินประมาณ ๑๔-๑๔.๕ องศาเซลเซียส ฤดูปลูกที่เหมาะสมจึงควรเป็นต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอ เริ่มเพาะเดือนมีนาคม - เมษายน ย้ายลงปลูกในแปลงใหญ่ได้ในราวเดือน พฤษภาคม - กรกฎาคม ฤดูเดียวกับการทำนา
การเลือกและการเตรียมที่
แห้วขึ้นได้ในดินเหนียวหรือดินร่วน pH ๖.๙-๗.๓ ขึ้นได้ในที่ราบ จนถึงที่สูงถึง ๑,๒๐๐ เมตร เตรียมดินโดยทำการไถ พรวนให้ดินร่วนดี กำจัดวัชพืชให้หมด เหมือนการเตรียมดินปลูกข้าว

วิธีปลูก
แห้วปลูกโดยใช้หัวเล็กๆ สามารถปลูกได้ ๒ วิธี วิธีหนึ่งเพาะหัวแห้วในแปลงเพาะเสียก่อนคล้ายปลูกหอม แต่ละหัวห่างกัน ๓-๔ ซม. ทำร่มรดน้ำ จนกระทั่งต้นแห้วสูงประมาณ ๒๐-๓๐ ซม. ในราว ๑๕-๒๐ วัน จึงย้ายลงปลูกในแปลงเพาะปลูกห่างกันราว ๙๐-๑๐๐ ซม. นานราว ๒ เดือน เมื่อแตกหน่อจึงใช้หน่อไปปลูกในแปลงใหญ่ โดยปักดำคล้ายดำนา วิธีนี้ปลูกในเนื้อที่ไม่มาก อีกวิธีหนึ่งปลูกหัวแห้วลงฝนแปลงใหญ่เลย ไม่ต้องเพาะก่อน ถ้าเนื้อที่ไม่มากใช้มือปลูก ปลูกลงในหลุมลึก ๑๐-๑๒ ซม. แต่ในเนื้อที่มาก ๆ เช่น ในต่างประเทศ ปลูกด้วยมือไม่ทันต้องใช้เครื่องปลูกโดยเปิดร่องเสียก่อนแล้วหยอดหัวแห้วลงในร่องให้ห่างกันตามที่ต้องการแล้วกลบ ระยะปลูกที่ใช้กันในสหรัฐอเมริกา ระยะระหว่างแถว ๗๕ ซม. ระหว่างหลุม ๗๕ ซม. ในประเทศจีนปลูกเป็นรูปสามเหลี่ยม ระหว่างต้นห่างกัน ๔๕-๖๐ ซม. สำหรับกสิกรไทยใช้ระยะปลูกห่างกันประมาณ ๑๐๐ ซม.

แห้วมีการทะนุบำรุงอย่างไร

การให้น้ำ
หลังจากปลูกแห้วแล้วทดน้ำเข้าให้ท่วมแปลงเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง แล้วปล่อยให้ระบายออกเมื่อต้นแห้วสูงประมาณ ๒๐-๓๐ ซม. ทดน้ำเข้าให้ระดับน้ำสูงประมาณ ๑๐-๑๕ ซม. เมื่อต้นแห้วสูงขึ้นเพิ่มน้ำขึ้นเรื่อย ๆ จนแห้วสูงประมาณ ๕๐-๖๐ ซม. ให้น้ำ ๒๕-๓๐ ซม. จนตลอดฤดูปลูก

การกำจัดวัชพืช
ถ้าได้เตรียมดินและกำจัดวัชพืชอย่างดีแล้วก่อนปลูกเกือบจะไม่ต้องกำจัดวัชพืช ในต่างประเทศใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช เช่น ๒,๔-D กสิกรไทยยังไม่มีการใช้สารเคมีดังกล่าว จะกำจัดด้วยแรงงานหรือไม่กำจัดเลย

การใส่ปุ๋ย
การปลูกแห้วในต่างประเทศ ใส่ปุ๋ยผสมเกรดสูง ๆ ในอัตรา ๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ครึ่งหนึ่งใส่ก่อนปลูก อีกครึ่งหนึ่งหลังปลูก ๘-๑๐ สัปดาห์ วิธีใส่ปุ๋ยครั้งนี้ ใช้วิธีหว่านเหมือนใส่ปุ๋ยในนาข้าว ถ้าปล่อยน้ำให้แห้งก่อนได้ก็ดี หว่านปุ๋ยแล้วปล่อยน้ำเข้า

โรคและแมลง
โรคและแมลงที่ร้ายแรงไม่มี แมลงที่พบเสมอ ได้แก่ ตั๊กแตน เพลี้ยไฟ ถ้าปลูกในดินที่เป็นกรดคือ pH ๕.๕ มักเกิดโรคซึ่งเกิดจากเชื้อรา ศัตรูที่พบนอกจากโรคแมลงได้แก่ ปู และปลากัด กินต้นอ่อน

การเก็บหัวและรักษา

แห้วมีอายุประมาณ ๗-๘ เดือน เมื่อแห้วเริ่มแก่ คือ ใบเหี่ยวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีน้ำตาล ผิวนอกของหัวเป็นสีน้ำตาลไหม้ แสดงว่าเริ่มทำการเก็บได้ ประมาณเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม ระยะเดียวกันกับเก็บเกี่ยวข้าว เก็บแห้วโดยปล่อยน้ำออกก่อนถึงเวลาเก็บ ๓-๔ สัปดาห์เพื่อให้ดินแห้ง เก็บโดยขุดแล้วล้างหัว ผึ่งให้แห้ง ถ้าปลูกมากอาจเก็บโดยใช้ไถ ไถลึกประมาณ ๑๕ ซม. พลิกหัวขึ้นมาแล้วเลือกหัวแห้วล้างน้ำ สำหรับรายที่ไม่สามารถระบายน้ำออกได้ ซึ่งได้แก่ การปลูกในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องเก็บแห้ว โดยการใช้มือลงไปงมขึ้นมาเรียกว่า "งมแห้ว" ในต่างประเทศผลผลิตหัวแห้วสดประมาณ ๓.๒-๖.๔ ตันต่อไร่ สำหรับประเทศไทยผลผลิตประมาณ ๓-๔ ตันต่อไร่ หรือประมาณ ๓๐๐ ถัง ขนาดของหัว ๓-๓.๕ ซม.
หัวแห้วสามารถเก็บรักษาไว้ได้ โดยตากให้แห้งบรรจุในภาชนะที่รักษาความชื้นได้ หรือเก็บในอุณหภูมิ ๑-๔ องศาเซลเซียสได้นานกว่า ๖ เดือนขึ้นไป กสิกรสามารถเก็บรักษาหัวแห้วไว้ได้เองโดยเก็บในภาชนะปิดสนิท เช่น ตุ่ม ลังไม้หรือทรายแห้งสนิท เก็บได้นานประมาร ๖ เดือน ถ้าอยู่ในอุณหภูมิ ๑๔ องศาเซลเซียส หัวแห้วจะงอก

ประโยชน์
หัวแห้วประกอบด้วยส่วนที่กินได้ร้อยละ ๔๖ ส่วนที่เป็นของแข็งประมาณร้อยละ ๒๒ ในจำนวนนี้เป็นโปรตีนร้อยละ ๑.๔ คาร์โบไฮเดรตและเส้นใยต่ำกว่าร้อยละ ๑ จากการวิเคราะห์หัวแห้วสดประกอบด้วย : ความชื้นร้อยละ ๗๗.๙ โปรตีนร้อยละ ๑.๕๓ ไขมันร้อยละ ๐.๑๕ ไนโตรเจนร้อยละ ๑๘.๙ น้ำตาลร้อยละ ๑.๙๔ ซูโครสร้อยละ ๖.๓๕ แป้งร้อยละ ๗.๓๔ เส้นใยร้อยละ ๐.๙๔ เพ้าร้อยละ ๑.๑๙ แคลเซียม ๒-๑๐ มิลลิกรัมต่อ ๑๐๐ กรัม ของส่วนที่กินได้ ฟอสฟอรัส ๕๒.๒-๖๕ มิลลิกรัม เหล็ก ๐.๔๓-๐.๖ มิลลิกรัม ไทอามีน ๐.๒๔ มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน ๐.๐๐๗ มิลลิกรัม ไนอาซิน มิลลิกรัม กรดแดสโคบิก (ascobic acid) ๙.๒ มิลลิกรัม

แป้งที่ให้จากหัว แห้วมีลักษณะคล้ายคลึงกับแป้งจากมันเทศหรือมันสำปะหลัง และมีขนาดใหญ่จนถึง ๒๗ ไมครอน น้ำที่สกัดจากหัวแห้วประกอบด้วยสารปฏิชีวนะ
หัวแห้วที่ซื้อขายได้ ต้องมีขนาดอย่างน้อยประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ ซม. ขึ้นไป เนื้อแห้วสีขาวกรอบ รับประทานสด บรรจุกระป๋อง คั้น น้ำหรือจะต้มทำขนม หรือใช้ประกอบอาหารก็ได้ มักเป็นอาหารจีน นอกจากนี้ยังใช้ทำแป้งได้ด้วย หัวเล็ก ๆ ใช้เลี้ยงเป็ดไก่ได้ดี หัวแห้วบางชนิดใช้ทำยาต้นแห้วใช้เลี้ยงปศุสัตว์ ใช้ในการบรรจุหีบห่อนผลไม้ ใช้ทำตะกร้า ทอเสื้อ เป็นต้น




จากเว็บ http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK5/chapter5/t5-5-l5.htm

กลับสู่ : หน้าหลัก พืชผัก พืชสมุนไพร
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...